นักวิจัยไทยพบไวรัส
สก ว.จัดสัมมนาเรื่อง “ค้างคาวไทยน่ากลัวจริงหรือ?”หวังให้ประชาชนรู้เท่าทันไวรัสที่พบในค้างคาว ไทยและป้องกันการแพร่กระจายสู่คนและสัตว์ เผยค้างคาวเป็นพาหะตัวนำโรคหลายชนิด โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้าสู่คนซึ่งเป็นอันดับ 2 รองจากสุนัข ล่าสุดพบเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส แนะป้องกัน อยู่ห่างจากค้างคาวทั้งที่มีอาการป่วย และไม่แสดงอาการ และไม่บริโภคเลือดและเนื้อค้างคาวโดยเด็ดขาด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ค้างคาวไทยน่ากลัวจริงหรือ?” ณ โรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ โดยมีนาง กัลยาณี บุญเกิด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วย ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี หัวหน้าศูนย์ปฎิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาฯ ร่วมสัมมนา นางกัลยาณี กล่าวถึงความหลากหลายของค้างคาวในประเทศไทยว่า ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีจำนวนถึง 980 ชนิด ในจำนวน 4,800 ชนิดในโลก ในประเทศไทยพบค้างคาวถึง 120 ชนิด และมี 20 ชนิด เป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่เหลือเป็นค้างคาวกินแมลง อย่างไรก็ดี ค้างคาวมีคุณสมบัติในการเป็นแหล่งรังโรค โดยเฉพาะไวรัส โดยสามารถนำโรคติดต่อไปยังคนและสัตว์ได้โดยตรง ทั้งนี้ เมื่อค้างคาวมีการติดเชื้ออาจไม่มีอาการใดๆหรือมีอาการแต่เพียงน้อยมาก แม้ว่าจะมีไวรัสบางชนิดทำให้ค้างคาวป่วยหนักจนตาย แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่หายเอง และยังคงแพร่เชื้อต่อไปได้ ทั้ง นี้ อุบัติการณ์ของการระบาดของไวรัสหลายชนิดที่มีค้างคาวเป็นต้นเหตุ ได้แก่ ไวรัสพิษสุนัขบ้า และไวรัสอื่นๆในตระกูลลิสสา (Lyssa) ไวรัสอีไบล่า (Ebola) ไวรัสเฮ็นดรา (Hendra) และนิปาห์ (Nipah) และ ล่าสุดมีรายงานว่าพบเชื้อไวรัส Corona ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มเดียวที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส(SARS) โดยค้างคาวเป็นตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าสู่คนที่สำคัญอันดับ 2 รองจากสุนัข ดร.สุภาภรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ติดเชื้อไวรัสในค้างคาวไทยว่า จากการสำรวจค้างคาวใน 9 จังหวัด พบว่าจังหวัดที่พบผลบวกแอนติบอดีย์และสารพันธุกรรม ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งค้างคาวในประเทศไทยเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ และอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ไปยังสัตว์และคน จึงต้องการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อไป “ประเทศไทยมี การเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสนิปาร์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี จากการตรวจได้พบไวรัสนิปาห์จากตัวอย่างเลือดค้างคาวแม่ไก่ในภาคกลาง ซึ่งมักมีผู้นิยมล่ามาเป็นอาหาร หรือดื่มเลือดสดๆ โดยมีความเชื่อว่าการดื่มเลือดค้างคาวเป็นยาบำรุงทางเพศ หรือนิยมบริโภคแบบสุกๆดิบๆ ทั้งนี้ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบด้วย” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า มีค้างคาวบางชนิดเท่านั้นที่สามารถเป็นแหล่งรังโรคหรือตัวนำโรคได้ ทั้งนี้ จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสที่นำโดยค้างคาวที่พบในประเทศไทย ทำให้มีการศึกษาค้างคาวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน โดยตรวจหาภูมิคุ้มกันแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัสนิปาห์จากเลือด และตรวจหาสารพันธุกรรม RNA ของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างน้ำลายและปัสสาวะของค้างคาว ซึ่งจากตัวอย่างเลือดค้างคาวจำนวน 1,054 ตัวอย่าง พบผลบวกแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ 82 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 7.8%จึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของ ไวรัสจากค้างคาว “การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการตรวจหา สารพันธุกรรมจากตัวอย่างน้ำลายและ ปัสสาวะค้างคาว โดยใช้หลักการ Duplex RT-PCR ที่มีความไวในการตรวจสูง ทำให้มีประโยชน์ในการศึกษาการติดเชื้อ โดยไม่จำเป็นต้องเพาะแยกเชื้อก่อนการตรวจ อย่างไรก็ดี วิธี ที่ดีที่สุดในการป้องการติดเชื้อไวรัสจากค้างคาว คือการอยู่ห่างจากสถานที่ที่มีค้างคาว โดยเฉพาะค้างคาวที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น คลานหรือบินไม่ขึ้น ก็อย่าเข้าใกล้อย่างเด็ดขาด” “อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะพบค้างคาวไทยมีการติดเชื้อไวรัสไม่ต่ำกว่า 2 ชนิด แต่ต้องไม่ลืมว่าค้างคาวยังมีคุณประโยชน์มหาศาล ซึ่งการแยกพื้นที่ที่ชัดเจนไม่ให้มีการปะปนของค้างคาวที่ติดเชื้อมายังคนและ สัตว์ การระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดจากค้างคาวทั้งที่ป่วย หรือแม้จะดูไม่ป่วยแต่แพร่เชื้อได้ และการป้องกันมิให้บุกรุกล้ำเข้าไปในถิ่นธรรมชาติของค้างคาว เพื่อหวังประโยชน์ทางการครอบครองพื้นที่ รวมทั้งการไม่นิยมบริโภคสัตว์ป่าที่เกิดโรค ตั้งแต่การลอกหนัง ชำแหละ การกินสุกๆดิบๆ นั้น จะเป็นเครื่องป้องกันให้ค้างคาวไทยยังคงเป็นสัตว์สงวนที่มีคุณค่าต่อไป โดยที่ไม่มีผลกระทบนำโรคร้ายมาสู่คน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ขอบคุณแหล่งที่มา///www.manager.co.th
| Create Date : 24 มีนาคม 2553 |
| Last Update : 24 มีนาคม 2553 10:31:20 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 332 Pageviews. |
 |
|
|
| |