Lonely Trip@Koh Lipe

เรื่องราวในทริปนี้เขียนเล่าไว้ใน Facebook ตั้งแต่สองปีก่อน...ตอนนั้นฉันยังทำงานอยู่ที่เกาะพะงัน บันทึกนี้ก็เลยเป็นบันทึกเรื่องราวการเดินทางจากเกาะพะงันถึงเกาะหลีเป๊ะ...



ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็ไม่ได้ตั้งตัวเลย แต่ไปตามอารมณ์จริง ๆ ...แต่ก็เป็นอีกทริปที่สนุกแล้วก็ประทับใจมาก ๆ

เช้าวันที่ 29 มกรา 2011 ออกจากเกาะพะงันตอน 7 โมงเช้าโดยเรือเฟอร์รี่...อากาศวันนี้ดูขมุกขมัว ไม่ต่างอะไรกับอารมณ์ของฉันที่มันบูดบึ้งมาตั้งแต่เมื่อวาน...ฉันพยายามจะสลัดมันออกไปจากหัว และบอกกับตัวเองว่าฉันกำลังจะไปสูดอากาศสดชื่นที่เกาะหลีเป๊ะนะ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำตัวให้สดชื่นเข้าไว้สิ...

          ถึงท่าเรือก็ต้องต่อรถเข้าไปที่ตัวเมืองสุราษฎ์อีกหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ต้องไปเปลี่ยนเป็นรถตู้เพื่อที่จะต่อไปยัง จ.สตูลอีก ไม่มีเวลาให้แวะกินข้าวที่ไหนได้เลย โชคดีที่ฉันซื้อขนมปังติดกระเป๋ามานิดหน่อย เลยพอประทังหิวไปได้บ้าง...กว่ารถตู้จะออกจากสุราษฎ์ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว เพราะคนขับมัวแต่ขับตระเวนรับคนให้เต็มคันรถ(กลัวไม่คุ้มมั้ง) ทำเอาฝรั่งสองสามคนที่นั่งมาในรถก็รู้สึกไม่พอใจเหมือนกัน...แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  จาก จ.สุราษฎ์มาจนถึง จ.พัทลุง ฝนตกหนักตลอด มองแทบไม่เห็นทางเลย แต่คนขับก็เหยียบร้อยสี่ตลอด เล่นเอาฉันกลัวว่าจะไปไม่ถึงเกาะหลีเป๊ะซะแล้ว เหอ เหอ เหอ

          บ่ายสี่โมงครึ่ง รถก็มาส่งฉันที่สถานีรถตู้ที่หาดใหญ่ เพื่อที่จะต่อรถตู้อีกคันไป จ.สตูล นั่งรออีกหนึ่งชั่วโมงกว่ารถตู้จะมา ตอนนี้เริ่มจะเหนื่อยแล้วก็หิวมาก ๆ ด้วย จากหาดใหญ่มาถึงสตูลใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า ๆ มาถึงก็ค่ำแล้ว โชคดีที่สตูลไม่มีฝนเลย...เดินหาโรงแรมสินเกียรติธานี ตามที่เพื่อนแนะนำมา ถนนด้านหน้าโรงแรมดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะวันนี้มีตลาดนัดถนนคนเดิน กะว่าเข้าห้องแล้วจะมาเดินเล่นซักหน่อย....แต่พอเข้าไปเช็คอินท์ พนักงานก็แจ้งว่า..."วันนี้ห้องพักเต็มหมดแล้ว"!!! ห๊า????? ฉันทำหน้าตกใจปนเซ็งสุด ๆ พนักงานก็เลยปลอบใจให้เซ็งหนักขึ้นไปอีกว่า "วันนี้โรงแรมส่วนใหญ่เต็มหมดแล้วเกือบทุกโรงแรม เพราะมีงานกีฬาของสาธารณะสุข" ........อยากจะร้องไห้ออกมาตรงนั้น เหนื่อยก็เหนือย เมื่อยก็เมื่อย หิวก็หิว แล้วตูจะทำไงดีล่ะเนี่ย ไอ้เพื่อนตัวดีก็บอก เออ ถ้ารู้งี้น่าจะโทร.มาจองไว้ก่อนเนอะ เออ..ดิ แล้วใครจะไปรู้วะ เหอ เหอ เหอ

          สรุปก็เดินคอห้อยออกมาจากโรงแรม เห็นด้านข้างโรงแรมมีร้านเหล้าอยู่ร้านนึง มีฝรั่งนั่งกันอยู่หลายโต๊ะ เลยลองเข้าไปถามดูเผื่อเค้าจะรู้ว่าแถวนี้มีที่พักอะไรแนะนำได้บ้าง ก็ได้ความว่ามีที่นึงชื่ออะไรทอง ๆ เนี่ยล่ะ เดินตรงไป เลี้ยวขวา อยู่ใกล้ ๆ กับสะพาน ฉันก็เดินไปตามนั้น แต่ยังไม่ทันจะถึงก็เลยแวะถามพี่ผู้หญิงคนนึง ว่ารู้จักโรงแรมนี้มั๊ย พี่เค้าก็มองพิจารณาฉันอยู่พักนึง ก็บอกว่าอย่าไปพักเลยที่นั่น ดูไม่ค่อยจะปลอดภัยสำหรับผู้หญิงคนเดียวเท่าไหร่ ว่าแล้วพี่แกก็บอกให้ฉันขึ้นนั่งซาเล้งของแก แกจะพาไปหาโรงแรมที่ปลอดภัยกว่าให้ ...ทีแรกฉันก็กล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนกัน ว่าจะไว้ใจเค้าได้รึเปล่าน้อ จะหลอกไปไหน หรือจะหลอกเอาค่ารถรึเปล้าว้า??แต่ก็ยอมขึ้นรถไปกะแกแต่โดยดี ระหว่างทางแกก็คุยกับฉันว่าแกรู้สึกภูมิใจแล้วก็ดีใจมาก ๆ เลยที่วันนี้แกได้มีโอกาสช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างฉัน แล้วสีหน้าท่าทางรวมทั้งแววตาของแกก็ดูจะบอกอย่างนั้นจริง ๆ...จนฉันเองก็เริ่มจะรู้สึกไว้ใจแกมากขึ้น แกชื่อพี่วัน เป็นคนสตูลนี่ล่ะ แกบอกว่าแกยังโสดไม่มีครอบครัว เพราะแกหน้าตาขี้เหร่ อ้วนดำ ฉันก็เลยบอกแกว่า เรื่องนั้นน่ะไม่สำคัญหรอก เพราะแกเป็นคนดีมีน้ำใจแล้วก็จิตใจดี ซักวันแกต้องได้เจอคนดี ๆ บ้างล่ะ....พี่วันพาฉันตระเวนหาโรงแรมอยู่สองสามที่ จนในที่สุดก็มาได้ที่โรงแรมอุดมสุข อยู่ห่างจากถนนคนเดินนิดหน่อยพอเดินได้ ก่อนไปพี่วันยังบอกว่าแกทำงานอยู่ที่โรงงานปลากระป๋อง มีอะไรไปหาแกได้เลย ฉันไม่มีอะไรจะให้แกนอกจากคำขอบคุณจากใจ...ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้รู้ว่าคำว่าน้ำใจยังมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ^_^

          หลังจากที่เช็คอินท์เข้าห้องด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจแล้ว ก็ออกมาเดินเล่นที่ถนนคนเดิน มีของขายเยอะแยะ ทั้งของกินของใช้ อากาศที่นี่เย็นสบายกำลังดี...แม้จะรู้สึกเหนื่อย ๆ กับการเดินทาง แต่ฉันก็รู้สึกมีความสุขแล้วก็สดชื่นบอกไม่ถูก คืนนี้นั่งดื่ม Pina Colada ไปหนึ่งแก้ว ที่ร้านอ้นบาร์ข้าง ๆ โรงแรมสินเกียรติก่อนจะเดินกลับห้อง




DAY 2

เช้าวันนี้ตื่นสบาย ๆ สิบโมง เพราะพี่บี๋ พี่สาวเพื่อนบอกว่าจะมีคนมารับไปขึ้นเรือที่ท่าเรือตอนประมาณ 11 โมง ฉันก็เลยไม่รีบร้อนมากนัก เก็บของเช็คเอาท์แล้ว ก็เดินออกมาหาข้าวกิน แถวนี้มีร้านข้าวแกงพื้นบ้านอยู่ร้านนึง อร่อยดี เผ็ดสุด ๆ แบบคนใต้ กินเสร็จนั่งรอซักพัก ก็มีคนมารับชื่อพี่ลีน่า เป็นเพื่อนของพี่บี๋เอง แกขับรถไปส่งให้ถึงท่าเรือ ซึ่งอย่ห่างตัวเมืองออกมาพอสมควร พี่ลีน่ามีบริษัททัวร์ขายตั๋วอยู่ที่ท่าเรือนี่เอง พนักงานขายตั๋วแนะนำให้ไปเที่ยวเกาะลังกาวี อยู่ห่างจากสตูลไปแค่หนึ่งชั่วโมงเอง ฉันก็ไขว้เขวอยากไปเหมือนกัน เพราะค่าเรือก็ไม่แพง ไป-กลับแค่หกร้อยเอง กะว่ากลับจากเกาะหลีเป๊ะ จะข้ามไปเที่ยวซักวันก็ดีนะ

          กว่าเรือจะออกก็บ่ายโมงแล้วล่ะ มีคนโดยสารไม่ถึงยี่สิบคน เรือก็ขนาดเล็ก ๆ ในเรือขนพวกสินค้าไปส่งที่เกาะเยอะแยะไปหมดกินที่ไปเกือบครึ่งลำเรือแล้ว มีทั้งอาหารสด ของใช้กลิ่นตลบอย่างกับนั่งอยู่ในตลาดสดยังไงยังงั้นเลย เหอ เหอ เหอ ฉันนั่งอยู่ในเรือได้ซักพัก ก็ต้องออกมานั่งสูดอากาศด้านท้ายเรือ ไม่อย่างนั้นมีหวังคงได้อ้วกแน่ ๆ โชคดีที่วันนี้อากาศดีมาก ๆ ไม่มีคลื่น ท้องฟ้าก็แจ่มใสดี ไม่มีทีท่าว่าฝนจะตก....เรือใช้เวลาวิ่งประมาณสองชั่วโมงเศษ ๆ ก็มาถึงเกาะหลีเป๊ะ จุดหมายปลายทางของฉัน เรือจอดลอยลำห่างจากหาดไม่ไกลนัก ต้องลงเรือหางยาวเพื่อเข้าฝั่งอีกคนละ 50 บาท ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเค้าถึงไม่ทำท่าเรือให้เรือจอดได้นะ หรือว่าจะกระจายรายได้ให้กับพวกเรือหางยาวอีก


          เรือหางยาวพามาจอดให้ขึ้นที่หน้าหาดพัทยา ทีแรกตั้งใจว่าจะหาที่พักแถวหาดนี้ แต่ดูแล้วผู้คนพลุกพล่านมากไป ก็เลยจะไปหาพี่บี๋อีกหาดนึงดีกว่า ลงจากเรือก็ได้เจอพี่ผู้หญิงใจดีอีกคน เค้าทำงานอยู่รีสอร์ท Jack's Jungle เพิ่งพาคนงานพม่าไปผ่าตัดไส้ติ่งที่ รพ.ในสตูลมา (ใจดีจังเลย) เค้าก็อาสาให้นั่งรถซาเล้งไปด้วยกัน พาไปส่งหาที่พี่กที่ varin village ไปถึงเหลืออยู่ห้องเดียวเป็นบังกะโลไม้ไผ่มีแต่พัดลมคืนละ 800...ฉันก็ตัดสินใจอยู่พักนึก รู้สึกว่ามันแพงไปหน่อย (เกินงบ) หลังจากขอบคุณพี่ที่พามาส่งแล้ว ก็เลยเดินต่อไปอีกนิดก็ถึง Tarutao Cabana อยู่หน้าร้าน Satun Diving ของพี่บี๋เลย....พี่บี๋เป็นพี่สาวของมัส ท่าทางใจดี เป็นกันเอง พี่บี๋พามาดูห้องของ Tarutao คืนละ 500 ห้องพัดลม แต่ก็อยู่ใกล้หาดนิดเดียว ฉันก็เลยพักที่นี่ล่ะ เพราะขี้เกียจเดินหาแล้ว เหนื่อยแล้วก็ร้อนมากด้วย แดดที่เกาะหลีเป๊ะแรงใช้ได้เลยทีเดียว แต่นั่นก็ทำให้ทะเลที่นี่มีสีสวยมาก ๆ มันเป็นสีเขียวมรกต แล้วก็ใสมาก ๆ เลย

..สภาพห้องพักคืนละ 500 ก็ถือว่าโอเคนะ..


           หลังจากอาบน้ำอาบท่าจนรู้สึกสดชื่นแล้ว ก็ออกมานั่งริมทะเล ลมเย็นสบาย ฉันตัดสินใจไม่ผิดแล้วที่เลือกมาพักหาดนี้ เพราะมันค่อนข้างเงียบสงบดี ไม่มีร้านอาหารให้อึกทึกครึกโครม หรือผู้คนจอแจเหมือนหาดพัทยา...ฉันหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียน...แต่แล้วอยู่ ๆ ความรู้สึกหดหู่มันก็แทรกเข้ามา...อยู่ ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมา อยากระบายเรื่องที่มันวุ่นวายใจและทำให้ฉันไม่สบายใจ จนต้องพาตัวเองมาไกลถึงที่นี่...แต่ก็ไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง หยิบโทรศัพท์กดโทร.หาพี่แป๋วเป็นคนแรก... ก็พอได้ระบายนะ แต่ก็ดูเหมือนเค้าจะยังไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันอยู่ดี...ลองโทร.หาพี่ปู ก็ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ฟัง...มันคงยากเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจได้ ก็เลยต้องเก็บมันไว้คนเดียวต่อไป...แต่อยู่ ๆ น้ำตามันก็ไหล มันเหงาจับใจ รู้สึกเหมือนโลกนี้มันไม่มีใคร...อยากมีใครซักคนนั่งลงข้าง ๆ ไม่ต้องปลอบ..ไม่ต้องช่วยเช็ดน้ำตา แค่รับฟังและพร้อมจะเข้าใจในความรู้สึกของฉัน เท่านี้ก็พอ...



          ค่ำแล้ว...ฉันเดินกลับมาจากหาด เพื่อจะไปเดินที่ walking street ที่นี่ตอนกลางคืนก็คึกคักดี มีร้านอาหารเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ราคาก็ค่อนข้างแพง ฉันเดินเลือกซื้อโปสการ์ดส่งให้เพื่อน ๆ แวะร้านอินเตอร์เน็ตนาทีละ 3 บาท!! แล้วก็หาร้านนั่งกินข้าว เลือกไม่ถูกเลยเพราะมีหลายร้านเต็มไปหมด กินอิ่มก็เดินกลับไปนั่งเม้าส์ที่ร้านพี่บี๋ จนห้าทุ่มกว่าก็กลับห้องนอน พรุ่งนี้มีทริปไปดำน้ำตอนเก้าโมงเช้า...


..โรตีเจ้าอร่อยบนเกาะหลีเป๊ะ..


DAY 3

เช้านี้ตื่นตั้งแต่แปดโมงเศษ ๆ หลังจากอาบน้ำแต่งตัว เตรียมพร้อมกับการดำน้ำในวันนี้แล้ว ก็เดินออกมาที่ร้านพี่บี๋ วันนี้ฉันมีเพื่อนร่วมทริปเป็นคุณป้าอายุ 73 !!!! เป็นคนเยอรมัน ดูแกยังแข็งแรงดีอยู่ทีเดียว แล้วก็มีคู่หนุ่มสาวอีกคู่ เป็นผู้ชายไทยกับผู้หญิงจีนน่ารักเชียว ดำน้ำกันเก่งมาก ๆ ทั้งคู่


          กว่าจะได้เวลาออกเรือกันก็ปาเข้าไปเกือบ 11 โมงแล้วล่ะ ไปแวะดำน้ำที่แรกที่เกาะยาง ฉันยังกล้า ๆ กลัว ๆ แม้ว่าจะเคยดำน้ำแบบ snorkelling มาบ้างแล้ว แต่ก็ยังกลัว ๆ อยู่ดี เพราะเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็น บริเวณนี้คลื่นค่อนข้างแรงด้วย ฉันดำ ๆ ไปซักพัก เงยขึ้นมาอีกทีตัวเองอยู่ไกลจากเรือหลายเมตร ก็ตกใจ พยายามจะว่ายเข้าหาเรือ แต่ก็ดูเหมือนมันจะไม่ไปไหนเลย สุดท้ายก็เลยต้องกวักมือเรียกให้พี่คนขับเรือว่ายมาลากกลับขึ้นเรือ เฮ้อ...อายเค้าจังเลย เหอ เหอ เหอ

..พี่คนขับเรือ(ตัวดำ) แต่ใจไม่ดำนะคะ..


          เสร็จจากเกาะนี้ก็มาที่เกาะหินงาม เกาะนี้เป็นเกาะที่มีก้อนหินสวย ๆ กลม มน บางก้อนก็มีลวดลายดูสวยแปลกตาดี ที่นี่เค้าบอกว่าถ้าใครสามารถเรียงก้อนหินซ้อนกันได้ 12 ก้อนแล้วก็จะอธิฐานอะไรก็ได้ จะสมหวัง ฉันก็เลยตั้งหน้าตั้งตาเก็บก้อนหินมาเรียง ทีแรกก็เหมือนจะง่าย แต่เพราะลมแรง เรียงไปมันก็ล้มลงมาทุกที กว่าจะได้ก็เล่นเอาเกือบหมดเวลา คนอื่นเค้าไปดำน้ำดูปะการังกันหมด มีแต่ฉันคนเดียวที่ก้มหน้าก้มตาเรียงก้อนหินให้ได้ แล้วในที่สุดมันก็สำเร็จจนได้ ฮู้ววววว ฉันอธิฐานขอไปแล้วล่ะ แต่ไม่บอกหรอกนะว่าขออะไรไป เหอ เหอ เหอ เอาไว้ถ้ามันเป็นจริงเมื่อไหร่แล้วจะมาบอกนะ ^_^

..เกาะหินงาม งามสมชื่อจริง ๆ ..

..นี่ ฝีมือคนอื่น..

..ส่วนนี่ ฝีมือเรา Smiley..

..นี่คือปลาดาวนะคะ ไม่ใช่ลูกบอลแฟ่บ ๆ Smiley..

..จ๊ะเอ๋ ใครเอ่ย?? เจ้าปูน้อยเจ้าถิ่นนี่เอง..


          จากเกาะหินงามก็ไปที่เกาะราวี ได้เวลาพักทานอาหารกลางวันแล้ว แดดตอนกลางวันร้อนเปรี้ยงเลยล่ะ ฉันต้องคอยประโคมทาโลชั่นกันแดดเพราะกลัวจะตัวดำปี๋ ผิดกับคุณป้าแล้วก็คู่นั่นที่ไม่กลัวแดดกันซะเลย....ที่เกาะราวีมีร้านอาหารอยู่ร้านเดียว ขายอาหารง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง แต่ก็อร่อยดีใช้ได้ แถมราคาไม่แพงถูกกว่าที่เกาะหลีเป๊ะซะอีก จริง ๆ พี่บี๋ก็ทำอาหารกลางวันใส่กล่องมาให้ แต่ฉันอยากลองกินอาหารที่ร้านนี้ดู ก็เลยสั่งข้าวผัดกะเพราไข่ดาวมากินอีก เหอ เหอ เหอ ผลก็คือ...กินจนจุกเกือบจะดำน้ำต่อไม่ไหวน่ะสิ เหอ เหอ เหอ พี่คนขับเรือให้เวลาพักผ่อนที่เกาะนี้ค่อนข้างนาน ก่อนจะไปดำน้ำกันต่อ ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้วก็เหมือนจะเพลียแดด ลงไปดำต่อ ก็เจอหอยเม่นเต็มไปหมด เป็นดงเลย นึกแล้วก็ขำตัวเองเหมือนกัน อยากเรียนดำน้ำ แต่เจอแค่หอยเม่นแค่นี้ก็กลัวจนจะเป็นลม ก็มันอยู่เป็นฝูง เต็มไปหมด แถมน้ำก็ตื้น รู้สึกเหมือนดำไปลอยอยู่เหนือพวกมัน ต้องโดนขนมันปักเข้าที่ท้องหรือหน้าขาซักทีแน่ ๆ คนอื่น ๆ เค้าก็ดำกันไปออกไปไกลเชียว ส่วนฉันก็วนเวียนอยู่ในดงหอยเม่น จะไปต่อก็ไม่ได้ จะกลับก็ไม่ได้ เกือบร้องไห้ให้อายคนแถวนั้นซะแล้ว แต่ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าฝ่าดงหอยเม่นออกมาจนได้ แล้วก็รีบเปิดแนบขึ้นไปนั่งรอบนเรือดีกว่า เหอ เหอ เหอ ไม่ไหวแล้ว กลัวชะมัด

..ทรายขาว สมชื่อหาด..


          บ่ายแก่ ๆ แล้วพี่คนขับเรือพามาแวะที่เกาะอาดังเป็นที่สุดท้าย ที่นี่ฉันก็ไม่ขอลงจากเรือแล้ว เพราะเหนื่อยมาก ๆ เลยนอนรออยู่บนเรือ ปล่อยให้คู่นั่น กับคุณป้าจอมอึดไปดำผุดดำว่ายกันตามสบาย เห็นคุณป้าแล้วก็อดจะรู้สึกอายตัวเองไม่ได้ อายุมากกว่าฉันตั้ง 40 ปี แต่แกยังแข็งแรงกว่าฉันเยอะเลย ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยหรือหมดแรงเอาซะเลย สุดยอดคุณป้าจอมอึดจริง ๆ นะเนี่ย

กว่าจะกลับมาถึงเกาะหลีเป๊ะก็สี่โมงกว่า ๆ แล้ว ฉันรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง ปวดล้าไปหมดทั้งตัว นี่ละน้าผลของการไม่เคยออกกำลังกายเลย เฮ้อ....อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็สลบเหมือด จนค่ำก็ค่อยเดินกระย่องกระแย่งไปหาข้าวกิน คืนนี้สี่ทุ่มก็เข้านอนแล้ว

..คุณป้าจอมอึด..


DAY 4

          วันนี้ต้องขออยู่ต่ออีกซักวัน เพราะรู้สึกปวดเมื่อยไปหมด ถ้าต้องเดินทางไกลอีกวันนี้มีหวังตายแหง่ ๆ วันนี้ก็เลยนอนซะเต็มที่ กว่าจะตื่นออกมาหาพี่บี๋ก็เที่ยงแล้ว พี่บี๋ก็เลยชวนไปกินส้มตำร้านอร่อยที่สุดในเกาะนี้ ไม่รู้ชื่อร้านอะไรแต่พี่บี๋เรียกว่าร้านส้มตำสี่แยกปากหมา เหอ เหอ เหอ เพราะร้านนี้อยู่ตรงสี่แยกพอดี แล้วก็มักจะมีคนปากไม่ค่อยดีมานั่งกินแล้วก็เม้าส์มอยกันไป เลยเป็นที่มาของชื่อนี้ ...แต่รสชาดอร่อยเด็ดเลยล่ะ เพราะคนตำเป็นคนโคราชมาเอง ไก่ทอดอร่อยมากกกกก ขอแนะนำเลย

          ตอนบ่าย ๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยยืมเสื่อพี่บี๋ไปปูนอนหน้าหาด ลมเย็นสบายสุด ๆ นอนอ่านหนังสือ ฟังเพลง รู้สึกว่าได้พักผ่อนจริง ๆ เลย เผลอแป๊บเดียวก็เกือบค่ำแล้ว รู้สึกว่าเวลามันเดินผ่านไปเร็วจัง....วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วสิ พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้วสินะ เฮ้อ...ยังไม่อยากกลับเลย

..พี่บี๋ เจ้าของ Satun Dive and Tour..

          คืนนี้เลือกร้านอาหารดูดีนิดนึง กะกินทิ้งท้ายให้อิ่มจุใจไปเลย สั่งข้าวผัดกุ้ง ต้มยำกุ้ง แล้วก็บาบีคิวกุ้งอีกหนึ่ง เล่นเอาฝรั่งโต๊ะข้าง ๆ งง ว่ามันกินหมดคนเดียวเหรอนั่น เหอ เหอ เหอ มาที่นี่ไม่ได้นั่งดื่มชิว ๆ แถวหน้าหาดพัทยาเลย เพราะมาคนเดียวไปนั่งดื่มคนเดียวก็คงไม่หนุก ก็เลยตัดใจ เดินเล่นแล้วก็กลับ แวะนั่งเม้าส์ที่ร้านพี่บี๋อีกแป๊บก็กลับห้องนอน...ไม่อยากให้เช้าเลย ยังไม่อยากกลับเลยจริง ๆ ....




LAST DAT

          วันนี้ต้องตื่นแต่เช้า ตั้งแต่แปดโมง เพราะจองเรือไว้ตอนเก้าโมงเช้า กะจะมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านพี่บี๋ก่อนไป แต่ไม่มีเวลาแล้ว พี่บี๋วานให้คนขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่งที่ท่าเรือ เรือกำลังจะออกอยู่พอดีเลย...รอบนี้เป็นเรือสปีดโบ๊ท คนเต็มเรือแล้วไม่เหลือที่นั่งเลย ต้องนั่งกับพื้น (จริง ๆ ก็พอจะมีที่นั่งเหลือนะ ถ้าพวกคนไทยที่เป็นคนแถวนั้นจะพอมีน้ำใจขยับ ๆ ให้ชิดกันซักนิด แต่นี่เล่นนั่งยกขาขึ้นสบายเฉบเลย) ก็ไม่เป็นไรหรอก ทำใจแล้วล่ะว่าน้ำใจน่ะอาจจะยังมีเหลืออยู่บนโลกใบนี้ก็จริง...แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจอมันได้ทุกที่นี่นะ...

          เรือสปีดโบ๊ทวิ่งเร็วมาก ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่า ๆ ก็มาถึงท่าเรือปากบารา ที่นี่ฉันต้องต่อรถตู้เพื่อเข้าไปหาดใหญ่ เพื่อจะต่อรถอีกทีไปสุราษฎ์ รถออกจากท่าเรือปากบาราประมาณเกือบบ่ายโมง มาถึงหาดใหญ่ก็บ่ายสองกว่า ๆ ฉันตัดสินใจจองรถตู้รอบห้าโมงเย็น มีเวลาเหลือประมาณสองชั่วโมง เพื่อช็อปปิ้งที่ตลาดกิมหยง ซื้อขนมไปฝากเพื่อน ๆ ที่ทำงาน...แล้วก็ไปดู Ice Dome เค้ามาเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนพฤศจิกาแล้ว จำลองเมืองน้ำแข็งที่ฮาร์บิ้นมา อุณหภูมิ -15 องศา (เค้าว่าอย่างนั้นนะ) ฉันต้องทำเวลา นั่งรถตุ๊ก ๆ ไปที่ Ice Dome ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะหาดใหญ่ห่างจากในเมืองไปเกือบยี่สิบนาทีได้ เสียค่าบัตร 200 บาท ไปถึงเจอกองทัพนักเรียนหลายร้อยคนต่อแถวรอเข้ากันให้พรึ่บไปหมด ฉันเกือบจะถอดใจเรียกตุ๊ก ๆ กลับเข้าเมืองแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บอกว่านักท่องเที่ยวไม่ต้องต่อคิวซื้อบัตรแล้วก็เข้าได้เลย เยส!!!! สรุปก็เลยได้เข้าสมใจ ก่อนเข้าก็ต้องรับเสื้อกันหนาวกับถุงมือก่อน เข้าไปด้านในก็เจอแต่กองทัพนักเรียนเจี๊ยวจ๊าวไปหมด มีฉันเป็นนักท่องเที่ยวอยู่คนเดียว ที่หลงไปอยู่กับพวกเด็กนักเรียกพวกนี้ เฮ้อ...ก็รีบ ๆ เดินดู หามุมถ่ายรูปเท่าที่จะพอหาได้ อากาศข้างในก็เย็นดีจริง ๆ แต่ไม่ถึงกับเย็นจนทนไม่ไหว (เพราะฉันใส่กางเกงขาสั้นก็ยังทนได้) เดิน ๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็รีบกลับเข้าเมืองดีกว่า เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมง ไปเดินซื้อขนมที่ตลาดกิมหยง วันนี้ร้านรวงส่วนใหญ่ก็ปิดกันหมด เพราะเทศกาลตรุษจีน ตลาดก็เลยไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร ฉันก็ไม่ได้อะไรมากนัก แค่ขนมอย่างสองอย่าง กะจะหาซื้อแว่นตากันแดดก็ราคาไม่ถูกอย่างที่คิด เป็นอันยกเลิก....เหอ เหอ เหอ


          กลับมานั่งรอรถที่บริษัทที่ขายตั๋ว ตรงตามเวลานัดเป๊ะ ๆ 16.45 เพราะเค้าบอกว่ารถจะมารับตอน 17.00 แต่นั่งรอแล้วรอเล่า ก็ไม่มาซักที จน 17.30 ฉันก็เริ่มฉุน เพราะบอกให้ฉันมานั่งรอก่อนเวลา ฉันก็มา เสียเวลาไปช็อปปิ้งตั้งเยอะ ฉันเลยคิดจะเปลี่ยนใจไปรถทัวร์รอบสามทุ่มแทน จะได้มีเวลาไปเดินเที่ยวเล่นเมืองหาดใหญ่อีกซักหน่อย แต่เค้าก็ไม่เปลี่ยนตั๋วให้ฉัน บอกว่าเปลี่ยนไม่ได้ แล้วรถก็มาพอดี ฉันก็เลยจำใจต้องขึ้นรถ ในใจก็นึกอยากทิ้งตั๋วซะแล้วซื้อใหม่ อยากไปเดินช็อปปิ้งที่ Robinson อยู่ใกล้บริษัททัวร์นั่นล่ะ แต่มองไม่เห็น เฮ้อ...แถมกว่าจะได้ออกจากเขตตัวเมืองหาดใหญ่ ก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นพอดิบพอดี เพราะคนขับมัวแต่ขับไปรับคนให้เต็มตามเคย (ฉันล่ะเซ็งกะรถตู้แถวนี้จริง ๆ )

          นั่งหลับสัปะหงกมาจนถึงสุราษฎ์ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มครึ่งล่ะ ตาคนขับทำเวลาได้ดีมาก แทบไม่เหลือเวลาให้ฉันได้หาข้าวกินก่อนเรือจะออกเลย คิดแล้วก็โมโหนัก ซื้อตั๋วเรือนอน เรือออกห้าทุ่มตรง ฉันรีบเดินหาร้านข้าวแถวนั่น สั่งข้าวไข่เจียวหมูสับ ง่ายและไวที่สุด แต่ก็เจอคนขายห่วยสุด ไม่ง้อลูกค้าเอาซะเลย พอฉันถามว่ารอนานมั๊ยคะ? เค้าก็ตอบมาเลยว่า "นาน" แค่นั้นล่ะ ฉันก็เลยคว้าเป้แบกใส่หลังตามเดิม เดินตรงดิ่งไปร้านมินิมาร์ทซื้อมาม่าคัพเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุด โมโหหิว กินมาม่าก็ไม่หมด รีบขึ้นเรือเพราะเรือจะออก เฮ้อ....อุตส่าห์อารมณ์ดีมาตลอดทั้งทริปจะมาเสียอารมณ์เอาอีตอนจะถึงบ้านนี่ล่ะ

          ก่อนจบทริปก็ยังได้เจอมิตรภาพดี ๆ จากเพื่อนร่วมทางอีกคน คุณป้าแก่ ๆ จากอังกฤษ อายุ 64 แล้วมาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน แกแบ่งที่นอนข้าง ๆ แกให้ฉันได้นอน แถมยังให้ยืมผ้าห่มผืนเล็ก ๆ แต่แสนอุ่นของแกด้วย...เรานั่งคุยกันถูกคอทีเดียว แกชอบดำน้ำ ไปดำมาหลายที่แล้วเหมือนกัน นี่แกกำลังจะไปเกาะพะงัน จากนั้นก็จะไปดำน้ำที่เกาะเต่าต่ออีก....เที่ยงคืนกว่าเราก็แยกย้ายกันนอน

ทริปนี้ฉันได้เจอผู้หญิงแก่ถึงสองคน ที่มาเที่ยวคนเดียว...เหมือนฉัน....มันทำให้ฉันอดจะคิดไม่ได้ว่า เอ...หรือว่าฉันจะต้องเที่ยวคนเดียวแบบนี้ไปจนอายุเท่าคุณป้าสองคนนี่หรือเปล่าน้า??? ฉันไม่ปฎิเสทหรอกนะว่าการเที่ยวคนเดียวมันก็สนุกดี...แต่ถ้าให้เลือก ฉันก็ยังอยากมีใครซักคนไปด้วยกัน คงจะดีกว่าไม่น้อยนะ...




 

Create Date : 16 มกราคม 2556
0 comments
Last Update : 16 มกราคม 2556 3:27:21 น.
Counter : 1115 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Mrs S A Smiles
Location :
Oxford United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Group Blog
 
 
มกราคม 2556
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Mrs S A Smiles's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.