|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
Anthropogenic Global Warming Theory โลกร้อนขึ้นเพราะกิจกรรมของมนุษย์?!!?
หนนี้ขอมาแนวสาระนิดนึงครับ กำลังหาเรื่องอัพบล็อกแต่งานวุ่นๆทั้งงานในงานนอก ว่าแล้วเจอเรื่อง Climate Change ที่น่าจะเอามาเผยแพร่ให้คนอื่นอ่านด้วย ก็ขอจับมาลงบล็อกดีกว่า
หนึ่งในหลายๆงานจับฉ่ายที่ทำอยู่คือผมเป็นคณะทำงานประเมินทิศทางเทคโนโลยี ของสถาบันวิจัยฯ ปตท. ซึ่งเรื่องที่รับผิดชอบก็มี climate change, energy storage และ power sector หนนี้ขอลง climate change จากส่วนหนึ่งของไฟล์ presentation ที่ทำไว้ต้นปีที่แล้วดูก่อน ในอนาคตอาจเอาเรื่องอื่นๆมาเล่าสู่กันฟังต่อครับ
หนนี้ได้ความรู้มากมายจากเว็บไซต์และเอกสารทางวิชาการต่างๆ ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจก็คือการถกเถียงเรื่องโลกร้อนในพันทิปห้องหว้ากอนี่แหละ โดยเฉพาะต้องขอขอบคุณคุณกาลามะชนและคุณ Trebovir Road จากหว้ากอ สำหรับข้อมูลอันเป็นประโยชน์ และการแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผลและหลักฐาน
สืบเนื่องจากประเด็นโลกร้อนที่กำลังร้อนแรงอยู่ในเวทีระดับโลก ปลายปี 2009 ได้มีการประชุม Copenhagen Summit ของ UNFCCC หรือการประชุมคณะกรรมการสหประชาชาติสำหรับหารือเรื่องการรับมือโลกร้อน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 15 ว่าด้วยการหารือเรื่องข้อกำหนดการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas, GHG) ทดแทนสนธิสัญญาเกียวโตที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2012 นี้ ซึ่งการประชุมก็เป็นไปด้วยความวุ่นวายทั้งประเทศสมาชิกที่ไม่ยอมลดการปลดปล่อยคาร์บอนเพราะกลัวกระทบต่อเศรษฐกิจ, ประเทศที่ต้องการกดดันบางประเทศให้ลดการปลดปล่อยคาร์บอน, การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา, ข้อตกลง Copenhagen Accord ที่ร่างโดยสมาชิกเพียง 5 ประเทศและรั่วออกมาก่อนการประชุม, หมู่มวลชนที่ตั้งป้อมประท้วงอยู่หน้าที่ประชุม โดยมีธีมหลัก "ถ้าโลกมันอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องสนใจเศรษฐกิจแล้วว้อย!!" 
ก่อนเราจะไปถึงวิธีการหารือการลดการปลดปล่อย GHG ซึ่งหลายประเทศก็ออกนโยบายมามากมายแล้ว นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งรู้สึกแปลกๆกับโลจิคการลดโลกร้อนครั้งนี้ จึงได้ตั้งคำถามขึ้นมา 2 คำถาม: 1. โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ? 2. หากโลกร้อนขึ้น มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์จริงหรือ?
ซึ่งมีเพียงกรณีเดียวนั่นคือคำตอบของทั้งสองคำถามจะต้องเป็น "YES!" การลดการปลดปล่อย GHG จึงจะตอบโจทย์การแก้ปัญหาโลกร้อนได้
ความเชื่อที่ว่าโลกร้อนขึ้นเพราะการกระทำของมนุษย์ถูกเรียกว่า Anthropogenic Global Warming Theory (จากนี้ไปขอเรียกย่อๆว่า AGW) และความตระหนักดังกล่าวก็เริ่มแพร่สะพัดอย่างกว้างขวาง หลังจากอัลกอร์ได้เผยแพร่สารคดี "An Inconvenient Truth" ในปี 2006 ว่าด้วยสภาพแวดล้อมของโลกที่กำลังเลวร้ายลงทุกขณะ รวมถึงผลลัพธ์สุดสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปหากมนุษย์ยังคงปลดปล่อยมลภาวะเช่นนี้ อีกด้านหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่อง AGW ก็กล่าวว่าโลกร้อนเป็นเพียง propaganda ของนักอนุรักษ์ ที่ใช้เป็นข้อต่อรองผลประโยชน์ต่างๆมากกว่าความต้องการแก้ปัญหาโลกร้อนจริงๆ

ตอนนี้จะขอแบ่งกลุ่มคนที่ถกเถียงเรื่องโลกร้อนเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มหนุนโลกร้อน ซึ่งเชื่อ AGW และกลุ่ม skeptic ซึ่งไม่เชื่อ AGW ซึ่งทั้งสองกลุ่มต่างก็มี issue ที่ใช้กล่าวหาฝั่งตรงข้ามได้ กลุ่มโลกร้อนก็กล่าวหาว่า "พวกไม่เชื่อโลกร้อนมันเป็นนายทุนที่กลัวเสียประโยชน์ เลยไม่อยากลดการปล่อยคาร์บอน!" กลุ่ม skeptic ก็กล่าวหาว่า "พวกโลกร้อนมันใช้ AGW เป็นเครื่องมือทางการเมือง (เช่นอัลกอร์กระพือเรื่องโลกร้อน เพื่อโจมตีนโยบายทุนนิยมของบุช คู่แข่งทางการเมืองของเขา)" หรือ "พวกขายเทคโนโลยีป้องกันโลกร้อนมันอ้าง AGW เพื่อโกยเงิน!" ไปจนถึง "กลุ่มประเทศบางกลุ่มกำลังจะใช้ Carbon Footprint เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้า (เช่นจะไม่รับซื้อสินค้าจากประเทศที่กระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยคาร์บอนเกินกำหนด อันนี้น่าสนใจครับ ถ้า AnexI ดันเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ กลุ่มประเทศยากจนตายครับ ตาย!)"
ซึ่งข้อกล่าวหาทั้งหลายก็ฟังดูมีน้ำหนักกันทั้งสองฝ่าย นั่นทำให้ Climate Change เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีเรื่องของการเมืองและสังคมเข้ามายุ่งเกี่ยวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จะให้พูดตรงๆใครๆก็คงมองว่าการลดการปลดปล่อยคาร์บอนมันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่รึ?
คำพูดดังกล่าวฟังเหมือนจะถูก หากเราไม่ต้องทิ้งเงินมหาศาลไปกับการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ทั้งที่สุดท้ายก็แก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้อยู่ดี
จนถึงตอนนั้น คงสายเกินไปที่จะเลือกเดินทางไปในแนวทางอื่นที่สามารถรับมือโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
พูดเรื่องการเมืองไปก็เท่านั้น เรามาดูหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กันบ้างดีกว่า ว่าฝ่ายไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน 
คำถามที่ 1 : โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ?
Issue 1 - สภาวะเกาะร้อนส่งผลต่ออุณหภูมิที่ตรวจวัดได้

สภาวะเกาะร้อน (Urban Heat Island) คือการที่อุณหภูมิบริเวณเขตเมือง สูงกว่าพื้นที่ธรรมชาติ เนื่องจากวัสดุก่อสร้างประเภท หิน ปูน ทราย เหล้ก ฯลฯ สามารถดูดซับและปลดปล่อยความร้อนได้มากกว่าพื้นดิน พื้นหญ้า แม่น้ำ ทะเล ต้นไม้ ฯลฯ ตามธรรมชาติ กลุ่ม skeptic จึงคิดว่า heat island เป็นสาเหตุให้อุณหภูมิที่วัดได้สูงขึ้นจากเมื่อก่อน โดยเฉพาะบริเวณที่ชุมชนหนาแน่นจะเก็บความร้อนไว้มาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิของโลกกำลังสูงขึ้น
ฝั่งโลกร้อนให้เหตุผลว่าในการศึกษาอุณหภูมิพื้นผิวโลกนั้น ทางคณะศึกษาได้ตัดผลจาก urban warming ออกแล้ว อีกทั้งบริเวณเมืองและชนบท ต่างก็มีแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะงั้นไม่เกี่ยวว่าเมืองหรืออะไรหรอก ที่ไหนมันก็ร้อนขึ้นทั้งนั้นแหละ!!
สามารถศึกษารายละเอียดการศึกษา global surface temperature ของ NASA ได้จาก //pubs.giss.nasa.gov/docs/2001/2001_Hansen_etal.pdf
ยกนี้ผมให้ฝั่งโลกร้อนชนะครับ
Issue 2 - สถานีตรวจวัดอุณหภูมิผิดพลาด

จากผลการตรวจวัดอุณหภูมิโดยสถานีตรวจวัดภาคพื้นดินและดาวเทียมของพบว่าสถานีภาคพื้นดินได้อุณหภูมิสูงกว่าการตรวจวัดจากอวกาศ ฝั่ง skeptic เชื่อว่าการตรวจวัดจากอวกาศมีความแม่นยำสูงกว่าภาคพื้นดินที่มีปัจจัยรบกวนมาก และอุณหภูมิที่วัดได้จริงๆไม่ควรสูงเท่าเท่าภาคพื้นดินแสดง แต่เกิดจากสภาวะเกาะร้อนมากกว่า
issue นี้เป็นความผิดพลาดของฝั่ง skeptic ที่ไม่เข้าใจการรายงานผลของสถานีตรวจวัดดีพอ เส้นกราฟที่แสดงคือ anomaly (ผลต่างของอุณหภูมิเทียบกับ base line) ไม่ใช่อุณหภูมิ!! สถานีภาคพื้นดินมีการตรวจวัดโดยใช้ข้อมูล 30 ปีเป็น base line นั่นทำให้รวมข้อมูลในช่วงที่โลกยังเย็นอยู่เข้ามาด้วย และ base line ต่ำ ทำให้ anomaly สูงกว่าภาคอวกาศที่ใช้ข้อมูลในช่วง 20 ปีเป็น base line (ซึ่งปีหลังๆอากาศร้อนขึ้น base line ก็สูงขึ้น) และเมื่อทำการปรับ base line ให้เป็นฐานเดียวกันแล้วพบว่ากราฟทั้งภาคพื้นดินและอวกาศมีแนวโน้มที่ใกล้เคียงกัน (จะยังคงแตกต่างกันเล็กน้อยเพราะสถานีดาวเทียมวัดอุณหภูมิบรรยากาศชั้นล่าง ในขณะที่สถานีภาคพื้นดินวัดอุณหภูมิผิวดิน)
ยกนี้ฝั่งโลกร้อนชนะครับ
จากข้อมูลอุณหภูมิที่ตรวจวัดจากหลายแหล่งและการตอบคำถามของฝ่ายค้านได้อย่างมีเหตุผลแล้วทำให้เชื่อได้ว่า โลกกำลังร้อนขึ้นจริงๆ
คำถามที่ 2 : หากโลกร้อนขึ้น มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์จริงหรือ?
Issue 3 - โลกเองก็ผ่านช่วงโลกร้อนมาหลายครั้งแล้ว

ทีนี้มาดูหมัดเด็ดของฝั่ง skeptic กันบ้าง เรารู้ข้อมูลการตรวจวัดอุณหภูมิในช่วงเวลา 100 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะเทอร์โมมิเตอร์อันแรกถูกคิดค้นขึ้นในปี 1750 แต่หากเราต้องการรู้สึกแนวโน้มอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาอย่างแท้จริง เราจะต้องมีการศึกษาย้อนอดีตไปมากกว่านั้น (แหม โลกอายุตั้ง 4 พันกว่าล้านปี จะเอาข้อมูลช่วง 150 ปีมาตัดสินว่าโลกมันร้อนขึ้นเรื่อยๆก็เกินไปละ) เพราะงั้นศาสตร์ที่เรียกว่า Peleoclimatology (แปลเป็นไทยว่าอุตุนิยมวิทยาดึกดำบรรพ์) จึงมีความจำเป็น
จากการศึกษาสภาพอากาศย้อนไปกว่าแสนปีก็พบว่าโลกเราเคยผ่านช่วงเวลาที่ร้อนกว่านี้มาหลายครั้งแล้ว (ชาวไวกิ้งเคยไปตั้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ที่ปัจจุบันหนาวเย็นจนแทบไม่มีคนอยู่ได้) โดยมีช่วงที่อุณหภูมิของโลกสูงอยู่สามช่วง ได้แก่ 1. Medieval Warm Period (ปี 800 - 1300AD) 2. Holocene Optimum Period (8000 - 5000 ปีก่อน) 3. The Penultimate Interglacial Period (125000 ปีก่อน) การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในยุคปัจจุบันนี้ถูกเรียกว่า Late Holocene Neoglacial Fluctuation ซึ่งอากาศมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดในช่วงเวลา 5000 ปีที่ผ่านมา และตรงตามหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ ตามไทม์ไลน์ Roman Cool Period --> Roman Warm period --> Dark Age Cool Period --> Medieval Warm Period --> Little Ice Age --> Recent Warm Period เห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วงอุณหภูมิขาขึ้น และเทอร์โมมิเตอร์ก็ตรวจวัดได้แค่ช่วงท้ายของ Recent Warm Period นั่นเป็นเหตุผลให้ข้อมูลอุณหภูมิที่ถูกบันทึกไว้ดูเหมือนจะสูงขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง
และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงแสนกว่าปีที่ผ่านมานี้ มนุษย์ไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ แต่อุณหภูมิของโลกมันก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่เช่นนั้น
คำอธิบายของ skeptic ในเรื่องนี้มีน้ำหนักดีทีเดียว
Issue 4 - โลกร้อนเป็นผลของคลื่นรังสีจากดวงอาทิตย์

จาก issue 3 เราได้เรียนรู้ว่าโลกเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอยู่ตลอดเวลาแบบที่มนุษย์ไม่ต้องไปทำอะไร แล้วสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดนั้นล่ะ? นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาผลของปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบโลก กับอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี พบว่ามีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งกว่าผลของ CO2 ที่มีต่ออุณหภูมิของโลกเสียอีก ซึ่งความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็เป็นพลังงานปริมาณมหาศาลที่โลกได้รับอยู่ตลอดเวลา ว่ากันว่ารังสีจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบโลก มีพลังงานถึง 1368 w/m2 ปริมาณรังสีทั้งโลกคิดเป็นพลังงานเท่ากับพลังงานที่ได้จากโรงไฟฟ้า 1700 ล้านโรง!!! โดยพลังงานเหล่านี้จะถูกดูดซับ 70% และสะท้อนกลับ 30%
ที่สำคัญ!!! พลังงานที่ดวงอาทิตย์ปล่อยมาถึงโลกนี้ไม่คงที่ แต่เปลี่ยนแปลงเป็นคาบ และความไม่สม่ำเสมอของแหล่งพลังงานใหญ่ที่สุดที่โลกได้รับนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
Issue 5 - ปริมาณของ CO2 ไม่ใช่สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกต่างหาก

(อ่านหัวข้อแล้วงงไหม) พูดให้ฟังง่ายๆคือสมมุติว่า A เป็นปริมาณ CO2 และ B เป็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก ชาวโลกร้อนเชื่อว่า A ทำให้เกิด B แต่ชาว skeptic แย้งว่า B ทำให้เกิด A ต่างหาก
จากการศึกษาอุตุนิยมวิทยาดึกดำบรรพ์ทำให้เราพบอีกว่านอกจากอุณหภูมิแล้ว ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามช่วงเวลาต่างๆ และมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญซะด้วย ดังนั้นสรุปได้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก เราควรลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อป้องกัน global warming ....เหรอ? สรุปเร็วเกินไปมั้งเพ่
ฝั่ง skeptic แย้งว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกต่างหากที่ทำให้ CO2 เปลี่ยนแปลง (ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกก็เกิดจากปริมาณรังสีตกกระทบตาม issue 4 ไม่ใช่คาร์บอน!! ต่อให้ตามทฤษฎี CO2 มันมีผล แต่ปริมาณ CO2 ที่น้อยนิดของโลกมันไม่ทำให้เกิดเรือนกระจกถึงขนาดเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรอก ไม่ใช่ดาวอังคารนะครับ)
แล้วทำไม CO2 จึงเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิล่ะ? สาเหตุมันคือมหาสมุทรครับ
มหาสมุทรเป็นคาร์บอน source และ sink ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศก่อนยุคอุตสาหกรรมมี 550 พันล้านตัน, เพิ่มเป็น 730 พันล้านตัน หลังยุคอุตสาหกรรม ในขณะที่มหาสมุทรมีปริมาณ CO2 ถึง 39000 พันล้านตัน มากกว่าถึง 50 เท่า!!! เมื่อ CO2 ละลายลงน้ำทะเล pH ของทะเลจะไม่เปลี่ยนแปลงมากเนื่องจากมีสมดุลเกลือคาร์บอเนตเป็นบัฟเฟอร์อยู่ หาก CO2 มีปริมาณมากขึ้น จะจับตัวเป็นหินปูน (CaCO3) ตกลงสู่ก้นมหาสมุทร
ซึ่งกลไกทางเคมีของมหาสมุทรนี้ช่วยรักษาสมดุลคาร์บอนให้แก่โลกได้เป็นอย่างดี
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น CO2 ละลายน้ำได้น้อยลง เป็นเหตุให้มหาสมุทรปลดปล่อยคาร์บอนออกมาสู่บรรยากาศ ด้วยเหตุนี้ B --> A :Prooved!! - -b
ทั้งนี้หากน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลง pH จนสัตว์ทะเลหลายประเภทไม่สามารถรักษาโครงสร้างแคลเซียมได้และตายไป เมื่อสัตว์เล็กตาย ปะการังเสียหาย ปลาก็ลดลง กระทบต่ออุตสาหกรรมประมงไปด้วย แต่ก็ยังไม่มีรายงานการพบอุบัติการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด
จากด้านบนนี้คงพอสรุปได้ว่าโลกกำลังร้อนขึ้นจริง แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดจากการกระทำของมนุษย์จริงหรือไม่
แต่จากกระแสสังคมส่วนใหญ่ทั่วโลกที่ต้องการให้มีการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง (เห็นคนยืนประท้วงหน้าการประชุม COP ทุกครั้งที่ผ่านมานั่นไหม?) ...จากการให้ความร่วมมือลดการปลดปล่อยคาร์บอนในประเทศสมาชิก UNFCCC ...จากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมแกมบังคับให้หน่วยงานต่างๆ (โดยเฉพาะ กฟผ. และ ปตท. ที่อยู่ใกล้มือรัฐบาลและเป็นแชมป์การปล่อยคาร์บอนของประเทศไทย) ลดการปล่อยคาร์บอน ...รวมทั้งจากทิศทางของบริษัทชั้นนำต่างๆที่ต้องการมุ่งสู่ Sustainability ซึ่งต้องมีการทำ GHG Roadmap ขององค์กรเข้ามาร่วมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว... คงไม่มีประโยชน์ที่จะมองหาทางเลือกอื่นในการรับมือกับ climate change นอกจากลดการปล่อย GHG ตามที่ชาวโลกส่วนใหญ่เขาต้องการ
เนื้อหาสำคัญที่สุดของบล็อกนี้จึงเป็น >> สิ่งที่ผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือกระแสสังคมและนโยบายจากภาครัฐ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์
ข้อตกลงการต่อสนธิสัญญาเกียวโตในปี 2012 จะเป็นเช่นไร? โลกจะกลับมามีอากาศบริสุทธิ์ (อย่างน้อยก็ดีกว่าปี 1990 ที่ใช้เป็น base line ในการลด GHG) หรือไม่? เมื่อลด GHG ได้แล้ว อุณหภูมิของโลกจะร้อนน้อยลงจริงหรือ? (ที่แน่ๆ มี.ค. ปีนี้หนาวฉิบหาย) 
ทั้งหมดนี้เราคงต้องติดตามชมกันต่อไป
แต่อย่างน้อยจากการศึกษาเรื่องโลกร้อนครั้งนี้ ก็ช่วยให้เราเตรียมใจได้ว่า ต่อให้ลดการปล่อย GHG ได้ตามเป้าหมายจริง อากาศโลกก็อาจจะวิปริตแบบนี้อยู่ดีนะจ๊ะ เฮ~
| Create Date : 18 มีนาคม 2554 |
| Last Update : 27 สิงหาคม 2560 21:10:08 น. |
|
21 comments
|
| Counter : 4314 Pageviews. |
 |
|
|
โดย: MaFiaVza วันที่: 18 มีนาคม 2554 เวลา:13:10:19 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:0:46:46 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:0:48:13 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:2:21:58 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:11:56:34 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:16:22:53 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 19 มีนาคม 2554 เวลา:16:25:10 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:17:29:43 น. |
|
|
|
โดย: OceanSage วันที่: 23 มีนาคม 2554 เวลา:19:01:53 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 25 มีนาคม 2554 เวลา:14:56:16 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:11:21:48 น. |
|
|
|
| โดย: UNFCCC IP: 86.145.74.62 วันที่: 23 เมษายน 2554 เวลา:2:00:54 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 24 เมษายน 2554 เวลา:10:48:57 น. |
|
|
|
| โดย: ด.ญ. จิรพรรณ ตั้งจิตต์ IP: 110.77.251.60 วันที่: 31 มกราคม 2555 เวลา:18:59:00 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 3 เมษายน 2555 เวลา:21:21:40 น. |
|
|
|
|
|
|
|