สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรุ่งเรืองไม่เกี่ยวกับไดโนเสาร์สูญพันธุ์
การสูญ พันธุ์ของไดโนเสาร์ไม่ใช่นัยสำคัญแห่งวิวัฒนาการและความหลากหลายของสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมอีกต่อไป ตามผลการศึกษาล่าสุด
ภาพ จำลองดาวเคราะห์น้อยที่เชื่อว่าชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนเป็นจุดที่เชื่อว่าน่าจะทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และหลังจากนั้นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันเป็นบรรพบุรุษของพวกเรายึดครองดินแดนมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วน หนึ่งของ family tree ขนาดใหญ่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 4,500 สายพันธุ์ ที่ทีมวิจัยถอดจากรหัสพันธุกรรมและฟอสซิล หาลำดับย้อนหลังไปนับล้านๆ ปี ก่อนจะสรุปฟันธงว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีจุดวิวัฒนาการอย่างหลากหลายถึง 2 ครั้ง และไม่เกี่ยวกับช่วงไดโนเสาร์กำลังสูญพันธุ์
เนเจอร์/เอเอฟพี/เนชันเนลจีโอกราฟิก/บีบีซีนิวส์ – การ สูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อนหาได้มีส่วนทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคใหม่ที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพในปัจจุบันได้ครองโลกแทนอย่างที่เชื่อกันมา เมื่อนักวิจัยได้สาวย้อนแฟมิลีทรีนับล้านๆ ปีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบว่าบรรพบุรุษของพวกเราก็เคยเดินเคียงคู่กับไดโนเสาร์มาแล้ว อีกทั้งยังมีวิวัฒนการอย่างรวดเร็วทั้งก่อนและหลังยักษ์แห่งดึกดำบรรพ์สูญ พันธุ์หลายล้านปี แนวคิด กระแสหลักเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก เห็นพ้องต้องกันมานานแล้วว่า หลังจากที่ไดโนเสาร์ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน อันการเป็นจบสิ้นยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ยุคแห่งไดโนเสาร์ช่วงสุดท้าย ซึ่งเชื่อกันว่าเหตุเพราะ “ดาว เคราะห์น้อย” พุ่งชนโลกจนทำให้เกิดฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ จากนั้นโลกก็ค่อยเย็นลง ทำลายพืชพรรณต่างๆ ที่ไดโนเสาร์ต้องพึ่งพา ตาม แนวคิดดังกล่าวชี้ว่า ขณะที่ไดโนเสาร์หมดไปจากโลก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งตอนนั้นมีอยู่เพียงน้อยนิด ก็เริ่มขยับขยายมายึดครองพื้นที่แทนเหล่ายักษ์แห่งยุคดึกดำบรรพ์ ที่ สำคัญสัตว์ผู้มาใหม่ได้พัฒนาขยายสายพันธุ์อย่างรวดเร็วและหลากหลาย สืบต่อมาอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทว่า รายงาน ทฤษฎีใหม่ที่เพิ่งเผยสู่สาธารณะเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ใน “เนเจอร์” (Nature) วารสารวิทยาศาสตร์ชื่อดังของอังกฤษ กลับระบุว่า ความหลาก หลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมี 2 ช่วงเวลาที่เป็นนัยสำคัญ โดยช่วงแรกเกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อนยุคครีเตเชียส และอีกช่วงเกิดหลังยุคครีเตเชียสอีกเป็นล้านปีเช่นกัน หาได้เกี่ยวข้องกับการล่มสลายของอาณาจักรไดโนเสาร์ไม่ โอ ลาฟ ไบนินดา-เอมอนด์ (Olaf Bininda-Emonds) มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีแห่งมิวนิค ในเยอรมนี (Technical University of Munich, Germany) และเพื่อนร่วมทีมจากอีกหลายชาติ ได้เขียนรายงานผลการศึกษาว่า “หลัง จากไดโนเสาร์สูญพันธุ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป” โดย พวกเขาได้รวบรวมลำดับวงศ์หรือแฟมิลีทรี (family tree) จากพันธุกรรมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 4,554 สายพันธุ์ ซึ่งครอบคลุมเกือบทั้งหมดเท่าที่มีปรากฏ พวกเขาใช้ นาฬิกาโมเลกุล (molecular clock) โดยใช้การวิเคราะห์ทางดีเอ็นเอและซากฟอสซิลที่มีอยู่ เพื่อดูการกลายพันธุ์สะสมของยีนที่เกิดจากวิวัฒนาการ ใช้บอกเวลาย้อนหลังกลับไปหาบรรพบุรุษ ซึ่งย้อนไปได้กว่า 160 ล้านปีก่อน จาก ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ ทำให้เห็นว่า หนูตัวแรกและสิ่งมีชีวิตที่ เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายสายพันธุ์ต่างมีชีวิตอยู่พร้อมๆ กับไดโนเสาร์ สัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งไพรเมท หนู ค้างคาวต่างมีการเปลี่ยนแปลงขยายความหลากหลายครั้งแรกเมื่อ 93 ล้านปีก่อน จากนั้นหลายสายพันธุ์ก็สูญไปพร้อมกับไดโนเสาร์ อาทิ “เมโซไนคิดส์” (mesonychids) สัตว์จำพวกเท้ากีบที่กินนื้อเป็นอาหาร หรือบาง ส่วนก็ยังอยู่แต่มีสายพันธุ์เหลือน้อยเต็มทีอย่างตัวสโลธ (sloths) ส่วน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่รอดมาได้จากยุคครีเตเชียส อย่าง “ไพรเมท” บรรพบุรุษของพวกเรายังไม่พบการแยกแตกสายพันธุ์หลังยุคครีเตเชียสจนกระทั่ง 50 ล้านปีก่อน ทั้งนี้ การเปลี่ยน แปลงในช่วงที่ 2 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 35 ล้านปีก่อน นับ ว่ายาวนาน หลังจากช่วงไดโนเสาร์ และการผุดความหลากหลายในช่วงนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลผลิตของสิ่งมีชีวิตในช่วงนี้กลายเป็นเชื้อสายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วย นมในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ไมเคิล เบนตอน (Michael Benton) ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ มหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร (University of Bristol, UK) แสดงความเห็นว่า ยัง ไม่สามารถระบุได้ถึงสาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้เกิดการวิ วัฒนาการ ตั้งแต่ 85 ล้านปีก่อน แต่ก็มีหลักฐานสนับสนุนจำนวนมากถึงความเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการแยกของแผ่นทวีป, ต้นกำเนิดของต้นไม้และดอกไม้ รวมถึงอุณหภูมิโลกที่ลดลง ทั้งนี้ ในรายงานยังสันนิษฐานถึงเหตุที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในรอบที่ 2 ว่าอาจจะเกี่ยวเนื่องกับอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้น เป็นช่วงของมหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic) ที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยครั้ง โดยทีมนักวิจัยเชื่อว่าครั้งที่มหายุคนี้มีอุณหภูมิพุ่งขึ้นสูงสุดอย่างรวด เร็ว ที่สิ่งมีชีวิตต่างๆ สูญพันธุ์ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนจุดที่ 2 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม "ปัญหาใหญ่คืออะไร เป็นเหตุให้บรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคใหม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไป อย่างหลากหลาย” คำถามที่รอสส แมคฟี (Ross MacPhee) ภัณฑารักษ์ด้านสัตวที่มีกระดูกสันหลัง แห่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาตร์ธรรมชาติสหรัฐฯ (American Museum of Natural History) ตั้งทิ้งไว้ในรายงานให้ผู้เชี่ยวชาญได้ค้นหากันต่อ อย่าง ไรก็ดี ดร.รอบ แอสเชอร์ (Rob Asher) ผู้เชี่ยวชาญด้านลำดับชั้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (University of Cambridge) เปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์รู้กันมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วว่า สัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมในปัจจุบันปรากฏขึ้นหลังเส้นแบ่งเขตเค-ที (K-T boundary) (เส้น แบ่งเขตเค-ที แบ่งยุคทางธรณีวิทยาระหว่างยุคครีเตเชียส กับสมัยพาลีโอซีน (Paleocene) ในยุคเทอร์เทียรี (Tertiary) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบุว่าเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน) "สัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมหลายลำดับ รวมถึงแมว ค้างคาว วาฬ และมนุษย์ปรากฏในสมัยอีโอซีน (Eocene epoch : ตอนต้นของมหายุคซีโนโซอิค) และ ในทางกลับกันไม่ใช่ว่าไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์หมดสิ้นในยุคครีเตเชียส ยังมีระยะเวลาอีกหลายล้านปีกว่าไดโนเสาร์พวกที่บินไม่ได้จะสูญพันธุ์ ฉะนั้น ตำราเก่าๆ ที่กล่าวถึงเขตเค-ทีว่าเป็นจุดล่มสลายของไดโนเสาร์และเริ่มต้นของสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น เป็นแนวคิดที่ผิวเผิน” ดร.แอสเอสเชอร์กล่าว ทั้ง นี้ แนวคิดทีได้จากฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากยุคครีเตเชียส ที่ระบุว่าเป็นบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในปัจจุบันก็ยังคงกลายเป็น ปัญหาให้ถกเถียงกันไม่จบสิ้น
| Create Date : 27 มีนาคม 2553 |
| Last Update : 27 มีนาคม 2553 12:34:46 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 372 Pageviews. |
 |
|
|
| |