กรรม เกิดจาก เจตนา เจตนา คือ ตัวกรรม
Group Blog
 
<<
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
22 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
ปฏิสนธิจิตเป็นวิญญาณขันธ์. ........


๒- อภิ. ย. เล่ม ๓๙/ข้อ ๑๒๗

บทว่า ตสฺมึ ขเร ชาตเจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คืออกุศลเจตนา.
บทว่า ปฏิสนฺธิกฺขเณ ในขณะแห่งปฏิสนธิ คือในขณะแห่งปฏิสนธิที่ถือเอาแล้วด้วยกรรมนั้น.
บทว่า ตโต เหตู เหตุ ๓ ประการ คืออโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นอัพยากตเหตุ.
บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คืออัพยากตเจตนาอันเป็นวิบาก.
ในบทนี้ว่า นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณในขณะปฏิสนธินั้น วิบากเหตุ ๓ และเจตสิกที่เหลือเป็นนาม หทยวัตถุเป็นรูป แม้แต่นามรูปเป็นปัจจัยนั้นปฏิสนธิวิญญาณย่อมเป็นไป.
นามแม้ในบทว่า วิญฺญาณปจฺจยาปิ นามรูปํ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยก็มีนามรูปนี้ มีประการดังได้กล่าวแล้ว.
ส่วนรูปในบทนี้ได้แก่ รูป ๓๐ คือ วัตถุทสกะ กายทสกะ ภาวทสกะ ของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ เพราะท่านประสงค์เอามนุษย ปฏิสนธิพร้อมด้วยเหตุ.
อนึ่ง ได้แก่ รูป ๗๐ คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ (และรูป ๓๐ ข้างต้น) ของสังเสทชะ โอปปาติกะซึ่งมีอายตนะครบ นามรูปมีประการดังนี้แล้วนั้น ย่อมเป็นไปเพราะปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจัยในขณะปฏิสนธิ.
ในบทนี้ว่า ปญจกฺขนฺธา ขันธ์ ๕ คือ รูปที่ได้ในขณะปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิจิตเป็นรูปขันธ์ เวทนาที่เกิดร่วมกันเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือเป็นสังขารขันธ์ ปฏิสนธิจิตเป็นวิญญาณขันธ์.
บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย คือขันธ์ไม่มีรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัยของกันและกัน มหาภูตรูป ๔ ในรูปขันธ์เป็นสหชาตปัจจัยของกันและกัน ขันธ์ไม่มีรูปและหายรูปเป็นสหชาตปัจจัยของกันและกัน แม้มหาภูตรูปก็เป็นสหชาตปัจจัยของอุปาทารูป.
บทว่า อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัย.
บทว่า นิสฺสยปจฺจยา โหนติ เป็นนิสสยปัจจัย คือ เบญจขันธ์เป็นอุปการะโดยอาการตั้งมั่นไว้และโดยอาการเป็นที่อาศัยขันธ์ไม่มีรูป ๔ เป็นนิสสยปัจจัยของกันและกัน เพราะเหตุนั้นพึงให้พิสดารดุจสหชาตปัจจัย.
บทว่า วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นวิปปยุตตปัจจัยคือเบญจขันธ์เป็นอุปการะโดยความวิปปยุตตปัจจัยของปฏิสนธิรูป หทัยรูปเป็นวิปปยุตตปัจจัยของขันธ์ไม่มีรูป เพราะในบทนี้ว่า ปญฺจกฺขนฺธา ท่านกล่าวด้วยสามารถตามที่มีได้ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า จตฺตาโร มหาภูตา มหาภูตรูป ๔ นี้ท่านกล่าวถึงปัจจัย ๓ ก่อน.
บทว่า ตโย ชีวิตสงฺขารา เครื่องปรุงชีวิต ๓ ประการ คือ อายุ ไออุ่นและวิญญาณ.
บทว่า อายุ ได้แก่ รูปชีวิตินทรีย์และอรูปชีวิตินรีย์.
บทว่า อุสฺมา ได้แก่ เตโชธาตุ.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ.
จริงอยู่ ชื่อว่าชีวิตสังขาร เพราะอายุ ไออุ่นและวิญญาณเหล่านี้ย่อมปรุงชีวิตสังขาร คือให้เป็นไปยิ่งๆ ขึ้น.
บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย.
พึงทราบว่า อรูปชีวิตินทรีย์และปฏิสนธิวิญญาณเป็นอัญญมัญญปัจจัยและสหชาตปัจจัยของขันธ์อันสัมปยุตกันและหทัยรูป เตโชธาตุเป็นอัญญมัญญปัจจัยและสหชาตปัจจัยของมหาภูตรูป ๓ และเป็นสหชาตปัจจัยของอุปาทารูป รูปชีวิตินทรีย์เป็นสหชาตปัจจัยโดยปริยายของสหชาตรูป.
บทว่า อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย คือ อรูปชีวิตินทรีย์และปฏิสนธิวิญญาณทั้ง ๒ เป็นอัญญมัญญปัจจัยของขันธ์อันสัมปยุตกัน.
พึงทราบประกอบโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ว่า อญฺญมญฺญนิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัยและนิสสยปัจจัย
บทว่า วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นวิปปยุตตปัจจัย คือ อรูปชีวิตินทรีย์และปฏิสนธิวิญญาณย่อมเป็นวิปปยุตตปัจจัยของปฏิสนธิรูป. ส่วนรูปชีวิตินทรีย์ไม่เหมาะในความเป็นอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัยและวิปปยุตตปัจจัย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวด้วยอำนาจตามที่มีได้ว่า ตโย ชีวิตสงฺขารา เครื่องปรุงชีวิต ๓ ดังนี้.
พึงประกอบนามและรูปในความเป็นปัจจัย ๔ โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง.
บทว่า จุทฺทส ธมฺมา คือธรรม ๑๔ ประการ โดยจำนวนอย่างนี้คือ ขันธ์ ๕ มหาภูตรูป ๔ ชีวิตสังขาร ๓ นาม ๑ รูป ๑.
ความเป็นปัจจัยมีสหชาตเป็นปัจจัยเป็นต้นของธรรมเหล่านั้น และธรรมอื่นข้างหน้ามีนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสัมปยุตตปัจจัย คือธรรมทั้งหลายเป็นอุปการะโดยความสัมปยุตกัน กล่าวคือมีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน.
บทว่า ปญฺจินฺทฺริยา อินทรีย์ ๕ ได้แก่ สัทธินทรีย์เป็นต้น.
บทว่า นามญฺจ ในที่นี้ได้แก่ ขันธื ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น.
บทว่า วิญฺญาณญฺจ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ.
บทว่า จุทฺทส ธมฺมา คือ ธรรม ๑๔ ประการอีกโดยจำนวนอย่างนี้คือ ขันธ์ ๔ อินทรีย์ ๕ เหตุ ๓ นาม ๑ รูป ๑.
บทว่า อฏฺฐวีสติ ธมฺมา ธรรม ๒๘ ประการ คือ ตอนต้น ๑๔ และธรรมเหล่านี้ ๑๔. เพราะแม้รูปก็เข้าไปในธรรมนี้ ท่านจึงนำสัมปยุตตปัจจัยออกแล้วกล่าววิปปยุตตปัจจัย.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงถึงประเภทของปัจจัยนั้นๆ แห่งธรรมอันเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นๆ ซึ่งมีอยู่ในปฏิสนธิอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงสรุปเหตุที่ชี้แจงไว้แต่ต้น จึงกล่าวว่า อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปฺปตฺติ โหติ ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการเหล่านี้.
เหตุ ๘ ประการอย่างนี้คือ กุศลเหตุ ๓ ในขณะประมวลกรรม อกุศลเหตุ ๒ ในขณะพอใจ อัพยากตเหตุ ๓ ในขณะปฏิสนธิ.
ในเหตุเหล่านั้น กุศลเหตุ ๓ และอกุศลเหตุ ๒ เป็นอุปนิสสยปัจจัยโดยความเป็นไปในขณะปฏิสนธินี้ อัพยากตเหตุ ๒ เป็นอุปนิสสยปัจจัยโดยความเป็นไปในขณะปฏิสนธินี้ อัพยากตเหตุ ๒ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจเหตุปัจจัยและสหชาตปัจจัยตามสมควร.
แม้ในวาระที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง เพราะอรูปาวจรไม่มีรูป ท่านจึงกล่าวว่า แม้นามเป็นปัจจัยก็มีวิญญาณ แม้วิญญาณเป็นปัจจัยก็มีนาม. แม้ธรรม ๑๔ ปนกับรูปก็ลดไป เพราะธรรมนั้นลดในวาระว่า อฏฺฐวีสติ ธมฺมา ธรรม ๒๘ ประการจึงไม่ได้.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงติเหตุปฏิสนธิอันเป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์แล้วประสงค์จะแสดงติเหตุกปฏิสนธิให้พิเศษด้วยการสัมพันธ์กันนั้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า คติสมฺปตฺติยา ญาณวิปฺปยุตฺเต ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด.
บทว่า กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม คือในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรมอันเป็นทุเหตุกะ อันให้เกิดปฏิสนธิในอดีตชาติ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า เทฺว เหตู เหตุ ๒ ประการ คือ อโลภะ อโทสะเป็นกุศลเหตุ เพราะไม่ประกอบด้วยญาณ. แม้อัพยากตเหตุก็มี ๒ คืออโลภะ อโทสะเหมือนกัน.
บทว่า จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ คืออินทรีย์ ๔ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น เว้นปัญญินทรีย์.
บทว่า ทฺวาทส ธมฺมา ธรรม ๑๒ ประการ คือ ธรรม ๑๒ ประการ เพราะปัญญินทรีย์ และอโมหเหตุลดไป เพราะธรรม ๒ ประการนั้นลดไปจึงเป็นธรรม ๒๖.
บทว่า ฉนฺนํ เหตูนํ คือแห่งเหตุ ๖ ประการ อย่างนี้คือกุศลเหตุ ๒ อกุศลเหตุ ๒ วิปากเหตุ ๒.
แต่ในที่นี้ไม่ถือเอารูปาวจรและอรูปาวจร เพราะเป็นติเหตุกะโดยส่วนเดียว.
พึงทราบบทที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในปฐมวาระนั่นแหละ.
ในวาระนี้ท่านกล่าวไว้ว่า ปฏิสนธิอันเป็นทุเหตุกะ ย่อมไม่มีด้วยกรรมอันเป็นติเหตุกะ เพราะกรรมอันเป็นทุเหตุกะท่านกล่าวแล้ว ด้วยปฏิสนธิอันเป็นทุเหตุกะ เพราะฉะนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ในวาทะของพระมหาธรรมรักขิตเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก ในอรรถกถาธรรมสังคหะว่า ปฏิสนธิเป็นติเหตุกะด้วยกรรมอันเป็นติเหตุกะ มิใช่เป็นทุเหตุกะและอเหตุกะ ทุเหตุกะและอเหตุกะย่อมเป็นด้วยกรรมอันเป็นทุเหตุกะ มิใช่เป็นติเหตุกะ คำนั้นสมด้วยบาลีนี้.
ส่วนคำใดที่ท่านกล่าวไว้ในวาทะของพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฏก และพระมหาทัตตเถระผู้อยู่ ณ โมรวาปีว่า ปฏิสนธิเป็นติเหตุกะบ้าง เป็นทุเหตุกะบ้าง ย่อมมีได้ด้วยกรรมอันเป็นติเหตุกะ มิใช่เป็นอเหตุกะ ปฏิสนธิเป็นทุเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะบ้าง ย่อมมีได้ด้วยกรรมอันเป็นทุเหตุกะมิใช่เป็นติเหตุกะ คำนั้นปรากฏคล้ายจะพลาดไปจากบาลีนี้ เพราะกถานี้เป็นอธิการแห่งเหตุ จึงไม่กล่าวถึงอเหตุกปฏิสนธิ.

จบอรรถกถาคติกถา
-----------------------------------------------------
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๖. คติกถา จบ.

อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
//www.84000.org...1&A=7126&Z=7237
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------




Create Date : 22 กันยายน 2555
Last Update : 22 กันยายน 2555 20:47:28 น. 0 comments
Counter : 532 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

shadee829
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add shadee829's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.