Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
21 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
วันพิเศษกับคนพิเศษ

วันพิเศษกับคนพิเศษ
Story by {``-_-}{-``-}{-_-``} สมจ๊อด

ไม่ง่ายนัก ที่ใครจะวิ่งในระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร จากที่ทำงานถึงบ้าน ท่ามกลางฝนพรำอย่างค่ำคืนนี้
แต่ชายหนุ่มในเสื้อยืดสีขาวกางเกงกีฬา รองเท้าผ้าใบ หลังสะพายเป้คนนี้ก็วิ่งมาได้จนเกือบจะถึงบ้านแล้ว
ขณะนี้เขายืนหอบ ก้มหน้าเกาะเสาไฟฟ้าปาดเม็ดฝนที่หน้า รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำ
บ่นอุบอยู่ในใจว่าตนมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ เขาเงยหน้าขึ้นมา แสงจากไฟหน้าของรถยนต์คันแล้วคันเล่าสาดเข้าตา

แสงจากไฟหน้าของรถยนต์คันแล้วคันเล่าสาดฝ่าละอองฝนเข้ากระจกหน้าของรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าซีวิคสีเปลือกมังคุด
สะท้อนคอนแท็กเลนส์ ที่ติดแนบกับดวงตาคู่สวยของหญิงสาว
ฉายให้เห็นความเศร้าในแววตาที่กระจกเลนส์เว้าทั้งคู่ ไม่อาจปกปิดได้

นาฬิกาบอกเวลายี่สิบสองนาฬิกาสี่สิบสามนาทีแล้ว แต่รถของเธอก็ยังไม่เคลื่อนไปไหน
เพราะถนนฟากโน้นกำลังกั้นทางเพื่อซ่อมแซม บีบให้มีช่องทางเดินรถเหลือแค่ช่องเดียว
เธอถอนหายใจมองไฟกลมสีแดง มันแดงค้างอยู่อย่างนี้มานานจนทำให้เธอหงุดหงิด
สามปีกว่าแล้ว ที่เธอไม่เคยผ่านมาแถบชานเมืองแห่งนี้ บ้าน ร้านค้า และถนนหนทางเปลี่ยนไปมาก
จนเธอเกือบจะจำไม่ได้ ต้องลองผิดลองถูกเข้าซอยนั้นซอยนี้อยู่นาน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหมด แม้แต่เธอ
จนฝนเริ่มซาแล้ว เธอเสยผมและปรับโฟกัสตาให้ไกลขึ้นไปอีกฝั่งถนน
รู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศด้านนอกอย่างประหลาด

เธอมองร้านบะหมี่เกี๊ยวร้านหนึ่งบนฟุตบาท มีคนนั่งทานอยู่ไม่มากนัก คงเป็นเพราะฝนตกและใกล้เวลาที่ร้านจะปิด
เธอมองคนขายที่เป็นลุงกับป้า กำลังง่วนอยู่กับการลวกเส้นและเก็บกวาดโต๊ะ ช่างเป็นภาพคุ้นตาที่เลือนหายไปนาน
ร้าน...แห่งความทรงจำ ที่เธอและ “เขา” เคยมากินบะหมี่ด้วยกันอยู่เป็นประจำ
ไฟสีเขียวทางขวาวาบขึ้นส่งสัญญาณให้ตรงไปและให้เลี้ยว เธอตัดสินใจจากที่จะต้องขับตรงไป
กลับหมุนพวงมาลัยพารถเลี้ยวมาหาที่จอดแถวใต้ถุนแมนชั่นใกล้ ๆ กับร้านบะหมี่เกี๊ยวร้านนั้น
หลังลงจากรถ เธอเดินมาหยุดตรงข้างร้าน มองคุณป้าที่กำลังเก็บกวาดโต๊ะอยู่อย่างขะมักเขม้น
เมื่อหญิงวัยกลางคนมองมา เธอก็ยิ้มทักทายก่อนกล่าว

“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้ คุณป้าหันมามองแล้วขมวดคิ้ว จ้องหน้าหญิงสาวอยู่นาน
“อ๋อ! สวัสดีจ้า หนูคนนั้นเอง ที่ชอบมากินบะหมี่เกี๊ยวบ่อย ๆ”
“ดีจัง จำหนูได้ด้วย”
“อู้ย! ก็จำเกือบไม่ได้หรอกจ้า ตั้งหลายปีแล้ว นี่ไม่ได้ใส่แว่นเหมือนก่อนหรือจ๊ะ สวยและก็ผอมกว่าเดิมตั้งเยอะ
แล้วเป็นยังไงมายังไงนี่ หายไปซะนาน แล้วทำไมมาคนเดียวล่ะจ๊ะ ? แล้วเจ้าเม่นล่ะ”
เธอยังคงยิ้มให้ แต่เอียงหน้าหลบตาของหญิงวัยกลางคน เพราะเจอคำถามสะกิดใจที่เธอไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
จึงเลี่ยงไม่ตอบคำถามนั้น
“ใส่คอนแท็กเลนส์ค่ะ ตอนนี้หนูย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว พอดีวันนี้มีธุระแถวนี้ เห็นร้านคุณป้ายังไม่ปิด
เลยแวะมาทานบะหมี่เกี๊ยวก่อนกลับซะหน่อย”
“แหม... นาน ๆ มาทีอย่างนี้ ต้องให้พิเศษซะแล้ว”
“ไม่ต้องขนาดนั้นค่ะ... กำลังรักษาหุ่น” เธอหัวเราะเบา ๆ
“แหม จะกลัวไปถึงไหน เออนี่แล้วธุระที่ว่าน่ะ คือมาหาเจ้าเม่นมันเหรอจ๊ะ?” คุณป้ายังไม่ละความสงสัย
นี่เองที่เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่ส่ายหน้าพลางยิ้มเจื่อน ๆ ให้ หญิงวัยกลางคนดูเหมือนจะรู้ จึงพูดเปลี่ยนเรื่อง
“เอ้านั่งก่อน” หญิงวัยกลางคนเอาผ้ามาเช็ดคราบน้ำฝนที่เก้าอี้และบนโต๊ะ หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วนั่งลง
“เอา บะหมี่เกี๊ยวแห้งน้ำแดงค่ะ ขอซุปกระดูกหมูถ้วยนึงด้วย เอ่อ! เส้นไม่ต้องเยอะนะคะ”

เธอมองไปรอบ ๆ จำได้ว่าข้างร้านบะหมี่เกี๊ยวแห่งนี้เคยมีร้านหนังสือการ์ตูนเช่าอยู่ร้านหนึ่ง เธอมักจะรบเร้าให้ “เขา”
ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนเธอออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ ที่เธอกับเขาเคยอยู่ด้วยกัน เพื่อเอาหนังสือการ์ตูนมาคืนทีละหลายเล่ม
เมื่อก่อนเธอมีนิสัยเสียอย่างหนึ่งคือ เธอมักจะเช่ามาอ่าน แล้วก็ดองไว้จนถูกปรับอยู่หลายครั้ง
บัดนี้ร้านดังกล่าวกลายเป็นร้านเช่าวีซีดีไปเสียแล้ว

ไม่นานคุณลุง ที่ทำหน้าที่ลวกบะหมี่ ก็ยกชามบะหมี่มาวางที่โต๊ะพร้อมน้ำซุป เธอมองเส้นบะหมี่สีเหลืองนวล
กับเกี๊ยวที่ราดด้วยน้ำแดงและโรยกระเทียมเจียวกลิ่นหอม ทำให้บะหมี่ดูน่ารับประทาน แล้วยิ้มให้เขา
“ขอบคุณค่ะ คุณลุงสบายดีหรือเปล่าคะ” เธอยกมือไหว้
“สบายดี แล้วหนูล่ะ ไม่เจอซะนานเลย” เขาควักผ้าในกระเป๋ามาเช็ดมือไปมา
“หนูสบายดีค่ะ แหม ดีใจจัง นึกว่าจำหนูไม่ได้ซะแล้ว”
“จำได้... แล้วนี่มากับไอ้เม่นมันเหรอ” คำถามนี้อีกแล้วสิ เธอถอนหายใจ เมื่อใดก็ตาม ที่ยังคงพบเจอกับผู้คนในอดีต
คำถามเหล่านี้ก็ยังคงวนเวียนมาเสมอ

“เปล่าค่ะ หนูขับรถมาคนเดียว มาจากฝั่งธนนู้น หนูไม่ได้อยู่กับเม่นนานแล้วค่ะ”
“อ้าว!! เหรอ... นี่เลิกกะไอ้เม่นมันแล้วเหรอ มิน่าล่ะ ถึงได้หายไปเลย แหม ไอ้นี่มันใช้ไม่ได้
คนสวย ๆ อย่างหนูมันยังทิ้งได้ลงคอ”
“เอ่อ!” เธอแทบหงายหลังเมื่อถูกจู่โจมด้วยคำพูดตรง ๆ ของลุงคนขาย แม้มันจะจริงที่เธอกับ “เขา”
เลิกกันไปแล้ว แต่คนที่เอ่ยปากขอแยกทาง คือเธอต่างหาก
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ” เธอยิ้มเจื่อน ๆ ให้แล้วก้มหน้า
“แล้วทำไมถึงคิดว่าหนูมากับเม่นล่ะคะ?”
“ก็... ตะกี้ก่อนที่หนูจะเดินมาแป๊บนึง ลุงเห็นไอ้เม่นมันวิ่งผ่านหน้าร้าน แล้วแวบเข้าไปในมินิมาร์ทนู้นน่ะสิ
คงไปหาซื้ออะไรละมั้ง ก็เลยนึกว่ามาด้วยกัน เดี๋ยวซื้อเสร็จมันก็คงจะมาหาอะไรกินน่ะแหละ เพราะมันมาทุกวันอยู่แล้ว”
“หา!!...” หัวใจเธอเต้นแรงเมื่อฟังคำจากชายวัยกลางคน

“นั่นไง มันตายยากชะมัด” ชายวัยกลางคนพยักพเยิดบอกเธอว่ามีใครคนหนึ่งกำลังเดินมา
เธอหน้าตาตื่นลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันไปด้านหลัง
ชายหนุ่มเบื้องหน้าทำตาโตมองมาที่เธอเหมือนกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเธอนัก
“แว” เขาเอ่ยชื่อเธอ เธอมองผู้ชายรูปร่างผอมตรงหน้า เสื้อผ้าชุดกีฬาของเขาเปียกชื้น ผมลู่ปรกหน้าตา เนื้อตัวมอมแมม
“เฮ้! ตาฝาดแน่ ๆ เลย....ว้าว!!” เขาวิ่งเข้ามาทำท่าเหมือนจะเข้ามากอด แต่ก็ยั้งตัวเองไว้ ทำได้แค่จับไหล่เธอเท่านั้น
“มาธุระแถวนี้น่ะค่ะ พอดีรู้สึกหิว เลยแวะมาหาอะไรทานที่นี่” เธอเว้นจังหวะ แล้วเอ่ยถามเขา
“คุณ... เป็นยังไงบ้าง” ระยะเวลาสามปีที่ไม่ได้พบ เขาดูผอมลงกว่าเดิมมาก ผมเผ้าก็ยาว หน้าตาส่อความอิดโรยเล็กน้อย
ยิ่งใบหน้าที่เปียกโซกจากน้ำฝนหรือเหงื่อนี่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขาดูแย่
คงมีแต่แววตาเท่านั้น ที่ยังคงฉายแววมุ่งมั่นเหมือนเดิม

“ก็ดีครับ... บังเอิญมาก ๆ ไม่นึกว่าจะเจอแวที่นี่”
“ทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะ? ไปวิ่งที่ไหนมา? แล้วตากฝนทำไม?”
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีวันนี้เป็นวันพิเศษน่ะครับ”
“วันอะไรนะ?”
“แฮ่ะ ๆ ไม่มีอะไร” เขาลูบผมไปมา คงไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ที่จู่ ๆ ก็พบกับเธอ
“คุณหิวรึเปล่า? ทานบะหมี่ก่อนมั้ย?”
“แน่นอน!!” เขานั่งลงตรงเก้าอี้ตรงหน้า จ้องมองเธอไม่ละสายตา เธอเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง
ก็พบกับความรู้สึกมากมายในแววตานั่น
“มองอะไรเล่า” เธอหลบตาเขา
“มันแปลกหูแปลกตานี่นา ก็แวไม่ได้ใส่แว่นเหมือนก่อน แถมผอมกว่าเดิมอีก”
“ใครกันแน่ ที่ผอม” เธอดีดนิ้วชี้ไปที่ท้องของเขา เขาจึงเอาเป้ที่ถืออยู่มากอดไว้
“แวเปลี่ยนเบอร์โทรเหรอครับ?”
“ค่ะ”
“มิน่า โทรไม่เคยติดเลย แถมไม่ยอมบอกกันด้วย ใจร้ายมาก” เขาพูดจบก็เบ้ปากไปมา

“เจ้าเม่น” คุณลุงคนขายกระแอมเบา ๆ บอกให้รู้ว่ายังมีเขายืนอยู่อีกคน
“กินอะไรล่ะเอ็ง? อย่ามัวแต่มอง” เม่นยิ้มอาย ๆ แล้วบอกคุณลุงไปว่า
“เหมือนเดิมครับ” คุณลุงยิ้มที่มุมปาก แล้วเดินออกไป เธอมองตามคุณลุงคนขาย แล้วหันมาคุยกับเขาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“คุณลุงแกยังแข็งแรงเนาะ นี่คุณมาทานที่นี่เหมือนเดิมทุกวันเลยเหรอ?”
“อือ! ปกติแล้วจะมาทานตอนสองทุ่มน่ะ แต่วันนี้พิเศษหน่อยก็เลยมาป่านนี้”
“เสาร์อาทิตย์ก็มาเหรอ”
“ใช่แล้ว ลุงแกบอกว่า เดี๋ยวจะยกลูกสาวของแกที่ต่างจังหวัดให้น่ะ แต่มีข้อแม้ว่าต้องมากินทุกวัน”
“ขี้โม้!!” เธอทำตาดุ ทำให้เขาหัวเราะร่า
“ไม่เบื่อเหรอ” เธอเอียงคอถาม
“ไม่รู้สิ... คงเหมือนเมื่อก่อนที่แวอ่านการ์ตูนทุกวันนั่นละมั้ง ไม่เบื่อบ้างเหรอ?”
“เลิกอ่านไปนานแล้ว” เธอหยิบตะเกียบและช้อนในตะแกรงมาถือไว้
“เลิกอ่านแล้วเหรอ!! โห! นั่นคือสิ่งสุดท้ายในโลก ที่เม่นคิดว่าแวจะเลิกนะน่ะ นี่แวเปลี่ยนไปมากเลยนะครับ”
“คนเรามันก็ต้องรู้จักโต” เธอพูดออกมาเฉย ๆ แล้วมานึกได้ว่าเธอมักจะว่าเขาด้วยประโยคแบบนี้บ่อย ๆ
มันอาจจะไปกระทบกระทั่งจิตใจของเขา จึงชวนคุยเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง
“แล้วคุณล่ะ ยังทำงานที่เดิมหรือเปล่า?” เธอถาม
“อือ! ... ที่เดิม เหมือนเดิมน่ะแหละ”
“ก้าวหน้าดีไหม?”
“ไม่รู้จะถูกไล่ออกเมื่อไหร่”
“ทำไมล่ะ!?”
“มัน เรื่อย ๆ มันเอื่อย ๆ น่ะ เจ้านายก็เรื่องมาก ทำงานมาตั้งนานแล้ว เงินเดือนก็แทบไม่ขึ้นเลย
ก็อย่างว่า เม่นไม่ได้จบปริญญาตรีนี่นา”
“อ้าว! แล้วที่เรียนเสาร์ อาทิตย์ล่ะคะ ตอนนี้เลิกซะแล้วเหรอ ฉันคิดว่าคุณเรียนจบแล้วนะเนี่ย”
“ก็... ไม่รู้จะเรียนไปทำไม”
“ทำไมไม่รู้จักโตเสียที” เธอถอนหายใจ และพูดประโยคนี้ออกมาอีกจนได้
“อายุมากขึ้นทุกวันแล้วนะ ทำไมยังทำตัวไร้สาระอยู่อีก” เธอมักจะว่าเขา เรื่องการที่ไม่รู้จักมองอนาคตของตัวเอง
จึงเป็นเหตุผลหลัก ที่เธอมักจะเอามาปลอบตัวเองเสมอ ในระยะแรก ๆ ที่เธอเลิกกับเขา
“เม่นก็ทำได้แค่นี้แหละ มีอะไรมาทำให้ชีวิตหักเห มันก็เลยตามเลย ไม่คิดจะเบนหัวให้เดินไปในทางที่ดีเหมือนเดิมหรอก”
เขาทำเสียงน้อยใจ เหมือนตอกย้ำให้เธอรู้สึกผิดกับความหมายของประโยคที่ว่า “มีอะไรมาทำให้ชีวิตหักเห” ที่เขากล่าว
เธอเข้าใจว่า เป็นเพราะเธอใช่ไหม
“คุณทำไมไร้เหตุผลอย่างนี้” เธอตัดพ้อ และก็นิ่งเงียบอยู่นาน
“เฮ้! นาน ๆ เจอกันที เราอย่ามาทะเลาะกันเลยนะ ๆ” เขาฝืนยิ้ม

คุณลุงถือชามบะหมี่เกี๊ยวน้ำแดงชามโตมาวางบนโต๊ะ มองเขาและเธอพลางอมยิ้มก่อนจะเดินออกไป
เม่นหยิบตะเกียบ ช้อน และตักพริก น้ำส้มใส่ลงในชามบะหมี่
“สั่งสะชามใหญ่เลย ทานหมดเหรอ” เธอถาม เขาได้แต่ยิ้ม
“แว ยังไม่ได้ปรุงเลยนี่นา ยังชอบทานหวาน เค็มอยู่หรือเปล่า?” เขาว่าแล้วหันพวงเครื่องปรุงด้านที่ใส่น้ำตาลให้เธอ
“อ้วนแย่ กินก๋วยเตี๋ยว ฉันไม่ปรุงรสหรอกค่ะ”
“เฮ้อ! นี่ใช่แวคนที่เคยรู้จักหรือเปล่าเนี่ย” เขาส่ายหัว
“ฉันเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยเหรอคะเม่น”
“ใช่ อย่างน้อย ๆ เมื่อก่อนแวก็ไม่เคยเรียกแทนตัวเองว่า “ฉัน” และไม่เคยเรียกเม่นว่า “คุณ”
เรามักจะเรียกแทนกันด้วยชื่อมากกว่า มันดูแปลก ๆ นะ ไม่รู้สิ คุณเปลี่ยนไปผิดหูผิดตา เหมือนไม่ใช่คนก่อน”

จริงอย่างที่เขาว่า แม้แต่คำพูดแทนตัวเอง เธอยังลืมไปเสียสนิท อาจเป็นเพราะความว่างเปล่าของเวลาที่หายไปช่วงสามปี
ทำให้ความเคยชินอื่น ๆ เข้ามาแทรก และเธอไม่รู้สึกสนิทใจที่จะเรียกชื่อเขาและแทนชื่อตัวเองแบบเก่าได้
แต่เขาสิ กลับจำทุก ๆ รายละเอียดได้เสมอ เช่นรสชาติอาหารที่เธอชอบ

“แฟนของแวเป็นยังไงบ้าง?” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ถามคำถามนี้ออกมา
“เรื่อย ๆ” เธอไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร คงเพราะไม่อยากตอบมากกว่า จึงใช้คำตอบสามัญ และย้อนถามเขาเพื่อตัดบท
“แล้วคุณล่ะ คบใครอยู่หรือเปล่า?”
“อืม! มีแล้ว” เขาพยักหน้าแล้วก้มหน้า ไม่รู้ทำไม เธอรู้สึกแปลบ ๆ ในอก
“ก็... ลูกสาวคุณลุงนี่ไง เม่นบอกน้องเขาว่าให้รอพี่หน่อยนะ อีกสิบปีก็คงโต แล้วจะให้แม่ไปขอ”
“ประสาท!!” ว่าแล้วเธอกับเขาก็หัวเราะ

เสียงหัวเราะของเธอแฝงความโล่งใจ ที่เขายังไม่มีใครเข้ามา แต่เธอก็สับสนว่าทำไมต้องรู้สึกอย่างนั้น
มันไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหรือ
“สามปีแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน เม่นหวังว่าแวคงมีความสุขดีใช่ไหมครับ?”
“รู้ได้อย่างไร?”
“อย่างน้อย ๆ คุณก็มีรถนี่นา”
“หือ!?” เธอสงสัยว่าเขารู้ได้อย่างไร ขณะที่เขากำลังคีบบะหมี่ใส่ปาก มืออีกข้างก็ชี้มาที่พวงกุญแจรถของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ
“มีรถ ใช่ว่าจะมีความสุขนะ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นมากโข ไหนจะค่าน้ำมัน ค่างวดผ่อนรถ
ยิ่งถ้าไปเฉียว ไปชนกับใครเข้าก็แย่ไปใหญ่” เธอถอนหายใจแล้วเก็บกุญแจใส่กระเป๋า
“อย่างน้อย ความฝันของแวก็เป็นจริงนี่นา เม่นจำได้ แวเคยบอกว่าอยากมีรถ ขับรถไปทะเล
เอาหนังสือการ์ตูน อัดใส่กระโปรงรถให้เต็ม แล้วไปนั่งไปนอนอ่านที่ชายหาด” เขาใช้ช้อนคนน้ำในชามไปมา แล้วพูดต่อ
“เม่นคิดเสมอว่า สักวันหนึ่ง แวจะได้ทำอย่างนั้น… ทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่”

คำพูดของเขา ทำให้มือไม้ของเธอเหมือนไม่มีแรง ตั้งแต่ที่เธอมีรถเป็นภาระ
เธอก็มัวทำแต่งาน เพื่อหาเงินมาหมุนให้พ้นไปเดือน ๆ หนึ่ง หวังเพียงสักวันหนี้สินที่หนักอึ้งนี้จะหมดไปเสียที
จนทำให้เธอลืมถึงจุดประสงค์แต่เดิมไว้เสียสิ้น
“คนเราก็มีความฝัน หาวัตถุมาเติมฝัน แล้วก็เป็นทุกข์กับวัตถุ จนลืมฝัน” เขาทำตาลอย มองไปที่อื่น
“ไม่ต้องมาสอนฉันหรอกน่า มันก็ยังดีกว่าไม่เคยได้ฝันนะ”
เธอพูดแล้วก็มานึกได้อีกครั้ง ว่าความนัยของคำพูดนี้คือว่ากระทบเขา
“ไม่ได้มีเจตนาอะไรหรอก ก็แค่อยากรู้ว่าแวมีความสุขดีรึเปล่า” เขานิ่งเงียบอีกครั้ง
เธอไม่ได้มีเจตนาที่จะทะเลาะกับเขาเลย

ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน หรือตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน ก็คือความไม่เข้าใจกัน ยิ่งมาระยะหลัง ๆ
เธอกับเขาทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนลามเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และในที่สุด ก็เป็นเธอที่ทนไม่ได้

แรกเริ่มของความรักมักคิดว่าหากมีปัญหาใหญ่ขนาดไหนเข้ามา ก็ต้องช่วยกันแก้ไข และฟันฝ่าไปให้ได้
แต่เมื่อนานไป เมื่อรู้ว่าคนที่อยู่ด้วยนี้ไม่ใช่คนของหัวใจ แม้ปัญหาจะน้อยนิดแค่ไหน มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ

บะหมี่ในชามของเขาหมดลงแล้ว คงเหลือแต่เธอที่ใช้ช้อนกวนเส้นเล่น ไม่มีทีท่าว่าเธอจะทานสักที
“ไม่อร่อยเหรอ ลุง ป้าแกน้อยใจแย่” เขาถาม
“อร่อยสิ แต่รู้สึกอิ่มยังไงไม่รู้ นี่ยังไม่ตอบเลย ว่าทำไมวันนี้ต้องแต่งตัวแบบนี้ด้วย ?
แล้วไปวิ่งการกุศลอะไรหรือไงถึงได้วิ่งตากฝนมาน่ะ?”
“เม่นวิ่งมาจากบริษัทเลยนะครับ เก่งรึเปล่า?”
“หา! วิ่งตากฝนเนี่ยนะ ทำไมถึงทำอย่างนั้นล่ะ?”
“เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ”
“เห็นพูดมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว สรุปแล้วไอ้วันพิเศษที่ว่านี่คืออะไรคะ?”
“คือ... ทุก ๆ คืนวันศุกร์แรกของเดือนอย่างวันนี้ เม่นตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่าจะตั้งให้เป็นวัน...
ที่จะต้องทำอะไรบางอย่างให้กับตัวเองน่ะ อะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ ที่ไม่เคยทำ”
“ยังไง!?”
“ก็อย่างวันนี้ของเดือนที่แล้ว พอเลิกงาน เม่นก็ไปเที่ยวผับคนเดียว”
“เที่ยวผับ? แปลกตรงไหน”
“แปลกสิ ถ้าวิ่งไปน่ะ วิ่งจากที่ทำงานไปรัชดาซอยสี่ แล้วก็เข้าไปนั่ง ไปเต้นกับเขา แต่มีข้อแม้ว่า
ห้ามเสียเงินสักบาทนะ เหล้าไม่ซื้อ ไม่ซื้อแม้กระทั่งโค้ก และต้องไม่เสียค่ารถด้วย พอตีหนึ่งก็วิ่งกลับบ้าน”
“ประสาท ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย นี่ทำทุกเดือนเลยเหรอ?”
“อือ! อย่างวันศุกร์ต้นเดือนก่อนนู้น เม่นก้าวเท้าเดินออกจากบ้าน โดยสัญญากับตัวเองว่า ทั้งวันจะไม่คุยกับผู้หญิงเลย”
“แล้วทำได้หรือเปล่า?”
“แฮ่ะ ๆ” เขาหยิบช้อนคนไปมาในชามบะหมี่ที่เหลือแต่น้ำเลียนแบบเธอ
“ทำไม่ได้หรอก ไม่ถึงสิบเอ็ดโมง แม่ก็โทรมา ลืมตัว...รับซะเฉยเลย” เขาพูดปนเสียงหัวเราะ เธอก็หัวเราะตาม
“แล้วถ้าไม่สำเร็จอย่างนี้ คุณทำยังไงต่อล่ะ?”
“ก็... อาจจะหาอย่างอื่นทำ ตั้งข้อผูกมัดกับตัวเองใหม่”
“ทำไปทำไมเนี่ย?”
“อืมม์!... ไม่รู้สิ คงเป็นเพราะชีวิตของเม่นมันธรรมดาเกินไปมั้ง เลยหาอะไร ๆ สะใจ ๆ ทำ อะไรบางอย่างที่คิดว่าพิเศษ
แต่ก็ไม่ใช่ทุกเดือนหรอกนะ บางทีก็เบื่อ ไม่ทำซะดื้อ ๆ” เธอพยักหน้าทำทีว่าเข้าใจ แต่ที่จริงแล้วเธอก็สงสัยไม่น้อย
ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้เลย ทั้ง ๆ ที่เธอกับเขาก็เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน

“แล้วรู้สึกดีไหมล่ะ คนดี ๆ น่ะ เขาไม่ทำกันหรอก รู้ไหม” เธอกล่าว
“คนดี ๆ เหรอ” เขาถาม
“คนดี ๆ แบบนี้หรือเปล่า?” เขาแสยะยิ้มพลางถอนหายใจ แล้วชี้ให้เธอดูช้อนในมือเขา ที่คนไปมาในชามบะหมี่
“หือ?”
“ก็ช้อนนี่ไง เม่นกำลังคนช้อนอยู่”
“อะไรล่ะ”
“เกี่ยวสิ จิตใจของคนเรามันก็เหมือนช้อนนี่แหละ แล้วก็เปรียบโลกของแต่ละคนเป็นชามบะหมี่ การที่เราถือช้อนไว้เฉย ๆ
มันจะเรียกว่า คน ได้อย่างไร” เขามองตาเธอที่กำลังฉายแววสงสัย
“คนดี ๆ ที่แวว่า มันก็แค่การเอาช้อนไปกวนน้ำในชาม แล้วไม่ให้สิ่งเหลว ๆ อย่างน้ำบะหมี่นี่กระฉอกออกมา... ก็เท่านั้น”
เขายิ้มแล้วกล่าวย้ำ “คนดี ๆ”
“หึ ๆ เจ้าคารมเหลือเกินนะ แต่ก็เปรียบได้ดีนี่ หมายถึงว่า คนเรามันก็มีของเหลว ๆ อยู่ข้างในใช่ไหม เพียงแค่ไม่แสดงมันออกมา”
“ใช่แล้ว”
“แล้วถ้าคนแล้วน้ำก๋วยเตี๋ยวกระเด็นออกล่ะ”
“ก็...จะกลายเป็น... คนไม่ดีน่ะสิ” เขาพูดพลางยิ้ม
“ไอ้แค่คนดี ๆ เหมือนปกติน่ะ เม่นไม่ต้องการจะเป็นหรอกนะ เม่นต้องการมากกว่านั้น แวรู้รึเปล่าว่าอะไร?”
เธอส่ายหัวรอคำตอบ แต่เขาไม่ตอบ กลับชี้มือมาที่ชามของตัวเอง
“เม่นกำลังเอาช้อนคนในชามใหญ่น่ะสิ” เขายิ้มอย่างมีเลศนัย ยิ่งทำให้เธองงไปใหญ่
“เม่นสั่งชามพิเศษ ก็... คนพิเศษ” เขายิ้มทะเล้น
“แหวะ! มุกดึกดำบรรพ์”
“จริง ๆ นะ ชีวิตของเม่นมันราบเรียบ มันผ่านไปวัน ๆ ก็เลยอยากจะทำอะไรขึ้นมาบ้างเพื่อให้รู้สึกดี
มัน... ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง”
“อย่างนี้แล้วรู้สึกดีเหรอ” เธอถาม เขาพยักหน้า
“งั้น เม่นอย่าหยุดคนนะ... เดี๋ยวแวจะคนด้วย” ในที่สุด เธอก็แทนตัวเองว่า “แว” อย่างไม่รู้ตัว

คุณลุงและคุณป้าเจ้าของร้านมองมายังเขาและเธอด้วยความฉงน เพราะทั้งสองกำลังนั่งใช้ช้อนคนไปมาในชาม
แล้วหัวเราะร่า ทำให้คุณป้ายิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ภาพเหล่านี้ได้หายไปจากร้านแห่งนี้นานแล้ว นับตั้งแต่ที่เขามาทานบะหมี่ที่ร้านนี้เพียงลำพัง
ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มแลมีความสุขของเขาเหมือนเมื่อก่อนก็หายไป
“แวก็กำลังคน เม่นก็กำลังคน เนี่ย มันสื่อถึง... เราทั้งสอง...คน” เขาพูดเสียงนุ่มอย่างลืมตัว
“นี่ ๆ” เธอกล่าวเสียงเข้ม เพื่อไม่ให้ลืมสถานะที่เป็นอยู่ แต่ก็ไม่วายกลั้นหัวเราะในความเจ้าความคิดของเขา
“เราทั้งสองคนเหรอ” เธอคิดในใจ “มันไม่มีอีกแล้ว”

ขณะกำลังสนทนา เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น และเงียบลง เธอหยุดคนช้อน ล้วงในกระเป๋าพลิกโทรศัพท์ดู
แต่ไม่ได้ควักออกมา เธอพลิกนาฬิกาข้อมือดู สักพักแววตาที่สดใสนั้นก็เปลี่ยนไป
“ฉัน... คงต้องไปแล้วละ”
“อ้าว! ยังทานไม่หมดเลย”
“ทานไม่ลงแล้วค่ะ”
“แล้ว... เราจะได้พบกันอีกหรือเปล่า” เขาถาม เธอได้แต่ยิ้มเศร้า ๆ ไม่พยักหน้า หรือส่ายหน้า

เขาและเธอนิ่งงันอยู่นาน แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็หยิบช้อนอีกสองคันในตะแกรงมารวบกับช้อนในชาม แล้วคนไปมาอีกครั้ง
“อย่างที่เม่นบอกว่าจิตใจคนเราก็เหมือนช้อนคันหนึ่งที่อยู่ในชาม แต่ถ้าดึงช้อนอีกคันหนึ่งเข้ามา มันก็เป็นของคู่กัน
ถ้ามันเป็นช้อนกับส้อม” เขาพูดพึมพำอยู่คนเดียว
“แต่ถ้า... เราดึงช้อนอีกคันนึงเข้ามารวมอีกเป็นสามคัน แล้วคนไปมา รู้ไหมว่าหมายความว่ายังไง” เธออึ้งกับคำถามของเขา
“จะด่าฉัน ก็พูดมาตรง ๆ ก็ได้ไม่ต้องอ้อมค้อมหรอก” เธอตวาดใส่ เพราะคิดว่าเขากำลังหมายถึง เขาคนนั้นของเธอ
ที่เพิ่งโทรเข้ามาเมื่อครู่ แต่เขากลับนั่งงง วางช้อนลง แล้วพูดเสียงอ่อย
“เม่นหมายถึง คนสามคัน มันพ้องเสียงกับคำว่า คนสำคัญ แว...คุณอารมณ์เสียเรื่องอะไร?” เขาทำหน้าซื่อ
และเหมือนจะคิดได้ในความหมายที่ทำให้เธอตวาดใส่
“เม่นขอโทษ” เขาไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นแบบนี้ แต่ไหน ๆ แล้ว เขาจึงตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา
“ตอนที่เลิกกัน... เม่นขอให้เรายังเป็นเพื่อนกัน แต่แวก็ไม่ยอม บอกว่ามันไม่สนิทใจ เม่นไม่เคยว่าแวเลย
แต่แวเล่นหายไปไม่เคยติดต่อมาเลยแบบนี้ มันช่าง... ไม่รู้สิ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร” เขากลืนน้ำลายลงคอ แล้วพูดต่อ
“ทำไมแวใจร้ายนัก”
“อย่าตอกย้ำได้ไหม” เธอน้ำตาคลอมองเขา
“คุณคิดว่าสามปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเหรอ เพราะฉันมันไม่ดี เลยไม่มีหน้ามาพบคุณ คุณเคยรู้ไหม
ในที่สุดฉันก็ทนไม่ได้ คุณคิดว่า วันนี้ฉันมาธุระจริง ๆ หรือไงละ” เธอพูดเสร็จก็กลืนน้ำตาที่ไหลอยู่ข้างในลงคอ
“หา!!??!!”
“วันนี้ฉันตั้งใจมาหาคุณ อยากรู้ว่าคุณยังสบายดี รอตรงข้างล่างอพาร์ทเม้นท์อยู่นาน แต่คุณก็ยังไม่มา
จนฉันคิดว่าคุณย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ไม่นึกว่าจะได้เจอที่นี่” เธอเบือนหน้าไม่ให้เขาเห็นน้ำตา
ขณะที่เขาทำหน้าตกใจกับความจริงที่เธอเฉลย
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยนะ ที่ฉันมาหาคุณ แต่ฉันไม่กล้าขึ้นไปหา ไม่กล้าพบหน้า คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าคุณคงจะเกลียดฉัน” เธอกล่าวเสียงสั่น
“ฉัน... ต้องไปจริง ๆ แล้ว” เธอยกมือปาดน้ำตา โบกมือให้คุณป้ามาคิดเงิน แล้วค่อย ๆ ลุกเดินออกไปที่รถ เขาสาวเท้าเข้ามาเดินข้าง ๆ เธอ
“นี่ หยุดร้องไห้ได้แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้ววางฝ่ามือบนหัวของเธอ
“แน่ะ! ยังไม่หยุดอีก ยัยหมูแว่น” เขาเรียกฉายาที่เขาตั้งให้เธอเมื่อครั้งก่อน ซึ่งเธอต้องไล่ตีเขาทุกครั้งที่ได้ยิน เธอปัดมือเขาออก แล้วถลึงตาใส่
“เรียกใคร นายหัวหลิมเม็ดกวยจี๊” นี่ก็เป็นฉายาที่เธอตั้งให้เขาเหมือนกัน
“หลิมตรงไหนมิทราบ ออกจะหล่อ” เขาเสยผม เผยให้เห็นหน้าผาก เธอมองท่าของเขาแล้วก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่
ทำให้บรรยากาศที่หดหู่เมื่อครู่ได้คลายลงบ้าง


เมื่อมาถึงรถที่จอดอยู่ใต้แมนชั่น เธอเอนหลังพิงรถ ผายมือทั้งสองให้เขาดูรถเก๋งคันเก่งของเธอ
“สุดยอดเลย!!” ตาเขาเป็นประกาย อ้าปากพ่นไอจากปากใส่กระจกและใช้ฝ่ามือเช็ด
เธอหัวเราะในท่าทีของเขาแล้วไขกุญแจ เปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านใน แล้วถามเขา
“ไปส่งไหม?” เธอพูดพลางเช็ดคราบน้ำตาที่แห้ง
“ไม่เป็นไรหรอก ใกล้จะถึงห้องแล้ว ต้องวิ่งไปให้ถึง เดี๋ยววันพิเศษนี่จะไม่สัมฤทธิ์ผล” เขายิ้ม แต่เธอกลับถอนหายใจ
“บอกไว้อย่างหนึ่งนะคะ ขณะที่ผู้คนมากมายพยายามค้นหาสิ่งดี ๆ สิ่งพิเศษให้กับตัวเอง บางคนก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็กลับลืมไปว่า
สิ่งที่ได้มามันคุ้มไหม? มันทำให้ตัวเองมีความสุขหรือเปล่า? หากสิ่งดี ๆ ที่ว่าทำให้คนเราไม่มีความสุข
เราก็ไม่อาจเรียกสิ่งนั้นว่าสิ่งพิเศษหรอกนะคะ... เหมือนแวในตอนนี้” เธอหยุดพูดแล้วถอนหายใจอีกครั้ง
“เม่นรู้ไหม ขณะที่คนอื่นกำลังค้นหาแต่สิ่งพิเศษเข้าตัว แต่การที่คุณเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตแบบปกติน่ะ มันเป็นสิ่งพิเศษแล้ว
พิเศษ...ตรงที่ไม่พิเศษ คุณต่างจากคนอื่นนะ เป็นตัวของตัวเองเถอะ และรักษามันไว้ ไม่ต้องไปทำอะไรให้โลดโผนอย่างนี้หรอกค่ะ”
“เม่นทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำมาก่อนที่เราจะพบกันอีก แวไม่รู้หรอก” เขากล่าว
“ทำไมล่ะ...ทำไมตอนที่อยู่ด้วยกัน แวไม่เคยรู้เลย ว่าคุณมีไอ้วันแบบนี้ด้วย” เธอย้อนถาม เขากลับนิ่งเงียบแล้วเฉไฉตอบเธอว่า
“ในที่สุดก็เรียกแทนตัวเองว่าแวจนได้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม เธอเม้มปากมองใบหน้าของเขา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ตอบ
“แวไปแล้วนะคะ” เธอหันไปที่กระจกหน้า และจะปิดประตูรถ แต่เขาเอาแขนขวางไว้
“แว... ถามจริง ๆ นะ เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้วใช่ไหม?” เขาถามอย่างมีความหวัง
“ค่ะ” เธอค่อย ๆ พยักหน้าเพราะกลัวน้ำตาที่เอ่อออกมาจะหล่นลง เขายืนตัวแข็งแล้วบอกกับเธอด้วยเสียงเศร้า
“งั้น... ดูแลตัวเองดี ๆ นะ” เขาปล่อยมือจากประตูรถ ด้วยความรู้สึกคล้ายปล่อยหัวใจให้หลุดลอย
“เม่นก็เหมือนกันนะคะ” เธอดึงประตูรถปิด มองหน้าเขาผ่านกระจกข้างเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสตาร์ทรถขับจากไป

ฝน หยุดตกไปนานแล้ว แต่กระจกกลับเต็มไปด้วยน้ำ... น้ำฝนที่ไม่อาจใช้ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถปัดให้กระจกหายพร่ามัวได้
เพราะกระจกที่ว่า นั่นคือเจ้าเลนส์เว้า คอนแท็กเลนส์ที่ติดแนบกับดวงตาทั้งสองของเธอ
ชายหนุ่มมองรถเก๋งสีเปลือกมังคุดจนลับตา เพื่อจดจำภาพแห่งความทรงจำนี้เป็นครั้งสุดท้าย เขาคงไม่ได้เจอเธออีกแล้วหรือ
ชายหนุ่มสะพายเป้ไว้ที่หลัง ก้มหน้าเดินออกมาที่ถนนแล้วเหลียวมองหารถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
“คงไม่ต้องวิ่งไปให้ถึงห้องแล้วละ พอกันที วันพิเศษของเดือนนี้ เดือนหน้าก็คงต้องยกเลิกวันแบบนี้ซะแล้ว
เพราะแค่วันนี้วันเดียวก็คุ้มไปหลายเดือนเลยเชียว” เขาคิดในใจ

“ทำไมล่ะ...ทำไมตอนที่อยู่ด้วยกัน แวไม่เคยรู้เลย ว่าคุณมีไอ้วันแบบนี้ด้วย” เขาจดจำประโยคที่เธอถามแล้วเขาไม่ได้ตอบ
“เป็นเพราะ ตอนอยู่ด้วยกัน เม่นไม่เคยทำไอ้วันพิเศษอะไรแบบนี้น่ะสิ” เขาตอบในใจ
จะเพราะอะไรน่ะหรือ…
“เพราะ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน... ทุก ๆ วัน คือวันพิเศษน่ะสิ” เขาตอบในใจอีกครั้ง แล้วยิ้มอยู่คนเดียว


Create Date : 21 เมษายน 2550
Last Update : 21 เมษายน 2550 9:55:28 น. 8 comments
Counter : 338 Pageviews.

 
บังเอิญผ่านมาอ่านค่ะ
ชอบเรื่องนี้นะ


โดย: ศรีสุรางค์ วันที่: 3 พฤษภาคม 2550 เวลา:9:50:41 น.  

 
มาแอบอ่าน อิอิ


โดย: พี่นัท IP: 210.203.161.204 วันที่: 18 พฤษภาคม 2550 เวลา:12:13:43 น.  

 
“ทำไม่ได้หรอก ไม่ถึงสิบเอ็ดโมง แม่ก็โทรมา ลืมตัว...รับซะเฉยเลย” ---

มาทักทายสวัสดีค่ะ


โดย: coldfusionCF วันที่: 18 พฤษภาคม 2550 เวลา:22:18:50 น.  

 

มีเรื่องของพี่เจเรื่องไหนบ้างที่หนูไม่ชอบ...

ติ๊กต๊อกๆๆ

ไม่มี!!

เย้

:)



โดย: p_jung IP: 125.24.60.78 วันที่: 19 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:58:47 น.  

 


โดย: โสมรัศมี วันที่: 27 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:45:50 น.  

 
น่ารักดี คิดได้ไงเนี่ย
คนสามคัน


โดย: GiftGae Ureka IP: 58.9.191.175 วันที่: 7 ธันวาคม 2550 เวลา:23:36:50 น.  

 
อ่านจบแระ แค่นี่หล่ะ


โดย: คลังพลอย วันที่: 12 มิถุนายน 2551 เวลา:20:36:13 น.  

 
หนุกดี ชอบๆๆ


โดย: เจ้ IP: 124.120.140.5 วันที่: 25 มิถุนายน 2551 เวลา:16:48:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมจ๊อด
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สมจ๊อด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.