มีนาคม 2559

 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
15
16
18
19
20
22
23
25
26
27
29
30
 
 
จุติวิบัติ - บทที่ 11
จุติวิบัติ
บทที่ 11

รถตู้สีขาวจอดนิ่งริมถนนหน้าปาร์คกลางเมือง ไกลออกไปทางทิศเหนือของถนนสายนี้ เจ้าหน้าที่รัฐกำลังชุลมุนวุ่นวายกับการควานหาตัวชายหนุ่มผู้ต้องสงสัยในการก่อการร้าย... ปล่อยอาวุธชีวภาพ!

เจ้าเอยนั่งจ้องอาวินเขม็งภายในรถตู้ ในขณะที่จ๊อดลงไปซื้อน้ำกับขนมที่เซเว่นอีเลเว่นใกล้ๆ พลางดูลาดเลาว่าแถวนี้ไม่อันตราย ก่อนจะกลับมาขึ้นรถอย่างสบายใจ ประตูรถปิดบัง ลูกสมุนส่งถุงเสบียงให้ลูกพี่ ขยับปากจะถาม หากเจ้าเอยกลับส่งสัญญาณให้เขาเงียบ เพื่อจะฟังหนุ่มต่างดาวพูด

“จิตมารดาแห่งพิภพอันไกลโพ้นส่งขุนพลทั้งสามมายังโลก บาเลบา ซาบารูน และตัวข้า เพื่อให้พวกเราค้นหาวิถีแห่งตน... และเมื่อเลือกเส้นทางแล้ว เราทั้งสามจะเข้าสู่ศึกล้างพิภพ เพื่อคัดสรรจิตมารดาแห่งพิภพเพียงหนึ่งเดียว... ผู้ที่อยู่รอดจักครองโลก”

“เสือสามตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้สินะ” เจ้าเอยพูดลอยๆ

“บาเลบาเลือกวิถีแห่งจิต ซาบารูนเลือกวิถีแห่งโลหิต... แม้ซาบารูนจะไม่แสดงทีท่าว่าอยากจะร่วมเล่นศึกนี้ แต่บาเลบาปรารถนานัก หากข้าเปิดเผยตน ในไม่ช้า คงถูกบีบบังคับให้เลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง แล้วเปิดศึก!”

“งั้น... ถ้านายไม่เลือก... สงครามก็จะไม่เกิด งั้นเหรอ”

อาวินมีท่าทีสงบและสง่าในคราเดียวกัน

“สงครามเริ่มแล้ว ตั้งแต่พวกข้าเดินทางมาถึง ขณะที่ข้ายังมิเลือกเส้นทางใด บาเลบากับซาบารูน ได้รุดหน้ากระทำตามแผนยุทธการอย่างลับๆ โดยพวกเจ้ามิทันรู้ตัว”

เจ้าเอยขนลุก หวาดกลัวและหดหู่เมื่อได้ยิน

สรุปว่า ต่อให้อาวินยังเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ สถานการณ์ก็ไม่เปลี่ยนไป ผลลัพย์สุดท้าย โลกจะถูกยึดครอง!

“ข้ามิอยากทำลายมนุษย์แห่งพิภพนี้” อาวินบอก คงอ่านความกังวลใจของเธอออกอีกแล้วสินะ

“ไม่อยากทำลาย?”

“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจ” อาวินอธิบาย “ทั้งอ่อนแอ ขี้ขลาด หวาดกลัว เย่อหยิ่ง จองหอง อิจฉา ริษยา โลภ อยากได้ใคร่มีในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน โง่เขลา งมงาย  ลุ่มหลง”

...เหมือนถูกหลอกด่าเลยแฮะ

“แต่ขณะเดียวกัน พวกเจ้ากลับมีสิ่งซึ่งเรียกว่า ความหวัง”

“กล่องแพนโดร่า” จ๊อดแทรก

เจ้าเอยเหลือบมองลูกน้องคนสนิท และคล้อยตาม... 

“เพียงแค่เชื่อ พวกเจ้าก็ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้... ความน่าอัศจรรย์นี้เอง ที่ทำให้ข้าอยากรู้ความลับของจิตมารดาแห่งพิภพนี้ ผู้สร้างพงศ์พันธุ์แห่งอาดามะและเนฟีลา”

พงศ์พันธุ์แห่งอาดามะและเนฟีลางั้นหรือ... นั่นสินะ เขาเคยพูดถึงสองชื่อนี้เมื่อตอนพบกันครั้งก่อน แต่ก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดอะไร รู้แค่ว่า บุตรแห่งอาดามะคือคนทั่วไปนี่แหละ ส่วนบุตรแห่งเนฟีลาเป็นใครก็ไม่รู้

“นายช่วยอธิบายเรื่องอาดามะกับเนฟีลา หน่อยได้ไหม”

สายตาของอาวินระอา คล้ายจะบอกว่า ประหลาดใจเหลือเกินที่เจ้าเอยไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับตนเอง... สายตาแบบนี้มันน่าโมโหชะมัด 

ฉันไม่ได้อยู่มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์นะยะ ถึงจะได้รู้หมดทุกเรื่องน่ะ...แหม!

“เมื่อคราวพิภพนี้กำเนิด จิตมารดาได้สร้างอาดามะ และเนฟีลาขึ้น ทั้งสองเป็นจิตกลาง ไม่เลือกวิถีทางชัดเจน”

“ผู้สังเกตการณ์” จ๊อดบ่นพึมพำ

“หากจะเรียกเช่นนั้นย่อมได้” หนุ่มต่างดาวบอก “แต่เมื่อกาลผ่านพ้น เนฟีลาเลือกวิถีแห่งความมืด อาดามะเลือกวิถีแห่งศรัทธา ก่อกำเนิดเป็นสองพงศ์พันธุ์ ต่อสู้ขับเคี่ยวมาหลายชั่วอายุคน ครั้นเวลาผ่านไป... เนิ่นนาน... ความแตกต่างกลับกลมกลืน ขาวคือดำ ดำคือขาว สว่างสู่มืด มืดสู่สว่าง ต่อให้พวกข้ามิมา โลกนี้ก็รอวันสุดท้ายเพื่อชี้ชะตาพงศ์พันธุ์แห่งอาดามะและพงศ์พันธุ์แห่งเนฟีลานั่นเอง”

เจ้าเอยฟังแล้วรู้สึกขัดหูเหลือทน... อยากตะโกนใส่ว่า งั้นก็ไม่ต้องมา พาเพื่อนต่างดาวของนายกลับไปเลยย่ะ ใครใช้ให้มาทำสงครามบนโลกของฉัน! 

แต่พูดมากไม่ดี เพราะยังไงอีกฝ่ายก็เหนือกว่าเห็นๆ เดี๋ยวพี่ท่านไม่พอใจ จะเป็นอันตราย

“ข้าอยากรู้จักจิตมารดาแห่งโลก ของเจ้า” คนอ่านใจได้ คงอ่านใจของเธอออก เลยเน้น ของเจ้า ช้าด ชัด “ความลับอันยิ่งใหญ่ในการสร้างพวกเจ้าขึ้นมา โดยที่มิมีจิตมารดาแห่งโลกใดจะทำได้เสมอเหมือน หากข้าพบขุมพลังอันยิ่งใหญ่นั้นได้ ดวงจิตแห่งข้า จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับบิดาสากล”

บิดาสากล... ใครอีกล่ะนั่น

แต่เอาเถอะ เรื่องนั้นช่างมันก่อน เอาที่อยู่ตรงหน้าให้มันรอดก่อนแล้วกัน

“ถ้านายไม่อยากเปิดเผยตัวก็ไม่เป็นไร” น่ะแหละ... ไม่เป็นไรหรอก เธอยังเหลือดวงยิหวาเป็นไพ่ตายนี่นะ... ส่วนหมอนี่ ต้องเอาเขามาเป็นพวก “แต่ฉันอยากขอร้องให้นายคอยช่วยเหลือฉัน เพื่อเปิดโปงมนุษย์ต่างดาวคนอื่นจะได้ไหม ยังไงซะ คนที่เราต้องจัดการ ก็เป็นคนเดียวกัน”

“ศัตรูของศัตรูคือมิตรเรารึ”

“เข้าใจพูดนะคะคุณ”

“เหตุใด เจ้าจึงคิดอ่านเช่นนี้”

เจ้าเอยไหวไหล่ “ก็แค่อยากทำ”

“ก่อนหน้านี้ไม่”

เจ้าเอยย่นจมูก “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ก็ส่วนตอนนี้ คนเราวัดกันแค่ปัจจุบันย่ะ”

แววตาของอาวินเป็นประกายระยับอีกแล้ว มีน้ำใสๆ วิบวิบคลอในดวงตาคู่งาม เขาจ้องตรงมาราวกับจะค้นลึก มือข้างหนึ่งเอื้อมประคองแก้มเจ้าเอย

“หากเป็นเจ้า... หากเป็นเจ้า อาจนำพาข้าไปสู่สิ่งนั้นได้”

เจ้าเอยปัดมือเขาออก ตั้งท่าจะแหวใส่ที่จู่ๆ ก็มาเล่นหน้าเล่นตากันแบบนี้ ทว่ากลับต้องชะงักกึก เมื่อมีเสียงเคาะกระจกหน้าต่างรถดังขึ้นข้างตัว

หันมอง... เตชุกำลังโบกมือ ส่งยิ้มให้อย่างกวนๆ!!




เจ้าเอยนั่งขวางตรงประตูขึ้นลงรถตู้ กั้นระหว่างเตชุกับอาวิน ขืนปล่อยให้ทั้งสองคนเจอะกันจังๆ มีหวังความลับแตกพอดี อีตาผู้หมวดยิ่งจ้องจับผิดอยู่ด้วย

ทีแรกที่เห็นเตชุมาเคาะกระจกรถ เธอแทบจะบอกให้จ๊อดบึ่งรถหนี แต่ก็ต้องจำใจเปิด เพราะไม่อยากแสดงพิรุธให้อีกฝ่ายเห็น กะว่าจะแหกปากใส่สักแว้ดสองแว้ด ทว่ากลับพบเขาจูงมือเด็กชายตัวเล็กมาด้วย เด็กคนนั้นส่งยิ้มแฉ่งให้เธอ

“ซินเดอเรลล่า” เด็กน้อยพูด

“ปากหวาน” อารมณ์พลุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายแว้บบบ “ลูกคุณเนี่ย ตาถึงนะคะ ชมฉันเป็นเจ้าหญิงดิสนี่ย์”

ไม่พูดเปล่ายังเอ่ยปากบอกให้พ่อรูปหล่อตัวจ้อยมานั่งบนตัก เด็กชายหันไปมองหน้าคนมาด้วยกัน พอคนตัวโตพยักหน้าอนุญาต เจ้าตัวก็ปีนขึ้นมานั่งตักเจ้าเอย แล้วก็เล่นไอแพด วาดรูป เงียบๆ ไม่กวนผู้ใหญ่สักนิด น่ารักจริงๆ ผิดกับอีตาหมวดลิบลับ

“แม็กซ์เป็นหลานผม ไม่ใช่ลูก” เตชุขยับมายืนใกล้ แขนค้ำประตู จนเจ้าเอยได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายกรุ่นจากตัวเขา “แล้วซินเดอเรลล่าเนี่ย อาจจะไม่ใช่ดิสนี่ย์ก็ได้นะครับ อาจจะเป็นนิทานกริมม์”

คุณพระ! เจ้าเอยอยากยกมือทาบอก ซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นกริมม์นี่ โหดสุดๆ เลยนะ หมอนี่เห็นเธอเป็นคนยังไงวะเนี่ย ไอ้บ้า ไอ้ปากหมา ไอ้หล่อโรคจิต

อารมณ์สุนทรีย์ที่แบ่งบานเมื่อครู่ สูญสลายหายวับ หน้าสวยๆ กลับงอเป็นปลายจวักอย่างเดิม

“คุณมีธุระอะไรกับฉันคะ หมวดเต้” เจ้าเอยแหงนหน้าคุย

“ตรงประเด็นเหมือนเดิมเลยนะคุณ” คนพูดยิ้มกว้าง “คนเราต้องหัดผ่อนคลายกันบ้าง เจอหน้ากันก็พูดเล่นกันสักหน่อย จะได้ไม่ดูเคร่งเครียด... ไม่อย่างนั้นจะหาแฟนไม่ได้นะครับ”

จ๊อดซึ่งกำลังดูดน้ำจากขวดก็พ่นพรืด สำลัก และเหมือนพยายามกลั้นหัวเราะ ขณะที่คนถูกว่าแทบอยากจะเหวี่ยงหมัดใส่ปากคนพูดสักตุ้บสองตุ้บ 

“จ๊อด! กินน้ำดีๆ เกิดสำลักน้ำตายใครจะขับรถให้ฉัน” 

ในเมื่อต้องรักษามารยาทเอาไว้ เลยต้องเอาความโมโหไปลงกับคนสนิทแทน

จ๊อดขมุบขมิบปาก แล้วเบือนหน้าหลบ

“แล้วนั่น...” เตชุจ้องเข้ามาในรถตู้ พยักเพยิดไปทางอาวินซึ่งนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่รู้ร้อนรู้หนาว “แฟนคุณเหรอ”

อีตาหมวด ชักจะเหลืออดแล้วนะ เมื่อตะกี้เพิ่งว่าฉันไม่มีแฟน ตอนนี้ก็มาเหมาเอาเองว่าฉันกับอาวินเป็นแฟนกันอีก!

ไม่ได้... ขืนเก็บเอาคำพูดของอีตานี่มาเป็นอารมณ์ล่ะก็ เธอจะต้องโมโหจนเส้นเลือดในสมองระเบิดบู้ม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์แน่ ใจเย็นไว้ค่ะ ใจเย็นไว้ เจ้าเอย 

“เหนือเมฆ” เจ้าเอยตอบห้วน “ลูกน้องฉันเอง” 

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง คงเพิ่งจ้างด้วยสินะครับ” คนพูดตาวาววับ “คุณเอ๋ยรู้รึเปล่า ว่าเมื่อครู่ตำรวจกับเจ้าหน้าที่สาธาฯกำลังค้นหาผู้ต้องสงสัย”

ซวยละ อย่าบอกนะว่าอีตาผู้หมวดรู้เรื่องเกี่ยวกับอาวินแล้ว

“ไม่ทราบสิคะ”

“เห็นเขาบอกว่าอาจเป็นผู้ก่อการร้ายปล่อยอาวุธเชื้อโรค” 

“น่ากลัวนะคะ”

“ผมว่า” คนพูดไม่มองที่เจ้าเอยเลยสักนิด หากแต่ชายตาแลไปทางอาวิน “คุณเอ๋ยไม่ควรอยู่แถวนี้นาน ถ้าคุณเป็นอะไรไป คุณพ่อคุณคงมีปัญหา”

อาวินหันมองกลับ บรรยากาศรอบตัวมาคุจนเจ้าเอยนึกหวาดหวั่น อยากจะเป็นลม แต่ต้องกลั้นใจ ยังไงซะต้องพาเตชุไปคุยที่อื่นก่อน 

“น้องแม็กซ์ อยากกินขนมไหมคะ” เจ้าเอยถามเด็กชาย

“ครับ”

“น้องแม็กซ์” เตชุส่งเสียงปราม “เพิ่งกินมาจากโรงเรียนไม่ใช่หรือครับ”

เด็กชายหน้าจ๋อย แต่เจ้าเอยรีบบอก

“ที่โรงเรียนก็ส่วนโรงเรียนสิ ตอนนี้ก็ส่วนตอนนี้ ฉันจะเลี้ยงหลานฉัน คุณถอยไปเลย”

“หลานคุณ!” เตชุร้อง

“มีปัญหาอะไรคะคุณหมวด” เจ้าเอยขยับตัว ส่งเด็กชายลงไปก่อน “หลบสิคุณ ยืนเก๊กขวางทางอยู่ได้ นึกว่าตัวเองเป็นแบรด พิตต์เหรอไง โว้ะ!”

คนถูกว่าขยับถอยอย่างว่าง่าย ยกสองมือขึ้นเสมอหัวราวกับบอกว่ายอมแพ้ “ตามใจเด็ก”

“เรื่องของฉัน!” เจ้าเอยว่า “จ๊อด ดูแลอา...เอ่อ... เหนือเมฆดีๆ เดี๋ยวฉันมา” สั่งเสร็จก็หันมาดึงแขนเสื้อตรงหัวไหล่หัวเตชุ ลาก “คุณมากับฉัน เดี๋ยวจะหาว่าฉันวางยาหลานคุณ”

“คุณจะลากผมเข้าถ้ำเหรอ” เตชุแกล้งโวยวาย

เอ้อ! แม่จะเอากระบองทุบหัว แล้วลากไปฝังกลบฝังลืมในถ้ำเล้ย คอยดู!!





เจ้าเอยนั่งบนม้านั่งยาว มองเตชุที่กำลังยืนกัดไอศกรีมโคนกับหลานชายของเขาที่หิ้วถุงลูกชิ้นปิ้ง กินไปเล่นใบไม้ใบหญ้าใกล้ๆ ไป หญิงสาวนึกระแวงในใจ เพราะคนตัวโตไม่ยอมซักถามอะไรเธอเลย ทั้งเรื่องบทความที่ตีพิมพ์ และเรื่องมนุษย์ต่างดาว จนเธอชักทนไม่ไหว ท้องไส้เขม็งเกลียวแน่นปั๋ง ต้องเป็นฝ่ายถามเขาก่อน

“หมวดเต้ อยากถามอะไรฉันก็ถามเลยเถอะค่ะ มัวแต่หยั่งเชิงกันแบบนี้มันน่าอึดอัด”

เตชุชี้นิ้วมายังไอศกรีมในมือเธอ หลิ่วตายั่วล้อ “ไม่รีบกินเดี๋ยวละลายหมดก่อนนะคุณ” เขาพูด “วันนี้ผมไม่ได้มาทำธุระกับคุณนี่ ผมแค่มาคุยด้วยเฉยๆ”

“พิลึก” 

“คุณคงกำลังคิดในใจว่า ผมนี่ช่างเป็นผู้ชายที่ซับซ้อน ใช่ไหมล่ะ” คนตัวโตเย้าแหย่ “เท่ เข้าใจยาก น่าค้นหา”

“หลงตัวเอง”

คนถูกว่ายิ้มรับที่มุมปาก

“ผมแค่อยากเตือนคุณ ว่าอย่าข้องเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ต่างดาวอีก คุณไม่รู้หรอกว่ามันอันตรายแค่ไหน”

“ไหนว่าวันนี้มาคุยเล่น” เจ้าเอยทักท้วง

“ก็ผมเป็นผู้ชายซับซ้อน”

ฟังแล้วอยากเอามือก่ายหน้าผาก ไหลไปได้เนาะคนเรา เอาเหอะ มาถึงขั้นนี้แล้ว จะปิดบังอำพรางต่อก็ไร้ประโยชน์ สู้คุยกันตรงๆ ให้มันรู้แล้วรู้รอด “ฉันไม่คิดอย่างที่หมวดคิดนี่คะ ประชาชนมีสิทธิ์รู้ความจริง”

“แต่ความจริงจะทำให้เกิดความวุ่นวาย”

“เรามองคนละมุม” เจ้าเอยสรุป และไม่คิดจะโต้แย้งแนวความคิดกับเขา ทว่าสำหรับเธอ อะไรที่มันจะวุ่นวายมันย่อมวุ่นวายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ แต่ภายใต้ความวุ่นวายเหล่านั้น ก็จะมีคนดีๆ ที่จะให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน

“ผมไม่ได้อยากมาเถียงกับคุณหรอกนะครับ” เตชุบอก กัดไอศกรีมคำสุดท้าย เช็ดไม้เช็ดมือกับกระดาษทิชชู่ “ที่เตือนเพราะอยากให้รู้ว่า เรื่องนี้มันไม่ง่าย ถึงคุณพ่อคุณจะมีอำนาจทางการเงินสูง แต่มันก็ยังไม่พอที่คุณจะต่อสู้กับอำนาจรัฐ”

เจ้าเอยหัวเราะหึในลำคอ ให้ตายเหอะ ยิ่งฟังยิ่งขัดหู เตชุยังคงถาม 

“แล้วคุณรู้อะไรเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวบ้าง” 

“ฉันรู้ไม่เท่าคุณหรอกค่ะ”

“เหรอครับ น่าเสียดาย” คนตัวโตยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำเอาเจ้าเอยอยากเอนตัวถอย หมอนี่ต้องคิดอะไรไม่ดีแน่ๆ เล้ย “แต่เอาเถอะ ผมมีเวลามาคุยกับคุณอีกเยอะ ยื้อนานๆ เราจะได้เจอหน้ากันบ่อยๆ”

เจ้าเอยแหงนสบตาคนตัวโต... เจอหน้ากันบ่อยๆ อีตาหมวดหมายความว่าไงเนี่ย...

เตชุเอื้อมมือแข็งแรงมาใกล้ ใช้นิ้วโป้งไล้ริมฝีปากของเธอ เช็ดไอศกรีมที่เลอะขอบปากออก 

ไม่น่าเชื่อว่าเพียงสัมผัสเล็กๆ กลับทำให้เธอแทบจะลืมหายใจ บ้า บ้า บ้า ยัยเจ้าเอย เรียกสติกลับคืนมาเดี๋ยวนี้นะ หญิงสาวหันขวับหนี พูดเสียงหลง

“น้องแม็กซ์หายไปไหนแล้ว”

เตชุหันมองตาม เด็กชายไปเล่นอยู่ไกลๆ ตรงพุ่มไม้ในที่ที่ค่อนข้างลับตาคน เจ้าเอยเลยได้ที รีบลุก

“คุณไปหาหลานเหอะ ฉันจะกลับ”

“คุณหนีผมไม่พ้นหรอก”

ไม่ต้องรอฟังคารมเขาต่อ เจ้าเอยรีบเผ่นแน่บกลับรถทันที... ให้มันได้อย่างนี้สิน่า ยัยเจ้าเอย!!





อาจเพราะเวลานี้เป็นตอนบ่ายของวันธรรมดาที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังทำงานประกอบอาชีพ และฝนฟ้าก็ทำท่าว่าจะตก ที่สวนสาธารณะจึงมีคนไม่มากนัก

ดวงยิหวานั่งใต้ต้นไม้ในที่ลับตาคน เจ้าลูกหมาตัวน้อยยังคงหวาดระแวงจากเรื่องเมื่อครู่จึงเดินพล่าน สมควรหรอก... เจ้าตัวอันตรายพวกนั้น หากเลี่ยงได้พึงเลี่ยง ไม่ปะทะโดยตรงจะดีกว่า บุตรแห่งซาบารูนทั้งเจ็ดไม่ใช่คู่มือของจักรกลคุมจิตก็จริง ทว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ.. . หนึ่งต่อสิบ อย่างไรหนึ่งนั้นย่อมยากจะชนะ 

แขนข้างที่ซุกซ่อนใต้เสื้อคลุมเกร็งแน่น บัดนี้มันคงเป็นสีม่วงสีดำ แม้จะฆ่าพวกมันตายหมด หากร่องรอยแห่งพิษกรดยังคงอยู่ คงต้องใช้เวลาสักพักขับออกจากร่าง

สิ่งเดียวที่ไม่เข้าใจ... ผู้สืบวิถีแห่งโลหิตคิดอ่านการใดกันแน่ จึงได้ส่งลูกหลานมาทำร้ายจักรกลคุมจิตอย่างเธอ... หากเธอตาย แน่นอนว่าบาเลบาย่อมต้องรู้ และสงครามระหว่างสองขุนพลจะอุบัติ และจะเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย... หรือท่านผู้นั้นเลือกแล้ว... 

ดวงยิหวาไม่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตซึ่งกล้าแข็งอย่างซาบารูนจะคิดอะไรตื้นเขินเช่นนั้น

คงมีแผนการซ่อนเร้น...

หากนั่นไม่ใช่สิ่งที่จักรกลคุมจิตจะตัดสินใจ เจตนารมย์ดั้งเดิมยังคงเป็นการส่งผู้สังเกตการณ์กับธิดาแห่งอาดามะสู่ปรภพ และเจตนารมย์นั้นจะดำรงสืบต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ

เครื่องจักร ไม่มีวันมีความคิด... ไม่มีวันมีอารมณ์

...ไม่มี ...หัวใจ

เสียงลูกหมาเงียบผิดปกติ ดวงยิหวากวาดตามองรอบด้านแต่ไม่เห็น จู่ๆ ก็สัมผัสถึงความวูบโหวงแปลกๆ ภายใน ราวกับว่า มีชิ้นส่วนอวัยวะสักชิ้นหนึ่งหายไปดื้อๆ 

ยกมือขึ้นทาบอก... ความรู้สึกนี้...

คงมีอะไรสักอย่างผิดพลาด ดวงยิหวาบอกตัวเองอย่างนั้น จักรกลคุมจิต ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมและบงการดวงจิตให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้จิตใจโดยสมบูรณ์ ไม่มีทางจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้

ดวงยิหวาลุกยืน ได้ยินเสียงงี๊ดง๊าดอย่างดีอกดีใจจึงหันขวับกลับ ห่างออกไป ตรงหลังพุ่มไม้ ก้นและขาหลังของเจ้าลูกหมาโผล่ออกมา มันส่ายหางดิ๊กๆ ชวนให้สงสัยว่ามีอะไรหลังพุ่มไม้นั้น จึงเดินตาม พอแนวไม้พ้นกรอบสายตา ก็ปรากฏเห็นร่างเล็กๆ ของเด็กผู้ชาย กำลังยื่นลูกชิ้นให้เจ้าลูกหมากิน

ดวงยิหวาหยุด จ้องนิ่ง... ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงมาคลุกคลีกับสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่คอยติดตามเธอ... 

หรือจะมีจุดประสงค์ร้าย!

คนถูกมองคงเริ่มรู้สึกตัว จึงแหงนหน้า เด็กชายจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของดวงยิหวา ครู่หนึ่ง แล้วยิงฟันยิ้ม 

“หมาพี่เหรอฮะ”

ไม่สัมผัสถึงความรุนแรงและอันตรายจากเด็กคนนี้เลย... จะว่าไปแล้ว ราวกับว่าไม่มีเจตนาร้ายปะปนในดวงจิตตรงหน้านี้เลยสักนิด!!

“แม็กซ์เอาลูกชิ้นให้แจ็คกิน พี่ไม่โกรธใช่ไหมครับ”

โกรธหรือ... แจ็ค... เด็กคนนี้ตั้งชื่อให้เจ้าลูกหมาเช่นนั้นรึ

ดวงยิหวานิ่งเงียบ ไม่พูดตอบ เด็กชายเองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจใส่ใจว่าคู่สนทนาจะคุยด้วยหรือไม่ ยังพูดจ้อตามลำพัง

“พี่มาจากไหนครับ”

เงียบ

“พี่จะไปไหนครับ”

แม้คำถามนั้นจะฟังดูเป็นคำถามธรรมดาสำหรับชาวพื้นพิภพนี้ หากดวงตาของเด็กชายที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตา ทำให้ดวงยิหวาระวังตัว มือในเสื้อคลุมกำแน่น ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนสภาพแข็งด้าน 

ในคำพูด เหมือนมีอะไรบางอย่าง... สิ่งที่ต้องการสื่อออกมานั้น คือความนัยล้ำลึก

เด็กชายคนนี้เป็นใครกันแน่!

คนตัวเล็กไม่มีท่าทีอนาทรร้อนใจ ล้วงกระเป๋ากางเกง ดึงลูกกวาดสีสันสดใสออกมา แบมือ ยื่นให้ พร้อมยิ้มยิงฟันประกอบ

“อาเต้ให้แม็กซ์ บอกว่าอมแล้วจะอารมณ์ดี แต่อมมากๆ ฟันจะผุ” เสียงใสๆ เจื้อยแจ้ว “แม็กซ์ให้ พี่จะได้อารมณ์ดี”

ดวงยิหวาสบตาเด็กชายไม่ลดละ หากอีกฝ่ายไม่แสดงปฏิกิริยาผิดปกติอื่นใด จึงยอมหยิบลูกกวาดบนมือน้อยๆ นั้น 

เสียงดังๆ เรียกอยู่ไม่ไกล เจ้าตัวเล็กหันขวับตามเสียงเรียก

“แม็กซ์... แม็กซ์ครับ”

“ค้าบ” เจ้าตัวยุ่งตะโกนตอบ

เตชุก้าวโผล่เข้ามา เห็นหลานชายนั่งยองๆ อยู่คนเดียวแล้วได้แต่ส่ายหน้า นี่หนีมาเล่นดินเล่นทรายอีกแล้ว แถมเถลไถลมาคนเดียวเสียด้วย ทำเอาเป็นห่วงแทบแย่ ต้องทำเสียงเข้มๆ ดุๆ สอนหลานมั่งล่ะ

“แม็กซ์ มาทำอะไรตรงนี้ครับ”

“เอาลูกชิ้นให้ลูกหมาครับ”

ลูกหมา? เตชุมองบริเวณรอบด้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจะมีสัตว์ชนิดที่ว่าเลยแม้แต่ตัวเดียว จึงเลิกคิ้ว เป็นเชิงถาม

“เมื่อกี๊ยังอยู่ตรงนี้” เด็กน้อยว่า คิ้วเล็กๆ ขมวดเบา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแฉ่ง “แล้วก็เจอพี่สาว”

“พี่สาว?” 

คนถูกถามพยักหน้า

“แม็กซ์” เตชุทำเสียงเข้มงวด “อาเคยบอกแล้วใช่ไหมครับ ว่าอย่าคุย อย่าเล่น อย่าไปไหนกับคนแปลกหน้า”

“พี่เขาน่าสงสารนะครับ”

เตชุกอดอก นิ่งฟังว่าหลานจะพูดอะไร

“บ้านพี่เขาอยู่นู้นนน” เจ้าตัวยุ่งทำปากยื่นปากยาวขึ้นไปบนฟ้ากว้าง “เขากลับบ้านไม่ได้ เลยไม่รู้จะไปไหน”

เตชุอ่อนใจ ถ้าให้เทียบกันระหว่างแม็กซ์กับมิ้ลค์ เขายอมรับว่าเป็นห่วงเด็กชายมากกว่า เพราะช่างจินตนาการ และมักทำอะไรที่ไม่ค่อยเหมือนกับเด็กทั่วไป บางครั้งแม็กซ์ก็มีความคิดความอ่านที่แปลกๆ จนทำให้เขากังวลว่า หลานจะใช้ชีวิตแบบปกติลำบาก

ทว่า ก็มีเหมือนกันที่เขารู้สึกครั่นคร้ามในตัวหลานชาย... บางทีแม็กซ์จะพูดสิ่งที่เหมือนจะธรรมดา แต่กลับลึกซึ้ง...

ราวกับเด็กชายรู้และเห็น!

“แล้วเราจะกลับบ้านได้หรือยังครับ” เตชุเปลี่ยนเรื่อง

“ครับ”

“ปะ”

“ขี่คอ” เจ้าตัวยุ่งลุกขึ้น กระโดดหย็องๆ 

เตชุยิ้ม ย่อตัวลงให้หลานชายปีนขึ้นมาขี่ แล้วค่อยเดินกลับไปบนเส้นทางที่เข้ามา

เสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกทำให้เขาหันหลังกลับ หางตาเหมือนจะเห็นลูกสุนัขตัวเล็ก ตรงพุ่มไม้ห่างไกล จ้องตรงมายังเขากับเด็กชาย

มันกระดิกหางดิ๊กๆ อย่างมีความสุข




เจ้าเอยกลับมาถึงรถ จ๊อดรายงานทันทีว่าอาวินกลับไปแล้ว เหลือแต่เหนือเมฆที่นอนหลับราวกับถูกใครฟาดด้วยของแข็งจนสลบ เจ้าเอยอยากยีหัวตัวเองแบบคนคลุ้มคลั่ง หรือจะเอามีดมาลองจิ้มเหนือเมฆสักแผลสองแผล เผื่ออาวินจะโผล่ออกมาอีก ถ้าเดาไม่ผิด อาวินน่าจะออกมาเฉพาะตอนที่เหนือเมฆเผชิญหน้ากับอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต หมายความว่า ถ้าร่างของเหนือเมฆเป็นอะไร ก็คงมีผลกระทบกับอาวินเหมือนกัน 

สองรวมเป็นหนึ่ง... งั้นหรือ

งั้นปล่อยไปก่อนก็ได้ มองดูชายหนุ่มที่กำลังหลับปุ๋ยแล้ว เธอก็ไม่ใจร้ายพอที่จะปลุกขึ้น เลยสั่งให้จ๊อดพาเหนือเมฆไปส่งยังคอนโดมิเนียมใกล้ๆ สำนักพิมพ์ เซฟเฮ้าส์สุดหรูหราที่เธอบีบบังคับให้สบชัยออกค่าใช้จ่ายร่วมกับเธอคนละครึ่ง แหงล่ะ ลงเรือลำเดียวกันแล้ว จะอยากหรือไม่อยากก็ต้องช่วยกันสิ พอถึงที่พัก ก็สั่งให้จ๊อดกับไอ้เฮียอยู่เฝ้าเอาไว้ จนกว่าเหนือเมฆจะตื่น ส่วนเธอโทรฯ เรียกคนรถที่บ้านมารับเพื่อไปสนามบิน รับพ่อแม่ที่กำลังเดินทางกลับ

มองดูนาฬิกาแล้ว คงไม่ทันเวลา... เจ้าเอยถอนใจขณะเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องไปถึงสนามบินให้ทันเครื่องลง เพื่อจะได้ต้อนรับท่านพ่อท่านแม่ตอนขาออกพอดี พ่อกับแม่เป็นลูกค้าวีไอพี (สมควรแล้วล่ะ) ของสายการบิน ฉะนั้นเมื่อลงสนามบินแล้วย่อมได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี สะดวก รวดเร็ว ทันใจ อยากจะนั่งรถแล่นปรื๋อมาถึงประตูทางออกเลยก็ได้ ซึ่งพ่อก็เห็นด้วย เพราะประหยัดเวลา แต่แม่ไม่ทำ แม่ไม่ชอบอะไรก็ตามที่เป็นพิธีรีตองและอภิสิทธิ์พิเศษ (ยกเว้นสิทธิ์ที่จะได้ไปนั่งยลแฟชั่นโชว์ที่ปารีสแถวหน้าสุด เคียงคู่กับเหล่าบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นสุดเริ่ดของต่างประเทศและดีไซน์เนอร์มือฉมังทั่วโลก) แม่มักจะชอบเดิน... เดินไปทั่ว ดูนู่นดูนี่ เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพราะงั้น ถ้าเธอมาไม่ทันเวลาเครื่องจอด ก็มีโอกาสที่จะต้องนั่งแกร่วรออย่างน่าเหนื่อยหน่าย เพราะหาหม่ามี้ไม่เจอ แต่ถ้าทัน ก็จะได้โอกาสยุให้แม่ซื้อของนู่นนี่ให้ สบายกระเป๋า 

ถึงสนามบิน ปรากฏว่าแม่ทำหน้าใสกิ๊งเยื้องยุรยาตรมาจนเกือบจะถึงประตูทางออกอยู่แล้ว เจ้าเอยโกยอ้าวจากรถ วิ่งไปเกาะแขนมารดา ทำท่าเหมือนลูกแมวเหมียวเมี๊ยวๆ 

“ของฝากหนูล่ะค้า” 

“ดูลูกฉันซิ เจอหน้ากัน แทนที่จะถามสารทุกข์สุกดิบ ดันถามหาของฝาก” ผู้เป็นแม่หัวเราะ แต่มิวายจะยื่นถุงกระดาษให้ ข้างในบรรจุน้ำหอมคอลเล็คชั่นใหม่เอี่ยมอ่องของคริสเตียน ดิออร์ “จากปารีส”

“ว้าว แพรี้ดส” เจ้าเอยฉกมาเชยชม “แล้วคุณพ่อละคะ”

“คุยงานเสร็จแล้ว กำลังออกมา” แม่ตอบสั้นๆ เดินดูนู่นดูนี่ไปยังรถที่จอดรอด้านนอก 

คุยงาน... ที่สนามบินเนี่ยนะ!

รอกันอีกสักครู่ เม้าท์มอยเพลิดเพลินตามประสาแม่ลูก คนถูกถามถึงก็โผล่มาเงียบๆ เจ้าเอยเห็นพ่อยืนเท่ สูทเนี้ยบมีลูกเล่นนิดๆ คงเป็นแม่ที่เลือกให้ รองเท้าหนังมันวาว กับแว่นดำสุดแจ่มช่วยรักษาภาพลักษณ์พ่อราวกับไม่ใช่บุรุษวัยห้าสิบกว่า นี่ถ้าบอกใครว่าสักสี่สิบต้นๆ เขาก็เชื่อนะเนี่ย...

โชคดีที่ความหน้าเด็กของพ่อและแม่ส่งต่อมาทางพันธุกรรมให้เธอเต็มๆ... เลิศศศศ สุดๆ

อารามดีใจ เลยกระโดดเกาะแขนพ่อ กำลังจะอ้าปาก แต่บิดาดักคอ “ของฝาก” 

“แหม เห็นหนูเป็นคนยังไงคะเนี่ย เจอหน้ากันปุ๊บก็บอก ของฝาก เลยเนี่ย”

คนเป็นพ่อหลิ่วตาพลางยื่นถุงกระดาษใบเล็กให้ เจ้าเอยคว้าหมับ กลับไปยืนคุ้ยของข้างในข้างๆ แม่ ของฝากของพ่อคือปากกาด้ามทองสั่งทำพิเศษ มีสลักตัวอักษรชื่อเจ้าเอยตรงด้ามเสียบ หรูหราและมีชิ้นเดียวในโลก!

“ปลื้มเสร็จรึยัง พ่อจะได้แนะนำให้รู้จัก”

เสียงบิดาดึงเจ้าเอยออกจากความชื่นชมยินดี 

ด้านหลังคนเป็นพ่อ เยื้องไปนิดๆ ผู้ชายร่างสูงใหญ่ใส่ชุดทหารพอดีตัวดูสง่าผ่าเผยและองอาจ แขนเสื้อพับถึงศอก ยืนยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาเต้นระริกล้อเหมือนเปลวไฟล่อแมลง...

“ผมร้อยโทเตชุ... ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณเจ้าเอย”




....................โปรดติดตามตอนต่อไป


คุยกันท้ายบท

สวัสดีครับ เจอะกันอีกแล้ว แต่ว่าวันนี้ไม่ใช่วันจันทร์นะเออ
นานๆ ทีก็โผล่มาเซอร์ไพรซ์คุณผู้อ่านกันบ้างให้ตกใจเล่นๆ เอิ๊กกกส์
ถือเป็นการสมนาคุณที่ติดตามกันมาถึงบทที่ 10 แล้วววว แว้ว แว้ว แว้ว แว้ว

แต่ก็นั่นแหละครับ เป็นสิบบทที่เชื่องช้าราวกับหอยทากข้ามถนน
ตามนิสัยคนเขียนนั่นแหละครับ ชอบยืดยาด ออกทะเล ฮ่า ฮ่า ฮ่า

จุติวิบัติบทนี้ยาวสักหน่อยนะครับ 
ยาวจนผมเองยังต๊กกะใจ  เพราะไม่คิดว่าจะเขียนยาวขนาดนี้ ฮ่า ฮ่า
เนื้อเรื่องเองก็ขมวดใกล้เข้ามา ใกล้จบองค์หนึ่งแล้ว 
(OMG สิบกว่าบทเพิ่งจบองค์หนึ่ง อะเฮือก!)
ยังไงก็อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนนะค้าบบบ (เกาะขาแน่น)

ส่วนตอนต่อไป เจ้าเอยจะได้พบกับหญิงสาวลึกลับ
แล้วพบกันนะค้าบบบบบ

^O^
กลิ้งโคลงแก้มขาว




Create Date : 17 มีนาคม 2559
Last Update : 17 มีนาคม 2559 13:11:52 น.
Counter : 332 Pageviews.

1 comments
  
ดีจ้า มาทักทายนะจ้ะ sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: สมาชิกหมายเลข 4061181 วันที่: 25 สิงหาคม 2560 เวลา:16:17:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



สมาชิกหมายเลข 2273544
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



เชิญติดตามผลงานของบล็อกได้ครับ

.........................



แคนโต้:เรื่องราวในช่องว่าง
แจกฟรี
โดย...กลิ้งโคลงแก้มขาว

ช่องว่าง คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในทุกที่หน
บางครั้งช่องว่างก็นำพา
เอาความหมองหม่นมาให้
แต่บางคราวช่องว่างก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ช่วยผลักดันให้หัวใจเติบโต

.........................

***หมายเหตุตัวโตโต***

ขอความกรุณาอย่าลอกหรือนำผลงานใดๆ
ในบล็อกนี้ไปดัดแปลงเลยนะครับ
สงสารนักเขียนตาดำๆ นะค้าบบบ

^o^
กลิ้งโคลงแก้มขาว