กุมภาพันธ์ 2558

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
ความรักบริสุทธิ์กับความรักกามารมณ์

ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกคือทำนองนั้นมันบริสุทธิ์ มันไม่มีกามารมณ์แต่ความรักของเพศตรงกันข้ามนี้มันถูกกามารมณ์เข้ามาสวมเอา คนก็ไม่รู้ ชอบกามารมณ์ แล้วก็มีความรักแบบที่ถูกเคลือบด้วยกามารมณ์ จึงมียินดีทำงานที่ลำบาก คือ การสืบพันธุ์


ความรักแท้แม้จะเป็นอย่างในนิยาย...มันก็ยังไม่เรียกว่าของสกปรกหรือว่าของเลวร้ายอะไร แต่ถ้ากลายเป็นเรื่องของกามารมณ์ไป มันจึงเป็นเรื่องของสกปรกหรือเลวร้าย ฉะนั้น ความรักแท้อาจจะพูดได้ว่ามันเป็นคุณโดยส่วนเดียว ส่วนกามารมณ์หรือรักด้วยกามารมณ์นี้ยากที่จะเป็นคุณ มันมีแต่โทษแต่มันมี "อัสสาทะ" คือเหยื่อน่ะหุ้ม หุ้มห่อเอาไว้ คนมองไม่เห็น


ฉะนั้น ความรักอย่างกามารมณ์นี้มันยากที่จะเป็นคุณ แต่ถ้าจะมีบ้างก็อ้อมเต็มที่ มันใช้กันอย่างอ้อมค้อม เพราะธรรมชาติมันใช้อย่างหลอกลวง...ใช้เป็นค่าจ้างให้มนุษย์ทำงานที่ตามธรรมดามนุษย์ไม่อยากทำคือการสืบพันธุ์ แต่เอากามารมณ์มาปะหน้า มาเป็นเหยื่อ มาหลอกแล้วก็จ้างให้ทำ


เดี๋ยวนี้มนุษย์มีการสมรสระหว่างเพศ นั่นก็ดูให้ดีเถิดว่าไอ้ความสมรสนั้น ดูมันจะเป็นการเตรียมตัวที่จะเป็นลูกจ้างของธรรมชาติเพื่อกามารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่


มนุษย์เพิ่งเกิดมาในโลกไม่รู้จักอะไรเป็นอะไร พอต่อม gland ของเพศโตเต็มที่ มันก็มีความรู้สึกทางกามารมณ์แล้วก็ต้องสืบพันธุ์ ก็ไปกินค่าจ้างเข้าคือ กามารมณ์ ฉะนั้นคนที่ยังมีอวิชชา มันจะมีการสมรสโดยหวังกามารมณ์ ถ้าเป็นพระอริยะเจ้าจะมีการสมรสโดยหวังสืบพันธุ์บริสุทธิ์ ไม่ต้องเจือด้วยกามารมณ์


ถ้าเราได้ยินได้ฟังว่าพระอริยะเจ้าชั้นพระโสดาบัน สกิทาคามี อย่างนี้เขาก็ยังมีชีวิตชาวบ้านหรือเป็นฆราวาสนี่ครองเรือนมีบุตร ภรรยา สามี พวกนี้จะผิดกับไอ้คนธรรมดาปุถุชนก็ตรงที่ว่า ปุถุชนนี้มันรับจ้างธรรมชาติ เอากามารมณ์เป็นค่าจ้าง แล้วก็สมรสและสืบพันธุ์ แต่ถ้าจิตเป็นพระอริยะเจ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น มันไม่ ไม่เป็นลูกจ้างหรอก มันไม่กินค่าจ้าง มันรู้สึกถึงหน้าที่ของการสืบพันธุ์โดยตรง โดยหน้าที่ตามธรรมชาติ เมื่อเราไปกินค่าจ้าง ไปรับค่าจ้างคือกามารมณ์ มันก็คืออวิชชา คือความโง่ความหลง มันก็ทำให้ทุกอย่างที่ตามธรรมดาทำไม่ได้ คุณไปศึกษากันเองก็ได้ เมื่อไปรับค่าจ้างของธรรมชาติคือกามารมณ์คือการสืบพันธุ์ ไอ้เรื่องการสืบพันธุ์นั้นไม่ชอบนะ ที่จริงไอ้คนเหล่านั้นไม่ได้ชอบ น้อยนักน้อยหนาที่อยากจะสืบพันธุ์หรืออยากจะมีลูก ไอ้ที่มันทำไปมันด้วยกามารมณ์


ฉะนั้นจึงว่าไอ้ความรักอย่างกามารมณ์นี้มันเหมือนกับตาบอด นี่เขาพูดถูก ถ้ามันไม่เกี่ยวกับกามารมณ์เพื่อการสืบพันธุ์นี้ล้วน มันจึงจะเป็นเรื่องลืมหูลืมตา ตัวอย่างเช่นว่า การจุมพิตกันระหว่างเพศ มันก็คือสูดเหงื่อไคลที่สกปรกเข้าไปจากฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้ามันหลงมันก็ทำได้หรือจะทำกันแบบฝรั่งมันก็ดูดไอ้น้ำลาย ดูดขี้ฟันของอีกฝ่ายหนึ่งเข้าไป มันน่าอาเจียนมากกว่าที่จะน่าชื่นใจ มันก็ยังทำได้ นี่เพราะว่ามันได้กินเหยื่อของธรรมชาติคือกามารมณ์เข้าไปแล้วโดยไม่รู้สึกตัวและทำทุกอย่างที่ตามธรรมดามันทำไม่ได้ มันสกปรกบ้าง มันน่าเกลียดบ้าง มันเหน็ดเหนื่อยที่สุดบ้าง มันก็ทำได้


ธรรมชาติของกามารมณ์มันจ้างให้คนทำการสืบพันธุ์ซึ่งธรรมดาเขาไม่ยินดีจะทำ แต่แล้วเมื่อกินค่าจ้างนี้เข้าไปแล้วทำได้ทุกอย่างเลย ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่เห็นแก่สกปรก ไม่เห็นแก่ความน่าเกลียดน่าชังอะไร


ทางธรรมะเขาจึงแยกกันออกไปเด็ดขาด ความรักบริสุทธิ์กับความรักกามารมณ์ ความรักบริสุทธิ์นั้นทุกศาสนาต้องการ ทุกศาสนาต้องการให้มีความรักบริสุทธิ์ รักเพื่อนมนุษย์ เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย เพื่อนอะไร รักในความหมายที่ว่าคืออยากจะรวมเป็นอันเดียวกัน แต่ว่าการรวมอันเดียวกันนี้ ไม่ต้องเป็นกามารมณ์ก็ได้ เหมือนกับพ่อแม่รักลูก หรือแม้เพื่อนรักเพื่อนนี้ ไม่ต้องเป็นกามารมณ์ก็ได้ แต่ความหมายมันก็ยังอยู่ที่นั้นคืออยากรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน


พุทธทาสภิกขุ

ที่มา อบรมนักศึกษาธรรมศาสตร หัวข้อ
“ธรรมะกับกามารมณ์” ปี ๒๕๒๔




Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2558 21:49:10 น.
Counter : 481 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

softie
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



... พื้นที่เล็กๆ สำหรับแบ่งปัน ...
มุมมองและประสบการณ์บางอย่าง
เผื่อจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ได้บ้าง
(◕‿◕✿)

ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามา
และแวะทักทายกันค่ะ ❤・❀•.。
New Comments