อมยิ้มนิดนิด
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]









Google



all webpantip

Group Blog
 
 
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
2 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add อมยิ้มนิดนิด's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 

Chocolate Cyst

ที่มา //gotoknow.org/blog/naree01/167749

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เอ็นโดเมทริโอซิส หมายถึงการที่มีเซลล์คล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญขึ้นที่อื่นนอกเหนือจากในโพรงมดลูกที่มันควรอยู่ (พบได้3-18 % ในสตรีทั่วไป) การเจริญผิดที่นี้แบ่งเป็น
1. อยู่ในเนื้อมดลูก (Endometriosis interna หรือ Adenomyosis) หมายถึง เยื่อบุโพรงมดลูกมันเจริญแทรกเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกแทนที่จะอยู่แต่เพียงผิวด้านในของมดลูกเท่านั้น Adenomyosis แบ่งออกเป็น 2 แบบที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนเฉพาะที่ (Localized) หรือแบบที่มันกระจายกันอยู่ทั่วเนื้อมดลูกทั้งก้อน (Overanalyzed) ทำให้เนื้อมดลูกโตขึ้นเฉพาะที่หรือโตขึ้นทั้งก้อน เวลาตรวจจะพบว่ามดลูกโตขึ้นคล้ายกับโรคเนื้องอกมดลูก
2. อยู่นอกมดลูก (Endometriosis externa หรือ เรียก Endometriosis ) คือ เยื่อบุโพรงมดลูกไปขึ้นนอกจากในเนื้อมดลูก มักขึ้นที่รังไข่ ท่อมดลูก เส้นเอ็นของมดลูก หรือนาน ๆ ก็พบว่ามีบ้างที่ตับ กระบังลมปอด หรือเนื้อปอด หรือขึ้นที่แผลที่เคยผ่าตัดช่องท้อง

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เกิดขึ้นได้อย่างไร
เชื่อกันว่าเกิดจากตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาพร้อมกับเลือดไหลย้อนกลับไปทางท่อนำไข่ ทำให้เข้าไปในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานได้ (เพราะปลายท่อนำไข่เปิดอยู่)เกิดขึ้นกับการมีประจำเดือนของคนทั่วไป 70-80 % (ที่เลือดไหลย้อนเข้าไปในอุ้งเชิงกราน) แต่ไม่ทุกคนที่เป็น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้มีการอธิบายว่า ปกติเนื้อเยื่อของร่างกายถ้าอยู่ผิดที่ จะถูกเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทาน (antibody) มาทำลายทิ้งไป แต่ในรายที่เป็นโรคนี้มีการตรวจพบว่ามีภูมิต้านทานที่จะต้านเซลล์เหล่านี้ลดลงว่าคนที่ไม่เป็น

อาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แบ่งได้เป็น 4 อย่าง

1. อาการปวด ได้แก่ การปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดเวลาถ่ายอุจจาระ (โดยเฉพาะเวลาท้องผูก) ปวดเวลาปัสสาวะ หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปวดที่บริเวณแผลผ่าตัดหน้าท้อง (ซึ่งมักปวดมากเวลามีประจำเดือน) ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ (และ/หรือหลังจากนั้น) การเกิดอาการปวดเนื่องจากมีสารเคมีเกิดขึ้นบริเวณที่เป็นโรคทำให้เกิดลักษณะคล้ายการอักเสบเป็นแผล สารเคมีนี้กระตุ้นปลายประสาทความรู้สึกให้รับรู้การเจ็บปวดรุนแรงกว่าปกติ หรืออาการเจ็บป่วยอาจเกิดจากการมีแผลเป็นจากปฏิกิริยาอักเสบดังกล่าว

2. อาการเลือดประจำเดือนผิดปกติ คือ ประจำเดือนมามาก มาไม่สม่ำเสมอ มานาน มากะปริดกะปรอย การมีประจำเดือนผิดปกติ อาจอธิบายได้ว่าเกิดจาก โรคนี้มีส่วนทำให้ไข่ไม่ค่อยตก, เลือดออกมากเพราะมันมีส่วนทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ, ทำให้มดลูกโต มีเนื้อที่การมีเลือดออกในโพรงมดลูกมากขึ้น และการที่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไปแทรกระหว่างกล้ามเนื้อมดลูกทำให้มดลูกบีบตัวเพื่อให้เลือดหยุดได้ไม่ดี คนที่เป็นโรคนี้ก็จะมีอาการประจำเดือนมากผิดปกติได้เช่นเดียวกับคนที่เป็นโรคเนื้องอกของมดลูก

3. การมีบุตรยาก สตรีที่มีบุตรยากมีสาเหตุหลายอย่าง และพบว่ามีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อยู่ด้วย (20-50 %) อธิบายว่าเป็นเพราะเวลาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไปเกาะ มีการสู้กันระหว่างเซลล์ที่ไปเกาะ กับ antibody ของร่างกายทำให้มีลักษณะการอักเสบและมีการสร้างพังผืดเกิดขึ้น (พังผืดหมายถึงการที่อวัยวะที่ไม่ควรติดกัน ไปถูกยึดติดกันหรือผิดรูป หรือหมายถึง เยื่อบาง ๆ ที่ยึดอวัยวะที่ต่างกันเข้าด้วยกัน เกิดจากปฏิกิริยาที่มีกรอักเสบนาน ๆ ) ทำให้ไข่ตกออกมาจากรังไข่ไม่ได้ ท่อนำไข่ตัน หรือไปจับไข่ที่ตกจากรังไข่เข้ามาในท่อไม่ได้ หรืออธิบายว่าถึง แม้เป็นโรคไม่รุนแรง แต่ไม่ตั้งครรภ์เกิดจากสารเคมีที่เกิดขึ้นผิดปกติไปลดการทำงานของรังไข่ ลดคุณภาพของไข่และตัวอ่อน ทำให้การปฏิสนธิไม่ดีหรือการแบ่งเซลล์ไม่ดี นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหามีบุตรยากทางอ้อมคืออาการเจ็บจากการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้มีการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง

4. อาการพบก้อนในท้องน้อย เกิดจากการเกิดถุงน้ำเลือด (Chocolate Cyst) ที่รังไข่ (คือ Endometriosis เกิดขึ้นในรังไข่ทำให้มีเลือดออกและขังตัวสะสมกันอยู่นาน ๆ กลายเป็นถุงเลือดที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ) หรือเกิดจากมดลูกที่โตขึ้น (จาก Adenomyosis)

การวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การวินิจฉัยเบื้องต้นที่ทำให้สงสัยว่าเป็นโรคนี้ คือ อาการที่คนไข้มาเล่าให้แพทย์ฟัง ประกอบกับการตรวจภายใน พบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการเจ็บ หรือลักษณะเหมือนมีพังผืด ด้านหลังของมดลูก และที่เส้นเอ็นของมดลูก การตรวจขั้นต่อไป เพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น คือ การทำ ultrasound และการตรวจที่แน่นอนที่สุดคือการทำส่องกล้องเข้าไปในช่องท้องร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เอามาพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา การได้มองเห็นรอยโรค (lesion) จากการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง หรือผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง (คือการทำแผลเล็ก ๆ ตรงสะดือ แล้วสอดกล้องเข้าไปส่องดูอวัยวะในช่องท้อง) จะทำให้วินิจฉัยได้แม่นยำมากที่สุด การทำ อัลตร้าซาวนด์ และการทำผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopy) มีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกจากโรคที่เป็นมะเร็ง (เช่นมะเร็งรังไข่) ด้วย และแยกจากโรคอื่นที่ทำให้มีอาการคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เช่น อักเสบในอุ้งเชิงกราน เนื้องอกมดลูก มดลูกเจริญผิดรูป ยังไม่มีวิธีพิสูจน์โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยการเจาะเลือด

มีวิธีการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อย่างไรโรคนี้สามารถรักษาได้โดยทางยา และทางผ่าตัดแล้วแต่จุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาอะไรให้คนไข้ ได้แก่ เรื่องปวด เรื่องเลือดประจำเดือนผิดปกติ เรื่องมีบุตรยาก หรือเรื่องถุงเลือดรังไข่ (chocolate cyst) หรือรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อย่างอื่น

การรักษารอยโรคให้เล็กลงหรืออาการน้อยลง มียาหลายชนิดที่ทำให้รอยโรคหรือแผลเป็นจากโรคนี้ลดขนาดลง ลดปฏิกิริยาของร่างกายลง ได้แก่

1. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะช่วยทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อลงทั้งในมดลูกและนอกมดลูก ที่นิยมใช้คือ ยาฉีดคุมกำเนิดและยารับประทานคุมกำเนิด (ยารับประทานมีเอสโตรเจนอยู่ด้วย) ยาฉีดคุมกำเนิดทำให้อาการลดลงได้ แต่อาจมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ หรือทำให้ไม่มีประจำเดือน ยารับประทานทำให้มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอแต่น้อยลง เมื่อเลิกยาก็หมดฤทธิ์ไป

2. Danazol ทำให้ไม่ตกไข่ มีฮอร์โมนมาเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกน้อยลง เยื่อบุมดลูกฝ่อลง อาการดีขึ้น แต่มีผลข้างเคียงคือประจำเดือนมาผิดปกติ ไม่มีประจำเดือน และที่สำคัญคือทำให้มีขนขึ้นผิดปกติ มีเสียงใหญ่ขึ้นแบบผู้ชาย (กรณีการมีเสียงใหญ่ขึ้น เมื่อเลิกยาเสียงก็ไม่เปลี่ยนกลับอย่างเดิม) ไขมันในเลือดผิดปกติและอาจเป็นอันตรายต่อตับ ปัจจุบันคาดว่าสูตินรีแพทย์ไม่ใช้ยานี้แล้ว

3. ยา Gonadotropin-releasing agonist (GnRHagonist) เป็นยาลดฮอร์โมนที่มากระตุ้นรังไข่ ทำให้รังไข่ไม่ทำงาน จึงไม่มีฮอร์โมนรังไข่ เกิดภาวะและมีอาการเหมือนวัยหมดประจำเดือน ทำให้เยื่อบุมดลูกยุบตัวเล็กลงเพราะไม่มีฮอร์โมนมากระตุ้น ผลค้างเคียงจึงเป็นแบบเดียวกับคนหมดประจำเดือน คือ หงุดหงิด ร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง กระดูกบางลง เป็นต้น ยานี้มีทั้งชนิดฉีดและพ่นจมูก ปกติถ้าแพทย์ใช้ก็ใช้แบบเป็นการชั่วคราว ไม่รักษาระยะยาว

4. การผ่าตัด คือ การตัดเอารอยโรคหรือส่วนที่เป็นโรคออกไป ปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดแบบส่องกล้องช่องท้องมากที่สุด เพราะได้ผลดี พังผืดน้อย เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวเร็ว (แต่ค่าใช้จ่ายจากการใช้เครื่องมือพิเศษนี้ยังแพงกว่าผ่าตัดธรรมดา หย่อนแสนนิดเดียวเองค่ะ) จุดประสงค์ของการผ่าตัดก็เพื่อให้อวัยวะภายในกลับสู่สภาพปกติมากที่สุด ทำลายรอยโรคที่มองเห็นออกให้มากที่สุด ผลการรักษาแบบผ่าตัดธรรมดาและผ่าตัดส่องกล้องมีคุณภาพพอ ๆ กัน

การรักษาเพื่อลดอาการปวด แพทย์มักแนะนำเริ่มต้นที่ยาแก้ปวด ได้แก่ Paracetamol หรือ NSAID เช่น Brufen หรือ Ponstan หรือยาอื่นๆ ประเภทเดียวกัน รับประทานเวลาปวดหรือเมื่อเริ่มปวดก็ทานยาเลย ทำให้ได้ผลดี ยาเหล่านี้มีสรรพคุณลดอาการปวดแต่ไม่ได้รักษาโรค ยาประเภทยาเม็ดคุมกำเนิดก็แก้ปวดประจำเดือนและแก้ประจำเดือนผิดปกติได้เช่นกันและอาจระงับการลุกลามของโรคได้บ้าง ยาฉีดคุมกำเนิดก็ได้ผลคล้ายกันแต่ทำให้ไม่มีประจำเดือนหรือบางคนมีเลือดประจำเดือนผิดปกติได้ อีกระดับหนึ่งคือการผ่าตัดผ่านกล้องโดยมีแผลเล็กๆที่หน้าท้องวิธีนี้มีประโยชน์ในแง่ที่ให้การวินิจฉัยที่แน่นอนและรักษาพร้อมกันไปเลยเหมาะกับคนที่โรคเป็นมากมีอาการมาก เกิดมีก้อนที่มดลูกหรือมีช็อกโกแลตซิสต์ที่รังไข่และคนที่มีปัญหามีบุตรยาก การรักษาวิธีนี้โดยผู้ชำนาญได้ผลดีและโอกาสเป็นซ้ำได้น้อย

และผศ.นพ.สุวิทย์ ศุภภิญโญพงศ์ จากภาควิชาสูติศาสตร์-นีเวชวิทยา ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า

วิธีการรักษาในปัจจุบันมีหลายแบบ (คลิกอ่านต้นฉบับได้นะคะ)
การผ่าตัด ปัจจุบันก็จะใช้ในกรณีที่ตัวโรครุนแรง ซึ่งการผ่าตัดมีหลายแบบ
ชนิดที่ 1 การผ่าตัดออกหมด ผลการผ่าตัดทำให้คนไข้หายจากโรค แต่คนไข้ก็จะไม่สามารถมีบุตรได้อีก
ชนิดที่ 2 ก็คือ การผ่าตัดเพื่อเอาตำแหน่งของพยาธิสภาพออก ข้อดีของการผ่าตัดนี้ก็คือ ผู้ป่วยสามารถมีบุตรได้อีก แต่ข้อเสียก็คือ ตัวโรคสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

ผลจากการใช้ยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือน จะมีผลแทรกซ้อนอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง
โดยหลักการจะทำให้คนไข้ไม่มีประจำเดือนประมาณ 6-9 เดือน จริง ๆ เป็นระยะที่สั้น ถ้าเกิดเราใช้ยากลุ่มแรก จะทำให้คนไข้ไม่มีประจำเดือนเหมือนวัยทอง คนไข้ก็จะมีอาการเหมือนคนวัยทอง จะมีอาการหงุดหงิด ชาปลายมือ ปลายเท้า ซึ่งกลุ่มนี้ ถ้าเกิดอาการไม่รุนแรงจริง ๆ เราก็เพียงแต่อธิบายคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ก็จะสามารถยอมรับได้ แต่ถ้าคนไข้มีอาการรุนแรงเราจะเสริมฮอร์โมน 1 ตัวเข้าไปเพื่อลดอาการเหล่านี้ โดยที่ไม่มีผลต่อการรักษาโรค

จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่
ในกรณีที่เราผ่าตัดเอาเฉพาะพยาธิสภาพออก โดยที่เก็บตัวมดลูกและรังไข่ไว้คนไข้ก็จะมีโอกาสที่จะมีประจำเดือนอีก ตราบใดก็ตามที่คนไข้มีประจำเดือน ก็จะมีการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน เพราะฉะนั้นคนไข้ก็จะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก เพราะฉะนั้นการรักษาในกลุ่มนี้เราก็จะดูดความต้องการคนไข้ถ้าคนไข้ยังต้องการมีบุตรอีก เราก็จะพยายามกระตุ้นให้คนไข้ตั้งครรภ์เร็ว ๆ แต่ถ้าคนไข้ไม่ต้องการมีบุตร เราก็จำเป็นที่จะต้องให้ยารักษาในระยะยาว จนคนไข้อายุประมาณ 43-45 ขึ้นไป ก็อาจจะพิจารณาหยุดยา และนัดตรวจคนไข้ทุกระยะ ๆ ถ้าผู้ป่วยอายุมากและไม่ต้องการมีบุตรและมีอาการรุนแรงมาก เราจะแนะนำให้ตัดมดลูก เป็นการตัดต้นเหตุของโพรงมดลูก ตัดรังไข่ 2 ข้าง เป็นการตัดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เซลล์พวกนี้โตขึ้น

อันตรายของโรคนี้มากน้อยแค่ไหน
ในกรณีที่เป็นมาก ๆ คนไข้ก็จะมีพังพืดเกิดขึ้นในอุ้งเชิงกราน เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ คนไข้ก็จะมีอาการรุนแรงและในการผ่าตัดคนไข้กลุ่มนี้ เนื่องจากผังพืดที่เกิดขึ้น มันมีการรัดอวัยวะที่สำคัญหลายอย่าง เพราะฉะนั้นการผ่าตัดจำเป็นต้องอาศัยฝีมือขอศัลยแพทย์ที่ดี โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดก็จะมีเพิ่มมากขึ้นตามความรุนแรงของพยาธิสภาพด้วย ซึ่งตัวโรคนี้ใช้เวลาการเกิดค่อน ข้างนาน เวลาประจำเดือนมาครั้งหนึ่ง ตัวโรคก็จะเกิดขึ้นนิดหนึ่ง พอประจำเดือนมาครั้งต่อไป ตัวโรคก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นหากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ก้อนช๊อกโกแลตซีสเกิดแตก สารของเหลวที่อยู่ภายในก็จะออกมากระตุ้นเยื่อบุช่องท้อง ทำให้คนไข้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน

การป้องกันควรทำอย่างไร
เนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่ทราบถึงสาเหตุการเกิดโรคที่แท้จริง ดังนั้นก็ยังไม่มีการป้องกันที่ไม่มีผลแน่นอน แต่ก็มีคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเอง เพื่อลดโอกาสของการตรวจโรค 3 วิธี
1. เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการตรวจภายใน หรือ มีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีประจำเดือน
2. ในหญิงกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ เราอาจพิจารณาให้การป้องกันด้วยการกินยาคุมกำเนิด เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มมีประจำเดือนและหยุดยาต่อเมื่อมีบุตร
3. ขอแนะนำให้ผู้หญิงที่แต่งงาน ตั้งครรภ์เร็ว ๆ




 

Create Date : 02 เมษายน 2554
0 comments
Last Update : 2 เมษายน 2554 22:22:48 น.
Counter : 3153 Pageviews.

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.