กุมภาพันธ์ 2554

 
 
1
3
6
7
8
10
13
15
18
20
21
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
เมื่อการเมืองอาจจะขย่มตลาดหุ้น
ซีแอลเอสเอห่วงการเมืองขย่มตลาดหุ้นไทย

ขอตัดข่าวมุมมองเก็บไว้สักหน่อย น่าสนใจมากสำหรับการคาดเดาอนาคตของ SET

***********************************************************
เครดิต ลียองเนส์ ห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพหลังเลือกตั้งบวกราคาน้ำมันพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นความเสี่ยงมากสุดฉุดตลาดหุ้นไทยร่วง

เครดิต ลียองเนส์ ห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพหลังเลือกตั้งบวกราคาน้ำมันพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นความเสี่ยงมากสุดฉุดหุ้นร่วง ยกตลาดไทยติดกลุ่มดาวเด่นอาเซียนให้น้ำหนักเหนือเกณฑ์เฉลี่ย แนะนักลงทุนเมินเงินเฟ้อเหตุไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เป็นโอกาสงามให้เข้าไปซื้อของถูก

ขณะที่ "เงินเฟ้อ" กลายเป็นประเด็นร้อนของผู้กำหนดนโยบายไทยและชาติเอเชียอื่นๆ โดยเฉพาะจีนในปีนี้ ซึ่งธนาคารกลางจีนได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในระยะเวลาเพียง 4 เดือน หวังคุมเงินเฟ้อไม่ให้ปรับขึ้นมาก สะท้อนได้ว่ากระแสตื่นกลัวเงินเฟ้อกำลังมาแรงตั้งแต่ต้นปีนี้

แต่ในมุมมองของ "คริสโตเฟอร์ วู๊ด" กรรมการผู้จัดการฝ่ายวางแผนลงทุนในหลักทรัพย์ตลาดเอเชีย-แปซิฟิก จาก เครดิตลียองเนส์ ซิเคียวริตี้ส์ เอเชีย รีเสิร์ช ลิมมิเทด (ซีแอลเอสเอ) วาณิชธนกิจชั้นนำจากยุโรปกลับเชื่อว่าเงินเฟ้อในไทย แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร หากเทียบกับเงินเฟ้อในจีน

"ผมไม่คิดว่าเงินเฟ้อจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับไทย เพราะอัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำอยู่มาก ดัชนีผู้บริโภคในเดือน ม.ค.อยู่ที่ 3.3% เงินเฟ้อหลักอยู่ที่ 1.3% จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาใหญ่อะไรเลย เงินเฟ้อของไทยไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล แต่ตลาดจะกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อจีนมากกว่า และสิ่งสำคัญ คือ แนวโน้มเงินเฟ้อในจีนส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย"

วู๊ดอธิบายว่าตลาดหุ้นทั่วไปในเอเชีย จะได้แรงขับเคลื่อนจากจีน เพราะเกิดจากความรู้สึกด้านจิตวิทยาของนักลงทุน และข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัด คือ สื่อสิ่งพิมพ์ทุกฉบับทุกวันนี้ มีแต่ข่าวและความเห็นเกี่ยวกับจีนขึ้นดอกเบี้ย ผู้คนต้องติดตามเศรษฐกิจจีน ซึ่งเงินเฟ้อจีนปรับขึ้น ก็เพราะราคาสินค้าอาหารในประเทศสูงขึ้น

ดังนั้น วู๊ดเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดจากนี้ไป อยู่ที่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับจีน ในเมื่อจีนเป็นตลาดสำคัญคอยขับเคลื่อนตลาดหุ้นในเอเชียรวมทั้งไทย และนักลงทุนพากันให้ความสำคัญกับแนวโน้มของเงินเฟ้อจีน ซึ่งเป็นไปได้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (headline inflation) ของจีน จะแตะระดับสูงสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ ที่ประมาณ 5-6% อาจสร้างความกังวลใจให้นักลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในระยะสั้น แต่เขาเชื่อว่าตรงนี้ยังเป็นโอกาสดีอย่างมากให้เข้าซื้อหุ้นราคาถูกไว้

"ผมมองช่วงเวลาดีให้เข้าไปซื้อหุ้นไทยนั้น มีให้เห็นตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้นักลงทุนควรหาจังหวะตลาดปรับตัว ในช่วงเกิดความตื่นกลัวเรื่องเงินเฟ้อปรับขึ้น เข้ามาซื้อหุ้นไทยราคาถูกได้ และจากกราฟความเคลื่อนไหวของตลาดในอดีต บ่งบอกความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นไทยเทรดกันที่มูลค่าต่ำ"

วู๊ดซึ่งเดินทางจากสำนักงานในฮ่องกง เพื่อร่วมงานสัมมนาซีแอลเอสเอในไทย กล่าวว่า สาระสำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทยตอนนี้ อยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง และดูเหมือนว่ารัฐบาลน่าจะได้เสียงข้างมากเพิ่มขึ้น จากการจัดการเลือกตั้งทั่วไปปีนี้ และฝ่ายค้านเกิดความแตกแยกมากขึ้น ดังนั้น การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นช่วงครึ่งแรกปีนี้ รัฐบาลจะสามารถกุมเสียงส่วนใหญ่ได้มากขึ้น จึงเป็นสมมติฐานดีสุด ซึ่งจะเป็นผลดีเป็นบวกต่อตลาดหุ้นได้

นอกจากนี้ หากดูเส้นกราฟในอดีตตลาดหุ้นไทยช่วงมีการเลือกตั้ง บอกได้ว่าหากไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปจริงในครึ่งแรกปีนี้ ตลาดหุ้นมีแนวโน้มคึกคัก และคึกคักมากกว่าตลาดบอนด์

เมื่อถามถึงปัจจัยอะไรเป็นบวกและลบสำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น วู๊ดกล่าวว่าค่อนข้างง่ายที่จะพูดถึง เพราะความเสี่ยงที่สุดสำหรับตลาดหุ้นไทย เป็นเรื่องความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเกิดขึ้นอีก ซึ่งการเมืองเป็นเรื่องสำคัญกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่ากลุ่มการเมืองสองกลุ่มอาจเผชิญหน้ากัน

และความเสี่ยงภายนอก นอกจากปัญหาของสหรัฐและยุโรปแล้ว ยังเป็นเรื่องคาดการณ์ราคาน้ำมันวิ่งขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อความเสี่ยงส่งผลกระทบให้ตลาดไทยมากกว่าเหตุวุ่นวายในอียิปต์ แต่ปัญหาอียิปต์มีส่วนทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง

วู๊ดเชื่อว่าราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้น และราคาเหมาะสมควรอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกลายเป็นแรงบีบคั้นและสร้างแรงกดดัน เพราะระดับราคาเท่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความต้องการน้ำมัน แต่เรื่องนี้อาจเป็นผลกระทบชั่วคราว เพราะการเข้าไปเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์

ส่วนปัจจัยบวกสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย วู๊ดกล่าวว่าหุ้นไทยราคายังถูก และการเลือกตั้งทั่วไปรัฐบาลชุดปัจจุบันได้เสียงข้างมากเพิ่ม ทำให้ตลาดคาดเดาว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอยู่ในวาระนานขึ้น และถ้ารัฐบาลทำได้สำเร็จมีเสียงข้างมากเพิ่ม ตลาดหุ้นก็น่าจะใกล้ถึงจุดสูงสุด จากนั้นนักลงทุนควรประเมินตลาดใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้ ปัจจัยบวกยังรวมถึงรัฐบาลเดินไปตามนโยบายพัฒนาชนบทตามที่วางไว้ ซึ่งวู๊ดคิดว่านโยบายนั้นได้ผล และรัฐพูดถึงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (subway) ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นก็ส่งผลดีต่อนักลงทุนต่างชาติด้วย และสุดท้าย ภาคธนาคารปล่อยกู้กันมากขึ้น

วู๊ดได้ให้ข้อมูลกับบรรดาลูกค้าสถาบันกว่า 250 รายของซีแอลเอสเอ ว่า ตลาดหุ้นหลายประเทศในเอเชียรวมทั้งไทย จะให้ผลประกอบการโดดเด่นและดีที่สุด ในภาวะผู้คนตื่นตระหนกเรื่องเงินเฟ้ออยู่

"ตลาดหุ้นไทยติดกลุ่มตลาดมีภาพออกมาดีน่าสนใจ และแม้จะน่าสนใจน้อยกว่าตลาดอื่นในระยะยาว หรือหากเทียบกับอินโดนีเซียและอินเดียแล้ว แต่ตลาดไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย ล้วนให้โอกาสเข้าไปซื้อในช่วงที่คนตื่นกลัวเงินเฟ้อปรับขึ้น"

วู๊ดคาดด้วยว่ามาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ น่าจะเป็น 3 ตลาดให้ผลประกอบการโดดเด่นกว่าใครในตอนนี้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงในภาวะมีความตื่นกลัวเงินเฟ้อน้อยกว่าตลาดอื่น อย่างมาเลเซียมีจุดเด่นด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนเกาหลีใต้กับไต้หวันเงินเฟ้อยังต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อความตื่นกลัวเรื่องเงินเฟ้อยุติลง วู๊ดคิดว่ามาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน อาจให้ผลประกอบการย่ำแย่ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าไปหาตลาดอินโดนีเซียกับอินเดียแทน เพราะพอใจกับแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

โดยซีแอลเอสเอประเมินว่าอินโดนีเซียกับอินเดีย จะเติบโตขยายตัวได้มากกว่าไทยหรือไต้หวัน ซึ่งช่วง 5 ปีข้างหน้าคาดว่าอินเดียจะโตได้ประมาณ 8-9% และจะโตเร็วกว่าจีนในช่วงนั้น ส่วนอินโดนีเซียจะโตประมาณ 6-7%

ในช่วงท้ายวู๊ดสรุปว่า จากนี้ไปโลกอาจเผชิญวิกฤติครั้งใหม่อีกหลายครั้ง เนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก่อหนี้มากเกินไป และมีโครงการสวัสดิการรัฐมากจนเกินไป จนประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้แบกรับภาระหนี้จากโครงการไม่ได้อีกต่อไป

"สิ่งดีช่วยตลาดเอเชียรวมทั้งไทยอยู่ในภาวะคึกคัก คือ ไม่มีโครงการสวัสดิการรัฐมากเกินไป อย่างเช่น ไทยไม่ได้มีประชากรมากมายดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยโครงการสวัสดิการรัฐ ภาระหนี้รัฐมีน้อย จึงเป็นเหตุผลให้ผมแนะนักลงทุนระยะยาว ให้น้ำหนักลงทุนเหนือเกณฑ์เฉลี่ยกับตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียซึ่งมีแนวโน้มดูดีที่สุด และความตื่นกลัวเงินเฟ้อ อาจหายไปช่วง 1-3 เดือนข้างหน้ากลายเป็นโอกาสให้เข้าไปซื้อถือหุ้นตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียที่ดูดีที่สุด" วู๊ดสรุปปิดท้าย

จาก
//www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20110214/376988/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html




Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2554 20:39:41 น.
Counter : 407 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

coffee4you
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



พูดคุยติดตามเรื่องราวเทคนิคการเล่่นหุ้น
Free Ebook