พิชิตใจตัวเอง หลังจากอกหัก
คนหลายคนในโลกใบนี้ ย่อมมีชีวิตที่ผิดหวังและสมหวัง ปนเปกันไปเป็นเรื่องธรรมดาโลกจริงๆ ความรัก คือตัวแปรสำคัญ และบางคนยึดถือเป็นกำลังใจจริงๆ ในการดำเนินชีวิต หรือเป็นลมหายใจเลยด้วยซ้ำ แต่เรากลับลืมคิดไปว่า ช่วงเวลาที่เราไม่มีเขา ก่อนหน้านี้ ทำไมเรายังอยู่ได้ จริงๆความรัก มันไม่ใช่เรื่องของการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเรา หรือ การดำเนินชีวิตของเรา แต่ความรักมันเป็นเรื่องของจิตใจ ขึ้นอยู่กับความคิดล้วนๆ คิดที่จะมีความรัก ก็ต้องหัดรักให้เป็น เพื่อให้ตัวเราเองไม่เดือดร้อน และ มีความสุขบนความรักที่เรามีด้วย ไม่ใช่พอขาดเธอ ฉันขาดใจ เป็นคำนิยามที่ผิด บางทีอาจพูดเล่นได้ แต่อย่าคิดไปจริงจังกับคำนั้นจะดีกว่า คิดซะว่า เราจะอยู่อย่างมีสติอย่างไร เมื่อเราถูกสลัดรัก เมื่อเขาไม่ได้รักเรา เราก็ต้องหัดรักตัวเอง ให้มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

เรื่องที่เขียนนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ตรงของคนหลายๆคน และบรรดาสหายของผู้เขียนทั้งหลาย ผที่เคยมีทั้งสุขและทุกข์ ผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาก่อน สิ่งที่ตัวเราเองได้ประสบมาตลอดเวลากว่า 9 ปีของการมีความรัก ทำให้อาจสรุปได้ว่า เราเองยังไม่รู้จัก คำว่า “รัก” อย่างแท้จริง เพราะเรื่องราวของเรานั้นคือ เรื่องราวของคนที่ยังรักไม่เป็น ยังลุ่มหลง และ โหยหาความรักซะมากจนเกินไป จนลืมไปว่า ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความรัก(ที่เห็นแก่ตัว) แต่มันคือความรักแบบบริสุทธิ์ใจ เทียบได้ว่า ความรักที่เป็นผ้าขาวโดยแท้ จุดจบของความคิดแบบเด็กๆนั่น คือการที่ตัวผู้เขียนเองได้อ่านบทความดีๆบนเวปไซด์สองแห่ง และหนังสือธรรมะ ที่หาซื้อได้ตามร้านหนังสือ ได้แง่คิดดีๆจากเพื่อนพ้องที่ต่างพากันให้กำลังใจ สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราได้ตาสว่างหลังจากที่เราผิดหวังกับคนรักที่คบมาเพียงแค่ ระยะเวลากว่าสองเดือนเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่า ผู้ชายคนนี้แหละ สอนให้เราได้รู้จักการมีชีวิตมากขึ้น สมกับคำพูดที่เขาว่า “เอาความรักครั้งนี้เป็นบทเรียน” แน่นอนว่าใครฟัง ณ นาทีแรก มันคือความรู้สึกที่แย่เหลือเกิน แต่ชีวิตหลังจากเราหันหลังให้กันนั้น..... มันก็คือการหันหลังเพื่อมองหาสิ่งที่ดีกว่า และยอมรับความเป็นจริง จริงๆค่ะ

ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบสิบปีก่อน ความรักของหลายๆคน มันคือการที่มีใครสักคนมาบอกว่า เราเป็นแฟนกัน เราคบกันนานๆ เราเจอกัน การได้คุยทางอินเทอร์เนทกันบ่อยๆ โทรศัพท์หากันวันละหลายๆหน เพื่อแสดงความรู้สึกว่า นี่คือแฟนเรานะ นี่คืคนที่เรารัก สาวสะพรั่งอายุ 18 ปี เริ่มหัดมีความรักแบบลองผิดลองถูก ครั้งแรกในชีวิตที่เริ่มคลิ๊กกับชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่แน่นอน ความรักย่อมมีอุปสรรค ตอนนั้นบอกได้เลยว่า ใครพูดอะไร ก็ไม่เคยคิดเชื่อ เชื่อแต่ตัวคนรักอย่างเดียว เรียกได้ว่า หูหนวกตาบอด พ่อแม่ที่ห่วงเรานักหนานั้น เราเห็นพวกท่านแสดงความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับความรัก เพราะเราเป็นเด็ก

หากมีคนถาม หากย้อนเวลาไปดูอดีต กับ ไปดูอนาคต คนเราจะเลือกแบบไหนกัน สิ่งนี้มันน่าคิดนะ เพราะถ้าได้กลับไปดูอดีต ก็ได้เหมือนรีเพลย์ย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดผ่านมาแล้ว มานั่งดูตัวเองว่า แต่ก่อนเราคิดและกระทำตัวแบบไหนกัน พฤติกรรมแบบไหนกันที่เราทำไม่ดีต่อคนรอบข้างรวมถึงคนรักจนเขาเอือมระอา มันได้เห็นตัวเองกำลังทำอะไรทั้งดีและไม่ดี ก็อาจทำให้เราคิดอะไรหลายๆอย่างได้ ลองมาดูอนาคตสิ อนาคต คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้นในทุกๆวินาทีที่เขยิบขึ้นไปเรื่อยๆ มันคือสิ่งที่คนเราอยากมองเห็น และคาดหวังทั้งสิ้น จริงแล้ว อนาคตมันก็คาบเกี่ยวระหว่างปัจจุบัน และ มีผลมาจากอดีตเช่นเดียวกัน แต่มันจะไม่มีผลอะไรมากมายนัก หากปัจจุบัน เราไม่ทำอะไร ให้เกิดผลในอนาคต คนเราบางคนลืมคิดไปว่า อดีต มันคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ถ้ามัวแต่ยังเก็บเรื่องราวเก่าๆมาคิด มันก็ได้ แต่ไม่ได้เกิดอะไรที่สร้างสรรค์ขึ้นมา จริงอยู่การย้อนกลับไปพิจารณาตัวเองที่เคยทำไม่ดีหรือเคยทำดีอะไรไว้ มันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น และอาจให้เราได้ไอเดียอะไรใหม่ หรือเห็นอะไรในอดีตที่เราอาจจะอึ้งไปเลยก็ได้ แต่จริงๆมันไม่ได้สำคัญอะไรเท่ากับการได้เห็นอนาคตของเรา ที่มันต้องดีขึ้นในทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนปัจจุบัน คือยานพาหนะที่จะมาเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าเท่านั้นเอง มันก็เป็นสาเหตุของคนที่เริ่มอกหัก เริ่มรักคุด เริ่มจิตตก ที่อยากจะทั้งย้อนกลับไป ทั้งๆที่แก้ไขอะไรไม่ได้ และอยากจะดูดวง ดูอนาคตของตัวเอง แม้มันจะช่วยได้แค่นำทาง แต่ถ้ายานพาหนะของเรามันเสื่อม ไม่มีน้ำมันหล่อเลี้ยง ไม่มีกำลังใจจะวิ่ง แล้วมันจะไปสู่โลกที่สดใสกว่าได้อย่างไร ฉะนั้น เราควรจะดึงตัวเราเอง ออกมาจากอดีต และรีบมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางข้างหน้าด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม

อัตตา คือสิ่งสำคัญในการทำให้ชีวิตคู่พัง คือฉันเป็นแบบนี้ ฉันจะทำแบบนี้ นี่แหละตัวฉัน อีโก้ของคนมันสูงนัก ถ้าได้คู่ที่มีอัตตาในตัวเองสูงเกินไป ชีวิตก็พังทลายได้เช่นกัน การอกหักของเราครั้งล่าสุด คือเมื่อปี 2551 ทำให้เราเรียนรู้อะไรมากมาย จากผู้ชายคนนี้จริงๆ แม้ระยะทางการดำเนินเคียงคู่ไปด้วยกัน แรกๆจะรู้สึกไม่สะดุด แต่เดินกันฉับไวไปหน่อย จนเริ่มสะดุด เริ่มลังเลว่าจะเดินไปด้วยกันดีไหม จนในที่สุด เราถูกหันหลังให้อย่างไร้เยื่อใย นั่นคือการที่ทำให้เราทุกข์มากมาย และผลแห่งทุกข์ก็ทำให้ร่างกายเราเสื่อม จิตใจเราต่ำ และ มองอะไรแย่ไปหมด ถ้าเกิดเราไม่ดึงตัวเองออกมาให้เร็วที่สุด และเป็นหนักหนาสาหัส คนบางคนอาจจะจิตเสื่อมกว่า คือฆ่าตัวตายไปเลยก็เป็นได้ คือถ้าไม่มีเธอ ฉันก็อยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นความคิดที่ผิดนะ ใครคิดแบบนี้ คือคนที่ควรพิจารณาจิตใจตัวเองให้ดี บาปกรรมมากมายที่คิดแบบนี้ แถมยังมีปริมาณการรักตัวเองได้น้อยมากๆ คนเหล่านี้พอรักตัวเองน้อย ก็สามารถปลิดชีพหรือทำร้ายตัวเองได้ แล้วขนาดตัวเองยังไม่รัก แล้วจะไปรักคนอื่นให้ดี ได้อย่างไร

จริงๆเราก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้นหรอกนะ แค่มองว่า ความรัก ครั้งนั้น มันเป็นกำลังใจ ในช่วงชีวิตที่กำลังสับสน วุ่นวาย และมีแต่ปัญหา เขาคือคนที่เราคุยด้วย แล้วกลับรู้สึกกระปรี้กระเป่า นั่นแหละ เขาทำบุญให้เรา จิตใจสูงขึ้น เพียงเพราะเราเอาจิตใจไปตั้งอยู่ที่เขา พอเขาโทรมาปุ๊บ หัวใจเราก็พองโต และตื่นเต้น แต่มันก็ต้องคิดให้ได้นะว่า สักวันหนึ่ง หัวใจที่เราฝากไว้กับเขา มันยังไงก็เป็นของเรา เขาไม่เอาไปไว้ตลอดหรอก แม้คนที่รักกันแต่งงานกันก็เหอะ จิตใจควรจะอยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ไปฝากคนอื่นไว้ พอเราอกหัก เราทุกข์ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรู้เท่าทันตัวเอง นี่คือหลักปฏิบัติแบบธรรมดาของธรรมะเลยก็ว่าได้ การรู้เท่าทันตัวเอง สอนให้เรามี “สติ” พอเรามีสติ จิตใจที่มัวแต่หมกมุ่น พะวงกับเรื่องราวรักๆ มันจะดึงเรากลับมาสู่ปัจจุบัน และความเป็นจริง โอเค เราทุกข์ เราเศร้า เราหมอง แต่คนตรงข้าม เขาเป็นอย่างไร เขากินหนักๆ อ้วนเอา อ้วนเอา แต่ทำไมตัวเรา ผอมลง ผอมลง แถมโทรมอีกต่างหาก อันนี้ส้มเป็นเอง แล้วก็แย่เองด้วย แรกๆที่ยังพอคุยกับเขาได้ เราก็รู้สึกดีมีกำลังใจว่า เขาไม่ได้ตัดเยื่อใยนะ อย่างน้อยก็ยังเป็นเพื่อน หรือ พี่น้องกันได้ แต่พอนานๆไป เขาตัดฉับ! แต่เราดันอาลัยอาวรณ์ คร่ำครวญต่างๆนาๆ เขาไม่ได้ยินอะไรหรอก เพราะเขาฉับไปแล้ว เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป ดีกว่าไปรั้งทุกอย่างไว้ อย่างไร้จุดหมาย

อาการคร่ำครวญ เป็นอาการที่ควรหลีกเลี่ยง พยายามมีสติเข้าไว้นะคะ เวลาเราคร่ำครวญถึงคนรักเก่า เช่น “เขาไม่น่าทำแบบนี้กับเราเลย เซ็งจังเลย” หรือ “ ทำไมล่ะ ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเรา แต่ก่อนยังรักกันดีอยู่เลย” และ “โถ่ สิ่งที่ดีๆที่ผ่านมา เขาไม่เคยมองเลยหรือ เราทำให้เขาตั้งหลายอย่าง” และอีกหลายอาการ บางครั้ง การที่เราคร่ำครวญกับตัวเองมากๆ มันก็คือการกำจัดเวลาทุกเสี้ยวนาทีที่มีค่า ไปอย่างไร้ประโยชน์ แถมยังเป็นการดึงสภาวะจิตใจเราให้กลับไปสู่เรื่องเดิม แล้วเมื่อไหร่ จิตใจเราจะงอกเงยสูงขึ้น เหมือน บัวสี่เหล่า เหล่าที่พ้นน้ำแล้วละนั่น พฤติกรรมแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับบัวที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมพ้นน้ำให้ได้ซะที บางทีถ้าเป็นแบบนี้มากๆ มันจะทำให้เรายึดติดแน่นจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยก็ได้



อีกอย่าง การหาคำตอบที่ว่า “ทำไมเขาทำแบบนี้กับเรา” หรือ “ทำไมเราต้องเลิกกัน เราเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอ” มันก็จะทำให้เรื่องราวไม่จบอีกค่ะ บางทีเขาก็มีเหตุผลของเขา และเหตุผลที่อาจจะทำให้เราเจ็บปวดที่สุด เมื่อเราค้นพบคำตอบ อย่างเช่น เขามีคนอื่น หรือ เพราะเขาเบื่อเรา และ เขามองเราเป็นแค่ของเล่น นั่นเอง เห็นมั้ย พอเรารู้ความจริงแล้ว เราจะเจ็บปวดมั้ย ถูกที่ว่าคำตอบอาจจะไม่ใช่ในแง่ร้าย การเลิกกัน อาจมาจากหลายๆอย่างคือ “ทนกันอยู่” หรือ “อยู่กันทน” เพราะมันมีคำว่า เข้ากันไม่ได้ นิสัย ฐานะ การศึกษา ความคิด ทัศนคติ การเลี้ยงดู พื้นฐานต่างๆ นาๆ ล้วนแล้วแต่เป็นข้ออ้างดีๆ เหตุผลดีๆ ให้ดูดี ในการเลิกกัน หรือการกระทำที่แปลกออกไปได้ เพราะท้ายที่สุด ถ้าเกิดความพยายามที่จะเข้ากันแล้วมันไม่คลิ๊กกัน ทัศนคติมันไม่ตรงกันเลยสักอย่างเดียว มันก็คงจะทำให้แต่ละคน พิจารณาตัวเอง และดีดกันออกไปเองนั่นแหละ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มเกิดอาการ “ทน” แล้วต้องลำบากใจ มันจะทำให้เกิดอารมณ์ รำคาญ ขี้เกียจ เบื่อ บางทีอาจจะอึดอัด อาจเพราะพูดแล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้น หรือ บางคนอาจจะไม่คิดจะพูดอะไรออกไปบ้างเลย รอจนกว่าสุดท้าย จะเบื่อกันไปเอง ................................................. อย่างนั้นน่ะหรือ?

ผู้ชาย ถ้าเรารู้จักธรรมชาติของเขา เขาเกลียดนิสัย จู้จี้ จุกจิก ของผู้หญิงมากมาย เช่น โทรไปหาแล้วเขายังเล่นเกมส์อยู่ สาวๆพึงระวังเลยว่า อย่าไปเซ้าซี้เขาตอนนั้น เขาจะคิดเลยว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่เข้าใจเขาเลย เช่น “ทำไมเอาแต่เล่นเกมส์ ไม่คิดจะโทรหาฝนเลยหรอ ฝนไม่สำคัญแล้วนี่” แล้วก็วางหูกรึ๊บ !!!! บางทีก็ไม่ได้วางหูซะทีเดียว ผู้หญิงย่อมมีนิสัยขี้โวยวายกันในส่วนลึกๆ บางคนอาจจะไม่ออกมาก บางคนอาจจะออกมาก จนผู้ชายรำคาญและหมดความอดทน บางทีเขาก็จะระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมาในเวลาที่เราไม่รู้จักกาละเทสะ และนั่นทำให้เกิดโทสะ และเกิดความมีทิฐิขึ้นมา คิดจะ “เลิก” หรือพูดจาทำร้ายจิตใจเราอย่างแสนสาหัสเลยก็ว่าได้ เพียงเพราะเราไม่พยายามเข้าใจในอารมณ์ที่เขาเป็น บางทีปล่อยให้เขาไปนั่งทำอะไรเป็นตัวของตัวเอง ให้เขาห่างหายจากเราไปบ้างก็ดี เพราะการทำตัวติดกันมาก มันจะยิ่งทำให้เขาเริ่มอึดอัดมากขึ้นเหมือนกันนะคะ แต่ใช่ว่าผู้หญิงอย่างเราๆจะต้องยอมผู้ชายเสมอไป เมื่อเราโดนเค้าทำร้ายจิตใจเราจริงๆ ก็อย่าไปฝืนมัน ปล่อยวางได้ ก็จะดีมากๆ ครั้งที่ส้มจิตตกมากๆ ส้มก็มักไปหาหมอดู เจออยู่ท่านนึง ได้ฟังและก็ดีขึ้นบ้างและก็ไปหาเรื่อยๆตอนเริ่มฟุ้งซ่าน เหมือนไปหาจิตแพทย์เลย ท่านสอนหรือบอกหลายอย่างให้เราตั้งตัวให้ได้ จนเริ่มดีขึ้น ส้มก็พาเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปหาท่าน เพราะเพื่อนก็กำลังจิตตกเหมือนกัน แหม ผู้หญิงเราจะมีเรื่องอะไรให้คิดนอกจาก ความรัก เมื่อไปหาหมอดู อาจารย์ท่านบอกว่า คนเรามีความรักอยู่ 2 แบบ ความรักแบบแรก คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคน ต้องพานพบเจอมา นั่นคือความรักแบบ “ของเขา ของเรา” ความรักแบบนี้ คือการที่เรายินดีเมื่อมีเค้า และมองว่าผู้ชายคนนี้คือลมหายใจของเรา คือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา คือเป้าหมายในชีวิตเรา ถ้าเค้ามีใครอยู่ เราแย่งได้ ก็ต้องแย่ง ถ้าเค้ามีคนอื่น หรือแอบเจ้าชู้ เราก็เสียใจ ร้องไห้ ไปกอดขา กราบไหว้ว่า “อย่าทิ้งเราไปเลย อย่าปล่อยให้เราอยู่คนเดียว ชั้นอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณ!”

คุณลืมไปแล้วหรือว่า.........กราบไหว้พ่อแม่ สำคัญที่สุด แต่ส้มเข้าใจคนที่มีอารมณ์ชั่ววูบแบบนั้น แต่ผู้หญิงที่ทำแบบนั้นมี 2 แบบ คือ 1. ทำเพราะว่ารักเค้ามากจนหัวปักหัวปำ ส่วนมาก คบกันจนลึกซึ้งแล้วเท่านั้นแหละที่จะทำแบบนี้ได้ หรือแบบที่ 2. ทำเพราะสะใจ มันสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อความสะใจ ทำเพราะให้ผู้ชายรู้ว่า การกราบแทบเท้าขอร้องเค้ามันเป็นยังไง อันแบบนี้มันก็ได้แค่สะใจนะคะ ผู้หญิงประเภทที่ 2 มักจะเข้มแข็งได้รวดเร็วกว่าผู้หญิงแบบที่ 1 คือ เหตุผลที่ทำ มันไม่ได้ต้องการเค้ากลับมาแล้ว แต่ต้องการความสะใจ ความพอใจที่ได้ทำให้ผู้ชายรู้สึกผิด หรือรู้สึกสมเพช แล้วคนแบบที่ 2 จะมีชีวิตที่ดีขึ้นรวดเร็ว เพราะมีบทเรียน และ ไม่ยึดติด ต้องการแซงหน้า หรือเอาชนะผู้ชาย และมีความสุขกับชีวิตโสด และพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ แบบไม่เสียหายอะไร

ลองอ่านถึงตรงนี้แล้ว ผู้หญิงแบบที่ 1 จะเป็นอย่างไรล่ะทีนี้...จริงๆไม่ยากเลยที่จะเดา ผู้หญิงแบบที่ 1 ก็จะเป็นคนที่เรียกว่า ‘จมปลัก’ ไม่มีความสุข ถ้ายอมเป็นเบี้ยล่างผู้ชายเจ้าชู้ หรือผู้ชายที่ไม่ได้รักตัวเองแล้ว เค้าก็จะมองเราเป็นที่ไว้สำหรับย่ำยีจิตใจ และร่างกาย อยากหาความสุขบนเรือนร่างที่ยอมเพียงเพื่อให้ได้ผู้ชายคนนั้นกลับมานอนเคียงข้างกาย แม้ชั่วครู่ก็ดี แต่ความสุขไม่อยู่กับเรานานหรอกค่ะ เค้ามานอนข้างเรา มามอบความรัก(จอมปลอม)ให้กับเรา เราก็มีความสุขกับการหลอกตัวเอง และพอเราหมดคุณค่า เค้าก็ตีจากอยู่ดี จะรอให้วันนึงเค้ากลับมาอีก ชีวิตเราก็จะ on กับ off ตลอดเวลา มีความสุขหรือคะที่ได้คบผู้ชายเลวๆ แล้วทำไมเราไม่มอง และนึกถึง หรือ รักคนที่เลี้ยงดูเรามา ให้เราได้มีชีวิตมาได้ทุกวันนี้ล่ะคะ ทำไมเราไม่จับเข่า กอดขาแม่เรา พ่อเรา แล้วบอกรักท่านบ้าง ความรักไม่ใช่ทุกอย่าง ความรักไม่ใช่การเอามาเพื่อให้เราคลายเหงา แต่ความรักคือความเข้าใจ บริสุทธิ์ใจ ยินดีเมื่อเค้ามีความสุข ปล่อยเค้าเมื่อเขาอยากไป รักเค้าในแบบที่เค้าเป็น รับข้อเสียของเค้า เพราะเราเปลี่ยนเค้าไม่ได้ตลอด ปรับตัวเมื่อต่างฝ่ายต่างรับไม่ได้ และอย่าลืม มอบความรักให้คนที่เค้ารักเรามากที่สุด

“ผู้หญิงเปลืองตัว เพราะมากรัก กับผู้ชายเปลืองรัก เพราะบ้ากาม” ส้มพูดเองแหละค่ะ คำนี้ เพราะความรักแบบไร้สติ นี่แหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม ดูเด็กวัยรุ่นสมัยนี้สิ ชวนแฟนเข้าโรงแรม เพราะบอกว่า “ฉันรักเธอนะ วันนี้วันวาเลนไทน์ เธอมอบความรักให้กับเรานะ” ผู้หญิงที่ยังเด็กวัยรุ่น ขาดการยั้งคิด ขาดการยับยั้งชั่งใจ ก็จะยอมแบบคนไม่ฉลาด ยอมเพราะอยากรู้ ยอมเพราะเพื่อนยุ หรือยอมเพราะอารมณ์พาไป น่าสงสารจริงๆ ผู้ชายเปลืองคำว่า “รัก” เพื่อให้ได้มาซึ่งเรื่อง กามรมย์ แต่ผู้หญิงพูดคำว่า “รัก” เพราะต้องการให้ผู้ชายรับรู้ และอยู่กับเธอไปนานๆ แต่มันก็ได้แค่นั้นนะคะ คงอยู่ไม่ได้นานหรอกค่ะ อย่างที่เขียนไปข้างต้นนั่นแหละ รู้จักฉลาด และรักให้เป็น เริ่มต้นรักอย่างฉลาด คือเริ่มต้นรักตัวเราเองนะคะ




Create Date : 26 มีนาคม 2554
Last Update : 26 มีนาคม 2554 11:29:52 น.
Counter : 428 Pageviews.

3 comments
  
เห็นด้วยกับคุณค่ะ คนบางคนยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามา
แต่เมื่อได้มาแล้วแบบเขาไม่เต็มใจ ก้อไม่มีความสุขนะค่ะ
ได้แต่หลอกตัวเองว่าสุข แต่ลึกๆข้างในแล้วมีแต่ความทุกข์
ทนจนทนไม่ไหว ถึงจะคิดได้ว่าความรักนี้(จอมปลอม)
มาหลอกตัวเองให้ทุกข์ทนอยู่ได้
โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 26 มีนาคม 2554 เวลา:14:21:18 น.
  
ขอบคุณค่ะ เราจะลืมอดีตให้หมด ขอขอบคุณมาก ๆ เลยนะค่ะ
เรากำลังทำใจอยู่ และคุณทำให้เราทำใจได้ขึ้นอีกมาก
โดย: ลั้ลล้า พาเศร้า วันที่: 26 มีนาคม 2554 เวลา:16:09:29 น.
  
ขอบคุณค่ะ
โดย: พรรณราย-Jackson วันที่: 22 สิงหาคม 2554 เวลา:9:06:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

พรรณราย-Jackson
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เราเป็นคนที่ชื่นชอบไมเคิล แจ็คสันมาก สนใจใคร่รู้ประวัติเค้าจนรู้สึกว่า เค้าเป็นคนที่น่าทึ่งมาก แม้ตอนเค้าโด่งดัง เรายังเด็กมาก แต่รู้สึกว่า ดนตรี และความเป็นธรรมชาติต่างๆมันเข้ามาเป็นหนึ่งในชีวิตที่ต้องเรียนรู้ บางช่วงชีวิต เราลืมเค้าไป และไปสนใจสิ่งที่ต้องดูอยู่ตรงหน้าแทน แต่พอรู้ว่าเค้าจากไป มันเหมือน เพื่อนร่วมโลกหายไปแล้ว เราเชื่อว่าการตายของเค้าเป็นเรื่องจริง คงไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นแน่นอน แต่ตอนนี้เราเชื่อว่าเค้าไปสู่สรวงสวรรค์แล้วเรียบร้อย เต้นให้เทวดาดูนะคะ
มีนาคม 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31