อ๊อด อ๊อด....ยอดมานุสสส
เก็บเรื่องมาเล่า วิปัสสนา ปฏิบัติธรรม



สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ





เมื่อวาน ผมแวะเอารูปมาฝาก ให้เห็นภาพสถานที่ของการวิปัสสนาและปฏิบัติธรรม วันนี้เลยจะมาเล่าสู่กันฟังว่า เป็นยังไงบ้าง ได้อะไรมาบ้าง...ยาวหน่อยนะครับ





  • โปรแกรม


โปรแกรมของการวิปัสสนา ทั้ง 9 วัน ก็จะเป็นโปรแกรมแบบเดียวกัน เหมือนกันทุกวันเลยครับ

5:30: Wake-up bell.
6:00: Morning sitting(นั่งวิปัสสนา)
7:00: Tea, wash etc.
7:45: Work period.
8:40: Sitting Meditation (นั่งวิปัสสนา)
9:20: Walking Meditation (เดินจงกรม)
10:00: Sitting Meditation
11:00: Meal.
2:00: Sitting Meditation
2:40: Walking Meditation
3:20: Sitting Meditation
4:00: Tea Break
4:30: Walking Meditation
5:00: Sitting Mediation
5:40: Break, Interview
6:40: Sitting Meditation
7:20: Walking Meditation
8:00: Evening sitting and Dhamma talk (เทศน์)
9:30: Free time.





  • อาจารย์


อาจารย์ของเรา ผู้แนะนำ ชี้แนะ ในการฝึกวิปัสสนา คือ ท่านมานะโพธิ์ (Tahn Manapo) ผมไม่แน่ใจว่าสะกดชื่อท่านเป็นภาษาไทยถูกหรือเปล่า แต่เราก็เรียกท่านกันแบบนั้น...ท่านเป็นพระที่วัดแห่งนี้ครับ เป็นชาวอังกฤษ เท่าที่ทราบก็บวชมาร่วม 7 ปีเห็นจะได้ แต่เหมือนท่านจะอายุยังน้อยอยู่เลย น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม แต่ท่านก็เข้มงวด และปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านเรียบร้อย และสุขุม สำรวมมากๆ แต่ถึงกระนั้นก็พอมีมุกขำๆ เวลาท่านเทศน์ให้ฟัง (ภาษาปะกิด) ท่านมีหลักการในการสอน และสอดแทรกประสบการณ์ที่ท่านได้ฝึกในมา...น่านับถือ น่าเลื่อมใส ศรัทธามากๆครับ




  • ข้อห้าม กฏ กติกา มารยาท


ตลอดโปรแกรม เราถือศีลแปด ครับ แล้วก็รับประทานอาหารเพียงวันละมื้อ (กลางวัน) เท่านั้น ส่วนหลังจากเที่ยงเป็นต้นไป ก็ดื่มน้ำปานะได้ เป็นน้ำผลไม้ ชา กาแฟ ได้หมด ยกเว้นนมครับ เพราะท่านให้เหตุผลว่า นมก็เหมือนเป็นอาหาร

ห้ามสนทนา คุยได้เท่าที่จำเป็นและต้องคุยเสียงเบาๆ แบบกระซิบ ห้ามใช้โทรศัทพ์มือถือ ห้ามใช้เครื่องมือ หรือ อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงต่างๆ ห้ามอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือทั่วไป หนังสือเรียน หรือ แม้กระทั่งหนังสือธรรมะก็ตาม ห้ามหมด ด้วยเหตุที่ว่า สิ่งเหล่านี้จะปรุงแต่งจิตของเราระหว่างฝึกสมาธิ





  • เพื่อนๆร่วมรุ่น






ฮ่าๆๆๆ ที่เรียกว่าเพื่อนๆร่วมรุ่น ก็เพราะว่า ฌปรแกรมแบบเก้าวันนี่ไม่ค่อยได้จัดครับ ปกติทางภาวนาธรรมจะมีการจัดอบรมวิปัสสนา แบบ สองวัน เสาร์ อาทิตย์ เพราะฉะนั้นโปรแกรมนี้ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมพิเศษ....เราก็เลยมาเป็นหลักสูตรเลย...เพื่อนร่วมรุ่นของผม รวมทั้งตัวผมเอง และคุณยายมอร์ลีน คนดูแลบ้านที่เข้าร่วมด้วย ก็ แปดชีวิตพอดีครับผม..

แนะนำเรียงตัว เริ่มจาก

โรเบิร์ต หรือ เรียกกันสั้นว่า ร๊อบ คนนี้เป็นนักเต้นอาชีพครับ ที่ว่าเป็นนักเต้นอาชีพนี่คือเป็นนักเต้นบัลเล่ย์ (สะกดถูกป่าวหว่า) อาชีพที่เป็นได้ยากมาก เค้าบอกว่าต้องเรียนจบ โรงเรียนสอนเต้นจากลอนดอน ที่ต้องเรียนและฝึกฝนถึงเกือบสิบปี...ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง บิลลี่ อีเลียต คงจะนึกภาพออก ประมาณนั้นเลย...ร๊อบนี่ก็ค่อนข้างสนิทกับผม เพราะนอนใกล้กัน คุยกัน (แอบคุย) บ่อย แล้วผู้ชายทั้งรุ่นก็มี สามคน อีกคนนึงเดี๋ยวเล่าต่อ


เคลลี่..สาวออสเตรเลีย ที่ใช้เวลา หกเดือนที่ผ่านมาในการท่องเที่ยวไปตามทวีปต่างๆ เพื่อไปฝึกวิปัสสนา ตามสถานที่ต่างๆ เธอไปเมืองไทยมาแล้วด้วยครับ แล้วเหมือนว่าจะไปเวียดนาม อเมริกา แล้วก็มาที่อังกฤษ จากนี้เธอก็จะไปอินเดีย และศรีลังกาต่อ เพื่อไปนั่งสมาธิตามที่ต่างๆ เธอน่ารักนะ เล่นโยคะเก่งมาก เห็นเคลลี่บิดตัวที ผมถึงกับอึ้ง อะไรจะตัวอ่อนขนาดนั้น


มายา สาวอังกฤษ ที่เป็นนักเรียนแพทย์ปีที่สาม อยู่ที่เมืองวอร์ริคเนี่ยแหล่ะครับ...คนนี้ก็เคยมาปฏิบัติแล้วครั้งนึง แต่เธอบอกว่า อยากลองมานั่งแบบนานๆ หาความหมาย และคิดทบทวนเรื่องต่างๆ ว่าที่จริงแล้วเธอมีความสุขกับการเรียนหมออยู่หรือเปล่า


พี่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มก็เห็นจะเป็นทีน่า...ทีน่า เป็นชาวพม่า เธอจบแพทยศาสตร์ จากพม่า และมาเรียนต่อเฉพาะทาง จนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง AIDS อยู่ที่เมือง Sheffield ทีน่าอยู่ที่อังกฤษนี่ก็เกือบสามสิบปีแล้วครับ ทีน่าเคยมาบวชชีที่นี่ด้วย แล้วก็ปลายปีนี้ ทีน่าเธอก็จะมาบวชชีฉลองอายุครบ ห้าสิบปีที่นี่อีกเช่นกัน..ลืมบอกไป ทีน่าเนี่ยแหล่ะที่ทำหน้าที่เป็นแม่ครัวใหญ่ให้พวกเรา..เธอทำอาหารได้อร่อยมากๆๆๆๆ ถึงแม่จะเป็นอาหารมังสวิรัติ แต่อร่อยโคตรๆๆๆๆๆๆ ตอนแรกนึกว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารนะเนี่ย ไม่ยักกะรู้ว่าเป็นหมอ


พี่แอน...พี่แอนเป็นสาวไทย ที่ทำงานอยู่บริษัทแห่งหนึ่งในเมืองเบอร์มิงแฮม...พี่แอนก็เป็นคนชอบทำบุญ และปฏิบัติธรรมครับ..เธอเป็นคนน่ารักมากๆ..ชอบแอบเอาหนังสือธรรมะมาให้ผมอ่าน....เพราะเห็นว่าผมชอบอ่านหนังสือ (แหกกฏอีกแล้ว) พี่แอนนี่ก็กำลังเดินสายวิปัสสนาอยู่ครับ พอเสร็จจากวัดนี้ เธอก็จะไปอีกวัดหนึ่งที่อยู่ในเมืองที่ไม่ไกลกัน


แมธธิว...น้องแมธธิว นี่เป็นลูกครึ่ง พม่า เรียนอยู่ปีหนึ่ง สาขาปรัชญา ศาสนา ที่มหาวิทยาลับอะเบอร์ดีน ตอนบนของสก๊อตแลนด์ น้องเค้าเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่สุงสิงกับใครนัก ถือว่าปฏิบัติเข้มเลยทีเดียว...แต่ก็เป็นคนใจดีครับ


คุณยายมอร์ลีน.....คุณยายเป็นคนดูแลภาวนาธรรม คุณยายอยู่ที่นี่ กับแม่ชีเขมมะ คุณยาย อายุมากแล้ว แล้วก้นับถือศาสนาพุทธมาไม่ต่ำกว่า สามสิบปี...คุณยายใจดีมากๆ ยังแข็งแรงอยู่เลย อายุอานามก็เกือบแปดสิบครับ แต่ยังมีแรงถอนหญ้าอยู่เลยอะ



  • ผิดกฏเสียแล้ว..ลืมตัว



วันแรกก็เริ่มต้นด้วยการผิดกฏเลยครับ..เพราะว่าผมหน่ะลืมตัว ตื่นมาตอนเช้าก็ปฏิบัติตามตาราง พอถึงช่วงที่ให้ดื่ม ชา กาแฟได้ ...สิงห์ก็เผลอครับ ไปหยิบคุ๊กกี้มาห่อหนึ่ง....บรรจงเอาคุ๊กกี้จุ่มคนลงไปในถ้วยกาแฟ แล้วก็บรรจงยัดเข้าปาก...อืม...อร่อย จริงๆ....ท่านมานะโพธิ์ ก็มาพูด ตอนนั่งวิปัสสนาตอนเช้า ท่านบอกว่า เมื่อเช้านี้ ตอน 7 โมงกว่าๆ คุ๊กกี้ห่อหนึ่งได้ถูกบรรจงแกะ และจิ้มลงไปในกาแฟ....นั่นหน่ะไม่ถูกนะ...เพราะว่าเราตั้งใจปฏิบัติด้วยการรับประทานอาหารมื้อเดียว ก็ควรจะให้เป็นอาหารมื้อเดียวจริงๆ...แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าเป็นไผ อิอิ...ผมหล่ะสะดุ้งเฮือกเลยครับ...ตูเองแหล่ะ

ไม่กี่วันถัดมา ผมเองด้วยความที่ช่วงเบรคกลางวันมันนาน ก็เลยไม่รู้จะทำอะไร ก็แอบไปหยิบหนังสือธรรมะของหบวงปู่ชา มาอ่าน เนื้อหาสาระดีมากๆ แล้วก็ทำให้คิดทบทวนสิ่งต่างๆได้เยอะ และสามารถนำข้อคิดที่ได้มาเตือนใจตัวเองได้เช่นกัน..ระหว่างอ่านหนังสืออย่างเมามัน ท่านมานะโพธิ์ก็เดือนย่องมาทางด้านไหนไม่ทราบได้...มาสะกิดอีกที ผมก็ต๊กกะใจ..หน้าเจื่อนเลย...ไอ้สิงห์แหกกฏอีกแย้ว






  • ที่อาจารย์สอน กับที่เคยนั่ง...ไม่ยักกะเหมือนกัน



ผมก็เคยมีประสบการณ์การนั่งสมาธิ และวิปัสสนามาบ้าง ถึงไม่มากนักแต่ก็พอนำประสบการ์ณจากการได้เข้าร่วมอบรมจากหลายสำนักมาใช้ในการนั่งสมาธิของตัวเอง...เมื่อก่อนก็นั่งหลับตากำหนดลมหายใจ เข้า และออก...บางครั้งก็นั่งได้นาน บางครั้งก็นั่งได้ไม่นาน หายใจเข้าและหายใจออก ก็สักแต่ว่าทำอย่างที่เคยเข้าใจ


มาที่นี่ ท่านให้เริ่มนั่งสมาธิ แบบที่เคยนั่งมา ก็คือ นั่งขัดสมาธินั่นแหล่ะครับ ลงนั่งกับพื้น แล้วก็หลับตา..แต่พอหลับตาแล้วท่านอาจารย์ ก็พูดให้เราฟังไปด้วย ว่าพอนั่งหลับตาแล้วให้ใจเรานึกว่า ศรีษะเราตั้งอยู่ตรงนี้ ถัดลงมาคือคอของเรา..ระหว่างนั้นเราก็นึกด้วย จินตนาการไปด้วย แล้วก็ทำให้เราได้รู้สึกถึงว่าอวัยวะที่ว่ามานั้นมีอยู่ ตั้งอยู่ ถัดมาก็เป็นลำตัว แขน มือ ขา เท้า....และจบที่ว่า ตอนนี้ เราต้องรู้สึกให้ได้ก่อนว่า เรากำลังนั่งอยู่ บอกตัวเองซ้ำๆ ย้ำให้รู้ว่า เรากำลังนั่งอยู่ นั่งอยู่ นั่งอยู่................นั่งอยู่....และบอกตัวเองว่า หน้าร่างกาย ใบหน้า แขน ขา ให้ปล่อยตัวตามสบาย ไม่เครียด ไม่เกร็ง


พอรู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ ก็เริ่มเปลี่ยนจุดที่รู้ว่าตัวทั้งตัวเรานั่งอยู่ มาอยู่ที่ลมหายใจ...ที่เข้า และออก...เอาแค่พอให้รู้ว่ามีลมหายใจ ที่สูดเข้า และพ่นออก ก็พอ...พอเรารู้แล้วจากนั้นก็ โฟกัสลงไปอีก..สมมุติจุดใดจุดหนึ่งขึ้นมา แต่จุดนี้ต้องรู้สึกได้นะครับ เป็นจุดที่ทำให้เรารับรู้ว่าลมหายใจ ที่เข้า และออก เวลามันเข้าและออกนั้น ลมจะพัดผ่านจุดนี้ และทำให้เรากำหนดรู้ได้ว่านั่น คือ เข้า นั่นคือ ออก...จากนั้นก็กำหนดรู้ต่อไปเรื่อยๆ เข้า ออก เข้า ออก เข้า ออก.....หรือใครอยากจะ พุทโธ พุทโธ ก็ไม่ว่ากัน...


จากนั้น ก็บอกตัวเองว่า หน้าที่เดียวที่ต้องทำตอนนี้ คือ หายใจเข้าออกเป็นปกติ ไม่ต้องเร่งจังหวะ หรือ หายใจแรงเพื่อให้ความรู้สึกมันชัดว่ากำลังหายใจ เข้าและออก (อย่างที่เมื่อก่อน ผมเคยทำ เวลานั่งสมาธิ ชอบจะหายใจแรงๆให้รู้ว่า ตัวเรากำลังหายใจ เข้า และ ออก อยู่) และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำก็คือ เป็นแค่ผู้ดู ผู้สังเกตุ...ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องหายใตเร็วขึ้น แรงขึ้น ไม่ต้องเพ่ง (หลับตาอยู่ก็ไม่ควรเพ่งในความมืด) ไม่ต้องจินตนาการภาพอะไร (เมื่อก่อน เคยรู้ว่าต้องจินตนาการเหมือนว่ามีดวงแก้วสว่างลอยอยู่ ...อันนี้แล้วแต่ใครจะเชื่อนะครับ ไม่ได้บอกว่า อย่างไหนถูก หรือ อย่างไหนผิด) ให้นึกว่าเราเป็นแค่ผู้สังเกตุ มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเห็นอะไร จะรู้สึกอะไร ก็ให้ท่องในใจว่า ปล่อยมันไป ปล่อยมันไป....เป็นแค่ผู้สังเกตุ แค่ดู ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องวิตก ไม่ต้องเผลอไหล..เท่านั้นเอง (มันไม่เท่านั้นอะดิ...แค่เป็นผู้สังเกตุ นี่ก็ยากชะมัด)






  • เคยเป็นไหมครับ...นั่งปุ๊ป ปวดปั๊บ



ผมว่าหลายคนที่เคยนั่งก็คงเคยเป็น...นั่งได้พักนึง ก็เริ่มปวด เมื่อย เหน็บเริ่มกินต้นขา...ความรู้สึกชา เริ่มมาเยือน...ทรมานมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองวันแรก.... อย่างที่เห็นในโปรแกรม เราต้องนั่งประมาณ สี่สิบนาที และก็เดิน...พอนั่งได้ไม่ถึง สิบนาที ก็เริ่มปวด เริ่มชา เริ่มเป็นเหน็บ...ผมจำได้ว่า สอง สามครั้งแรกของการนั่ง ผมไม่ประสบความสำเร็จเลย นั่งไม่ถึงยี่สิบนาที ก็ลืมตา เปลี่ยนท่านั่ง ถอนหายใจแรงๆ เพราะมันปวดสุดๆ....พอเปลี่ยนมาเดิน ก็ยิ่งปวดอีก..ก็ที่นั่งเมื่อกี้เหมือนมันทำให้ข้อขา ข้อแข้ง มันปวด...ยิ่งมาเดินก็ปวด...ฮ่าๆๆๆๆ น้ำตาจะไหล (คิดในใจ หาเรื่องแท้ๆ)


อาจารย์บอกว่า เหมือนเดิม เป็นแค่ผู้สังเกตุ ปวดตรงไหน รู้ตรงนั้น รู้แค่ว่ามันปวด เฝ้ามองตรงที่ปวด พิจารณาตรงที่ปวด หรือจะกำหนดให้รู้ก็ได้ว่าความรู้สึกนี้เรียกปวด ปวดหนอ ปวดหนอ.....ทำเหมือนกันครับ แต่มันไม่หาย...อาจารย์ก็บอกว่า เค้าไม่ได้ให้กำหนดรู้ว่าปวด แล้วมันจะหาย ไม่ใช่กำหนดว่า ปวดหนอ ปวดหนอ แล้วมันจะหาย...แต่ให้เรียนรู้ว่า นี่แหล่ะ คือธรรมชาติของร่างกาย...แล้วก็ทำให้รู้อีกว่า ร่างกายเรานี่มันไม่ได้เรื่องเอาเสียจริงๆ ยืมมาทำบุญ ทำกุศล ก็ปวด ก็เมื่อย


จากนั้น ครั้งต่อๆมา ผมก็ลองทำอย่างที่อาจารย์บอก...พอมันปวด ก็แค่ให้รู้ว่ามันปวด..ก็นึกในใจ (นึกถึงที่คุณฐิตินารถพูดให้ฟัง) ปวดตรงไหน รู้ตรงไหน ทุกข์ตรงไหน วางตรงนั้น ก็ทำอย่างนั้น และสิ่งหนึ่งที่อาจารย์บอกว่า ต้องรู้ในใจเลยก็คือ ว่าต้องอดทน อดทน และ อดทน...เราก็อดทน และก็ทำตาม....แล้วจากครั้งนั้น ก็ทำให้ผมได้เห็นจริง ที่ว่า เมื่อใจเรานิ่งเป็นปกติแล้ว ความปวดที่เกิดขึ้น มันก็เป็นแค่ความรู้สึกว่าปวดที่เต้นเป็นจังหวะ ตุ๊บ ตุ๊บ เท่านั้นเอง...มันก็เหมือนรู้แค่ว่ามันเป็นความรู้สึก แต่ใจไม่ได้ทุรนทุราย ตามความรู้สึกปวดนั้นไปด้วย






  • ตามไม่ทันความคิดตัวเอง



ใจเราเนี่ยมันมักจะเผลอไหลไปเรื่อยเลย ไปโน่นที ไม่นี่ที...บางทีก็หลงไปซะนานกว่าจะรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ก็ต้องรีบดึงใจกลับมาให้อยู่ที่ลมหายใจอย่างเดิม...อาจารย์ก็บอกว่า ก็ไม่เป็นไร ถ้าใจมันเผลอไปไหลไป...ก็กลับมาใหม่ได้ กลับมาก็ควรจะมาเริ่มรู้ตัวเองอีกครั้งว่า เรากำลังนั่งอยู่ แล้วค่อยดึงใจ น้อมเข้าหาลมหายใจเข้าออก.... แต่นี่ก็ทำให้รู้ว่า ใจเราเองยังคุมไม่อยู่เลย....ปัญหาหลายหลากที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใครในโลกนี้ ก็คงเกิดเพราะว่าเรารู้ไม่ทันใจตัวเอง......


จากที่ได้แอบลักลอบอ่านหนังสือธรรมะ เป็นการถอดเทป คำพูดที่ท่านหลวงปู่ชา ได้เทศน์ไว้นั้น ก็ทำให้เราเห็นคล้อยตาม ด้วยเช่นกัน...ว่าเราเองนั่นแหล่ะที่กำความคิด ยึดความคิดไว้ เราควรปล่อยวาง...การปล่อยวางนี้ ไม่ได้เฉพาะแค่เรื่องทุกข์.....เราต้องปล่อยวางทั้งหมด ไม่ว่าจะทุกข์ หรือสุข สุขก็ไม่ยึด ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่ยึดไม่เอา แต่ไม่รู้ว่าเราจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ในเมื่อเรารู้แล้วเราก็จะพยายามเอาหลักนี้มาใช้กับชีวิตเรา


อาจารย์เอง ท่านก็บอกให้ปล่อยวาง แต่ก่อนจะปล่อยวางได้ เราก็ต้องรู้ว่า ตัวเรานั้น กำ ยึด ความทุกข์ ความสุขไว้...เหมือนจะแก้ปัญหา แต่เจ้าตัวยังไม่รู้ปัญหา หรือแม้กระทั่งยังไม่รู้ตัวเลยว่าแก้ปัญหา มันก็คงไม่มีทางที่จะพบความสงบสุขที่แท้จริงของจิตใจ...จะว่าไปแล้วที่ท่านสอนมา ก็ทำให้เรานึกถึง หลักอริยสัจ 4 เลยทำให้เราได้รู้ว่า นี่แหล่ะ เป็นการมานั่งเรียน นั่งมองหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใส่ไว้ในหลักสูตรตอนมัธยม แล้วก็เรียนๆ ท่องๆไปเพื่อให้สอบผ่าน แต่ไม่ได้เอามาใช้กับชีวิตได้จริง เพราะตอนมัธยม มันคงเด็กเกินกว่าจะมีความทุกข์ที่เป็นเรื่องจริงจัง ทุกข์ของเด็กมัธยม คงไม่ได้หนักหนาขนาดที่ทำให้ได้เรียนรู้หลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างลึกซึ้ง




  • เดินจงกรม



การเดินจงกรมนี่ เป็นการฝึกเอาจิตของเราให้รู้ทันใจในขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว...โดยเอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่เท้า....แต่ไม่ใช่แค่ รู้ว่า ซ้าย หรือขวา...

พระอาจารย์เริ่มสอน โดยเริ่มจากหยาบ ไปหาละเอียด (ไม่ได้อยู่ๆก็เริ่มแบบละเอียด ว่าต้องรู้ว่า ยกส้นหนอ ยกเท้าหนอ ก้าวหนอ วางหนอ แตะหนอ เหยียบหนด กดหนอ ไม่ได้เริ่มแบบละเอียดขนาดนั้น) คือ วันแรกๆ ทั้งให้รู้แค่ว่า นี่เดินด้วยเท้าซ้าย หรือ เท้าขวา เหยียบลงไปด้วยเท้าซ้าย หรือขวา

วันถัดมา ท่านก็บอกว่า ให้เริ่มรู้สึกโฟกัสลงไปถึงความรู้สึกของเท้า ว่าเหยียบอะไร รู้สึกว่าเหยียบแล้วที่เท้ารู้สึกอย่างไร นูน เว้า แหว่ง หรือ อย่างไร

ถัดมา ท่านก็บอกว่า ก่อนเริ่มเดิน ให้ยืน หลับตาลง แล้วกำหนดให้รู้ว่า เรากำลังยืนอยู่ แล้วก็เดิน แบบให้รู้สึกว่าเหยียบอะไร

จากนั้น ก็นอกจากให้รู้สึกว่าตัวทั้งตัว กำลังยืนอยู่ ก็ให้เพิ่มมารู้สึกที่ขา และเท้า ทั้งสอง ว่าในขณะยืนนั้น เท้ากำลังเหยีบยพื้นอยู่ แล้วค่อยออกตัวเดิน
หลังๆ ท่านก็บอกว่าขณะเดินให้เท้าซ้ายและขวาให้รู้สึกต่อเนื่องกันไป

จากนั้นก็ถึงมาให้เรารู้ความรู้สึกของการเดิน เป็นขั้นตอน ว่า ยกส้นหนอ ยกเท้าหนอ ก้าวหนอ วางหนอ แตะหนอ เหยียบหนด กดหนอ

อืม นี่แหล่ะ เดินจงกรม (ฝนตก ก็ยังต้องเดิน หนาวก็หนาว กางร่มก็ยังเปียก..แฉะก็แฉะ แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ)





  • Be Mindful



Be mindful เนี่ย เป็นคำที่อาจารย์ชอบพูดเสมอๆ หมายถึงว่า เวลาจะทำอะไรก็ตาม ให้จิตได้รู้ตัว ตื่นอยู่ด้วยว่าเรากำลังทำสิ่งนั้น อยู่ อย่างทำกับข้าว ล้างจาน ก็ต้องทำแบบที่รู้ว่าทำอะไรอยู่ ท่านบอกว่า ช่วงเวลาที่ให้ช่วยกันทำงานบ้าน ไม่ได้มีจุดประสงค์ว่าจะต้องทำความสะอาดบ้านทั้งหลังให้ครบภายในเวลา สี่สิบนาทีที่ให้...แต่จุดประสงค์ก็คือ ไม่ว่าจะทำอะไรลงไป ในงานนั้นๆ ก็ให้ทำแบบมีสติ ล้างจาน เช็ดจาน ก็ต้องค่อยๆทำ ให้จิตรู้ว่ากำลังจับจาน จับผ้า เช็ดจาน วางจาน ฯลฯ แต่ก็ดีนะ มันทำให้เราได้ฝึก จนออกมาแล้ว ผมเองก็ยังพยายามทำอะไรแบบ Mindful เหมือนกัน




  • เบรคเนี่ย ไม่ได้เอาไว้ให้พักเล่นนะ



ช่วงเบรค ที่คั่นระหว่างปฏิบัตินั้น อาจารย์บอกว่า ให้เราได้หยุดพัก..แล้วให้พลังสมาธิได้ค่อย ก่อตัวในตัวเรา หากนั่งไปเรื่อยๆ ไม่หยุดไม่หย่อน มันจะเป็นความเครียด..ช่วงแรกๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเข้าวันที่สาม...รู้เลยว่า พอเบรคแล้ว เรามานั่งพักที่โซฟา เงียบๆ ถึงแม้จะมีเพื่อนอยู่อีก หก เจ็ดคน แต่ทุกคนก็เงียบ เราจำได้ว่า เรานั่งเงียบๆ มองพื้น จิบชา แม้กระทั้งเสียงและความรู้สึกเวลากลืนน้ำชาลงคอ ยังรู้เลย มันชัดมากๆๆ...เราปลื้มปิติมาก...แล้วก็รู้ว่า ความมีสมาธิ รู้เนื้อรู้ตัวมันจะค่อยๆก่อตัว พอถึงเวลาไปนั่งต่ออีก ใจก็นั่งได้อย่างสงบ และก็สามาธินั่งได้สมาธิเร็วขึ้น




  • หงุดหงิดจัง เมื่อวานนั่งได้..วันนี้ไมนั่งไม่ได้ฟ่ะ



ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอาการอะไร พอวันที่สี่ ช่วงเช้า นั่งไม่ได้เลย ไม่เหมือนเย็นของวันก่อนหน้า เพราะนั่งได้สงบ และนิ่งมาก จำได้ว่า ตอนเย็นจะมีช่วงสัมภาษณ์ วันจันทร์ และพฤหัส เพื่อนๆผู้หญิงจะต้องเข้ามาสัมภาษณ์ เปิดโอกาสให้ถามปัญหาคาใจกับพระอาจารย์ โดยพระอาจารย์ก็บอกให้ผมเป็นคนมานั่งด้วย เพราะพระสงฆ์หากอยู่กับโยมผู้หญิงตามลำพัง มันจะไม่งาม...ผมก็เลยได้มีโอกาสมานั่งด้วย เพื่อนบางคนก็เป็นแบบเดียวกันกับผม บางคนก็มีเรื่องแปลกๆ อย่างทีน่า นี่ ร้องไห้เลย เพราะเธอปราบปลื้ม ซาบซึ้งกับความสงบที่ได้รับ....


วันอังคารกับวันศุกร์ เป็นโยมผู้ชาย..เริ่มต้นด้วยของผมเลย...ก่อนอื่นก็สารภาพ เรื่อง คุ๊กกี้ก่อน พระอาจารย์ ก็หัวเราะ บอกว่ารู้แล้ว แล้วผมก็เล่าเรื่องของผม..ว่าเมื่อวานทำไมนั่งได้ดี วันนี้นั่งได้แย่....ท่านถามกลับว่า แล้วอยากจะได้สภาวะอะไรหล่ะ... ผมก็เงียบ...เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมอยากได้สภาวะอะไร แต่แค่รู้ว่าไม่อยากให้มันว้าวุ่น ง่วงหาว อยากให้นั่งได้นิ่งๆ มีสมาธิตลอดทุกช่วง....ท่านก็สวนกลับเลยว่า “นั่นก็ไม่เรียกปล่อยวางสิ....มันจะเป็นยังไงช่างมันปะไร ปล่อยมันไป ปล่อยให้มันเป็นไป มันเป็นธรรมชาติ ไม่เห็นเหรอ ที่เห็นนั่นหน่ะ เป็นธรรมะที่แสดงอยู่ในตัวอยู่แล้ว ว่า หนึ่ง ร่างกายเราเอง มันไม่ใช่ของเรา จิตใจเองก็ยังไม่ใช่ของเรา เราบังคับมันไม่ได้ เราต้องปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ถือ สุขไม่เอา ทุกข์ ก็ไม่เอา ไม่จำเป็นต้องอยากได้สภาวะอะไรทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องอยากให้มันดำเนินไปแบบที่เราอยากให้เป็น....แล้วข้อสอง นี่สำคัญ....นี่คือ อนิจจัง...อะไรๆ มันก็ไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา วันนี้นั่งได้ พรุ่งนี้นั่งไม่ได้ วันนี้นั่งดี พรุ่งนี้อาจจะดีกว่า วันถัดไปอาจจะแย่ลง.. ให้เรามองมันแบบสังเกตุ และเรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรแน่นอน..” ป๊าดดดดดดด โดนใจวัยโจ๋อย่างแรงครับ....เรานี่มันโง่เนอะ....บอกตัวเอง...แต่ท่านว่า นี่ต่างหากที่จะทำให้เกิดปัญญา หากไม่มีปัญหาแล้ว...จะหาเหตุให้เกิดปัญญาได้อย่างไร...ป๊าดดดดดดโดนใจเป็นครั้งที่ สอง....แล้วนี่ก็จำมาจนถึงทุกวันนี้...ใจเราเป็นสุขได้ หากปล่อยวาง (จริงๆ)






  • เทศน์ตอนเย็นทุกวัน...บารมี สิบอย่าง



ตอนเย็นหลังช่วง สองทุ่ม หลังจากนั่งครั้งสุดท้ายของวันแล้ว เราก็จะสวดมนต์ ทำวัตรเย็น..ทึ่งมากๆ พระอาจารย์ เป็นฝรั่ง แต่สวดบาลีได้แม่นมากๆ ถึงสำเนียงจะไม่เหมือนพวกเราสวด แต่ก็ไม่มีผิด ไม่ดูตำราด้วย...เจ๋งสุดๆ...พอเสร็จ ท่านก็จะเริ่มเทศน์ เริ่มเล่าเรื่องต่างๆ ตลอด 9 คืนของการปฏิบัติ ท่านก็จะหยิบเอาเรื่อง บารมีของการนั่ง และเพื่อการนั่งวิปัสสนา มาให้ฟัง..ท่านว่า วิปัสสนา การมาดูกาย ดูใจของตัวเองเป็นบุญสูงสุด หาก รู้ใจตัวเองทันแล้ว ก็จะมีสติ ระงับกรรมชั่วไม่ให้เกิดได้...เราก็น้อมใจเห็นตามคำท่าน....ท่านเล่าอยู่หลายเรื่อง....เรื่องที่โดนใจ คือเรื่องของการมีสัจจะ >(เหมือนที่หลวงพี่มิตร เมลล์มาอนุโมทนากับเรา ว่าต้องตั้งสัจจะ และทำให้ได้)... ท่านเล่าให้ฟัง มื่อครั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะตรัสรู้ ท่านตั้งสัจจะก่อนจะนั่งใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ว่า จะไม่ยอมลุก แม้ว่าร่างกายจะซูบผอม เลือดในกายจะเหือดแห้ง ก็จะไม่ยอมลุก หากไม่ตรัสรู้.....เราก็คิดว่าต้องตั้งสัจจะเหมือนกัน...แต่เริ่มทำจากสิ่งที่คิดว่าตัวเองทำได้ไม่ยากก่อน...อย่างตอนนั้น เราตั้งใจว่าเราจะไม่หลับตลอดการนั่ง เราก็ทำได้...เราจะไม่ลืมตาเลยในช่วงสี่สิบนาทีของการนั่ง เราก็ทำได้..พอทำได้มันรู้สึกดีจริงๆ พอออกมาจากวัด..เราก็ตั้งสัจจะว่า ทุกวันพระ เราจะถือศีลแปด เราก็เพิ่งเริ่มทำครั้งแรก เมื่อวานนี้ครับ พอดีเป็นวันพระ..เราก็ถือศีลแปด ทำได้ด้วย อิอิ ดีใจ




  • เรื่องแปลกที่พบเจอ....(ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อิอิ)....เรื่องแปลก ของจิต


หัวข้อตั้งไว้ให้ดูน่าสนใจไปงั้นหล่ะ ไม่ใช่เรื่องสยองแต่อย่างใด..อิอิ...โปรดใช้วิจารณญาณ (ซะงั้น)


สองวันแรกของการปฏิบัติวิปัสสนา อย่างที่เล่ามาตั้งแต่ตอนแรกๆ ผมนั่งไม่ค่อยเป็นสุข ปวดบ้าง เมื่อยบ้าง ใจว้าวุ่น คิดไปสาระพัดเรื่อง ด้วยความสัตย์จริงๆ ก็ขอเล่าตรงนี้ว่า เรื่องที่เข้ามาในหัว ไม่ได้ตั้งใจจะคิด หรือจะนึกถึงมัน...แต่อยู่มันจะโผล่เข้ามาเอง มีทั้งเรื่องไร้สาระ ภาพความทรงจำเก่าตอนเป็นเด็ก ที่ทำให้ตัวเองอดกลั้นหัวเราะออกมาไม่ไหว (โดนกระอาจารย์เขม่นด้วย) แล้วก็มีเรื่องอกุศล หลายๆเรื่องๆ ที่มันเป็นจิตใต้สำนึกด้านมืดของตัวเอง...นั่นก็ทำให้ตัวเองรู้สึกเศร้าว่า ตัวเรานี่บาปแท้....พระอาจารย์ท่านกรุณาชี้แนะว่า คิดดูว่า ความคิด ความรู้สึก ไร้สาระ อกุศล พวกนี้อยู่กับเรามานานเท่าไหร่แล้ว อาจจะตั้งแต่จำความได้ เป็นหลายสิบปี ซึ่งมันเกิดขึ้นมาในขณะที่ไม่ระแวดระวัง ไม่รู้ทันจิตตัวเอง แล้วจะมาขุดมันออก ให้ตัด ไม่ให้คิดภายใน 2-3 วันของการนั่งวิปัสสนาจะเป็นไปได้หรือ ถึงแม้ว่าจะนั่งวิปัสสนา ปฏิบัติ อยู่นานเป็นปี ก็อาจจะขุดออกไม่หมดด้วยซ้ำ....ซึ่ง เห็นด้วย ร้อยล้านเปอร์เซนต์ทีเดียวเชียว....เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพยายาม....ไม่ใช่ว่ามันจะหายไป แต่เมื่อใดที่เราฝึกจิตเราให้รู้ทันตัวเองมากขึ้นแล้ว เรื่องพวกนั้นจะถูกคุมไว้ ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่าน หรือไม่ก็จะจับมันใส่เข้ากรงไว้ได้เร็วขึ้น.....


เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง....เกิดขึ้นหลังจากวันที่ สาม ของการปฏิบัติ ซึ่งช่วงนั้น สภาวะจิตเริ่มนิ่งมากขึ้น คือเวลานั่งสมาธิ พอใจนิ่งแล้ว จะปรากฏภาพใบหน้าของคนหลายๆคนให้เห็นในจิตใจเรา ซึ่ง ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้นึกถึง หรือคิดถึง พวกเค้าเลย...จิตเราก็อยู่ที่ลมหายใจของเรานั่นแหล่ะ...แต่ภาพใบหน้าของคนเหล่านั้นก็โผล่มาให้เห็น.....และที่น่าสนใจ มีทั้งคนที่รู้จัก ที่เคยเห็นหน้า ที่ยังอยู่ ที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือที่ไม่ได้รู้ข่าวคราวเลย...และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น....หลายใบหน้า เราไม่รู้จักมาก่อน ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ว่าเป็นใคร...มีทั้งไทย ฝรั่ง...เราก็เริ่มกลัวแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ออกจากสมาธิ...เพราะในใจก็ท่องไว้ว่า ปล่อยมันไป ปล่อยให้มันเป็นไป เราแค่เฝ้าดู เฝ้ามองว่าจะเป็นอย่างไร มองอยู่ห่างๆ ไม่จับ ไม่ยึด กลัวก็เป็นความรู้สึก ให้ปล่อยมันไป....เรามาถามพระอาจารย์ทีหลัง ท่านก็บอกว่า ท่านไม่มีความเห็นเรื่องนี้...ท่านบอกว่า คนที่เราบอกว่าไม่เคยเจอ เราอาจจะเคยเจอก็ได้นะ..แต่เราไม่รู้จักเค้า เราอาจจะเคยเห็น แต่ไม่รู้จัก ไม่สนใจ....ซึ่งเราก็รับไปคิด...แต่ก็ไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้ และไม่คิดจะหาคำอธิบายต่อไป เพราะยิ่งสงสัย ใจจะยิ่งยึด จะยิ่งเกร็ง พอครั้นอาจารย์ให้เดินจงกรม พอยืนหลับตา เพื่อกำหนดรู้ว่า กำลังยืนหนอ...ก็มีใบหน้าคนโผล่มาอีก คราวนี้มีพระด้วย ซึ่ง เราก็ไม่รู้จักอีกนั่นแหล่ะ ว่าพระรูปนั้นเป็นใคร แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เห็นใบหน้าของพระ แต่เป็นแขกอินเดียอะ..แต่ท่านยิ้มให้เรา...


พระอาจารย์แนะนำให้เราแผ่เมตตาก่อนนอน แผ่บุญกุศล ที่สำคัญ อย่าแผ่ให้เฉพาะญาติพี่น้อง ต้องแผ่ให้คนอื่นๆด้วย...เราก็เลยนึกถึงคำแผ่เมตตา ที่ให้พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ เทวดา เปรตผีสาง เจ้ากรรมนายเวร และสัตว์ทั้งหลาย....เราก็แผ่เมตตา แล้วก็แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติๆ เพื่อน ครูอาจารย์ ที่เสียชีวิตไปแล้ว และหนูทดลองที่ต้องตายในการทดลองของเรา และของคนอื่น รวมทั้งให้กุศลกับคนทั้งโลกเลย ใครอยากได้ก็รับไป....ใครได้รับได้รู้แล้วก็ให้อนุโมทนาด้วย หากใครไม่ได้รับรู้ ของเทวดาที่ได้รับรู้ ได้นำบุญกุศลนี้ไปบอกกล่าวด้วยเถิด....

มาตอนหลังๆ ประมาณ วันที่ เจ็ด ภาพใบหน้านั้นก็ค่อยๆน้อยลง แต่ก็พอมีให้เห็นบ้าง....และก็สังเกตุว่า เรื่องราวอกุศลที่ชอบผุดขึ้นมาก็ไม่มากวนใจให้เห็น





  • ได้ความอิ่มใจ ได้ความสุขสงบใจ ได้ผ่อนคลาย ได้เพื่อนใหม่ ได้บทเรียนชีวิต ได้เข้าใกล้พระพุทธเจ้า



จากการปฏิบัติวิปัสสนาครั้งนี้ ได้อะไรหลายๆอย่าง ได้รู้ว่า เราจะดำรงชีวิตอย่างไร ...เราคงไม่ปฏิเสธ ที่ถึงแม้ว่ารู้ว่าควรจะทำชีวิต ใช้ชีวิตอย่างไรให้สุขใจ สบายใจ แต่มันก็คงมีบ้าง ที่ใจจะเผลอไหล และยึดมั่นในเรื่องบางเรื่อง อยากที่ตัวเองไม่ทันรู้ตัว....แต่นั่น ก็เป็นธรรมดา และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราก็ควรจะต้องฝึกใจของเราให้มันรู้ใจตัวเองทันมากกว่านี้...เพื่อให้รู้ว่า เมื่อไหร่ที่ทุกข์ เราจะได้ปล่อยวาง คงไม่ได้หวังจะสำเร็จฌาณบารมี แต่ให้ชีวิตสงบสุขด้วยใจที่มั่นคง ไม่แกว่งไหวได้ง่าย

ด้วยบรรยาการของภาวนาธรรม เราไม่เหมือนอยู่อังกฤษเลย เรากลับรู้สึกว่า เราเหมือนอยู่เชียงใหม่ เหมือนอยู่บ้าน เรามีความสุขและสงบ จำได้ว่า พอนั่งรถไฟกลับมาถึงลอนดอน ออกมาจากสถานีรถไฟ เห็นเมืองลอนดอน ที่รถวิ่งแน่นถนน เห็นคนเดินขวักไขว่ ใจเราเศร้าลงทันที...เศร้าอยู่นานสองวันเห็นจะได้ พอมานั่งสมาธิอีก ก็ยังไม่หยุดเศร้า แต่พอนั่งทบทวนว่า นี่แหล่ะ เรากำลังยึดมั่นถือมั่นอีก...เรากำลังยึดความสุขที่เคยได้รับใน 9 วันที่ผ่านมา และอยากได้สภาวะนั้นให้อยู่กับเราอีก มันก็เลยทำให้ทุก...ก็ต้องปล่อยมันไป...จะอยู่ที่ไหน เราก็จะต้องสุขได้ ถ้าใจเรามีสติ รู้ว่าต้องปล่อยต้องวาง ต้องจัดการยังไง...เราก็เริ่มดีขึ้น มาทำแลปก็ตั้งใจทำมากขึ้น รู้ว่าต้องทำอะไร รู้ตัวมากขึ้น ไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบไร้สติ เช่น เติมสารผิด ทำอันนั้น อันนี้พลาด...เราว่าเหมือนเราจะมีสติคิดมากขึ้น... ไม่ใช่ว่า ปฏิบัติธรรม วิปัสสนาแล้วจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ละได้ เข้าถึงแก่นธรรมะ.....ผมก็ยังคงเป็นคนธรรมดา สามัญ มีทุกข์ มีสุข มีกิเลส ตัณหา ราคะ เหมือนคนทั่วไป...แต่มันพอจะเห็นทางจะรู้ทางแล้วว่า หากเกิดปัญหาขึ้น หากเกิดทุกข์ขึ้นจะจัดการกับมันยังไง...จะดำรงชีวิตแบบไหน

เราได้เพื่อนใหม่ที่น่ารัก เราแลกอีเมลล์ เราส่งรูปถ่ายไปให้เพื่อนๆ หลายคนส่งไฟล์เสียงเทศน์ของพระฝรั่งหลายๆรูปมาให้ฟัง.. เพราะเราเคยเล่าว่าเราไม่สบายใจเวลาต้องทำการทดลองที่ต้องฆ่าหนู....แต่เราก็ดีขึ้นแล้วหล่ะ..ก็ดีใจที่ได้เจอคนดีๆ (เพราะว่าเจอกันด้วยเหตุที่เป็นกุศล)

การมาปฏิบัติธรรม วิปัสสนาครั้งนี้ เหมือนเราได้มาเรียนวิชาของพระพุทธเจ้า เรียนแบบภาคปฏิบัติที่สะท้อนให้ได้เห็นถึงทฤษฎี ที่เคยท่องจำกันมาแบบหลับหูหลับตา....แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มันคืออะไร มันมีความหมายอย่างไร ต้องทำอะไรตอนไหน..มรรคมีองค์ 8 ท่องยังไงก็จำไม่ได้ ตอนสมัยมัธยม...ท่องไปแล้วก็ลืม ไม่ได้รู้ความหมาย ไม่เข้าใจ ไม่ได้ใช้...แต่ตอนนี้มันเหมือนจะรู้ว่ามันจะใช้ตรงไหนยังไง กลไกของมันเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้รู้ถึงแก่นแท้เสียทีเดียว แต่เราก็รู้ว่า เราเริ่มได้เรียนรู้และเริ่มเข้าใจวิชาของพระพุทธเจ้าบ้างแล้ว...วิชาของพระพุทธเจ้าเป็นปรัชญาที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตจริงๆ .....หลวงปู่ชา เคยเทศน์ว่า เรียนรู้ธรรมะ ไม่ต้องไปอ้างตำราไหน ไม่ต้องตามคัมภีร์เล่มไหน ฉบับไหน....เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมะมันอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว...เรามีหน้าที่เรียนรู้และเข้าใจชีวิตตัวเอง นั่นคือเรียนธรรมะแล้วหล่ะ....




เอาหล่ะครับ เล่ามานานโข...แต่เหมือนว่าจะยังมีบางเรื่องที่อยากจะเล่า แต่นึกไม่ออก....เอาไว้ถ้านึกออกจะมาเขียนเพิ่มในส่วนคอมเม้นท์แล้วกันครับ...




รักษาสุขภาพด้วย ขอความสุขจงมีแด่ทุกๆคน



สิงห์นครพิงค์







ปิดบล๊อกนี้ด้วยรูปหมู่ที่ถ่ายร่วมกันกับ หลวงพ่อ ท่านมานะโพธิ์ และแม่ชีเขมมะ..ส่วนตัวผม เช่นเคย หล่อสุดเป็นคนถ่ายรูป อิอิ












Create Date : 23 สิงหาคม 2550
Last Update : 19 มกราคม 2551 6:58:43 น. 42 comments
Counter : 582 Pageviews.

 
ลงชื่อก่อนนะครับ

ง่วงแล้วเดี๋ยวมาอ่าน


โดย: อาร์ตตะลอน IP: 203.144.210.219 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:0:22:09 น.  

 
ยังอ่านไม่หมดค่ะ ไปได้ราวครึ่งนึงพร้อมดูภาพประกอบ แวะมาลงชื่อก่อนไปคลุมโปงอ่านหนังสือค่ะ...เดี๋ยวคืนวันศุกร์กลับมาอ่านใหม่ค่ะ อย่าเพิ่งอัพเร็วนะคะ


โดย: the Vicky วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:0:24:56 น.  

 
โห!!!!!!!! พี่อ๊อดครับ บรรยากาศใช่เลยง่ะ..เพลงประกอบพี่นี่สุดยอด..ยิ่งอ่านที่พี่เขียนนะ..ซึมซาบเลยเพ่..ไปแต่งหนังสือขายเถอะค้าบ....ขอบคุณนะครับที่เอาเรื่องราวมาแบ่งปัน...เอาไว้กลับมาจากอเมริกาแล้วอาจจะไปมั่ง..เอาไว้แล้วจะชวนพี่อ๊อดไปอีก..โอเชป่ะคับ.. :)


โดย: A (Centertainment ) วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:5:12:59 น.  

 
ข้าไม่รู้ ข้าไ่ม่สน ...


โดย: ไม่รู้ กูเมา IP: 80.134.200.98 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:5:33:03 น.  

 
อ่านแล้วยิ่งซึมซาบ....
อยากบวชมั่งจัง

ตอนนี้กำลังแพลนไว้คร่าวๆว่าปีสองปีนี้จะต้องบวชให้ได้

ขออนุโมทนาบุญด้วยน่ะครับน้องอ๊อด


โดย: Dr.Manta วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:7:34:26 น.  

 
อ่านแล้วทำให้รู้สึกดีไปด้วยเลยค่ะ อนุโมทนาบุญที่พี่ได้ทำไป และที่ได้เล่าเผื่อแผ่ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆอีกหลายๆคนได้ทราบ ได้มีคติ แล้วก็ได้รู้สึกถึงสิ่งดีๆเหล่านี้ด้วยนะคะ


โดย: June :) IP: 203.185.131.3 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:7:36:22 น.  

 
อ่านไปรอบหนึ่งล่ะ เดี๋ยวจะมาอ่านอีก ตกลงผอมลงกี่โลอ่ะ


โดย: Ladyjade IP: 58.137.48.4 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:7:54:26 น.  

 
ยาวดี เราปริ้นท์ไปอ่านก่อน ว่างๆมาตอบใหม่..


โดย: พระมิต IP: 202.29.86.254 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:8:48:37 น.  

 
ไม่ได้อ่านทุกตัวอักษรนะ แต่อ่านคร่าวๆ ทั้งหมด รวมความทั้งหมดก็อนุโมทนาด้วย ยินดีที่ได้เข้าใกล้แก่นพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น


โดย: พี่ย้ง IP: 61.47.17.21 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:10:58:58 น.  

 
มาขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:11:03:45 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยนะจ๊ะ


โดย: nok IP: 124.121.31.139 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:12:34:42 น.  

 

สาธุ


โดย: ธิธารา วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:13:27:11 น.  

 
อนุโมทนาสาธุ ด้วยจริงๆนะ
อยากไปสงบจิตสงบใจบ้าง
พออ่านเรื่องราวจบ รู้สึกว่า
ทำไมตัวเรามันมีแต่ความวุ่นวาย แม้แต่นั่งอยู่เฉยๆ
ก็ยังคิดเตลิดเรือ่งโน้นเรื่องนี้
เฮ้อ....คงต้องลองฝึกสมาธิดูบ้างแล้ว


โดย: tweety girl วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:13:32:22 น.  

 
โชคดีที่ได้อ่านเรื่องราวดีๆ อ่านจบแล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจจริงๆคับ ขณะที่อ่านอยู่ก็ประหนึ่งเป็นตัวเขียนไปด้วย ลุ้นว่าต่อไปจะพบ จะเจออะไร
ถือว่าบุญถึงพร้อมแล้วนะคับ น้อยคนนักที่จะรู้สึกและสัมผัสได้เช่นนี้ ขอให้บทเรียนนี้ได้มีการสานต่อด้วยก็ยิ่งดีคับ อ้อ พี่อย่าลืมทานมังฯหรือเจบ่อยนะคับ จะได้มีเพื่อนทานเพิ่มอีกคน ไงก็ขออนุโมทนาด้วยนะคับ



โดย: น้องบอย สหเวชฯ IP: 202.28.27.6 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:18:12:00 น.  

 
อ้อ ลืมไปคับ มีเวบดีๆมาแนะนำ ใครทราบแล้วก็ช่วยบอกต่อๆกันนะคับของพี่ดังตฤณเค้าหนะ (มีโหลดฟรี หนังสือหลายๆเล่ม เช่น เสียดายคนตายไม่ได้อ่านด้วยนะคับ) ภาษาอ่านแล้วเหมาะกับคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา

//www.dungtrin.com/

อีกอันก็เป็น url ของ
ประโยชน์การทำสมาธิ..ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
//www.palungjit.com/board/showthread.php?p=450652

ขอบคุณคับ


โดย: น้องบอย สหเวชฯ IP: 202.28.27.6 วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:18:20:27 น.  

 
อนุโมทนาด้วยคนครับ..


ถือศีลแปดผมเคยมาแล้ว ยากเหมือนกันอ่ะ..


โดย: smartman หล่อสุดๆ วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:20:00:25 น.  

 


ก่อนอื่นอนุโมทนาบุญกับโยมอ๊อดและผองเพื่อนกัลยาณมิตร ที่ได้ไปปฏิบัติกับพระสุปฏิปันโนท่านอาจารย์มานะโพธิ์จนเกิดผลคือศีล สมาธิ และ ปัญญาตามลำดับ

เราเสียดายแทนคนไทยหลายๆคนที่อยู่เมืองไทยแท้ๆ มีอาจารย์ดีๆตั้งหลายท่าน ยังไม่มีความคิดแบบนี้อยู่ในหัว
น่าเสียดายจริงๆ



เราดูตารางปฏิบัติแล้วเห็นว่ามีการแบ่งเป็นช่วงละ ๔๐ นาที
เป็นเวลาที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปดี

แต่เห็นช่วงเที่ยงถึงบ่ายสองไม่มีกิจกรรม ขอเดาว่าเป็น Sleeping Meditation แม่นบ่?



ที่ท่านมานะโพธิ์ต้องให้โยมอ๊อดเข้าไปนั่งฟังด้วยตอนส่งอารมณ์นั้นเป็นไปตามศีลที่ภิกษุไม่สามารถนั่งในที่ลับตาลับหูกับหญิงสองต่อสองได้
เราว่าโยมอ๊อดเข้าไปนั่งด้วยก็ดีจะได้ฟังปัญหาและวิธีแก้ของคนอื่นด้วย



คำสอนของอาจารย์มานะโพธิ์ก็โดนใจเราเหมือนกัน เรื่องอนิจจังนั่นหน่ะ วันนี้นั่งได้ วันนี้นั่งไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ต้องไม่นับเรื่องความเพียรที่ลดนะ

เราชอบบอกตัวเองเป็นเชิงแก้ตัวว่าบรรยากาศที่วัดบวรฯมันไม่เป็นสัปปายะ เสียงก่อสร้างก็ดัง คนก็พลุกพล่าน เลยไม่ได้ปฏิบัติมากอย่างที่ตั้งใจ

เด๋วนี้เราเลยคิดวิธีใหม่ ตื่นตีสี่มาเดินจงกรมคนเดียวไม่มีใครกวน แต่ได้แค่คิดอยู่นะ เพราะกิเลสยังฉุดหลังเราให้ติดผ้าปูนอนอยู่ เลยยังไม่ได้ลุกขึ้นมาจุดเทียนเดินซะที แย่จัง



เราอนุโมทนากับความตั้งใจที่จะถือศีล๘ในวันพระด้วย ตั้งสัจจะแล้วต้องทำให้ได้นะ
เรื่องสัจจะนี่ คุณดังตฤณ(ตาม link ข้างบนของโยมบอย) เขียนไว้บ่อยมาก แค่เรามีความตั้งใจจริง เราก็จะรู้สึกได้ถึงความอิ่มเอิบใจจากใจของเรา แค่นี้ก็มีความสุขไปขั้นหนึ่งแล้ว ถ้าปฏิบัติได้จริงๆ ยิ่งจะมีความสุขมากขึ้นไปอีก



หลวงปู่ดูลย์ อตุโล สอนไว้เกี่ยวกับนิมิตที่เห็นว่า

"ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง
วิธีละง่ายๆก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็น
ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง"




ฝากไว้แค่นี้นะ
ธรรมสวัสดี


โดย: พระมิต IP: 202.29.86.254 วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:10:54:49 น.  

 
ดีจังเลยนะจ๊ะ...อยากไปปฏิบัติบ้างจัง ...


โดย: ผีคิว IP: 125.24.80.84 วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:14:29:33 น.  

 
เพื่อนส่งลิงค์มาให้ดูค่ะ ทำให้อยากไปมั่งเลย คงลองไปแบบเสาร์อาทิตย์ดูก่อน
แต่กล้าๆกลัวๆ ไม่ค่อยกล้าไปคนเดียวเลย


โดย: nongpie IP: 134.151.158.130 วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:18:17:09 น.  

 
อยากไปมั่งจังเลยค่ะ ชอบๆๆ สงบจิตใจดีค่ะ ยิ่งช่วงนี้เรียนหนักด้วย อิอิ


โดย: nadear_ku วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:20:07:58 น.  

 
สาธุนะเพื่อน....

อยากลองทำสมาธิบ้าง หลังจากไม่ได้ทำมานานมากกกก แต่ก็อย่างว่าแหละ กิเลสมันเยอะ แต่จะพยายามจ้า


โดย: chaokha วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:1:32:47 น.  

 
ชอบดนตรีนี้จัง คิดว่าสักวันคงได้มีโอกาสไปนั่งบ้าง สาธุ


โดย: nokyak IP: 202.28.169.165 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:7:34:40 น.  

 
อ่านแล้วสุขใจจังเยย
อนุโมทนาด้วยคน ครั้งนี้ทำสำเร็จนะ... ไม่ได้นอนเป็นพยูนอืดกัดก้นถุงเต้าส่วนกินเหมือนที่วัดมเหยงค์นะจ๊ะ
บุญรักษาด้วยค่ะ :)


โดย: J' KK IP: 202.28.179.3 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:15:56:22 น.  

 
มาขอโทษ..ขอโพย...ที่หายไปนาน...กลับมาแล้วค่ะ...

ช่วงนี้ กำลังหาเลี้ยงชีพ ด้วยอาชีพเสริมใหม่นะ ...ก็เปิดร้านส่งแหนมเนืองจากเมืองหนองคาย เลยไม่มีเวลาอัพบล๊อคเลย และไม่มีเวลาไปเที่ยวไหนด้วย ...

สัญญานะว่าจะเข้ามาเยี่ยมบ่อย ๆ จ้ะ


โดย: nissan4848 วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:20:29:34 น.  

 
กลับเมืองไทย...มาเที่ยวพิษณุโลก หลังไมล์มาบอกล่ะกัน...ได้กินแน่นอนจ้า


โดย: nissan4848 วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:21:26:20 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ตั้งใจมาขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดและน้ำใจที่มีให้กันemoemo

ปีนี้เรามีวันเกิดที่อบอุ่นกว่าทุกปี

เพราะมีพี่ น้องและเพื่อนๆมาร่วมอวยพรมากมาย

ยินดีและดีใจที่ได้รู้จักกับคุณนะคะemoemo


โดย: %u0E1E%u0E34%u0E21%u0E1E%u0E4C%u0E0A%u0E37%u0E48%u0E2D%u0E02%u0E2D%u0E07%u0E17%u0E38%u0E01%u0E17%u0E48%u0E32%u0E19%u0E17%u0E35%u0E48%u0E19%u0E35%u0E48%u0E44%u0E14%u0E49%u0E40%u0E25%u0E22 -*- (เพียงแค่เหงา ) วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:2:42:01 น.  

 
เข้ามาเจอโดยบังเอิญคะ อยู่แค่ฝรั่งเศสนี่เอง อยากไปเที่ยวหรือทำบุญ หรือไปนั่งสมาธิให้จิตใจสงบบ้างจังคะ ไม่ได้เข้าวัดฟังพระเทศน์ นานมากแล้วคะ


โดย: แม่ใบเลี้ยงเดี่ยว IP: 82.216.210.152 วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:3:51:43 น.  

 
ถึงพี่นิดจะไม่ได้ไปด้วย แต่ก็ได้ติดตามอ่านทุกตัวอักษรไม่มีขาดตกบกพร่องจ้ะ ...

อ่านแล้วก็รู้สึกดีไปกับอ็อดด้วยที่ได้ไปปฏิบัติธรรมมาแล้วก็ได้เห็น ได้รู้อะไรมากขึ้น ...

พี่นิดเองยอมรับว่าช่วงนี้คงยังไม่สามารถทำได้เหมือนอ็อดเพราะว่ายังไม่นิ่งกับเรื่องจิตใจ เพราะว่ามีอะไรเป็นห่วงอีกหลายอย่าง แต่คาดว่าถ้ามีโอกาสอาจจะได้ตามป้าที่บ้านไปวัดด้วย ... แต่ก็นั่นล่ะจ้ะ ก็คงทำได้แค่เท่าที่ทำได้ เพราะว่าเงื่อนไขมันต่างกัน ... แต่ก็ยินดีแล้วก็ดีใจด้วยกับประสบการณ์ที่ได้ยินจากอ็อดน๊า


โดย: JewNid วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:16:20:17 น.  

 
เห็นพระเห็นวัดแล้วร้อนนนนนนนนน

ยินดีที่ได้รู้จักนะคร้าบ


โดย: ตี๋น้อยคับ วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:3:14:38 น.  

 
เคยไปวิปัสสนาธรรมครั้งนึงค่ะพร้อมกับคณะฯ แต่ไม่รอด สติหลุดตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง จนใกล้จบคอร์ส ถึงจะ "เริ่ม" เข้าถึงรสพระธรรม เสียดายโอกาสอยู่เหมือนกัน ถึงจะปฎิบัติไม่เต็มที่ แต่ก็รู้สึกว่านิ่งขึ้น สงบขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสถานที่ที่ไปรึเปล่า (ไปค่ายโพธิ์สามต้นเก่า อยุธยา) ศักดิ์สิทธิ + น่าเกรง เป็นอย่างมาก

ปล ขำที่พี่หลุดอ่ะ ดีนะคะที่อาจารย์ไม่เอ่ยชื่อ ไม่งั้นล่ะ 555


โดย: MeEe IP: 125.24.193.122 วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:13:36:04 น.  

 
อนุโมทนาด้วยครับ


โดย: 9A วันที่: 29 สิงหาคม 2550 เวลา:6:53:51 น.  

 
จะทำแกงปลาใส่หน่อไม้ดองหรือคะ ขั้นตอนเหมือนทำแกงไก่เลยค่ะ แต่ตอนใส่ปลาแล้วห้ามคน ให้ปลาสุกก่อนนะคะ จึงค่อยคนได้ ไม่เช่นนั้นจะคาว คืนนี้จะมา up blog แกงไก่ให้ค่ะ หมาคลอดลูกวุ่นวายมากเลย ดองไว้ 2 blog แล้ว

ขอบคุณที่ไปเยี่ยม blog บ่อย ๆ ค่ะ



โดย: แม่สลิ่ม วันที่: 30 สิงหาคม 2550 เวลา:10:03:34 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยคนค่ะ

เดี๋ยวมาอ่านรายละเอียดพรุ่งนี้นะ
ตาลายแล้วตอนนี้


โดย: random-4 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:1:15:52 น.  

 
อนุโมทนาด้วยอีกคนค่ะ
อ่านได้ครึ่งนึงแล้วนะคะ
แบบว่า 4.00 นแล้ว ไว้จะมาอ่านต่อนะคะ
คิดถึงอาจารย์จัง


โดย: นม-เนย-น้ำตาล วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:3:59:38 น.  

 
เล่าได้สนุกมากและเป็นธรรมชาติมากเลยจ้าอ๊อด

เรื่องการทานข้าวมื้อเดียวละอ๊อด ผ่านวิกฤตินี้มาได้อย่างไร?

ลดน้ำหนักได้กี่โล ใน 9 วัน?


โดย: มาลินี ธนารุณ IP: 125.24.108.8 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:15:14:28 น.  

 
ไม่เกี่ยวกับ blog แค่จะบอกว่าใน space office แกรกวะ เสียชื่อคณะหมด อิอิ


โดย: Zebrafish IP: 202.28.21.4 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:20:12:38 น.  

 
เพื่อน OZ ส่ง Tag มาให้จ๊ะ

Tag 31 ข้อ
1. ชื่อเล่นชื่อไรเอ่ย ?
2. ลืมตามาดูโลกเมื่อไหร่กัน ?
3. มีพี่น้องมั้ย ?
4. สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษคืออะไร ?
5. แล้วสิ่งที่เกลียดล่ะ ?
6. มีสัตว์เลี้ยงมั้ย เป็นตัวอะไร ชื่ออะไรบ้าง ?
7. คุณชอบเครื่องดื่มอะไร ?
8. แล้วชอบกินอาหารอะไรบ้าง ?
9. ชอบสีอะไร ?
10. งานอดิเรกของคุณคืออะไร ?
11. คุณมีปมด้อยมั้ย แล้วปมด้อยของคุณคืออะไร ?
12. ชอบแต่งตัวแนวไหน โชว์เสื้อผ้าของคุณหน่อยสิ ?
13. คุณใส่นาฬิกาอะไรอยู่ ขอดูได้มั้ย ?
14. เพลงไหนที่สามารถสื่อความเป็นคุณออกมาได้ ?
15. กิจวัตรประจำวันของคุณเป็นยังไง ไหนบอกมาซิ ?
16. มีแฟนรึยัง ถ้ายังคุณอยากมีมั้ย ?
17. แล้วถ้าเลือกได้ อยากมีแฟนหน้าตาเหมือนใคร ?
18. แล้วถ้าให้พาบุคคลในข้อ. 17 ไปเดท 1 วันจะพาไปไหน แล้วไปทำไรบ้าง ?
19. คุณว่าคุณหน้าเหมือนใคร เอาแบบเข้าข้างตัวเองสุดๆเลยนะ ?
20. ไหนขอดูรูปคุณตอนยิ้มหน่อยซิ ?
21. ถ้าตกหลุมรักใครคนนึงอยู่ คุณจะบอกรักเค้าว่ายังไง แล้วเค้าคนนั้นชื่ออะไร ? (ห้ามปากหนัก มือหนักพิมพ์ไม่ออก)
22. ห้องที่คุณชอบไปบ่อยๆใน 1000ทิปคือห้องไหน ?
23. คนที่มาเยี่ยม Blog คุณบ่อยๆมีใครบ้าง ขอสัก 10 ชื่อแล้วกัน ? (ไม่ถึงก็ไม่ว่า)
24. แล้วเค้าแต่ละคนเป็นคนแบบไหน ตามความรู้สึกของคุณ ?
25. มีอะไรอยากบอกพวกเค้ามั้ย ?
26. แล้วกับคนที่ส่ง Tag มานี่ล่ะ คุณคิดยังไงกะเค้า ?
27. แล้วจะบอกอะไรถึงคนที่ส่ง Tag มาให้คุณมั้ย ?
28. ตอนนี้คุณนึกถึงรายนามของคนที่คุณจะส่ง Tag ไปให้ 3 คนนั้นออกรึยัง แล้วใน 3 คนนั้นมีใครบ้างล่ะ ?
29. คุณคิดว่า 3 คนนี้คิดยังไงกะคุณบ้าง หลังจากที่คุณส่ง Tag ไปให้ ?
30. ขอเหตุผลหน่อยสิว่าทำไมต้องส่งไปหา 3 คนนี้ด้วย ?
31. ข้อสุดท้าย มีอะไรจะฝากถึงคนที่คุณกำลังจะส่ง Tag ไปหาเค้าบ้าง ?


โดย: chaokha วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:0:09:10 น.  

 
แท็กข้างบนก็ได้รับเหมือนกัน .. เห็นเขียนแบบนี้พี่ก็อปเอาไว้ไปทำด้วยดีกว่า ...

แวะทักทายจ้า ... แอบไปเห็นรูปเค้าแล้ว หวังแต่ว่าอย่าเลิกคบกันนะ แบบว่าแปะรูปลงบล็อกแล้วเสียวๆ จะไม่มีคนคบหาอ่า


โดย: JewNid วันที่: 11 กันยายน 2550 เวลา:10:57:22 น.  

 
อนุโมทนาค่ะ ขอให้เจริญในธรรม


โดย: Jane IP: 99.231.15.170 วันที่: 29 กันยายน 2550 เวลา:9:57:43 น.  

 
อนุโมทนาด้วยค่ะ _/|\\_
กำลังจะไปนั่งวิปัสนาที่วอร์ริคช่วงปีใหม่เหมือนกัน ขอบคุณมาก ๆ ค่ะสำหรับข้อมูล เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ ทำให้เตรียมตัวถูก (เอื้อก...กินมื้อเดียว ต้องแย่แน่ ๆ เลย)
แอบสงสัยว่าเดินจงกรมเนี่ย เดินในบ้านได้มั๊ยคะ หรือว่าเป็นไฟลท์บังคับว่า ต้องออกไปเดินข้างนอก (แบบว่า...กลัวหนาว)


โดย: ยุ้ย tongtip@hotmail.com IP: 217.43.86.69 วันที่: 12 ธันวาคม 2550 เวลา:6:43:51 น.  

 
ชอบดนตรีที่เล่นในPageนี้มากครับ...ชื่อดนตรีอะไรครับและหาซื้อได้ที่ไหนครับ


โดย: เสือ IP: 158.34.240.22 วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:8:47:23 น.  

 
MP3 ภัยร้ายต่อพระพุทธศาสนา
ช่วยกันส่งlinkต่อ หรือไรท์ CD แจก

//www.mediafire.com/download.php?cokz4h0zmdq


โดย: ชาวพุทธ IP: 125.27.189.69 วันที่: 2 มกราคม 2553 เวลา:22:18:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อ๊อดอ๊อดยอดมานุส
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]









Srawut Kumphune's Facebook Profile
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add อ๊อดอ๊อดยอดมานุส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.