มกราคม 2559

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
จุติวิบัติ - บทที่ 2

เกริ่นนำ

สวัสดีค้าบบบ กลับมาพบกันอีกแล้วทุกวันจันทร์!
กับตอนที่สองของลูกร้ากของโผ๊มมม

ขอพื้นที่โม้นิดนึง... ตอนเขียนนิยายเรื่องนี้
เป็นอะไรที่ทั้งสนุกและปวดหัวมากครับ
สนุกตรงที่ต้องคิดว่า ได้ลองเขียนอะไรในแบบที่ไม่เคยเขียนมาก่อน
คือลองเอานิยายแนวรักโรแมนติกคอมเมดี้ 
มาผสมกับแฟนตาซีเลือดสาด! สาด... สาด... สาด... สาด... สาด...
(มันใช่ไหม ห๊ะ!!! >_<)
ส่วนที่ปวดหัวคือ เพราะไม่เคยเขียนมาก่อนน่ะแหละ
เลยต้องศึกษาจนเลือดตาแทบกระเด็น... ก็ว่าไปนั่น

ผ่านมาถึงกลางเดือนมกราคมแล้ว
เวลาผ่านไปไวเหมือนกับลิง สมกับที่เป็นปีวอก
ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยครับ ใจก็อยากจะปั่นนิยายปรู๊ดๆ
ม้วนเดียวจบ แต่เกรงใจตัวเอง เกรงใจคนอ่าน เกรงใจเจ้าเอยด้วย
เดี๋ยวเจ้าเอยตกทะเล ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม กลับฝั่งไม่ได้ล่ะยุ่ง

โม้นานเหลื๊อเกิน... ไม่ได้อ่านซะที
งั้นผมขอจรลีไปก่อนละครับ

ร่วมสนุกไปกับเจ้าเอยได้เลยค้าบบบบ

^O^

กลิ้งโคลงแก้มขาว


....................................


จุติวิบัติ

บทที่ 2

ยามบ่าย ฟ้ายังสีเทา เมฆหนาแผ่คลุมทั่วทุกทิศด้าน สายฝนหล่นปรอยเป็นฝอยบาง สายลมพัดหวีดหวิวเหนือตึกรามบ้านช่อง

หลังร้านอาหารในย่านถนนเขตเศรษฐกิจ เหนือเมฆซุกตัวเข้าใต้เสื้อกันฝน ก้าวคร่อมรถจักรยานยนต์เตรียมกลับ ประตูหลังร้านเปิดออก

“ขอบใจมึงมากที่มาช่วย”

คนที่ก้าวพ้นประตูเป็นผู้ชายตัวอ้วน มีตีนกาขึ้นตรงปลายตา บ่งบอกวัยสี่สิบของเขา สีหน้าท่าทางบึ้งตึง

เหนือเมฆค้อมศีรษะรับคำ อายุอานามของเขาห่างจากเจ้าของร้านร่วมสิบเก้าปี... เกือบเป็นรุ่นลูกได้

“ครับพี่โจ้”

“เออๆ” คนพูดยังทำหน้าหงิก “พ่อครัวกูโทรฯมาลาหยุดฉุกเฉินตอนเช้า เสือกจะพาเมียไปหาหมอวันนี้ แม่งเอ๊ย รู้อยู่ว่าต้นเดือนคนเยอะยังจะป่วยอีก แล้วของก็เตรียมไว้หมดละ กูเลยต้องลงมาดูเอง ดีนะที่มึงว่างมาช่วย ไอ้เหี้ย ไม่งั้นเจ๊ง”

เหนือเมฆยิ้มแห้งๆ รับคำตามมารยาท

“ครับถ้าพี่มีงานอีกก็เรียกผมนะ”

“มึงน่ะ พักมั่ง อะไรมั่ง จะขยันเอาโล่เหรอ ไอ้ห่า”

คนถูกว่าหัวเราะเบาในคอ ผู้อาวุโสกว่ามองเขา ส่ายหน้าอ่อนระอาใจ

“เออ ถ้ามีงานเสริมกูจะเรียกมึงคนแรกเลย แต่มึงน่ะ อย่าหักโหม เข้าใจไหม เกิดเจ็บป่วยเป็นอะไรขึ้นมา แม่มึงจะลำบาก”

“ครับ” เหนือเมฆยิ้มแห้งอีกรอบ

“แล้วมึงได้ไปเรียนมั่งไหม”

“ดรอปเทอมนึง”

“กูว่าละ”คนพูดตบหัวตัวเองเบาๆ “พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงของคุณหญิงผ่อง งานใหญ่ ขาดคนมึงจะไปรึเปล่า”

“กี่โมงครับ”

“ห้าโมง”

“ครับ”เหนือเมฆตอบ ยิ้มกว้าง ดีใจได้งานเพิ่ม “งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะพี่”

“ไปดีๆ”

ร่ำลากันเสร็จ เหนือเมฆบึ่งรถจักรยานยนต์ออกจากร้าน

แม้จะมีภาระชีวิตค่อนข้างต่างจากคนอื่น แต่เหนือเมฆไม่รู้สึกว่ามันจะลำบากลำบนถึงขั้นต้องเก็บเอามากลัดกลุ้มเฝ้าคำนึงถึงความต้อยต่ำของตัวเอง

...ถ้าคิดแบบนั้นมันจะเหมือนคนขี้แพ้

พอใช้ชีวิตแบบนี้สักพัก ปรับตัวเข้ากับมันได้ เขาก็ค้นหาความสนุกในความยากจนเจอ เหมือนเล่นเกม เพียงแต่นี่ไม่ใช่เกมคอมพิวเตอร์ที่ใครๆ เขาเล่นกัน

มันเป็นเกมชีวิต

ครอบครัวของเขาซึ่งก็เหลือแม่แค่คนเดียว เป็นครอบครัวเคร่งศาสนาทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงรากเหง้าทางความคิด และการแสวงหาทางหลุดพ้น

คนเราเกิดมาทำไม...คำถามที่ได้ยินจนชินหู

สำหรับเขา...เขาไม่คิดว่าตัวเองจะต้องรู้เลยว่า เกิดมาทำไม หรือทำไมถึงเกิดมา แค่รู้ตัวเสมอว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เพื่อใคร แค่นั้นพอ

เมื่อคิดเช่นนี้ เวลาเห็นคนอื่นสุขสบายมั่งมีกว่า เขาถือว่านั่นเป็นโชคดีของคนอื่น ถึงอิจฉาก็ไม่ทำให้เขามีอะไรดีขึ้น

เสียเวลาคิด เสียอารมณ์รู้สึกอีกต่างหาก!

ร้านหนังสือที่จะไปทำงานพาร์ทไทม์ต่อ ตั้งอยู่ห่างจากร้านอาหารอีกราวๆ ห้าไฟแดง

เหนือเมฆเชื่อว่าตัวเองค่อนข้างได้รับโอกาสดีในการทำงานที่นี่ เจ๊เจ้าของร้านอนุญาตให้เขาอ่านหนังสือได้เวลาที่ว่างและไม่มีลูกค้า

แม้จะอ่านได้ทุกแนว หากเหนือเมฆโปรดปรานเรื่องลึกลับสยองขวัญพิเศษ เหมือนมันมีมนต์ขลัง ดึงดูดเขาให้ติดหนึ่บ

ช่วงหลังๆ มานี้ มีเรื่องสยองขวัญคลอดมามากมายจากบรรณพิภพ แต่ที่เขาชอบมากคือเรื่องที่เขียนโดยนักเขียนชื่อ เจ้าเอย

ไม่ใช่เพราะกลเม็ดเด็ดพรายอะไรของผู้เขียน แค่อ่านแล้วสนุกดี...

เกือบถึงไฟแดงที่สี่ สัญญาณจราจรสีเหลือง เตือนให้ลดความเร็ว เหนือเมฆรู้ดี รถของเขาไม่แรงพอจะเร่งเครื่องให้ทันเวลาจึงชะลอรถ

ทันใดนั้น รถเก๋งสีแดงแล่นเฉียดผ่านเขาด้วยความเร็วสูง ชนรถจักรยานยนต์ด้านหน้า อัดกระแทกเข้าท้ายรถบรรทุกใหญ่เข้าเต็มแรง!

โครมคราม สนั่นหวั่นไหว รถที่วิ่งตามมาด้านหลังเบรกเอี๊ยดอ๊าดกันเป็นแถว แตรรถเก๋งสีแดงร้องลากยาว ควันขาวพวยพุ่งจากกระโปรงหน้ารถยนต์ กลิ่นยางไหม้คละคลุ้ง พอๆ กับกลิ่นน้ำมันและคาวเลือด เศษกระจกเกลื่อนถนน ผู้คนหวีดร้องตกใจกลัว

เหนือเมฆตัวสั่น จอดพาหนะคู่ชีพริมทาง พอเริ่มตั้งสติได้ จึงรีบวิ่งเข้าไปยังจุดเกิดเหตุตามสัญชาตญาณ คิดแค่ว่าต้องรีบช่วยคนเจ็บก่อน พร้อมๆ กับผู้ชายอีกสามคนที่มาจากต่างทิศ ล้วนรีบรุดเข้าให้ความช่วยเหลือ

คนรอบนอกพากันมุงดูชี้ไม้ชี้มือ มีบางคนถ่ายรูปด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ เหนือเมฆเห็นว่าดี จะได้มีหลักฐานพยาน

คนในรถยนต์เป็นผู้ชาย ดูจากหน้าตา ท่าทาง และทรงผม คงเพิ่งเข้าสู่วัยรุ่น ลำตัวถูกอัดแน่นท่ามกลางเศษเหล็กบู้บี้ หน้าฟุบพวงมาลัย เลือดไหลอาบนอง หมดสติ

ห่างจากตัวรถไม่กี่ฟุต ผู้หญิงสวมหมวกกันน็อคกำลังนอนดิ้นกระแด่วเหมือนปลาถูกทุบหัว

ผู้ชายคนที่ใส่สูทผูกไทกำลังโทรฯแจ้งเจ้าหน้าที่ อีกคนหนึ่งสวมชุดยูนิฟอร์มบริษัทอะไรสักอย่าง กำลังแงะประตูรถเก๋งสีแดง ส่วนอีกคนหนึ่งน่าจะมาจากบริษัทเดียวกันกับชายคนที่สอง วิ่งมาหาคนเจ็บกลางถนนพร้อมเหนือเมฆ

เหนือเมฆจับแขนขาของเธอไว้มั่น เรียกตลอดเวลาเพื่อให้เธอรู้สึกตัว ส่วนผู้ชายอีกคนหนึ่งกำลังปลดสายคาดหมวกนิรภัยแล้วเอาหมวกออกจากศีรษะ เธอดิ้นทุรนทุราย กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็ง

เสียงเอี๊ยดดังลั่นมาอีกครั้ง ผู้ชายตรงหน้าเหนือเมฆร้องเฮ้ย กระโดดถอยสุดฝีตีน ผู้คนรอบข้างหวีดร้องโหวกเหวกโวยวายไม่เป็นภาษา...

รู้ตัวอีกทีก็ถูกรถยนต์ห้อตะบึงตรงมาชนกระแทกจนกระเด็นกระดอนตัวลอย

รถยนต์มรณะเหยียบร่างคนเจ็บที่นอนกลางถนนเสียงดังโผล๊ะ วงล้อบดเลือด เนื้อ และกระดูก ลากยาวจนเห็นสีแดงฉานสาดบนทางหลวง ประหนึ่งมีใครสักคนเอาพู่กันยักษ์จุ่มสีป้าย

สติสัมปชัญญะของเหนือเมฆแจ่มแจ้งระหว่างลอยคว้างคล้ายไร้น้ำหนัก

...จะว่าไปเขาไม่เคยมีสติกระจ่างชัดเท่านี้มาก่อนเลย

สิ่งที่ค้างคาใจมากที่สุด...ที่อยากทำมาโดยตลอด คือกลับไปหาแม่อีกสักครั้ง ตั้งแต่จากบ้านนอกมากรุงเทพฯ เขาเอาแต่ทำงานเก็บเงิน มุ่งมั่นเรียนให้จบ กระทั่งวันหยุดเทศกาลก็ไม่คิดจะกลับ เพราะนั่นเป็นช่วงที่เขาจะขาย เวลา ของตัวเองได้แพงที่สุด

ที่ทำไปทั้งหมด...สูญเปล่าสินะ

นานมากขนาดนี้จำหน้าแม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ

ร่างสูงร่วงหัวกระแทกพื้นซีเมนท์ กร๊อบ... ลำคอหักผิดองศา ดูเหมือนตุ๊กตาเก่าๆ ถูกโยนทิ้งจากที่สูง

ทุกสิ่งดับวูบไร้ความเจ็บปวด

...ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง...คงดี




“ผมให้คนขนหนังสือทั้งหมดไว้ในห้องทำงานคุณหนูแล้วครับ”

เจ้าเอยนอนบนเก้าอี้แบบเอนได้ในห้องนั่งเล่นตกแต่งสไตล์วินเทจ ลืมตาปรือมองเจ้าของเสียง แล้วเหลือบดูนาฬิกา เลข 21:08 โชว์หรา ถ้าจำไม่ผิดเธอสั่งงานหมอนี่เมื่อตอนบ่ายสาม หนังสือเกือบร้อยเล่ม บางเล่มเลิกตีพิมพ์ไปแล้ว บางเล่มหายากมากๆ พ่อเจ้าประคุณกลับหามาได้ภายในเวลาไม่ถึงหกชั่วโมง

...เยี่ยมยอด

มาส์กสีขาวแปะหน้าตึงขยับปากยากเย็น

“ออบใอ อ๊อด”

“จ๊อดครับ”คนพูดค้อมตัว อมยิ้ม หน้าซื่อแต่ตาเจ้าเล่ห์ “ผมชื่อจ๊อด”

“เออ อ๊อด...”

เจ้าเอยพยายามอย่างยิ่งยวดไม่คว่ำปาก ไม่สบอารมณ์ที่ลูกน้องคนสนิทแหย่ไม่ดูตาม้าตาเรือ

จ๊อดเป็นลูกชายแม่นมผู้ซึ่งดูแลเจ้าเอยมาตั้งแต่เกิด... เธอกับเขาถูกเลี้ยงมาด้วยกันตั้งแต่แบเบาะ เพราะพ่อกับแม่เห็นว่า เธอเป็นลูกคนเดียวจะได้มีเพื่อน บอกได้เลยว่านั่นเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากที่สุด แม้จะห่างกันแค่เดือนเดียว หากชายหนุ่มกลับเด่นเกินหน้าเกินตาเธอไปไกลลิบ ทั้งทักษะด้านกีฬา ความฉลาดเฉลียวทางวิชาการ อัจฉริยะภาพทางดนตรี จะโยนงานอะไรให้ทำก็ไม่เคยผิดพลาดตกหล่น

ที่แย่สุดหมอนี่มีสาวๆ มาติดพันโขยงใหญ่ ส่วนเธอยังไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเลยสักครั้งจนอายุปูนนี้

น่าเจ็บใจนัก...เอาเถอะ พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ มีเขาเป็นมือขวาคนสนิท เท่ากับสถานะของเธอเหนือกว่าเขาขั้นหนึ่งล่ะ...

ชนะ!

เจ้าเอยกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ...ให้มันรู้สิน่า ว่าไผเป็นไผ

“ดูท่าคุณหนูจะมีความสุขนะครับ”คนตัวสูงพูดเรียบๆ “ยิ้มเยอะระวังร่องแก้มลึกล่ะครับ”

หญิงสาวเขวี้ยงหมอนใบเล็กที่กอดอยู่ใส่เจ้าคนพูดมาก

“อาบอาย” เจ้าเอยตวาดเสียงแหลมว่าหยาบคาย

“คุณหนูจะเปลี่ยนแนวเขียนเหรอครับ” จ๊อดเปลี่ยนเรื่องคุย

เจ้าเอยยกนิ้วทำสัญญาณให้ชายหนุ่มรอสักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยกแท็ปเล็ตมาพิมพ์ข้อความส่งให้อ่านแทน เพราะขืนพูดมีหวังแผ่นมาส์กหลุดพอดี

จ๊อดพยักหน้าหงึกหงัก

“คุณหนูเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวรึเปล่าครับ”

“ใอรอะ ไอ เอื่อ... ไอ ไอ้ แอ้ว” – ใครจะไปเชื่อ ไปได้แล้ว

เจ้าเอยโบกมือไล่ทำตาปะหลับปะเหลือก เธอเป็นเจ้านายนะ ไม่ใช่ลูก จะได้ต้องคอยตอบทุกคำถาม อีกอย่าง คำพูดของหมอนี่เคยถูกหูเธอเสียที่ไหน ขืนพูดออกไปก็คงโดนเขากวนอารมณ์ให้ขุ่นอย่างทุกที

ทว่า...พอคิดดูอีกที เธอไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อนนี่นา ทำให้ไม่เคยสนใจข้อมูลอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพรรค์นี้ทั้งสิ้น เลยจนปัญญาไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนดี แล้วหมอนี่ก็เป็นคนฉลาด แสนรู้ เอ๊ย รอบรู้รอบคอบ... แต่เธอฉลาดกว่า เพราะงั้น ลองหลอกให้เขาออกความคิดเห็น แล้วฉกมาเขียนซะ...ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง!

“เอี๋ยว”

หญิงสาวเรียกจ๊อดเดินกลับมาหาใหม่

“มีอะไรให้รับใช้ครับ”

เจ้าเอยจิ้มแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว ถามว่าเขาเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวรึเปล่า

“คุณหนูถามความเห็นผมเหรอครับ” จ๊อดยกนิ้วชี้เข้าหาตัวเอง

“อือ”

“พอจะมีความเป็นไปได้บ้าง... ล่ะมั้ง... ครับ”

“อังไอ”

“คุณหนูเคยได้ยินเรื่องพีระมิดใช่ไหมครับ ที่บอกว่าพีระมิดถูกสร้างด้วยวิทยาการของคนสมัยโบราณที่ล้ำหน้ากว่าคนยุคปัจจุบันมากๆ ถ้าเป็นงั้นจริง ทุกวันนี้มันหายไปไหนล่ะครับ ผมศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงสองสามร้อยปีมานี้ ไม่มีวิทยาการของมนุษย์ที่ตกหล่นหรือสูญหายอย่างนั้นเลย”

เจ้าเอยสั่นหัวดิ๊กๆ

“เอาะอ้า เอี๋ยว อี๊ อี อันอึก”

“คุณหนูพูดอะไรครับ”

“อั๋นออก อ้า... โอ๊ย”

หญิงสาวทะลึงลุกพรวดดึงมาส์กปิดหน้าออก

“นายอย่าลืมสิ คนเมื่อก่อนเขาไม่ได้มีบันทึกเหมือนคนยุคนี้ ถึงจะจดบันทึกกันบ้าง แต่ภาษาที่ใช้มันสัญลักษณ์เฉพาะกลุ่ม พอคนรุ่นนั้นตาย เลยไม่มีใครอ่านออก อีกอย่าง ในยุคนั้นกระดาษกับหมึกมันแพงเว้ย”

“คนส่วนใหญ่คิดกันอย่างนั้นล่ะครับ...แต่ถ้ามองอีกมุม คุณหนูจะพบว่า องค์ความรู้ไม่มีวันหายไปไหน”

เจ้าเอยย่นหัวคิ้วจนแทบชิดติดกัน จ๊อดอธิบายต่อ

“ความรู้ที่สูญหายส่วนใหญ่เป็นความรู้เฉพาะบุคคล พวกตำรายาพื้นบ้าน หรือสูตรทำอาหาร... แต่องค์ความรู้ยิ่งใหญ่กว่ามันจะกลายเป็นความทรงจำและทักษะ...

“ผมยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ เหมือนคนโตมากับอู่ซ่อมรถ ต่อให้ไม่สนใจเลย แต่ของมันตำตาทุกวัน ถ้ามีโอกาสจับก็พอจะถูๆ ไถๆ ไปได้... เหตุผลนี้แหละครับ ทำให้กราฟระดับเทคโนโลยีของโลกในช่วงสองสามร้อยปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นทางเดียว ไม่มีตก แล้ววิทยาการของคนโบราณเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบกับชีวิตคนมากยิ่งกว่าการซ่อมรถเสียอีก จะบอกว่าไม่มีใครสืบทอดมาเลย จนสูญหายไร้ร่องรอย คลำทางกลับไม่ได้ ไม่แปลกไปหน่อยเหรอครับ”

เจ้าเอยพยายามตามให้ทันถึงจะมึนๆ เพราะถูกห่ากระสุนข้อมูลของจ๊อดยิงรัวจนสมองพรุนยิ่งกว่าฟองน้ำก็ตาม ดูเหมือนฝ่ายจ๊อดเอง พอเครื่องติดแล้ว ไม่ยอมจะเบรกด้วยสิ

“ถ้าวิทยาการพวกนั้นไม่ใช่องค์ความรู้ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ถูกหยิบยื่นให้ มันก็เข้าเค้า”

“นายจะบอกว่ามนุษย์ต่างดาวมอบเครื่องมือให้คนโบราณใช้ พอเครื่องมือเจ๊ง คนโบราณเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะประดิษฐ์เครื่องมือพวกนั้นยังไงวิทยาการเลยขาดตอน... งั้นสิ”

“ครับ”

“เพ้อ”เจ้าเอยงึมงำ

“คุณหนูรู้จักคัมภีร์ไบเบิ้ลไหมครับ”

“อืม แล้วเกี่ยวอะไร” หญิงสาวพยักหน้าตอบ “อย่าบอกนะว่ามนุษย์ต่างดาวมาช่วยเขียน...ไร้สาระ” เจ้าเอยโบกมือรัวๆ

จ๊อดอมยิ้มเบาๆแววตาซุกซน

“ในคัมภีร์ไบเบิ้ลพูดถึงตอนสร้างโลก ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์หนึ่งคน ชื่ออาดัม วันดีคืนดี อาดัมเกิดเหงา พระเจ้าเลยชักกระดูกซี่โครงของอาดัมมาสร้างเอวา พอทั้งคู่ทำผิด...”

“เคยอ่านๆ” หญิงสาวรีบตอบแทรก “เพราะกินแอปเปิ้ลต้องห้าม เลยถูกไล่ออกจากสวนเอเดน ลูกแอปเปิ้ลยังติดคออาดัมกลายเป็นลูกกระเดือกถึงทุกวันนี้”

“ขอโทษนะครับคุณหนู...ผลไม้ที่อาดัมกิน ชื่อผลแห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ไม่ใช่ลูกแอปเปิ้ล”

“แล้วไป”เจ้าเอยทำตาประหลับประเหลือก “ต่อซิ”

“หลังถูกไล่ออกจากสวนเอเดน ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตรชายสองคน ชื่อคาอินกับอาแบล คาอินอิจฉาที่พระเจ้ารักน้องมากกว่าจึงฆ่าอาแบลทิ้ง พอพระเจ้ารู้เรื่อง คาอินต้องรับโทษ ร่อนเร่พเนจรออกจากแผ่นดินที่พระเจ้าคุ้มครอง คาอินบอกพระเจ้าว่า ถ้าเขาออกไป ใครพบเจอเข้าก็คงฆ่าเขาแน่ๆ พระเจ้าจึงทำเครื่องหมายไว้บนตัวของเขาเพื่อไม่ให้ใครฆ่า”

“อืม...ช่างน่าสะเทือนขวัญเนาะ”

“ประเด็นไม่ใช่ตรงนั้นครับคุณหนู” จ๊อดบอก “คำถามคือ ใคร ที่คาอินพูดถึงต่างหาก”

เจ้าเอยไตร่ตรองตาม...ถูกของเขา ถ้าหากพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาสองคน แล้วสองคนนั้นก็มีลูกอีกสองคน... สองบวกสองก็ต้องเป็นสี่จะห้าหรือหกก็ไม่น่าใช่

งั้นคาอินพูดถึง ใคร ล่ะ

“ถ้าเราสมมุติให้เหตุการณ์ในไบเบิ้ลเป็นเรื่องจริงทั้งหมด นั่นก็หมายความว่า โลกนี้มีคนอื่นที่พระเจ้าไม่ได้สร้าง”

“ลิงรึเปล่า”

“คงงั้นมั้งครับ คาอินเลยแต่งงานกับลิง เกิดลูกเกิดหลานเต็มบ้านเต็มเมือง”

“ฉันล้อเล่นเว้ย!”

“ขอประทานโทษครับ” จ๊อดกล่าวต่อหน้าตาย “ผมเลยทึกทักเอาคนเดียว บางทีอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นเทียบเท่ามนุษย์ อาศัยในโลกตั้งแต่ดึกดำบรรพ์”

เจ้าเอยพยักหน้า เคาะนิ้วบนปลายจมูกเบาๆ

ใช้ได้ใช้ได้... ถึงแม้สมมุติฐานจะมั่วสักหน่อย แต่โดยรวมสนุกดี สามารถต่อยอดความคิดได้ ถ้าเริ่มจากสมมุติฐานแบบนี้เธอก็สามารถกำหนดแนวทางในการหาข้อมูลและเขียนเรื่องได้ชัดเจน

“น่าแปลกนะครับจู่ๆ คุณหนูถามความคิดเห็นของผมแบบนี้”

“ทำไมยะ เจ้านายผู้เป็นที่รักยิ่งของนายถามแค่นี้มันแปลกตรงไหนมิทราบ”

“เห็นทุกทีไม่อยากฟังนี่ครับ” คนตัวสูงหรี่ตาเจ้าเล่ห์ ยิ้มมุมปากเล็กๆ “คงไม่ได้จะเอาไอเดียผมไปเขียนหรอก...ใช่ไหมครับ”

“เปล๊า...แค่อยากรู้เฉยๆ”

จ๊อดอมยิ้ม สายตาวิบวับรู้ทัน

“ใช่...สินะครับ”

หญิงสาวอมลมเต็มกระพุงแก้ม นี่ถ้าเป็นกิ้งก่า คงกำลังแผ่แผงคอขู่

“นี่นายเห็นฉันเป็นคนยังไง...ฉันเป็นนักเขียนมืออาชีพนะยะ”

“ผมเก็บค่าลิขสิทธิ์นะครับ”

เจ้าเอยอ้าปากค้าง... ตาบ้า ทำเสียเซลฟ์หมด...

งับปากแล้วรีบลุก ชูคอแข็ง หน้าเชิด

“โนเวย์...อย่าลืมสิ นายเป็นสมบัติของฉัน ความคิดนายก็ต้องเป็นสมบัติของฉันด้วยเหมือนกัน... เพราะงั้นไม่สน ไม่จ่าย จะเอา จะเขียน จบปะ”

“ยอมครับ” ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะ

“ดี” เจ้าเอยเชิดริมฝีปากจนแทบชิดจมูกรั้นๆ “พรุ่งนี้เตรียมรถให้ฉันด้วย”ตั้งใจจะไปสัมภาษณ์เด็กคนนั้นด้วยตัวเอง

...เพื่อนสนิทของเด็กสาวที่ตาย

“พรุ่งนี้หนึ่งทุ่ม คุณหนูต้องไปงานเลี้ยงต้อนรับลูกสาวคุณหญิงผ่องพิลาสเลอวรรณที่เพิ่งเรียนจบจากอังกฤษนะครับ”

“โบราณมากกก...แค่จบจากอังกฤษต้องเลี้ยงฉลอง ถ้ากลับมาจากดาวอังคารล่ะว่าไปอย่าง” หญิงสาวเหล่มอง“รอบนี้ใครสั่ง”

“คุณผู้หญิงครับ”

“คำสั่งแม่” เจ้าเอยกลอกตามองบนอย่างระอา “เล็งลูกเขยไว้อีกล่ะสิ”

“คุณจักรพงษ์ไพบูรณ์”

“ห๊ะ...ชื่ออะไรนะ”

“คุณจักรพงษ์ไพบูรณ์ ประพิมพิพัฒน์วัฒนาครับ”

“คุณพระ” เจ้าเอยยกมือทาบอก “ชื่อคนหรือขบวนรถไฟ ทำไมมันยาวอย่างนั้น”

“ลูกชายคนโตของคุณหญิงผ่องพิลาสเลอวรรณครับอายุสามสิบสาม จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอบริษัทผลิตอาหารเสริมและยา เคยถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร ได้รับโหวตติดหนึ่งในสามสิบผู้ชายที่ผู้หญิงอยากกอดมากที่สุด ชอบกิจกรรมปีนเขากับเล่นเซิร์ฟบอร์ด รักครอบครัว รักสุขภาพ รักเด็ก รักสัตว์ ห่วงใยสิ่งแวดล้อม สีที่ชอบ เงินเมทัลลิกกับน้ำตาลมะฮอกกานี อาหารที่โปรดปรานข้าวแช่ ขนมจีนน้ำยาปลา รถที่ขับประจำ...”

“พอเถอะพ่อคุ๊ณ” เจ้าเอยร้องปราม “รู้ละเอียดขนาดนี้ ฉันยกให้นายเป็นเมียเขาเลยดีไหม”

“ผมชอบผู้หญิงครับ” จ๊อดตอบ ยิ้มเจ้าเล่ห์ “และเป็นสมบัติของคุณหนู”

“ย่ะ”

เจ้าเอยซาบซึ้งจนอยากจะถอนใจสักสิบรอบ

ให้มันได้อย่างนี้สิน่า...จ๊อดดด!!



..........โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 18 มกราคม 2559
Last Update : 18 มกราคม 2559 12:29:55 น.
Counter : 327 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สมาชิกหมายเลข 2273544
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



เชิญติดตามผลงานของบล็อกได้ครับ

.........................



แคนโต้:เรื่องราวในช่องว่าง
แจกฟรี
โดย...กลิ้งโคลงแก้มขาว

ช่องว่าง คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในทุกที่หน
บางครั้งช่องว่างก็นำพา
เอาความหมองหม่นมาให้
แต่บางคราวช่องว่างก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ช่วยผลักดันให้หัวใจเติบโต

.........................

***หมายเหตุตัวโตโต***

ขอความกรุณาอย่าลอกหรือนำผลงานใดๆ
ในบล็อกนี้ไปดัดแปลงเลยนะครับ
สงสารนักเขียนตาดำๆ นะค้าบบบ

^o^
กลิ้งโคลงแก้มขาว