ดินแดนแห่งจินตนาการ...
จินตนาการแห่งสายลม...
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2553
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 

เล่ห์ร้ายหัวใจลวง...ตอนที่ 13

ตอนที่ 13

พระอาทิตย์ยามเย็นพาให้ขอบฟ้าทางทิศตะวันตกกลายเป็นสีส้มอ่อนอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับเหล่าวิหคที่ต่างบินล้อลมอยู่กลางห้วงเวหาเพื่อกลับสู่รวงรัง 

รถยุโรปสีดำสนิทขับเคลื่อนเข้ามาจอดภายในบริเวณสุสานของวัดแห่งหนึ่ง จากนั้นไม่นานชายร่างสูงเพรียวก็ก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าที่ปนไปด้วยอารมณ์เศร้ากึ่งขมขื่น 

เช่นเดียวกับพวงมาลัยดอกมะลิสีขาวในมือที่เป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเศร้าสลดไม่แพ้กัน 

ใบหน้าคมเข้มมองสำรวจไปรอบๆ จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปภายในบริเวณสุสานอย่างรวดเร็ว 

***** 
เวลาเย็นเช่นนี้รถบนถนนจะเยอะแยะจนหนาตา มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยมลพิษที่ลอยฟุ้งไปทั่วอากาศ 

คุณบัญชารู้สึกปวดหัวตุบๆ กับบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าว และรถราที่แล่นสวนไปมาจนดูวุ่นวาย...นี่แหละที่เขาว่าเมษาหน้าร้อน ขนาดเวลาจะย่างเข้าสู่เวลาหกโมงเย็นแล้วบรรยากาศโดยรอบยังอบอ้าวได้เช่นนี้ 

“ทำไมมันถึงร้อนอย่างนี้นะ” 

ผู้ปกครองบ้านไพศาลสุรวุทเปิดปากบ่นพร้อมกับขยับคอเสื้อไปมาเพื่อระบายความร้อน ในเวลานี้รู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวเต็มทีกับอากาศที่วิปริตแปรปรวนเช่นนี้...เมื่อวันก่อนฝนตก มาวันนี้กลับร้อนอีกแล้ว 

“รีบๆ หน่อยก็ได้นายดำ....เดี๋ยวจะค่ำมืดกันเสียก่อน” 

“คุณท่านครับ ผมว่าเราไปวันพรุ่งนี้กันจะดีกว่านะครับวันนี้ก็เย็นเต็มทีแล้วนะครับ” 

คนขับรถของบ้านออกความเห็นอย่างมีเหตุมีผล 

“ไม่ฉันต้องการไปวันนี้ เมื่อคืนฉันฝันเห็นเขาคล้ายกับจะมาบอกอะไรสักอย่าง” 

เมื่อเจ้านายไม่เห็นด้วย นายดำจึงเอาแต่นั่งนิ่งเงียบตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปโดยไม่คัดค้านอะไรอีก 

เกือบชั่วโมงนายดำก็ขับรถฝ่าด่านจราจรที่ติดขัดไปได้ รถเก๋งสีดำสนิทค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาจอดภายในบริเวณสุสาน บรรยากาศโดยรอบดูอึมครึ้มอย่างน่ากลัว ผสมกับเสียงแตกรังของหมู่วิหคที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วแข่งกัน 

ชายชราก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย หากแต่แววตานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าใจและรู้สึกผิดทุกครั้งที่เดินเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ 

“จะดีหรือครับคุณท่าน บรรยากาศแบบนี้มันอันตรายนะครับ” 

เสียงของนายดำดังขึ้นอีกรอบหลังจากที่เงียบไปนานพร้อมกับเจ้าตัวที่รีบลงจากรถตามลงมา 

“ไม่เป็นอะไรหรอก ในสุสานที่เต็มไปด้วยศพใครจะกล้าเข้ามา” 

“แต่คุณท่านก็มานี่ครับ พวกนั้นก็คงจะมากันได้เหมือนกัน” 

ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของคนขับรถเต็มไปด้วยความเห็นห่วงที่มีต่อเจ้านาย 

“ฉันไปแป็บเดียวเท่านั้น นายรออยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” 

ผู้เป็นนายตัดบทเพราะไม่อยากจะให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ 

“ให้ผมไปด้วยดีกว่านะครับ...คุณท่านครับ ผมเป็นห่วงคุณท่านจริงๆ นะครับ” 

สายตาที่มองมาทางผู้เป็นนายเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจากใจจริงที่คุณบัญชาสามารถสัมผัสได้ในเวลานั้น 

“เถอะน่า นายรออยู่ตรงนี้เดี๋ยวฉันกลับออกมา” 

คุณบัญชาเอ่ยแค่นั้นก็ก้าวยาวๆ จากไปจุดมุ่งหมายในครั้งนี้คือบริเวณสุสานของเพื่อนรักของเขา ปล่อยให้คนขับรถเก่าแก่ได้แต่ยืนชะเง้อมองตามด้วยความเป็นห่วง...จะทำยังไงได้ในเมื่อมันเป็นคำสั่งของเจ้านาย 

ถึงจะเป็นเวลาย่ำค่ำเต็มที แต่ก็พอจะมองเห็นบริเวณโดยรอบอยู่อย่างชัดเจน ประมุขของบ้านไพศาลสุรวุธ จึงรีบก้าวยาวๆ ลัดเลาะไปตามสถูปเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของผู้ตายหลายร้อยคน เขาเดินเข้าไปจนเกือบจะด้านในสุดของอาณาบริเวณสุสานที่กว้างใหญ่แล้วไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเจดีย์บรรจุกระดูกของใครคนหนึ่ง 

ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความแปลกใจเมื่อสายตาสำรวจมองไปที่บริเวณโดยรอบของสถูปตรงหน้า 

‘เราไม่ได้มาที่นี่เกือบจะสิบปี ทำไมวันนี้ถึงดูสะอาดสะอ้านคล้ายกับมีคนมาเก็บกวาดนะ’

ดวงตาสีน้ำข้าวจ้องนิ่งไปที่บุคคลในภาพคล้ายจะป้อนคำถามเหล่านั้นไปที่บุคคลนั้น แต่ก็ไร้ผลเมื่อบุคคลที่เขากำลังสื่อสารอยู่นั้นได้จากโลกนี้ไปนานแล้ว...ยากนักที่เขาจะให้คำตอบได้ 

“หรือว่าหลานนฤมินทร์กลับมาแล้ว...มาวินนายบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าหลานนฤมินทร์เขากลับมาแล้ว แล้วเขาอยู่ที่ไหน” 

บัญชาเอ่ยพูดกับบุคคลที่เหลืออัฐิอยู่ในนั้นด้วยใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยความหวังและดีใจ 

“หลานนฤมินทร์ใช่ไหมที่เข้ามาทำความสะอาดที่นี่ นายช่วยบอกฉันได้ไหมมาวินว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาเป็นอย่างไรบ้าง” 

ชายชราค่อยๆ ก้มตัวลงหยิบพวงมาลัยดอกมะลิสีขาวที่เพิ่งถูกนำมาวางก่อนหน้าเพียงไม่กี่วินาทีขึ้นด้วยความพินิจ 

“นฤมินทร์ หลานยังอยู่แถวนี้ใช่ไหม ออกมาพบอาหน่อยสิอามีเรื่องอยากจะคุยด้วย...นฤมินทร์หลานให้อภัยอาเถอะนะ ออกมาเถอะนะ” 

คุณบัญชาป้องปากตะโกนไปโดยรอบด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าเขาจะออกมา...เขายืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน แววตาสีน้ำข้าวเริ่มเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่ไหลออกมา 

“อาขอโทษ ยกทาให้อาเถอะนะ ออกมาเถอะนฤมินทร์” 

คุณบัญชายังตะโกนร้องเรียกอยู่เช่นนั้นจนเหนื่อยอ่อน เขาหันมองไปโดยรอบก็ต้องผิดหวังเมื่อไร้คนชื่อนั้นที่จะก้าวออกมา จนเวลาล่วงผ่านไปความมืดเริ่มจะโรยตัวเข้ามาฉุดดึงอิสรภาพของแสงสว่างลำสุดท้าย คุณบัญชาจึงตัดใจแล้วเดินออกจากที่นั่นไปด้วยท่าทีหงอยๆ 


ภายในความมืดไม่ห่างจากบริเวณนั้นนัก ชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มคนหนึ่งกำลังยืนเข่นเขี้ยวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาต สองมือที่เหยียดแนบลำตัวกำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัว 

“ขอโทษอย่างนั้นรึ...มันช่างน่าตลกยิ่งนัก” 

น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความน่ากลัว สายตาที่มองตามร่างของชายชราทันเต็มไปด้วยดวงไฟแห่งความพยาบาทที่เตรียมจะเข้าไปแผดเผาร่างตรงหน้าได้ทุกเมื่อ หากแต่ว่าในเวลานี้เขากลับเก็บมันไว้จนอัดแน่นในจิตใจเพื่อหวังจะให้มันระเบิดออกมาในครั้งเดียวจนอีกฝ่ายแหลกเละเป็นจุณ 


คุณบัญชาเดินมาหยุดที่รถด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวและผิดหวัง ใบหน้าที่เหี่ยวย่นแสดงถึงความรู้สึกออกมาจนคนขับรถที่ยืนอยู่เปิดคำถามขึ้น 

“เป็นอะไรครับคุณท่าน” 

ชายชรามองนิ่งเข้าไปที่บริเวณสุสานที่เขาเพิ่งเดินจากมา บัดนี้ความมืดมันได้แผ่ปกคลุมจนทำให้มองเห็นยอดสถูปเจดีย์เป็นเงาตะคุ่มตั้งสลับเรียงกันไกลออกไป เขาถอนหายใจเสียยืดยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายเต็มที 

“เขากลับมาแล้วนายดำ” 

“เขา...ใครกันครับ” 

คนขับรถวัยไล่เลี่ยกันภามอย่างแปลกใจ 

“หลานนฤมินทร์” 

คุณบัญชาเอ่ยชื่อนั้นอย่างเชื่องช้า จนทำให้รู้สึกสะท้านวูบไปทั่วร่างกาย 

“คุณหนูกลับมาแล้วหรือครับคุณท่าน...แล้วไหนล่ะครับ” 

นายดำชะเง้อมองออกไปยังความมืดเบื้องหน้าอย่างมีความหวังและดีใจ 

“ไม่รู้...” 

เขาเอ่ยบอกพร้อมกับถอนหายใจอีกครั้ง 

“ช่างมันเถอะ ฉันอาจจะคิดมากไป” 

พูดจบเขาก็เดินเลี่ยงไปที่รถโดยปล่อยให้นายดำได้แต่ยืนงงอยู่กับที่ 

“นายดำ...จะกลับไหมล่ะ จะยืนอยู่เป็นเพื่อนผีหรือยังไง” 

เสียงจากเจ้านายดังขึ้นทำลายความคิดของผู้เป็นลูกจ้างจนสะดุ้ง 

“ครับ...ครับ” 

ว่าได้แค่นั้นคนขับรถก็รีบลนลานไปที่รถก่อนจะเคลื่อนรถออกไปจากที่นั่นในทันที 

***** 
ภายในห้องพยาบาล ร่างบางระหงของพิมาลาเดินมาหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง ใบหน้าสวยเฉี่ยวมองทอดออกไปยังความมืดเบื้องหน้าโดยที่มือข้างหนึ่งยังถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ 

“ยังไม่ถึงคะแม่ คือพิมมี่มีอุบัติเหตุนิดหน่อยคะ” 

สาวสวยบอกปลายสายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยจนคนที่อยู่ปลายสายถามกลับมาอย่างเป็นห่วง 

“เป็นอะไรลูก มันเกิดอะไรขึ้น” 

คุณพิมายเริ่มใจไม่ดีกับคำบอกเล่าของลูกสาว 

“ไม่มีอะไรหรอกคะ มันไม่ได้เกิดกับหนูหรอกคะ คือหนูเจอเพื่อนถูกทำร้ายแล้วทิ้งไว้ข้างทาง ก็เลยนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลก็เท่านั้น” 

สาวนักเรียนนอกบอกมารดาอย่างไม่ยี่ระ 

“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็เบาใจหน่อยที่ลูกไปเป็นอะไร...ว่าแต่เขาเป็นอย่างไรบ้าง” 

อดที่จะถามถึงเพื่อนของบุตรสาวอย่างเป็นห่วงโดยที่เธอไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นคือผู้ชายหรือว่าผู้หญิง 

“ไม่เป็นอะไรหรอกคะ...ตอนนี้เขาฟื้นแล้วล่ะคะ” 

“ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว ว่าแต่ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหนนะ” 

“อยู่ในตัวเมืองคะ คุณแม่ช่วยโทรบอกคุณปู่คุณย่าด้วยนะคะว่าพิมมี่ติดธุระไปยังไม่ได้” 

หญิงสาวบอกมารดาในการขอเลี่ยงภารกิจในการไปเยี่ยมปู่และย่าของเธอในครั้งนี้ 

“ได้...เดี๋ยวแม่จะบอกท่านให้ ว่าแต่จะให้ส่งคนไปรับหรือเปล่า” 

“ไม่ต้องหรอกคะ หนูขออยู่เป็นเพื่อเขาสักสองสามวัน เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็คงกลับบ้านได้ล่ะคะ” 

สาวนักเรียนนอกเอ่ยบอกอีกครั้งเพื่อให้อีกฝ่ายทางปลายสายสบายใจ ก่อนจะวางสายลงเมื่อเธอเหลือบสายตาไปเห็นร่างบนเตียงขยับตัว 

“เจนภพ...ภพ คุณเป็นยังไงบ้าง” 

พิมาลาเอ่ยถามชายหนุ่มที่เริ่มจะขยับเปลือกตาเพื่อปรับโฟกัสในการมองเห็น เขาเห็นใบหน้าของพิมาลาแต่เลือนราง ต่อเมื่อกระพริบตาหลายๆ ครั้งภาพใบหน้าสวยก็ปรากฏเด่นชัด 

“พิมมี่!” 

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแหบเครือ ก่อนจะพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างยากเย็น 

“อย่าเพิ่งเลยคะ คุณนอนอยู่ตรงนั้นก่อน” 

สาวนักเรียนนอกเอามือกดหน้าอกของชายหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงปรามไม่ให้เขาขยับตัวในตอนนี้ 

“ที่นี่ที่ไหนครับ” 

เขากรอกสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างสงสัย และแปลกใจว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร 

“โรงพยาบาล...คะ” 

สาวนักเรียนนอกเอ่ยบอกเสียงอ่อนโยน 

“นี่ผมมาไกลถึงที่นี่เลยหรือครับ” 

เขาแสดงสีหน้าไม่ค่อยจะเชื่อออกมาจนหญิงสาวเปิดยิ้มอย่างเก๋ไก๋ ภายในแววตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงที่เริ่มจะพอกพูนขึ้นจากบทพิศวาสที่เธอได้รับเมื่อคืนก่อน 

“คุณพอจะบอกฉันได้ไหมคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น” 

พิมาลาถามชายหนุ่มอย่างสงสัย 

“ผมถูกจับตัว...พวกมันจับผมไปซ้อม” 

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแหบเครือ ในน้ำเสียงเหล่านั้นของเขามันบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ 

“ต๋าย...ถูกซ้อม ใครกันคะ...แล้วคุณจะแจ้งตำรวจไหมเดี่ยวพิมมี่จะพาไปเอง” 

สาวเฉี่ยวเอามือทาบอกด้วยความตกใจ ดูสีหน้าของเธอจะก่อเกิดอารมณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเช่นเดียวกับชายหนุ่ม 

“ผมไม่รู้มันมืดมาก” 

“เราจะทำยังไงดีคะเนี้ย...พิมมี่ว่าเราไปแจ้งตำรวจเถอะคะ” 

“ผมแจ้งแน่ และจะไม่ยอมปล่อยให้มันลอยนวลไปได้แน่ถึงแม้ผมว่าผมจะไม่รู้จักพวกมัน ผมจะสืบให้รู้ให้ได้ว่าพวกมันเป็นใคร” 

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงลอดไรฟัน รู้สึกว่าเขาจะเจ็บแค้นเต็มทีกับสิ่งที่ได้รับ 

“แล้วคุณจะทำยังไงคะในเมื่อเราไม่รู้ว่าเป็นใคร” 

“ถึงผมจะไม่รู้ว่ามันเป็นใคร แต่ผมก็พอจะนึกออกว่าพวกมันคือใคร” 

เจนภพกำหมัดแน่น เขาพยายามเค้นน้ำเสียงให้เป็นปกติขณะพูด ถึงแม้มันจะข่มได้เพียงน้อยนิดก็ตาม 

“ใครกันคะที่คุณสงสัย” 

สาวเฉี่ยวเบ้ปากถามด้วยท่าทีที่อยากรู้เต็มที 

เจนภพเหลียวขวับมามองหญิงสาวในทันทีเช่นนั้น เพราะคนที่เขาสงสัยคือคิมหันต์...ญาติสนิทของเธอนั่นเอง 

“ช่างเถอะครับ ผมยังไม่ค่อยจะแน่ใจสักเท่าไหร่” 

ชายหนุ่มเอ่ยตัดบทเพื่อเลี่ยงคำถามที่จะตามมาของหญิงสาว 

“คุณหิวไหมคะ เดี๋ยวพิมมี่จะออกไปหาอะไรทานสักหน่อย” 

เมื่อเห็นว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมบอกเธอ หญิงสาวจึงคิดที่จะเลี่ยงออกไปเที่ยวราตรีอีกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา 

“คุณเถอะครับผมยังไม่หิว...อ้อต้องขอขอบคุณ คุณมากนะคะที่ช่วยผมเอาไว้” 

เขาเอ่ยขอบคุณหญิงสาวจากใจจริง เพราะถ้าเธอไม่บังเอิญผ่านมาแล้วช่วยเขาไว้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในเวลาต่อมาชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร 

“ไม่เป็นไรหรอกคะ พิมมี่เต็มใจ...เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอคะ” 

พูดจบสาวนักเรียนก็โน้มหน้าเข้ามาประพรมจุมพิตที่แก้มของชายหนุ่มอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะกระซิบบอกผ่านซอกหูด้วยน้ำเสียงที่เย้ายวน 

“และเราก็เป็นของกันและกันด้วยใช่ไหมคะ” 

“ครับ” 

เจนภพเอ่ยตอบแต่เพียงสั้นๆ บัดนี้ภายในหัวใจของเขาเกิดอาการปั่นป่วนอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอ ใบหน้าสวยของเธอ และสายตาที่เย้ายวนของเธอมันเกือบจะชวนให้เขาเข้าไปสู่ห้วงเวลาอันแสนหฤหรรษ์อีกครั้ง จนอยากจะโน้มใบหน้าขึ้นจูบตอบหญิงสาว เพียงแต่บัดนี้เรี่ยวแรงที่มีอยู่กลับทั้งหมดสิ้น บัดนี้เขาอ่อนล้าเต็มทีกับบาดแผลและรอยซ้ำที่ประดังประเดเข้ามา 

เขานอนนิ่งมองร่างเพรียวสูงที่เดินห่างจากไปด้วยอารมณ์ที่กระสันรัญจวน เขาอยากจะฉุดรั้งร่างของเธอเอาไว้ แต่ในเวลานี้ความคิดหนึ่งกลับแทรกแซงเข้ามาแทนที่ 

มันเป็นความแค้นที่ลุกโชนขึ้นภายในดวงตาอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ไอ้คิมหันต์...แกกับฉันจะได้เห็นดีกัน” 

ชายหนุ่มเข่นเขี้ยวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวที่บังเกิด สายตาที่ทอดนิ่งมองไปข้างหน้ามันเต็มไปด้วยเปลวไฟที่เตรียมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้แหลกเละเป็นจุณไปในพริบตา... 

...โปรดอ่านต่อในตอนต่อไป...




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2553
0 comments
Last Update : 5 กันยายน 2555 20:23:51 น.
Counter : 241 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ภีมภูริ...
Location :
พะเยา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที




Friends' blogs
[Add ภีมภูริ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.