สิงหาคม 2553

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
เด็กชายผู้รอดชีวิต ตอน 2
เรามาเล่าต่อจากที่เคย ลงไว้คราวก่อนค่ะ

อาจจะช้าไปหน่อยนะค่ะ

เมื่อรู้เราก็ตกใจมากๆๆๆๆ... ระหว่างขับรถไป ก็มีคนโทรมาบอกให้ปล่อย สัตว์ ถ้าหาได้ สามีกับเราก็เจอตลาดนัดพอดีตอนที่ต้องชะลอคุยโทรศัพท์ ก็เลยแวะตลาดซื้อ ปลา ปล่อย จากนั้นก็มีพี่สาวก็โทรมาบอกว่า ออกซิเจนขึ้นแล้ว (ตอนแรกออกซิเจนตกลงมาก) สักพัก ก็มีคนโทรมาให้เรากับสามี ยกตัวเล็กให้เป็นลูกของหลวงพ่อโสธรซะ เราก็ทำตาม พี่สาวก็โทรมาบอกอีกว่า ออกซิเจนเพิ่มขึ้นอีกนิดแล้ว เราก็+++++++++++++++เลยสวดมนต์ไปตลอดทาง (เผื่อจะช่วยได้)
เราไปถึง รพ.หาดใหญ่ ตอนประมาณ 6 โมงเย็น เราเข้าไปดูลูกกับสามี ที่ห้อง NICU ก่อนเข้าไป ทุกคนก็บอกว่า "น้องไม่เป็นไรนะจูล น้องไม่เจ็บไม่ปวดอะไร น้องหลับอยู่ สายต่างๆ นะมีไว้เพี่อช่วยชีวิตน้อง เค้าต้องให้น้องหลับเผื่อน้องจะได้ไม่ดึงสายต่างๆ นะ " ทุกคนพูดทำนองนี้หมดจนเราอยากเห็นว่าลูกเรา อาการเป็นยังไง และ อยู่ในสภาพไหนกัน แน่ พอเราเข้าไป.......
สิ่งที่เห็น ทำให้เราเกือบร้องไห้ ลูกเรานอนหลับอยู่บนเตียง ข้อมือข้างซ้ายมีสายน้ำเกลือ (น้ำเกลือ 2 กระปุก) สายยาต่างๆ (ยาประมาณ 6 ตัว ถูกฉีดรวมเข้าในสายยางเดียว) ข้อมือข้างขวา ให้เลือด และเกร็ดเลือด ต้นแขนทั้ง 2 ข้างมีเครื่องวัดความดัน (ความดัน ปอด 2 ข้างไม่เท่ากัน) มีท่อฉายแสง ที่ก้น และมีท่อสวนปัสสะวะ
หมอบอกว่า ลูกความดันปอดสูง ต้องให้ยาลด แต่ยาตัวที่ลดความดันปอด มันจะทำให้ความดันเลือดลดด้วย เลยต้องให้ยาเพิ่มความดันเลือดไปด้วย และที่เท้าของเค้ามีเครื่องเล็กหนีบเอาไว้เพื่อวัดชีพจร แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลย คือ เครื่องช่วยหายใจ หมอบอกว่า หมอเปลี่ยนเครื่องช่วยหายใจเค้า ให้เป็นแบบที่ดีที่สุดแล้วในประเทศไทย (เครื่องที่นครศรีธรรมราช มีไม่พอนั่นแหละ ) เครื่องนี้จะทำให้น้องตัวสั่น แต่มันช่วยน้องได้ ลูกเรานอน อก สั่น แล้ว ก็มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด เราเห็นแล้วเราจะร้องไห้ ก็ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 25 เรายังไม่เคยเจอแบบนี้เลย แล้วลูกเราล่ะ เกิดมาไม่ถึงสัปดาห์ก็ต้องเจอแบบนี้แล้ว
ระหว่างที่เราเข้าไปดูอาการลูกครั้งแรก สามีเราไม่ได้ดูลูกแต่ดูเรา เพราะ เค้ากลัวเราเป็นอะไรไปอีกคน เราไม่รู้จะทำยังไง เราอยากกอดลูกมาก เราสงสารเค้ามาก แต่เราก็ทำอย่างงั้นไม่ได้ แต่ไม่รู้เรานึกยังไง เรา ก็ พูดกับลูก (ทั้งๆที่ลูกให้ยานอนหลับไม่ได้ยินเราหรอก)
ว่า "ตัวเล็ก วันนี้แม่ไปแจ้งเกิด หนูมานะ หนูชื่อ เด็กชาย รวีกิตติ์ นะ รวีกิตติ์ นะ " สิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าตัวเล็ก กะพริบตาด้วย ตอนแรกเราคิดว่าเราเห็นคนเดียว
เราก็เรียกสามีให้ดู แล้วเราก็พูดใหม่ เจ้าตัวเล็ก ก็กะพริบตาอีก คราวนี้เราไม่ได้เห็นคนเดียน แต่สามีเห็นด้วย เราดีใจมาก แต่เราก็พูดอีกไม่ได้แล้ว (เพราะว่าจะร้องไห้อยู่แล้ว) เราไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าลูกเราจึงออกจากห้อง ไปร้องไห้กับสามีแทน
ที่ NICU หาดใหญ่ เค้าให้พ่อแม่เด็กเข้าได้ตลอด 24 ชม. เลย เรากับสามีหาที่พักใกล้ๆโรงพยาบาล( เราเช่ารายเดือนอยู่เลย เพราะ หมอบอกว่า โรคนี้ต้องใช้เวลารักษา นาน อาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือน)
จะได้มาเยี่ยมบ่อยๆ เราเล่าเรื่องที่เราพูดแล้วลูกกะพริบตาให้คนอื่นฟัง เค้าบอกว่า มันเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก เพราะตอนอยู่ในท้อง เค้าได้ยินเสียงเราตลอด ให้เราคุยกับลูกเยอะๆ
เราก็เข้าไปคุยกับเค้าตลอด เล่านิทานบ้าง พูดคุยบ้าง ทำเหมือนว่าเค้า ยังอยู่ในท้อง เราเข้าไปหาเค้า วันละหลายรอบ ยืนเฝ้าข้างเตียงครั้งละนานๆ เราทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ หนึ่งสัปดาห์ หมอก็บอกว่าอาการของน้องดีขึ้นมาก หมอจะลองลดยาต่างๆ ลงนะ แต่จะทำอย่างช้าๆ

หมอพูดแค่นี้เราก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ
เราก็เข้าไปคุยกับเค้าตลอด เล่านิทานบ้าง พูดคุยบ้าง ทำเหมือนว่าเค้า ยังอยู่ในท้อง เราเข้าไปหาเค้า วันละหลายรอบ ยืนเฝ้าข้างเตียงครั้งละนานๆ เราทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ หนึ่งสัปดาห์ หมอก็บอกว่าอาการของน้องดีขึ้นมาก หมอจะลองลดยาต่างๆ ลงนะ แต่จะทำอย่างช้าๆ

หมอพูดแค่นี้เราก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ
เมื่อเวลา ผ่านไป ทุกอย่างก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราก็ไปหาลูกบ่อยขึ้น หมอเริ่มลดยา จากนั้น ก็เริ่มถอยเครื่องช่วยหายใจ จากแบบสั่น เป็นแบบปกติ จนกระทั่งวันที่เค้าถอดสายออกจากปากมาใช้แบบที่ครอบหัวแล้วมีท่ออยู่ในครอบ
เมื่อเวลา ผ่านไป ทุกอย่างก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราก็ไปหาลูกบ่อยขึ้น หมอเริ่มลดยา จากนั้น ก็เริ่มถอยเครื่องช่วยหายใจ จากแบบสั่น เป็นแบบปกติ จนกระทั่งวันที่เค้าถอดสายออกจากปากมาใช้แบบที่ครอบหัวแล้วมีท่ออยู่ในครอบ
แล้ววันนั้นก็มาถึง ในสัปดาห์ที่ 3 เราก็ไปหาลูกตามปกติ แต่ลูกเราหายไป เตียงก็หายไปด้วย เราก็เลยถามพยาบาล เค้าว่าย้ายไปอยู่ข้างนอก ที่สำหรับผู้ป่วย (ข้างใน สำหรับผู้ป่วยหนัก) ลูกเราเป็นปกติแล้ว เย้....เย้..... (จริงๆ ไม่หายดีหรอก ยังมีอาการตัวเหลืองที่ยังต้องกินยา)
ในสัปดาห์ที่ 4 หมอก็บอกว่ากลับบ้านได้ให้เอายาไปกินที่บ้าน อีก 1 เดือน ค่อยมาเจาะเลือดตรวจว่าดีขึ้นไหม ในวันที่ 20 กรกฎาคม น้องเก้าก็ได้กลับบ้าน

ปัจจุบันนี้ ไปหาหมอมาแล้ว ทุกอย่างหายเป็นปกติ ตัวไม่เหลืองไม่ต้องกินยาแล้ว แต่หมอขอให้น้องเก้า เข้าโครงการติดตามผลของหมอ จนถึง 2 ขวบ เพื่อวัด IQ และ EQ ต่อไป






Create Date : 03 สิงหาคม 2553
Last Update : 3 สิงหาคม 2553 21:23:56 น.
Counter : 306 Pageviews.

2 comments
  
เป็นกำลังใจให้นะค่ะ ขอให้น้องปลอดภัย และไม่ต้องไปโรงพยาบาลอีกนะค่ะ เวลาลูกเข้ารพ.ทีคนเป็นพ่อแม่ หัวใจแทบสลาย สงสารก็สงสาร
โดย: อี๋ IP: 113.53.4.165 วันที่: 3 สิงหาคม 2553 เวลา:21:46:55 น.
  
บทความคุณคือเติมกำลังใจได้มากครับ
ตอนนี้น้องก็ป่วย ลักษณะอาการและการรักษาของ รพ.หาดใหญ่ก็เหมือนกับที่คุณเล่ามาเลย
บอกเลยว่าตอนแรกที่เห็นถึงกับพูดไม่ออกเลย
ตอนที่เห็นลูกโดนปั๊มหัวใจ น้ำตาลูกผู้ชายกลั่นไว้ไม่อยู่จริงๆ ไหลเลย
โดย: worawut IP: 49.237.154.61 วันที่: 6 ธันวาคม 2558 เวลา:0:44:14 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

kkmom_joon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]