แมลงกระชอนจากเหยื่อปลา กลายเป็นอาหารโอชะของมนุษย์
ากการสำรวจพบว่าในโลกใบนี้มีประชากร "แมลง" มากกว่า 8 แสนชนิด มีทั้งให้โทษและประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ อีกทั้งหลายชนิดยังสามารถนำมาเป็นอาหารได้....
...จากวัฒนธรรม การกินของคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ส่งผลให้การเลือกว่าแมลงแต่ละชนิดกินได้หรือไม่นั้น เป็นความรู้ ที่สืบทอดต่อๆกันมา และจากกลุ่มคนที่เข้ามาทำงาน ทำให้สังคมแห่งการ "กิน" เปิดกว้างมากขึ้น กระทั่งหลายคนเริ่มติดใจหลงใหลในรสชาติแมลงทอดกันมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็น "เดลิเวอรี่" จากรถขายวิ่งกันอยู่เกือบทั่วทุกหัวมุมถนน
สำหรับแมลงทอดจะมีอยู่ หลากหลายชนิด อาทิ แมลงกินูน แมลงเหนี่ยง แมลงกุดจี่ ตั๊กแตนปาทังก้าหนอนไผ่ ดักแด้ไหม แมลงดานา และอีกมากมาย ซึ่ง ในจำนวนนี้ก็มี "แมลงกระชอน" รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาคุณค่าทางอาหารของแมลงในประเทศไทย พบว่าแมลงตับเต่า ตั๊กแตนเล็ก และแมลงดานา จะมีปริมาณโปรตีนและไขมันใกล้เคียงกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์
" แมลงกระชอน" หรือแมลงจอน (Mole erieket) ในหมู่นัก "ตกปลา" จะรู้กันว่า พวกมันเป็น "เหยื่อชั้นยอด" สำหรับใช้ล่อปลาช่อน ปลาดุก ให้มาฮุบเบ็ด แมลงชนิดนี้จะไม่กระโดด ชอบอยู่เป็นฝูง หากมองเผินๆพวกมันจะคล้ายจิ้งหรีด โดยส่วน หัว มีสีดำกว่าส่วนอื่นๆ หนวด สั้นเป็นแบบเส้นด้าย ปาก ลักษณะเป็นแบบกัด แผ่นสันหลังอก แรกมีลักษณะเป็นแผ่นกลมแข็ง ร่างกาย มีขนปกคลุม
ขาคู่หน้า ใหญ่แบนคล้ายพลั่ว มีซี่แข็งที่ปลายเพื่อใช้สำหรับขุดดินทำรูอาศัย ปีก สีน้ำตาลยาวกว่าลำตัว ผิว เป็นกำมะหยี่ ตัวผู้สามารถทำเสียงได้โดยใช้ปีกคู่หน้าสีกัน แต่เสียงไม่ค่อยกังวาน เท่าที่ควร โตเต็มที่วัดขนาดของลำตัวยาวประมาณ 25-35 มิลลิเมตร
...มันจะชอบขุดรูอาศัยอยู่ในดินที่แฉะมากๆ ตามบริเวณรอบแหล่งน้ำ เช่น โคลน ตม หรือบางครั้งอาจพบขุดดินอาศัยอยู่ใต้แหล่งน้ำตื้น รูที่อาศัยจะลึกลงดินประมาณ 15-20 เซนติเมตร ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะทางเข้าออก ส่วนบริเวณระหว่างกลางจะทำเป็นห้องขนาดโตเท่าไข่ ไก่ จากนั้นมันจะอาศัยอยู่ในบ้านใต้ดินตลอดเวลา
กระทั่งถึงเวลายามค่ำ คืนจึงขึ้นมาเพื่อหารากไม้ แมลงอื่นๆ ที่เล็กกว่า รวมทั้งยอดข้าวของโปรดกินเป็นอาหาร ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายให้เกษตรกร ดังนั้นพวกมันจึงถูก "ไล่ล่า" และกลายเป็นอาหารอัน "โอชะ" และหนึ่งในนักล่าเล่าให้ "หลายชีวิต" ฟังว่า หากรู้ว่าบริเวณท้องทุ่งไหนมีแมลงกระชอนระบาด ชาวบ้านก็หิ้วกระป๋อง ถัง กะละมัง แล้วแต่ว่าจะหาได้ เพื่อไปจับอย่างครื้นเครง เสมือนหนึ่งว่ากำลังมีงานรื่นเริง ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่ามันมีราคาซื้อขายเตะโด่งไปที่กิโลฯละ 80-120 บาท.
| Create Date : 29 มีนาคม 2553 |
| Last Update : 29 มีนาคม 2553 10:29:04 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 379 Pageviews. |
 |
|
|
| |