Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2549
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
13 มิถุนายน 2549
 
All Blogs
 
เศษเส้นฟาง ในรังน้อย

เรา ในฐานะผู้วิ่งอยู่บนเส้นของปัจจุบัน ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนอดีตแม้สักเศษเสี้ยวนาที

ทว่า แม้จะเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราก็ยังเป็นเจ้าของ ของเจ้าเวลานั้น ๆ ได้ ซึ่งเราเรียกมันว่า ภาพแห่งความทรงจำ

ภาพความทรงจำในอดีต ก็คล้ายกับซี่ฟันเฟืองหักที่หมุนวน มันหมุนมาหาเราอยู่บ่อยบ้าง หรือนาน ๆ มาทีบ้าง คล้ายเป็นญาติห่าง ๆ ของเรื่องราวปัจจุบัน

ทั้งนี้ไม่มีใครปฏิเสธถึงการจดจำภาพแห่งความทรงจำที่ดี ที่หวนกลับมากี่ที ๆ ก็เป็นสุข


เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่านี้ เป็นภาพในอดีต ที่ผสานกับจินตนาการจนเป็นเรื่องราว ซึ่งไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นภาพในอดีตที่บางภาพข้าพเจ้าไม่อาจมองเห็นได้

เพราะมันถูกเรียบเรียงโดยคำบอกเล่าของพ่อ และแม่


...

สมัยที่แม่ยังมีอายุย่างเข้าวัยสาว มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาคบหา เขาผู้นั้นมีผิวคล้ำ ผมยาวสวมรองเท้าแตะ ใส่กางเกงยีนส์ขาด ๆ ชอบหอบกีตาร์มาบรรเลงเพลงฝรั่ง ใคร ๆ มักจะเรียกบุคคลอย่างชายผู้นั้นว่า "พวกฮิปปี้" นั่นเอง

ใช่แล้ว เขาคือพ่อของข้าพเจ้าเอง

ท่านทั้ง 2 ดูใจกันอยู่นานพอควร พ่อก็ตกลงปลงใจไปขอแม่ ด้วยพิธีแบบชาวบ้าน ๆ ไม่มีการจัดงาน ไม่มีแขกรับเชิญมากมาย มีเพียงขบวนขันหมากเล็ก ๆ โดยญาติสนิท 7-8 คนเท่านั้นเป็นสักขีพยานรัก

หลังจากนั้น แม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับพ่อ

ครอบครัวของพ่อเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งใหญ่มาก ๆ เพราะปู่กับย่าของข้าพเจ้า ท่านมีลูกถึง 8 คนและทั้ง 8 คนนั้นอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ พ่อของข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนที่ 3

ครอบครัวของพ่อ เป็นครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร บอกได้เลยว่าค่อนข้างยากจน อาชีพหลักคือทำนา หมดฤดูทำนาก็มารับจ้างถางหญ้า ดูแลฮวงซุ้ย จับปลา หาหน่อไม้ ฯลฯ

แม่ของข้าพเจ้าก็เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่พลัดถิ่นจากบ้านเกิดที่สระบุรี มาเป็นสาวโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดชลบุรี นั่นถือเป็นอาชีพที่ดีหากเทียบกับหญิงสาวผู้มีความรู้เพียง ป.3

หลายท่านอาจคิดว่าครอบครัวใหญ่ครอบครัวนี้คงมีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญเป็นแน่ ทว่า... หาได้เป็นเช่นนั้น แม้จะขัดสน ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้ แต่ทุก ๆ คนในบ้านต่างพึงพอใจในสิ่งที่มี

การรู้จักทำมาหากิน ความเอื้ออาทร และความรักที่แบ่งปันให้กันและกัน เป็นตัวเหนี่ยวนำความอบอุ่นให้แผ่ไปยังสมาชิกในบ้าน

จนเวลาล่วงเลยผ่าน แม่ก็ได้ให้กำเนิด "ข้าพเจ้า" และน้องสาว ซึ่งมีอายุห่างกัน 3 ปี ครอบครัวนี้จึงโตขึ้นจนมีความรู้สึกว่าโตเกินไป และนั่น ทำให้พ่อตระหนักว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ "เรา" ต้องโบยบินออกจากรังใหญ่นี้ เพื่อไปสร้างรังน้อยของตนสักที ครั้นเพียงอาชีพทำนาและถางหญ้าคงไม่เพียงพอต่อการสร้างรัง

พ่อจึงตัดสินใจแยกออกมา

หลังจากแยกออกมา พ่อได้เข้ามาหางานเป็นช่างต่อเรื่อในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ปล่อยให้แม่กับข้าพเจ้าและน้องสาวอยู่เฝ้าเล้าไก่เล็ก ๆ ห่างจากบ้านเดิมเกือบ 20 กิโลเมตร ซึ่งเป็นของนายทุนมาปลูกไว้และจ้างให้เลี้ยงแบบอยู่กินเบ็ดเสร็จ


ด้วยความขัดสน บ้านของเราจึงไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรหรูหรานัก ไม่มีโทรทัศน์ เจ้าสิ่งนี้หากใครจะมีได้ ต้องเป็นคนมีฐานะพอควร แค่วิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเดียวที่มีอยู่ ก็ถือเป็นของล้ำค่ามากพอแล้วสำหรับครอบครัวของเรา

เล้าไก่แห่งนี้อยู่ติดกับสุสานแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากร้านขายของชำมาก จะซื้ออะไรที แม่ต้องปั่นจักรยานออกมาถนนใหญ่หลายกิโลเมตร

น้อยครั้งนักที่เรา พี่ น้อง หรือใครคนหนึ่งจะได้นั่งซ้อนท้ายออกไปร้านขายของชำหน้าปากถนนกับแม่ เพราะไม่มีใครอยู่เฝ้าไก่ พ่อหรือก็นาน ๆ กลับที

เวลาที่แม่ขี่จักรยานออกมาซื้อของ ข้าพเจ้ากับน้องจะมานั่งเล่นแถวไร่มันสำปะหลังตรงทางเข้าเล้าไก่ เพื่อชะเง้อคอคอยแม่ คอยว่าแม่จะซื้ออะไรมา วันนี้ขนมจะเป็นอะไรนะ ถ้าเป็นขนมห่อจะแถมอะไรข้างใน ข้าพเจ้ากับน้องคุยกันไม่หยุด

หากบางครั้งแม่หายไปนานจนถึงค่ำ น้องของข้าพเจ้าก็จะร้องไห้แหกปากเห็นฟันหลอดูน่าขัน สำหรับตัวข้าพเจ้าไม่ต้องพูดถึง ร้องไปก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว

แต่เมื่อเห็นแสงไฟกะพริบ จากวงล้อปั่นของจักรยาน มาไกล ๆ พร้อมกับเสียงคนคุยกันเบา ๆ ข้าพเจ้ากับน้องจะวิ่งออกไปรับและร้องตะโกนด้วยความดีใจ รู้ได้เลยว่าที่แม่หายไปนาน เพราะไปรอรับพ่อนั่นเอง

จนถึงทุกวันนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยถามแม่เลยว่า รู้ได้อย่างไรว่าพ่อจะกลับเมื่อไหร่?

วันที่พ่อกลับมา จะเป็นวันที่วิเศษกว่าทุกวัน อาหารจะมีมากเป็นพิเศษ เพราะจะไม่ใช่เนื้อไก่เหมือนทุกวัน หลังจากกินข้าวเสร็จ พ่อจะมานั่งดีดกีตาร์ให้ฟัง แล้วข้าพเจ้ากับน้องจะกระโดดโลดเต้นบนฟูก กระโดดลง กระโดดขึ้น

"บัวน้อยลอยชูช่อ รออรุณ เหมือนรอไออุ่น จากดวงสุริยา"

ยังจำได้ดี

แต่ความดีใจที่แสดงออกมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะคิดถึงพ่อทั้งหมด เพราะทุก ๆ ครั้งที่พ่อกลับมา จะถือขนมห่อใหญ่ ๆ ติดมาด้วยเสมอ ๆ (พ่อจะเสียใจหรือเปล่านี่)

ขนมที่ข้าพเจ้าชอบกินก็จะเป็นเวเฟ่อร์สีชมพู แต่น้องข้าพเจ้าชอบกินขนมปังปรุงแต่งรสใส่ถุง ซึ่งข้าพเจ้าเกลียดมาก เพราะรสเค็มของมัน ชวนให้ข้าพเจ้าอาเจียน แต่ข้อดีของขนมชนิดนี้คือมันจะแถมของเล่นมาด้วย

มันฝืนความรู้สึกของข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากข้าพเจ้ามัวแต่กินเวเฟอร์สีชมพู ข้าพเจ้าจะไม่ได้ของเล่นที่แถมมาในซอง ต้องคอยแย่งกับน้องเล่น

ตอนนั้น ข้าพเจ้าไม่ค่อยมีเพื่อน ก็มีแต่น้องเท่านั้น เล่นอะไรก็ได้ กะลามะพร้าว ก้อนหิน กองทราย ฯลฯ แค่นี้ก็ใช้ชีวิตหมดไปได้วันหนึ่ง ๆ แล้ว


เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อก็ปั่นจักรยานโดยมีแม่ซ้อนท้ายออกไปยังปากถนน แม่ไปส่งพ่อนั่นเอง

ข้าพเจ้ากับน้อง มานั่งอยู่ตรงไร่มันสำปะหลังชะเง้อคอมองท่านทั้งสองจนลับตาด้วยความเศร้า คงอีกเป็นเดือน ๆ กว่าพ่อจะกลับมาอีก

ขากลับแม่ต้องปั่นจักรยานกลับมาคนเดียว เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว แม่จึงซื้อกับข้าวติดมาด้วยและแน่นอนว่าต้องมีขนมด้วยแน่ ๆ

ไม่นาน เสียงกริ่งก็ดังมาแต่ไกล เราสองคนวิ่งเข้าไปหาแม่ด้วยความดีใจ หลังจากได้ขนมไปคนละอย่าง แม่ก็ทำท่าเหมือนมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังด้วย

แม่ถามว่า รู้จักโดเรม่อน (โดราเอม่อน) กันหรือเปล่า

ข้าพเจ้ากับน้องส่ายหน้า ขนมยังคาปากอยู่

แม่เล่าว่าโดเรม่อนเป็นแมวไม่มีหู มีกระเป๋าวิเศษอยู่ที่หน้าท้อง สามารถเอาสิ่งของใหญ่ ๆ เก็บไว้ในกระเป๋าได้ ของที่อยู่ข้างในกระเป๋า ล้วนแล้วแต่เป็นของวิเศษ เช่นคอปเตอร์ไม้ไผ่ที่เอาติดหัวแล้วจะสามารถบินไปไหนก็ได้

ข้าพเจ้ากับน้องนั่งฟังอย่างตั้งใจ และสนุกในจินตนาการแบบเด็ก ๆ

ข้าพเจ้าคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าแมวอ้วน ๆ ไม่มีหู ยืน 2 ขา มีกระเป๋าแบบจิงโจ้ มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร และด้วยความไม่เคยเห็น คำถามจึงเกิดขึ้น

"ทำไมมันไม่มีหู"

"เพราะมันมาจากอนาคต แมวในอนาคตจะไม่มีหู"

แม่ตอบอย่างมั่นใจ ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่ามันจริงหรือเปล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่าอนาคตคืออะไร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะถาม เพราะสิ่งที่ต้องการคือลักษณะของเจ้าแมวตัวนี้มากกว่า

"แล้วโดเรม่อนมันสีอะไรครับ"

"..."

เป็นคำถามที่ทำให้แม่อึ้งได้เลยเชียว ดูไม่น่าจะยากใช่ไหม...แต่แม่ไม่มีทางรู้ได้เลย

ทำไมล่ะ? เรื่องแค่นี้ทำไมแม่จึงไม่รู้ แต่ทำไมแม่จึงรู้ว่ามีตัวการ์ตูนชื่อโดราเอม่อน ?


นั่นเป็นเพราะก่อนที่แม่จะกลับมาจากการซื้อกับข้าวและขนม ทางร้านขายของชำได้เปิดการ์ตูนเรื่องนี้ให้กับลูก ๆ ของเขาดู เพราะรักลูกมิใช่หรือ แม่จึงพยายามจดจำมาเล่าให้ลูกฟัง อยากให้ลูกได้เห็น แต่เพราะทำไม่ได้ จึงขอเพียงจดจำให้ได้มากที่สุด

เพื่อ... มาเล่าให้ลูกฟัง

ทว่าโทรทัศน์ที่ร้านขายของชำเป็นโทรทัศน์ขาว-ดำ นั่นเอง แม่จะรู้ได้อย่างไรกัน ว่าเจ้าโดราเอม่อนนั้นมันมีสีอะไร ?จะถามจากเจ้าของร้านกระนั้นหรือ...

แม่... จึงไม่อาจหาคำตอบมาให้พวกเราได้เลย



นั่นแหละ ข้าพเจ้าชักไม่แน่ใจเสียแล้วสิ ว่ามารู้ว่าโดราเอม่อนนั้นมีสีอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เป็นเพราะเจ้าฟันเฟืองแห่งความทรงจำของตอนนั้นไม่เคยหมุนวนมาอีก

...

นี่คือรูปแบบของชีวิตของข้าพเจ้าในอดีต รูปแบบแห่งความไร้เดียงสา ความอบอุ่น ความคิดถึงและความรัก ที่คนในครอบครัวมีให้

เราไม่มีรูปธรรมมากมาย หาใช่ว่าเราจะไร้ซึ่งความสุข เรามีความสุขในรูปแบบของเราต่างหาก

นี่เป็นบทหนึ่งแห่งชีวิต ที่เรียบง่าย แต่งดงามนัก...

...
ตอบข้าพเจ้าที โดราเอม่อน... มีสีอะไรครับ?



Create Date : 13 มิถุนายน 2549
Last Update : 13 มิถุนายน 2549 23:43:07 น. 8 comments
Counter : 303 Pageviews.

 

ลัทธิวัตถุนิยม ชอบนำมาตรฐานตัวเองไปตัดสินคนอื่นเนอะคะ..

แล้ว สรุปว่า โดราเอม่อน สีอะไรกันแน่นะคะ

^^


โดย: p_jung IP: 210.246.66.214 วันที่: 17 มิถุนายน 2549 เวลา:13:00:04 น.  

 
ดีสุดๆ


โดย: ann IP: 203.113.41.36 วันที่: 21 มิถุนายน 2549 เวลา:19:03:14 น.  

 

ก็ยังไม่อัฟบล๊อกอีกอ่ะค่ะ

ขนาดหนูไม่ได้โพสทุกครั้งที่แวะมาเชคนะเนี่ย 5555






โดย: p_jung (P_JUNG_PIGLET ) วันที่: 29 มิถุนายน 2549 เวลา:22:31:38 น.  

 
เข้ามาเพราะชื่อค่ะ น่ารักดี


โดย: กระปุกกลิ้ง (กระปุกกลิ้ง ) วันที่: 13 กรกฎาคม 2549 เวลา:12:53:41 น.  

 
เนื่องจากข้าพเจ้ามีความปรารถนาเถลิงพระเกียรติทูลกระหม่อมน้อยของชนชาวไทย

ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอเชิญชวนเพื่อนๆ เล่าประสพการณ์ในความทรงจำ อันมีต่อทูลกระหม่อมน้อย เพื่อเป็นการแบ่งปันประสพการณ์ที่สวยงาม

ประสพการณ์ดังกล่าว อาทิ เคยได้เข้าเฝ้า รับพระราชทานรางวัลจากพระองค์ และมีความประทับใจอย่างไร เป็นต้น

หากมีรูปประกอบ จักทำให้การแบ่งปันครั้งนี้ มีอรรถรสยิ่ง

ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนเพื่อนๆมาณ ที่นี้


ขอขอบพระคุณ





โดย: Loyal Toast วันที่: 2 กันยายน 2549 เวลา:18:25:30 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ



โดย: รวยระรินกลิ่นชา IP: 203.154.148.66 วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:11:22:17 น.  

 
ชอบที่คุณเขียนมากเลยค่ะ
เข้ามาเขียนอีกนะคะ รอเข้ามาอ่านอีกค่ะ :)


โดย: coldfusionCF วันที่: 28 ตุลาคม 2549 เวลา:2:06:17 น.  

 
...
..
.

ไอ้ลุงกูมาเยี่ยว...

เอ้ย..มาเยี่ยมว่ะ..

...

แล้วจะมาบ่อยๆนะวัยรุ่นนน...



โดย: ไก่ย่างห้าดาว` IP: 203.113.81.168 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2549 เวลา:13:55:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมจ๊อด
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สมจ๊อด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.