Group Blog
 
<<
กันยายน 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
18 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
ทริปบินเดี่ยวทางไกลครั้งแรก กรุงเทพฯ-สงขลา-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ กับระยะทางกว่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร

จากที่ได้เข้ามาสอบถามรายระเอียดและข้อแนะนำ
สำหรับทริปด่วนทริปนี้ และเป็นการเดินทางไกล(ที่สุดของผมแล้ว)ในวันเดียว
เพียงคันเดียว คนเดียว ครั้งแรกของผม.........

สิ่งที่เตรียมไว้นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็มี
- ยางในล้อหน้า(ไม่ได้ใช้ แต่ก็ดีแล้วละ)
- สเปรย์ฉีดโซ่(ถ้าไม่ได้ท่าน jaturo แนะนำคงจะไม่ได้ติดไปด้วย) ขาดไม่ได้เลยจริงๆ ถ้าไม่ได้เอาไปคงแย่
- และสุดท้าย หลวงพ่อสติ(จากท่าน ลูกหมูหัดกลิ้ง) ที่ช่วยให้รอดปลอดภัยตลอดการเดินทาง

เส้นทางคร่าวๆ ที่จะใช้เดินทางสำหรับทริปนี้ครับ



ได้เวลาเดินทาง ๔ นาฬิกา ก็ออกมาเจอเพื่อนยากที่จะต้องร่วมทุกข์-สุขกัน ในระยะทางไกลแสนไกล สำหรับ ๔ วันต่อจากนี้
ก่อนออกจากบ้าน ถ่ายภาพเรือนไมล์เช็คระยะกันก่อนครับ



นี่คือเส้นทางที่ผมใช้ออกจาก กรุงเทพฯ เพื่อจะไปยังถนนพระรามสอง(ประตูสู่ภาคใต้สำหรับผม)
อากู๋บอกว่า เส้นทางที่ผมจะเดินทางไปนั้น มีระยะทางอยู่ที่ 989 กม.



แผนที่วางไว้ในใจคือ แวะเติมน้ำมันทุกๆ ๑๕๐ กิโลเมตร
เพื่อเลี่ยงปัญหาน้ำมันหมดกลางทาง (วิ่งปกติจะได้ระยะทางมากกว่าสองร้อยกิโลเมตรขึ้นไป)
แต่การขับขี่ระยะทางไกลที่ต้องทำเวลาเช่นนี้ ปรากฏว่า ระยะทางต่อถังเหลือแค่เพียง ๑๗๐ กิโลเมตรเท่านั้น o_O'

เข้าถนนพระรามสองมาได้หน่อยก็ดันเจอฝนซะนี่
นี่ คือสภาพเส้นทางที่ผมกลัวที่สุด(มืด+ฝนตก) เนื่องจากถนนลื่น(ยิ่งเส้นนี้ด้วยยิ่งแล้วใหญ่)และไม่สามารถมองเห็นได้ว่า ข้างหน้าเป็นเพียงถนนเปีก หรือว่าเป็น "แอ่งน้ำ"

เมื่อเจอฝนเข้าก็เลยต้องจอดเพื่อรอให้ทัศนวิสัยเปิดมากกว่านี้
ภาพนี้พักอยู่ตรงแถวสมุทรสาคร ตลาดลีลา



จอดหลบฝนรออยู่ตั้งแต่เวลาประมาณตีห้า เพื่อรอให้ฟ้าเริ่มสว่าง
พร้อมกับกาแฟร้อน(เซเว่นอีเลฟเว่น) ๑ ถ้วย
นั่งรออยู่ร้านอาหารที่ผมถือวิสาสะไปนั่งหลบฝน ก็กำลังหุงข้าวต้มแกงกันรอเปิดร้านอยู่
จนใกล้ฟ้าเริ่มสาง กำลังจะออกเดินทาง แต่เดี๋ยวก่อน
กลิ่นเครื่องแกงใต้ลอยมาแตะจมูก (หอมจริงๆ) น้ำย่อยทำงานทันที
เลยสั่งข้าวราดแกงสำรองพลังงานไปหนึ่งจาน(อร่อยดีอ่ะ แกงปลาดุก กับไข่พะโล้)
กินเสร็จข้าวเริ่มเรียงเม็ดฝนก็หยุดพอดี จัดแจงแต่งตัวและก็ออกจากจุดแวะหลบฝนมาตอน ๖.๓๐

ในภาพผมใช้ถุงขยะสีดำใบใหญ่ เพื่อทำให้กระเป๋าสัมภาระผมเป็น "กระเป๋ากันน้ำ"
ตอนนี้เพิ่งจะแวะมาหลบฝน ถ่ายเวลาเดียวกันกับภาพด้านบนแหละครับ



จากนั้นก็วิ่งมาเรื่อยจนบรรจบกับถนนเพชรเกษม
ก่อนจะเข้าสู่ถนนเพชรเกษมนี้มีภาพที่ผมประทับใจอยู่ภาพนึง
ภาพทิวทัศน์ข้างหน้า เป็นทิวเขาสีทึม มีหมอกลอยเอื่อยอยู่รอบทิวเขาเหล่านั้น
ฟ้าตอนเช้าซึ่งเป็นสีฟ้าคราม และมีท้องนาเขียวขจีอยู่ด้านล่าง สวยจริงๆ ครับ

แต่เนื่องจากต้องทำเวลา จึงไม่ได้จอดเพื่อควักเอากล้องถ่ายรูป ออกมาเก็บภาพนั้นไว้ แอบเสียดายเล็กๆ
พอเข้าถนนเพชรเกษมก็แวะเติมน้ำมันปั๊มระหว่างทางก่อนจะถึงเขาย้อย
ออกมาก็เจอกับน้องๆ นักเรียนกำลังโดยสารรถสองแถวเพื่อเดินทางไปโรงเรียน
นึกถึงสมัยเรียนมัธยมต่างจังหวัดจริงๆ

ช่วงนี้ทำความเร็วอยู่ที่ ๑๐๐-๑๒๐ กม. ขี่ไปจนถึงกุยบุรี เสียงโซ่ก็เริ่มดังจนรำคาญ
เลยแวะปั๊มแถวนั้นและทำการหยอดน้ำมันโซ่ซะ

ออกเดินทางต่อเสียงโซ่ก็ยังคงดังอยู่แต่ไม่มาก อืม เดี๋ยวคงดีขึ้นแหละน่า
ระหว่างทางเจอรถเทรลเลอร์ขนรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ จำนวนนับสิบคัน
จะแซงพี่เหล่านี้ก็ต้องดูจังหวะดีๆ เพราะรถเราไม่ได้มีความเร็วปลายและอัตราเร่งเหลือกินเหลือใช้เท่าใดนัก

ประกอบกับวันนี้เป็นวันพุธ(วันที่เดินทาง) จำนวนรถจึงไม่หนาตาเท่าไร วิ่งสบายๆครับ
ยกเว้นรถพ่วงและรถบรรทุก ที่มีจำนวนมากกว่ารถส่วนตัวไม่ต่ำกว่าเท่าตัวแน่นอน

ในภาพจนเวลาประมาณบ่ายโมงตรง ก็ทนรำคาญเสียงโซ่ไม่ไหว ต้องแวะจอดเพื่อหยอดน้ำมันโซ่อีกรอบ
รวมทั้งน็อตปลายท่อที่หลวม ทำให้เสียงท่อไอเสียดังแปลกๆ เพราะแฟลบที่อยู่ด้านในมันหมุนตัวได้ตามอิสสระนี่เอง
แวะร้านซ่อมรถเล็กๆแถวนั้น ขอยืมปะแจเบอร์สิบ กวดน็อตได้มั่นคงดีแล้วจึงออกเดินทางต่อไป



จากบางสะพานน้อย บึ่งไปอีกหน่อยก็ไปถึงแยกปฐมพร(ทางเข้าตัวจังหวัดชุมพร และสามารถเลี้ยวขวาเพื่อไปภูกเก็ตทางเส้นระนองได้)ตอนบ่ายโมงครึ่ง
เนื่องจากสามารถทำเวลาได้อย่างที่วางแผนไว้ จึงตัดสินใจที่นี่ว่าจะลงไปให้ถึงจุดหมายเลย
จากแยกดังกล่าวก็เดินทางมุ่งหน้าต่อไป
ถนนช่วงชุมพรกำลังปรับปรุงผิวถนนอยู่หลายจุด
ตรงส่วนที่ยังไม่ได้ปรับปรุง บางช่วงขอบอกว่ายางมะตอยมันหมดสภาพแล้วจริงๆ

ผ่านอำเภอพุนพิน(สุราษฏร์ธานี)ตรงต่อไปยังอำเภอทุ่งสง
ก่อนถึงอำเภอทุ่งสง มีการทำถนนใหม่ ถนนช่วงนี้สภาพผิวถนนบางช่วงค่อนข้างแย่
และการซ่อมถนนบริเวณนี้จะคล้ายกับการทำถนนใหม่เลย
โดยจะิปิดฝั่งที่ซ่อมด้านใดต้านหนึ่ง แล้วเบี่ยงให้รถไปวิ่งฝั่งที่สวนทางมา
พูดง่ายๆก็ไปยืมเลนฝั่งตรงข้ามเลนนึงนั่นแหละครับ

ก่อนเข้าตัวเมืองทุ่งสง เจอฝนนิดหน่อย โชคดีที่ฝนเพิ่งจะตกไปฝนยังไม่ขาดเม็ดเท่าไหร่
ผมก็มาพอดี ตอนนี้ก็ค่อยๆขี่ไป เลนซ้ายสุด ด้วยความเร็วต่ำ ๖๐-๘๐ กม.
ตอนนี้เด็กๆ เพิ่งจะเลิกเรียน กำลังเดินทางกลับบ้านกัน
คิดในใจ ตอนที่น้องๆนั่งเก้าอี้เรียนหนังสืออยู่ในห้อง พี่นั่งบนอานมอเตอร์ไซค์มาตลอดเลย

ผ่านเมืองทุ่งสงไปทางพัทลุง ถนนกลับมาดีเหมือนเดิมแล้ว
ช่วงนี้จะเป็นช่วงไต่ระดับขึ้น สองข้างทางเริ่มมีภูเขาหินปูน
ช่วงนี้ถือว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามอีกเส้นนึงเหมือนกันครับ

ไปเรื่อยจนเกือบถึงพัทลุง แล้วโชคดีของผมที่มีมาทั้งวัน
ก็ถึงคราวที่ต้องเฉลี่ยสภาพฤดูกาลที่ควรจะเป็นจริงๆจังๆเสียที
ฝนกระหน่ำตกลงมาตั้งแต่พัทลุงเป็นต้นไป

ความเหนื่อยล้าเริ่มเกิดขึ้นช่วงพัทลุงนี้เอง ประกอบกับเจอฝนกระหน่ำซ๊า
ต้องคลานไปเรื่อยๆ ในใจคิดอยากจะหยุดหลบฝน แต่อีกใจก็บอกว่า
น่า... อดใจอีกนิดเดียวฝนมันคงไม่ตกไปตลอดทางหรอก

ว่าแล้วก็ฮึดอีกครั้ง ไม่แวะหลบฝน ลุยไปเรื่อยๆ
จนเข้าเขตจังหวัดสงขลาฝนก็หายไป
ช่วงนี้เริ่มเย็นย่ำเสียแล้ว ผมจึงเริ่มทำความเร็วอีกครั้งเพื่อชดเชยกับช่วงที่ติดอยู่ท่ามกลางสายฝน แม้จะรู้สึกล้าแล้วก็ตาม
จนถึงอำเภอรัตภูมิเมื่อเวลาประมาณ ห้าโมงเย็น

จึงได้รายงานการเิดินทางในกระทู้ก่อนซะหน่อย
แต่ตอนลงจากรถปวดเอวค๊อดๆเลย T_T



จากนั้นก็เดินทางต่อ กับระยะทางอีกแค่ประมาณหกสิบกิโลก็ควรจะถึงจุดหมายในเวลาประมาณหกโมงเย็น
แต่ ด้วยความเซ่อช่าของผมแทนที่จะมุ่งหน้าตรงไปยัง อ.นาหม่อม ซึ่งอยู่ระหว่างทางเส้นที่มุ่งหน้าสู่ปัตตานี ดันไปทางเส้นทาง อ.เมืองสงขลาซะนี่

ขี่ไปขี่มาๆ มองหาป้าย อ.นาหม่อม ก็ไม่เจอ จนจะถึงเมืองสงขลาอยู่รอมร่อ....

คิดขึ้นได้ก็แวะเข้าปั๊มเพื่อจะเติมน้ำมันและถามทาง
ผม : น้องครับ อำเภอนาหม่อมอีกไกลมั๊ย
น้อง : ที่ไหนนะพี่ นาหม่อม (แล้วน้องก็ทำหน้างงๆ) ไม่รู้จักอ่าครับพี่
ผม : (- -")

หลังจากนั้นจึงหยิบมือถือมาเปิดดูแผนที่ จึงถึงบางอ้อ พร้อมกันพอดีกับน้องอีกคนที่ทราบความจากเพื่อนเด็กปั๊มเดินมาบอก

น้องอีกคน : พี่ๆ พี่มาผิดทางแล้ว พี่ต้องกลับรถไปทางเส้นเดิม แล้ว....ฯลฯ
ผม : อืม.... ขอบคุณครับน้อง พี่พอจะรู้ตัวแล้วละ

น้องกับเพื่อนๆ ก็อดอมยิ้มหัวเราะคิกคักในความเซ่อของผมไม่ได้ ที่ขี่รถหลงไปตั้งไกลแล้วยังไม่รู้ตัว
พอเริ่มฉลาดแล้วจึงย้อนกลับทางเดิมและไปถึงจุดหมายในที่สุด เมื่อเวลาประมาณ ๑๘.๓๐ น.



สรุปการเดินทางในวันแรก ได้ระยะทางเพิ่มมาอีกนิดหน่อย รวมทั้งสิ้น
ประมาณ ๑,๐๒๙ กม. ด้วยเวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ ๑๔.๓๐ ชม.
จากที่ควรจะแค่ประมาณ ๙๘๙ กม. ....... - -"



หลังจากเสร็จภาระกิจ ในวันศุกร์(เดินทางจากบ้านมาวันพุธ) ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยัง ภูเก็ต
ช่วงก่อนหน้านี้เนื่องจากต้องทำเวลาจึงไม่ค่อยได้่ถ่ายภาพ
วันนี้เลยตั้งใจว่าจะถ่ายภาพมาฝากสมาชิกในบอร์ด เพื่อชดเชย

เส้นทางที่ตั้งใจไว้คร่าวๆ ย้อนกลับทางเดิมจนถึงแยกพัทลุง
แล้วจึงเลี้ยวซ้ายไปทางจังหวัดตรัง ผ่านเขาพับผ้าไปเรื่อยๆ

เริ่มออกเดินทางตอน ๑๐.๐๐ น.



กำลังจะออกจากตัวเมืองสงขลา เจอป้ายนี้เลยเก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อย



มุ่งหน้าสู่พัทลุง
ช่วงนี้เจอรถบีเอ็มฯ สองคันซิ่งไล่กัน ดูแล้วน่าอิจฉาเสียจริง
ผมคิดในใจ หากเป็นบีเอ็มฯ คงไม่ปวดตัวแบบนี้หรอกมั๊ง
แต่... ถึงให้สองคนนั้นมาขี่รถแบบผมเส้นทางแบบผม
ก็ใช่ว่าสองคนกล้าทำ... ลูกบ้าผมเยอะกว่าหรอกนะ



ผ่านสี่แยกพัทลุงเลี้ยวซ้ายไปจังหวัดตรัง ก่อนจะขึ้นเขาพับผ้าครับ



จุดนี้น่าจะเรียกว่า ศรีนครินทร์ ทางขึ้นเขาพับผ้า
เส้นทางภาคใต้มีทัศนียภาพที่ร่มรื่น เขียวครึ้งไปด้วยต้นไม้ข้างทาง
โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่ใช่สายหลักเช่นเส้นทางนี้



ภาพนี้ถ่ายบนเขาพับผ้า ห่างจากภาพที่แล้วแค่อึดใจ



ภาพนี้เป็นจุดเดียวกันกับด้านบน เป็นทิศทางที่เราจะไปต่อครับ



ลงมาจากเขาพับผ้าอึดใจเดียวก็มาถึงเมืองตรัง(ติ่มซำ กับหมูย่างอร่อยสุดๆ)



เลี้ยวขวาเส้นอ้อมเมืองตรัง มาได้นิดเดียวก็เจอวิวสวยอีกแล้ว
จอดๆ ถ่ายภาพซะหน่อย





ขี่รถไปแบบ งงๆ จุดหมายต่อไป อ.ห้วยยอด
เพื่อแวะเยี่ยมเพื่อนสมัยเรียนซะหน่อย



ช่วงห้วยยอดเส้นทางที่ผมใช้กำลังทำถนนอยู่
ขี่ๆ ลงเนินมาเจอทำถนนกรวดลอยเต็มหน้าตัก
เกือบแฉลบเจิมถนนสร้างใหม่เสียเล้วเรา

ภาพนี้ถ่ายตรง ตัวอำเภอห้วยยอด
ของดีของดังที่นี่ก็เป็นเค้กขุกมิ่งอันเลื่องชื่อ(ผ่านไปอย่าลืมลองทานนะครับ)



เจ้าเพื่อนผมมันก็ช่างบอกทางได้สุดยอดเสียเหลือเกิน
ขี่รถจอดแล้วโทรถามทางอยู่สามรอบ ผมยังหามันไม่เจอ.... - -'
สุดท้ายเลยบอกว่าอยู่หน้าบริษัทฮอนด้า ให้มันออกมาหาผมแทน
เจอกันทักทายสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันพอหมดกาแฟคนละแก้ว น้ำชาอีกกา
ก็ออกเดินทางต่อ...

สภาพเส้นทางระหว่างมุ่งหน้าสู่จังหวัดกระบี่ครับ เขียวสดชื่น อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนเลย



ระหว่างทางเจอน้ำพุร้อนอยากแวะใจจะขาด
แต่เอ้อระเหยซ้า..... บ่ายสามครึ่งแล้ว



เส้นทางระหว่าง กระบี่-อ่าวลึก สวยมาก
มีภูเขาหินสูงอยู่สองข้างทาง เหมือนในภาพ
มีต้นไม้ขนาดใหญ่สูงร่วมยี่สิบเมตร(ไม่แน่ใจว่าต้นยางหรือเปล่า)
และไม้ใหญ่อื่นๆ ทำให้สองข้างทางร่มรื่นมาก
ถนนเรียบดีและสวยมาก ประทับใจครับ



ภาพนี้ห่างจากข้างบนแค่ห้านาที
วันนี้ขี่สบายๆ ไม่รีบร้อนความเร็วเดินทางประมาณ ๘๐-๑๐๐ กม./ชม. แต่ส่วนใหญ่จะป้วนเปี้ยนอยู่แถว ๘๐ ซะส่วนใหญ่



ใช้เวลาแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงอ่าวลึกครับ
ที่อ่าวลึกนี้จะเป็นจุดบรรจบของเส้นทาง เซ้าเทิร์นซีบอร์ด
ก็เส้นที่รถขึ้นหรือล่อง ภูเก็ต-กรุงเทพฯ มักจะวิ่งยาวๆ ตรงๆ
ไปเข้าเส้นหลักที่จังหวัดสุราษฏร์ธานีละครับ



แล้วก็เข้าสู่จังหวัดพังงา ถนนช่วงพังงาจะไม่ค่อยดีเท่าไรโดยเฉพาะแถวทับปุด
มีการทำถนนกันอยู่ ช่วงนี้ผมวิ่งแบบงงๆ หลงทางซะครั้งนึง(แต่แค่ไม่กี่ร้อยเมตร เกือบอีกแล้ว)

ระหว่างทางผ่าน บ.กระโสม ด้วย ผมตื่นเต้นมาก แต่จอดไม่ทัน
มีใครทราบไหมว่าทำไมผมถึงได้ตื่นเต้น.... หุหุ (ทายถูกก็ไม่มีรางวัล)

รถแถวนี้จะขับไม่ค่อยให้สัญญาณเท่าไหร่ ใครไม่เคยมาก็ระวังใจตรงกันเพื่อนร่วมถนนนะครับ



จนข้ามสะพานสารสินใหม่ เข้าสู่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเวลา ๑๗.๓๐ น.
สิ้นสุดไปอีกวัน สำหรับการเดินทาง

วันนี้ผมพักตรงสนามบินภูเก็ต เพราะนัดเจอกับน้องที่นับถือกัน
เจ้าถิ่นพานั่งรถเที่ยวหาดป่าตอง (คล้ายๆพัทยาบ้านเรา)
ชมเมือง แต่ด้วยความค่ำมืดแล้ว เลยออกความเห็นว่า ไว้ค่อยมาเที่ยวชมเมืองในคราวหน้าจะดีกว่า
ว่าแล้วก็หาร้านนั่งกินดื่ม และสั่งอาหารมารองท้องเล็กน้อย
ก่อนจะไปร้านอาหารกึ่งผับ ติดหาดในยาง

นั่งโต๊ะที่ตั้งไว้บนหาด นั่งๆกินไป น้ำทะเลก็สูงขึ้นมาจนถึงโต๊ะที่นั่งกินกันอยู่เลย
สั่งหอยนางรมมาสี่ฝา แต่น่าเสียดายที่ไม่มี่ยอดกระถินมาให้ - -'

แต่อาศัยได้เพื่อนเก่าที่รู้ใจ "พี่สิงห์" ที่ทำให้คงบรรยากาศชายหาดและคงอรรถรสในการสนทนาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี หุหุ



เช้าวันเสาร์ ตื่นขึ้นมาตอนเจ็ดโมงเช้า
เจ้าถิ่นพาไปทาติ่มซำ และขนมจีนน้ำยา อาหารเช้าของคนที่นี่

ผมฟาดซะเต็มคราบเนื่องจาก ต้องตุนพลังงานเอาไว้ใช้ตลอดการเดินทาง
เบ็ดเสร็จเยี่ยมชมสถานที่อีกเล็กน้อยก็กลับที่พักเพื่อเริ่มเดินทางต่ออีกครั้ง

ในภาพระเบียงที่พักบริเวณสนามบิน สะดวกสะบาย และที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่าย



เมื่อวานนี้ระยะทางจากเรือนไมล์อยู่ที่ประมาณ ๔๗๐ กม.
ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น ประมาณ ๗.๓๐ ชม.

อากู๋บอกว่าระยะทางสำหรับวันนี้คือประมาณ ๘๗๗ กม.
เส้นทางเลียบทะเลฝั่งอันดามันขึ้นไปเรื่อยๆ จนผ่านจังหวัดระนอง
แล้วมาบรรจบกับเส้นหลักที่ แยกปฐมพร จังหวัดประจวบฯ

จอดเก็บภาพเส้นเลียบสนามบินเล็กน้อย เริ่มเดินทางที่เวลา ๐๙.๓๐ น.
ในภาพดูดีๆ จะเห็นหางของเครื่อง 747 สามร้อยกว่าที่นั่งของการบินไทยจอดอยู่ตรงแท๊กซี่เวย์





วิ่งออกมาได้หน่อยประมาณ สามสิบ กม. แวะเติมน้ำมันที่ โคกกลอย
พอออกจากปั๊ม เวรกำ... สายไมล์ขาด....

ผมรู้สึกเป็นกังวลมาก เนื่องจากใช้เรือนไมล์วัดระยะทาง และเช็คความเร็ว
เพื่อควบคุมเวลาที่ใช้ในการเดินทางไม่ไห้ช้าเกินไป
แล้วนี่เป็นเส้นทางสายรองเสียด้วย ถ้าหากน้ำมันหมดกลางทาง
หรือทำความเร็วได้ไม่เหมาะสม อาจจะช้าเกินไป
แน่นอนว่าจะเกิดปัญหากระทบกับช่วงท้ายของการเดินทางแน่นอน(ไม่อยากขี่กลางคืน) T_T

แต่บอกตัวเองว่า ช่วยไม่ได้ มีแต่ต้องลุยต่อไปเท่านั้น...



อ้อลืมบอกไปว่า โคกกลอย ยังเป็นพื้นที่จังหวัดพังงานะครับ
ผ่านโคกกลอยมาก็หน่อยครับ เส้นทางสายนี้ ถนนดี
วิวข้างทางก็ร่มรื่นเหลือประมาณ โค้งมีให้เล่นเพลินๆ

เป้าหมายต่อไปจังหวัด ระนอง



สองข้างทางเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ยืนต้นสูง เขียวสดชื่น
ด้านขวามือจะเป็นทิวเขาสูงพาดทอดยาวลงมาขนานกับชายฝั่ง
ส่วนซ้ายมือก็จะเป็นทะเลอันดามัน ซึ่งถนนบางช่วงก็จะมองเห็นทะเลได้
เช่นนี้ไปตลอดเส้นทางจนถึงจังหวัดชุมพรเลยครับ

ภาพนี้เป็นสภาพเส้นทาง ยังอยู่ในเขตจังหวัดพังงา



จุดนี้เป็นถนนก่อนถึง เขาหลัก เส้นทางสวยงามมากครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลัดเลาะขึ้นเขาและหน้าผา ขวาก็มือเป็นภูกเขาสูง

ถ่ายภาพจุดนี้ตอนเวลาประมาณ ๑๐.๓๐ น.





สภาพเส้นทาง ภาพนี้เป็นจุดเดียวกันกับภาพด้านบน



แถบเขาหลักจะมีช่วงที่เป็นแหล่งบริการนักท่องเที่ยวอยู่จุดนึง
ป้ายร้านรวงต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษแทบทั้งสิ้น คงพอจะทราบกลุ่มเป้าหมายแล้วนะครับ
ร้านค้าจุดนั้นสร้างและตกแต่งกันอย่างสวยงาม เหมาะแก่การแวะพัก
ทานกาแฟสักแก้ว อาหารเบาๆ สักมื้อ คิดได้แบบนี้แล้วผมก็......

บอกตัวเองว่า ไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอกวุ้ย - -'
คิดในใจ ไม่เป็นไร ถือว่าคราวนี้มาสำรวจเส้นทาง
ไว้ลงมาครั้งต่อไป จะเซ็ทไว้สักสามวัน แวะมันให้หมดเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ (ปลอบใจตัวเอง)

แล้วมาพบกับความจริงว่า ระนอง อีก ๑๖๕ กม. สู้ต่อไป



ถัดจากด้านบนมาหน่อย แค่ประมาณไม่ถึงสิบนาที
ก็มาเจออุโมงค์ต้นไม้ ไม่ต้องไปไกลถึงเขาใหญ่ดูได้
เสียงตะโกนจากผู้ชม "แต่มันไกลจาก กรุงเทพฯ โว้ย...." -_-



เลาะริมเขามาเรื่อยๆ จนขึ้นเขาก็หลายลูกอยู่
ช่วงนี้มีดูคาติกับอีกคันไม่แน่ในว่ารถอะไร บิดอัดตามกันไปด้วยความเร็ว
เข้าโค้งกันมันส์ไปเลย อยากตามไปดูเหมือนกันแต่กลัวจะลาโค้งตกเขาไปเสียก่อน

จึงได้แต่เดินทางไปตามความเร็วที่เจ้าม้าแกลบจะอำนวย(แต่ก็ไม่รู้ว่าเร็วเท่าไหร่ เพราะสายไมล์ขาด T T)
ภาพนี้จอดพักเพราะง่วงนอนมาก เกือบจะหลับคาแฮนด์อยู่แล้ว
ก็เส้นทางร่มรื่น อากาศเย็นสบายซะขนาดนั้น....

แถวนี้ไม่ทราบเรียกว่าอะไรเหมือนกันจอดพักเลย แช๊ะสักหน่อย ตอนนี้เวลา ๑๒.๓๐ น.



ขี่ต่อไปอีก มุ่งหน้าตัวเมืองระนอง เส้นทางสวยงามสุดๆ เลยครับ
อ้อ ลืมบอกไป ว่าช่วงเส้นทางมาระนองนี่ จะมีด่านทหารอยู่เป็นระยะๆ
แต่เขาก็ไม่ได้เรียกตรวจเรียกคุยอะไร ก็ขี่ผ่านไปเฉยๆ ทุกด่านเลยเหมือนกันครับ

ในภาพก่อนเข้าเมืองระนอง ขี่รถมาจะเห็นจากระยะไกลเลยครับ
เป็นน้ำตกจากเทือกเขาสูงด้านขวามือ ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อน้ำตกหงาว
อันที่จริงทั้งน้ำตก ทั้งชายหาด ทั้งภูเขา บ่อน้ำร้อน หลายจุดมากๆ
หากชอบเที่ยวทั้งภูเขาและทะเล ต้องมาเส้นทางนี้เลยครับ แถววิวข้างทางสวยงามร่มรื่นสุดๆ



ระนองเป็นเมืองเล็กๆ (หรือเปล่า) แต่เส้น ทล.๔ ที่ผมผ่านน่าจะเป็นชานเมือง
ในเมืองส่วนกลางน่าจะคึกคักกว่านี้ แวะปั๊มน้ำมันที่ตัวเมืองระนองเป็นปั๊มสุดท้าย
ก่อนจะยิงยาวไปจนเข้าถนนหลักที่ชุมพร ระยะทางไม่น่าจะเกิน ๑๕๐ กม. ช่วงนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจ

ออกจากตัวเมืองระนองก็ขึ้นเขาเลยครับ โหนโค้งซ้ายขวาๆแป๊ปเดียว ต้องรีบจอด
เก็บภาพครับ ที่เห็นไกลๆนั่นเป็นทะเล ตรงนี้เป็นจุดชมวิว ตอนนี้เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น.





มองไปข้างหน้า เป็นช่วงลงเขาครับ เส้นทางช่วงนี้ถนนดีมากถึงมากที่สุด
ขี่รถโหนโค้งกันเพลินอารมณ์เลยทีเดียว... โชคดีจังวันนี้ไม่โดนฝนเลย



ออกจากจุดชมวิวด้านบนมาแค่ประมาณสิบนาที
ก็มาเจอกับสะพานข้ามแม่น้ำละอุ่นที่มีขนาดเล็กๆ แต่ยาวมากจริงๆ
ประมาณด้วยสายตาไม่น่าจะต่ำกว่าสองร้อยห้าสิบเมตรได้....



มองไปฝั่งขวาของสะพาน ที่เห็นเป็นเกาะกลางแม่น้ำนั่นเป็นเรือรบญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอัปปางอยู่ที่นั่น
โดยญี่ปุ่นยึดบ้านเราเป็นฐานในการส่งกำลังบำรุงและสเบียงกรังต่างๆ
แต่ปัจจุบันได้มีตะกอนแม่น้ำทับถมจนซากเรือรบญี่ปุ่นลำนี้กลายเป็นเกาะกลางน้ำไป





จากสะพานนี้ไปทางด้านทิศตะวันตกจะเป็นปากแม่น้ำ ที่ออกไปยังทะเลอันดามัน
จะเห็นว่ามีชุมชนขนาดหลายร้อยหลังคาเรือนอยู่สองฟากฝั่ง
อาชีพยอดฮิตน่าจะเป็นอาชีพประมงกระมัง(อันนี้เดาเอาล้วนๆ)



อ้อ ลืมไปครับ หลังจากออกจากจุดชมวิวตอนที่ออกจากเมืองระนองมา ตอนลงมาใกล้ถึงทางราบ
จะมีน้ำตกตระหง่านเป็นสง่าอยู่ติดกับถนนเลยครับ (น้ำตกปุญญบาล)

ตอนเด็กจำได้ว่าเคยนั่งรถผ่านจุดนี้ แต่ไม่ได้แวะ
สวยงามมากๆครับ อยากจะจอดถ่ายแต่ไม่อยากให้เสียเวลามากเลยไม่ได้เก็บภาพมาฝาก

เดินทางต่อเลยละกันครบ พอข้ามสะพานด้านบนมา
ผมก็ยิงยาว ไม่แวะพัก ไม่แวะจอดที่ไหนแล้ว นอกจากเติมน้ำมัน
จนมาถึงแยกปฐมพรตอน บ่ายสองโมงครึ่ง จากนั้นเติมน้ำมันและเดินทางต่อทันที

วิ่งเข้าเลี่ยงเมืองหัวหินจนถึงแยกสะพานข้ามไปชะอำตอน หกโมงเย็นพอดี
เป็นโชคดีของผมที่ไม่เจอฝนเลยระหว่างทาง (เจอร่องรอยบ้าง แต่ตกเสร็จไปแล้ว)
จึงสามารถทำเวลาได้ค่อนข้างดี แต่ๆๆ.... มองไปข้างหน้าเพชรบุรีที่ผมจะมุ่งหน้าไป
เมฆดำทะมึน ความกว้างคงครอบคลุมได้สักสองอำเภอเป็นอย่างน้อย

ขี่ไปเรื่อยๆ จนผ่านสะพานเข้าเมืองเพชรบุรี วิ่งไปยังไม่ทันถึงเขาย้อยก็แวะเติมน้ำมัน ตอนนั้นประมาณ ทุ่มครึ่ง
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหลังจากเติมน้ำมันเสร็จ
ตู๊ด...... ตู๊ด........
ปลายสาย : ฮาโหล
ผม : นี่พี่เองนะ เป็นงัยที่บ้านฝนตกป่าว(ในใจคิดว่าตกหนักแน่ๆเลย)
ปลายสาย : ไม่เห็นมีนี่ ไม่ตกเลย
ผม : อะไรกัน นี่พี่น่าจะตกหนักนะ แถวนี้มองไปฝั่งเข้ากรุงเทพฯ มืดตื๋อเลย
ปลายสาย : ตกเหรอ ที่บ้านไม่เห็นตกเลย...

เออแฮะ งั้นอาจจะตกไม่เยอะก็ได้ ไปต่อเลยแล้วกัน
ว่าแล้วก็ขี่ต่อไป จนเข้าถนนพระรามสองเท่านั้นแหละครับ
ตกอย่างกับฟ้ารั่ว......

มืดก็มืด แถมฝนตกอีก.... T_T
ก็ค่อยๆ คลานไปแบบทุลักทุเลพอประมาณ
ไหนจะเหนื่อยและค่อนข้างล้าด้วย แต่ไม่มีทางเลือก
ยังงัยก็ต้องลุยไปให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยให้ได้

สรุป ผมใช้เวลากับระยะทางประมาณ ๑๒๐ กม. สุดท้ายด้วยเวลา ๒.๐๐ ชม.
แล้วก็กลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย เมื่อเวลา ๒๑.๓๐ น.

วันนี้ระยะทางจากอากู๋ ประมาณ ๘๗๗ กม. ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น ๑๒ ชม. พอดิบพอดี
หมดค่าน้ำมันไปทั้งสิ้นประมาณ ๓,๘๐๐ บาท

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณสมาชิกหลายๆท่านที่เป็นห่วงคอยติดตามและแนะนำผมจนสามารถเดินทางได้สำเร็จอย่างที่ได้ตั้งใจไว้

ขอคุณพระศรีรัตนไตรจงคุ้มครองท่านและครอบครัวจงประสบแต่ความสุขความเจริญทุกเมื่อไปครับ




Create Date : 18 กันยายน 2553
Last Update : 21 ธันวาคม 2553 0:06:10 น. 4 comments
Counter : 429 Pageviews.

 
เก่งมากมายค่ะ ไปคนเดียวระยะทางไกลมากค่ะ เอาภาพมาฝากเยอะๆนะค่ะ


โดย: chibuya109 วันที่: 18 กันยายน 2553 เวลา:22:20:17 น.  

 
คุณ chibuya109
ภาพไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เพราะเวลาน้อย แต่ระยะทางมากครับ
จึงทำให้ถ่ายภาพได้เพียงจำนวนน้อย อย่างที่ได้เล่าให้ฟังนี่หละครับ


โดย: SIMcityCorN วันที่: 19 กันยายน 2553 เวลา:12:10:50 น.  

 
โห...นับถือจริงๆค่ะ เป็นช่วงเวลาของการเดินทางจริงๆ สุดยอด


โดย: noinanai วันที่: 19 กันยายน 2553 เวลา:12:21:50 น.  

 
หรอยคาดเติ้น...ตอใดอีมีทริปหน้าล่าวนิ....คร่าวแลอยู่นะ...บอกกัน


โดย: luangchai (surachai0793 ) วันที่: 13 ตุลาคม 2553 เวลา:23:12:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

SIMcityCorN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add SIMcityCorN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.