กรรม เกิดจาก เจตนา เจตนา คือ ตัวกรรม
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
15 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
วิญญาณเวียนว่ายตายเกิด....สตตวิญาณฏฐิติวณณนา...

สตฺตวิญฺญาณฏฺฐิติวณฺณนา
บัดนี้ ผู้ที่ท่านกล่าวว่า ไม่บัญญัติ เพราะไปอยู่ๆ ชื่อว่าหลุดพ้นจากส่วนทั้งสอง อนึ่ง ผู้ที่ท่านกล่าวว่าไม่พิจารณาเห็นเพราะไปอยู่ๆ ชื่อว่าพ้นด้วยปัญญา ฉะนั้น เพื่อทรงแสดงบทสรุปและชื่อของภิกษุทั้ง ๒ พวกที่กล่าวแล้วเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ วิญญาณฐิติเหล่านี้ ๗ อย่าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตา ท่านกล่าวด้วยสามารถปฏิสนธิ. วิญญาณฐิติ ๔ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ จักมาในสังคีติสูตร. ชื่อว่าวิญญาณฐิติ เพราะมีวิญญาณตั้งอยู่. บทว่า วิญฺญาณฐิติ นี้เป็นชื่อของที่ตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. บทว่า เทฺว อายตนานิ คือ ที่อยู่อาศัยและที่ตั้ง ๒. ก็บทว่า อายตนะ ในที่นี้ท่านประสงค์เอาที่อยู่อาศัย. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจักกล่าวถึงอายตนะ ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ ที่อยู่ของสัตว์ผู้ไม่มีสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่อยู่ของสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงถือเอาอายตนะนี้ทั้งหมด.
ตอบว่า เพื่อควบคุมวัฏฏะ. จริงอยู่ วัฏฏะย่อมไม่ถึงการควบคุมด้วยสามารถวิญญาณฐิติอันบริสุทธิ์ หรือด้วยสามารถอายตนะบริสุทธิ์ แต่ย่อมถึงการควบคุมด้วยสามารถภพกำเนิด คติและสัตตาวาส เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือเอาอายตนะนี้ทั้งหมด.
บัดนี้ พระศาสดาเมื่อจะทรงจำแนกความนั้นโดยลำดับจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า กตมา สตฺต ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาตในอรรถว่าตัวอย่าง. อธิบายว่า เหมือนอย่างมนุษย์ดังนี้.
จริงอยู่ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ เช่นกับหนึ่งไม่มีสอง ด้วยสามารถแห่งวรรณะและสัณฐานเป็นต้นของมนุษย์อันหาประมาณมิได้. ความแปลกกันด้วยอาการเป็นต้นว่า การมองดู การเหลียวดู การพูด การหัวเราะ การเดินและการยืน ย่อมมีแค่นี้ น้องฝาแฝดในที่ไหนๆ ย่อมเป็นเช่นเดียวกันโดยวรรณะหรือโดยทรวดทรง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตกายา. แต่ปฏิสนธิวิญญาณของสัตว์เหล่านั้นมี ๓ เหตุบ้าง มี ๒ เหตุบ้าง ไม่มีเหตุบ้าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่ามีสัญญาต่างกัน.
บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา คือ เทวดาชั้นฉกามาพจร. ก็ในเทวดาเหล่านั้นบางพวกมีตัวเขียว บางพวกมีวรรณะเหลืองเป็นต้น. แต่สัญญาของเทวดาเหล่านั้นมี ๒ เหตุบ้าง มี ๓ เหตุบ้าง ไม่มีเหตุบ้าง.
บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา ความว่า เวมานิกเปรตมีอาทิอย่างนี้ว่า ยักษิณีชื่ออุตตรมาตา ปิยังกรมาตา ปุสสมิตตา ธรรมคุตตา ผู้จมอยู่ในอบาย ๔ ก็กายของเปรตเหล่านั้นมีต่างๆ กัน ด้วยสามารถสีมีสีเหลือง สีขาว สีดำ สีทอง สีคร่ำเป็นต้น และด้วยสามารถความผอม ความอ้วน สูงและต่ำ. แม้สัญญาก็มีด้วยสามารถทวิเหตุกะ ติเหตุกะ และอเหตุกะ เหมือนของมนุษย์ทั้งหลาย. ก็เปรตเหล่านั้นไม่มีศักดิ์ใหญ่เหมือนเทวดา มีศักดิ์น้อยเหมือนคนกำพร้า ของกิน เสื้อผ้าหาได้ยาก ถูกทุกข์บีบคั้นอยู่. บางพวกได้รับทุกข์ในข้างแรมได้รับสุขในข้างขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วินิปาติกะ เพราะความเป็นผู้ตกไปจากการสะสมความสุข.
ก็ในเปรตเหล่านี้ แม้การตรัสรู้ธรรมก็ย่อมมีได้แก่เปรตจำพวกติเหตุกะ. ก็ยักษิณีชื่อปิยังกรมาตาได้สดับพระอนุรุทธเถระผู้สาธยายธรรมอยู่ในเวลาใกล้รุ่ง ตักเตือนบุตรน้อยอย่างนี้ว่า
เจ้าปิยังกรอย่าเอ็ดไป ภิกษุกำลังกล่าวบทธรรม
อีกอย่าง เรารู้บทธรรมแล้ว จะปฏิบัติเพื่อประโยชน์
ของเรา ข้อนั้นพึงมี
เราพึงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายไม่พึงกล่าวเท็จ
ทั้งๆ รู้พึงศึกษาความเป็นผู้มีศีลของตน เราก็จะพ้น
จากกำเนิดปีศาจ ดังนี้
แล้วได้บรรลุโสดาปัตติผลในวันนั้นเอง.
บทว่า พฺรหฺมกายิกา ได้แก่ พรหมปาริสัชชะ พรหมปุโรหิต มหาพรหม.
บทว่า ปฐมาภินิพฺพตฺตา ได้แก่ พวกเทพทั้งหมดเหล่านั้นเกิดด้วยปฐมฌาน.
ก็ในบรรดาเทพเหล่านั้น เทพพรหมปาริสัชชะเกิดแล้วด้วยคุณเล็กน้อย. เทพพรหมปาริสัชชะเหล่านั้นอายุประมาณ ๓ ส่วนของกัป เทพพรหมปุโรหิตเกิดแล้วด้วยคุณปานกลาง. อายุประมาณกึ่งกัปและกายของพราหมปุโรหิตนั้นผึ่งผายกว่า. เทพมหาพรหมเกิดด้วยคุณอันประณีต. อายุประมาณ ๑ กัป กายของเทพเหล่านั้นผึ่งผายยิ่งนัก. ด้วยประการดังนี้ พึงทราบว่า เทพเหล่านั้นมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เพราะกายต่างกัน เพราะสัญญาอย่างเดียวกันด้วยสามารถปฐมฌาน.
สัตว์ทั้งหลายในอบาย ๔ ก็เหมือนเทพเหล่านั้น.
ก็ในนรก อัตภาพของสัตว์บางพวกคาวุตหนึ่ง บางพวกกึ่งโยชน์ บางพวกโยชน์หนึ่ง. แต่ของพระเทวทัต ๑๐๐ โยชน์. แม้ในเดียรัจฉานทั้งหลายบางพวกก็เล็ก บางพวกก็ใหญ่. ในเปรตวิสัยบางพวก ๖๐ ศอก บางพวก ๗๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก บางพวกผิวงาม บางพวกผิวไม่งาม. กาลัญชิกาสูรก็เหมือนอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ในบรรดาเปรตเหล่านี้ ทีฆปิฏฐิกเปรตสูงถึง ๖๐ โยชน์. แต่สัญญาของเปรตแม้ทั้งหมดเป็นอเหตุกะฝ่ายอกุศลวิบาก. ด้วยประการดังนี้ แม้สัตว์ในอบายย่อมนับได้ว่า มีกายต่างกันมีสัญญาอย่างเดียวกันดังนี้.
บทว่า อาภสฺสรา ความว่า รัศมีจากสรีระของเทพเหล่านั้น ดุจเปลวคบเพลิงเป็นลำ สร้านออกดุจขาดๆ แล้วตก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาภัสสรา. ในเทพเหล่านั้น เทพผู้เจริญคุณนิดหน่อย มี ๒ ฌาน คือทุติยฌาน และตติยฌาณในจตุกนัยและปัญจกนัย เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเทพปริตตาภา ประมาณอายุของเทพปริตตาภาเหล่านั้น ๒ กัป. เทพผู้เจริญคุณปานกลางเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเทพอัปปมาณาภา ประมาณอายุของเทพอัปปมาณาภาเหล่านั้น ๔ กัป. เทพผู้เจริญคุณประณีตแท้เกิดขึ้นแล้ว ชื่อเทพอาภัสสรา ประมาณอายุของเทพอาภัสสราเหล่านั้น ๘ กัป. ก็ในที่นี้ท่านกำหนดเอาเทพเหล่านั้นทั้งหมด ด้วยสามารถการกำหนดอย่างอุกกฤษฐ์. กายของเทพเหล่านั้น แม้ทั้งหมดมีความผึ่งผายเป็นอย่างเดียวกันแท้. แต่สัญญาเพียงไม่มีวิตกแต่มีวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร เพราะเหตุนั้น จึงต่างกัน.
บทว่า สุภกิณฺหา คือ กระจัดกระจายเกลือนกล่นไปด้วยความงาม. อธิบายว่า มีความแน่นหนาเป็นอันเดียวด้วยแสงแห่งรัศมีในสรีระอันงาม ก็แต่ว่า รัศมีแห่งเทพสุภกิณหาเหล่านั้นไม่ขาดๆ แล้วพุ่งไปเหมือนรัศมีของเทพอาภัสสรา. แต่ในปัญจกนัย เทพบังเกิดเป็นเทพปริตตสุภา เทพอัปปมาณสุภา เทพสุภกิณหา มีอายุ ๑๖ กัป ๓๒ กัป ๖๐ กัป ด้วยสามารถจตุตถฌาณนิดหน่อย ท่ามกลางและประณีต. ด้วยประการดังนี้ เทพเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า มีกายอย่างเดียวกัน และมีสัญญาอย่างเดียวกันด้วยสัญญาแห่งจตุตถฌาณ ดังนี้.
อนึ่ง แม้เทพเวหัปผลาก็รวมเข้ากับวิญญาณฐิติที่ ๔ เหมือนกัน. สัตว์ไม่มีสัญญา เพราะไม่มีวิญญาณ ไม่สงเคราะห์เข้าในวิญญาณฐิตินี้ แต่สงเคราะห์เข้าในสัตตาวาส. แม้เทพสุทธาวาสดำรงอยู่ในฝ่ายวิวัฏฏะ ไม่กำหนดกาลทั้งปวงก็ไม่เกิดในโลกที่ว่างพระพุทธเจ้าแสนกัปบ้าง หนึ่งอสงไขยบ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติในระหว่าง ๑๖,๐๐๐ กัปนั้นแลจึงเกิด ย่อมเป็นเช่นเดียวกับที่ตั้งค่ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เพราะฉะนั้น เทพสุทธาวาสจึงไม่รวมเข้ากับวิญญาณฐิติ ไม่รวมเข้ากับสัตตาวาส.
แต่พระมหาสิวเถระกล่าวว่า แม้เทพสุทธาวาสก็ยังรวมเข้ากับวิญญาณฐิติที่ ๔ สัตตาวาสที่ ๔ นั้นแล ด้วยพระสูตรนี้ว่า ดูกรสารีบุตร ก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวไป โดยกาลยืดยาวช้านานนี้ เว้นแต่เทวโลกชั้นสุทธาวาส เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนักดังนี้. เห็นด้วยกับพระสูตรนั้น เพราะพระสูตรท่านไม่ห้ามไว้.
ความแห่งบทเป็นอาทิว่า สพฺพโส รูปสญฺญาณํ ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. ก็เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญญาณก็ไม่ใช่ เพราะแม้วิญญาณละเอียดเหมือนความละเอียดของสัญญา เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวในวิญญาณฐิติแล้วกล่าวไว้ในอายตนะ.
บทว่า ตตฺร คือ ในวิญญาณฐิติเหล่านั้น. บทว่า ตญฺจ ปชานาติ คือ ย่อมรู้วิญญาณฐิตินั้น.
บทว่า ตสฺสา จ สมุทยํ ความว่า ย่อมรู้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณฐิตินั้น โดยนัยเป็นอาทิว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิดดังนี้.
บทว่า ตสฺสา จ อตฺถงฺคมํ ความว่า ย่อมรู้ความดับแห่งวิญญาณฐิตินั้น โดยนัยเป็นอาทิว่า เพราะอวิชชาดับ รูปจึงดับดังนี้.
บทว่า อสฺสาทํ ความว่า ย่อมรู้ความพอใจของวิญญาณฐิตินั้นอย่างนี้ว่า ความสุขความโสมนัสย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณใด นี้คือความพอใจแห่งวิญญาณ.
บทว่า อาทีนวํ ความว่า ย่อมรู้โทษแห่งวิญญาณฐิตินั้นอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นี้คือโทษแห่งวิญญาณ.
บทว่า นิสฺสรณํ ความว่า การนำออกซึ่งฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใด นี้คืออุบายเป็นเครื่องนำออกไปแห่งวิญญาณ ดังนั้น ย่อมรู้วิญญาณฐิตินั้นอย่างนี้.
บทว่า กลฺลํ น เตน ความว่า ภิกษุนั้นยังควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้น ว่าเรา ว่าของเรา ด้วยอำนาจแห่งตัณหามานะและทิฐิอีกหรือ. พึงทราบความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้. ก็แต่ว่า พึงประกอบสมุทัยเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งขันธ์ทั้งหลาย ๔ ในที่ที่ไม่มีรูป ด้วยสามารถแห่งขันธ์หนึ่งในที่ที่ไม่มีวิญญาณ. ในที่นี้ อนึ่ง ไม่พึงประกอบบทนี้ว่า เพราะอาหารเกิด เพราะอาหารดับ ดังนี้.
บทว่า ยโต โข อานนฺท ภิกฺขุ ความว่า ดูก่อนอานนท์ เมื่อใดแล ภิกษุ. บทว่า อนุปาทา วิมุตฺโต ความว่า เป็นผู้หลุดพ้น เพราะไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ๔.
บทว่า ปญฺญาวิมุตฺโต ความว่า เป็นผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา. อธิบายว่า ไม่ทำให้แจ้งซึ่งวิโมกข์ ๘ แล้วทำนามกายและรูปกายให้เป็นไปไม่ได้ด้วยกำลังปัญญานั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว. ภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วนั้นมี ๕ อย่างคือ เป็นสุกขวิปัสสกและตั้งอยู่ในปฐมฌานเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วบรรลุพระอรหัต
ดังที่ท่านกล่าวข้อนี้ไว้ว่า
ก็บุคคลพวกไหนเป็นปัญญาวิมุตติ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ อาสวะทั้งหลายของเขาเป็นอันสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นปัญญาวิมุตติ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบทสรุปและนามของภิกษุรูปหนึ่งอย่างนี้แล้ว เพื่อทรงแสดงแก่ภิกษุนอกนี้ จึงตรัสว่า อฎฺฐ โข อิเม ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกฺโข
ถามว่า ชื่อว่าวิโมกข์ ด้วยอรรถว่ากระไร ตอบว่า ด้วยอรรถว่าพ้น
ถามว่า วิโมกข์นี้มีอรรถว่าพ้นเป็นอย่างไร ตอบว่า มีอรรถว่าพ้นด้วยดีจากธรรมเป็นข้าศึก และพ้นด้วยดีด้วยอำนาจความยินดีในอารมณ์.
ท่านอธิบายว่า วิโมกข์ย่อมเป็นไปในอารมณ์ เพราะหมดความสงสัยด้วยความไม่ยึดถือ ดุจทารกผู้ปล่อยอวัยวะน้อยใหญ่นอนบนตักของบิดา. ก็ความนี้มิได้มีในวิโมกข์ตอนหลัง แต่มีในตอนต้นทั้งหมด.
ในบทว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ นี้มีความว่า รูปเป็นรูปฌานที่ทำให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจนีลกสิณเป็นต้น ในผมเป็นต้นในภายในชื่อว่า รูปี. เพราะมีรูปฌานด้วยบทนี้ ท่านแสดงรูปาวจรฌาณ ๔ แก่บุคคลผู้ที่ทำฌานให้เกิดในกสิณทั้งหลายอันมีวัตถุในภายใน.
บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี คือ ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน. ความว่า ไม่ทำรูปาวจรฌานให้เกิดในอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้นของตน.
บทว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปมีนิลกสิณเป็นต้น แม้ในภายนอกด้วยญาณจักษุ. ด้วยบทนี้ ท่านกระทำบริกรรมในภายนอกแล้วแสดงรูปาวจรฌาน ๔ แห่งฌานที่ทำให้เกิดแล้วในภายนอก.
ท่านแสดงฌานในวัณณกสิณมีสีเขียวเป็นต้น อันบริสุทธิ์ดีแล้ว ด้วยบทนี้ว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโตโหติ ดังนี้. ในบทนั้นไม่มีความผูกใจว่างามในอัปปนาในภายในก็จริง. แต่ถึงดังนั้น เพราะผู้ที่กระทำกสิณอันงามบริสุทธิ์ดีแล้วอยู่ ย่อมถึงความเป็นผู้ควรกล่าวได้ว่า ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณเป็นของงามดังนี้ ฉะนั้น ท่านจึงแสดงอย่างนี้.
แต่ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านกล่าวว่า
วิโมกข์ ในบทว่า ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณงามเป็นอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญเมตตาสัตว์ทั้งหลายจึงไม่เป็นผู้น่าเกลียดมีจิตสหรคตด้วยกรุณามุทิตาอุเบกขา แผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขาสัตว์ทั้งหลาย จึงเป็นผู้ไม่น่าเกลียด
วิโมกข์ในบทว่า ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณเป็นของงามเป็นอย่างนี้ ดังนี้.
ในบทว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ เป็นต้น บททั้งหมดที่ควรกล่าว ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล.
บทว่า อยํ อฎฺฐโม วิโมกฺโข ความว่า นี้ชื่อวิโมกข์อันสูงสุดข้อที่ ๘ เพราะความที่ขันธ์ ๔ บริสุทธิ์โดยประการทั้งปวง เพราะความที่พ้นแล้ว.
บทว่า อนุโลมํ คือ ตั้งแต่บทต้นจนถึงบทสุดท้าย.
บทว่า ปฏิโลมํ คือ ตั้งแต่บทสุดท้ายจนถึงบทต้น.
บทว่า อนุโลม ปฏิโลมํ นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการที่สมาบัติไม่ตั้งมั่น เพราะคล่องเกินไปวนไปทางโน้นวนไปทางนี้. บทว่า ยตฺถิจฺฉกํ คือ แสดงถึงโอกาส ความว่า ปรารถนาในโอกาสใดๆ. บทว่า ยทิจฺฉกํ คือ แสดงถึงสมาบัติ ได้แก่ปรารถนาสมาบัติใดๆ. บทว่า ยาวติจฺฉกํ คือ แสดงถึงกำหนดทางไกล ได้แก่ปรารถนาทางไกลประมาณเพียงใด. บทว่า สมาปชฺชติ คือ เข้าสู่สมาบัตินั้นๆ. บทว่า วุฎฺฐาติ คือ ออกจากสมาบัตินั้นแล้วตั้งอยู่.
บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า พ้นโดยส่วนสอง คือพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ พ้นจากนามกายด้วยมรรค.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุปสีวะ
มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่
ไม่ได้ ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งการนับ เหมือนเปลวไฟ
ถูกกำลังลมพัดไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งการนับ ดังนี้.
ก็ภิกษุนี้นั้น พ้นแล้วโดยส่วนสองออกจากอากาสานัญจายตนะเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วบรรลุพระอรหัต และเป็นอนาคามีออกจากนิโรธแล้ว บรรลุพระอรหัต รวมเป็น ๕ อย่าง.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพราะแม้รูปาวจรจตุตถฌานก็สหรคตด้วยอุเบกขามีองค์สอง แม้อรูปาวจรฌานก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ฉะนั้น ภิกษุออกจากรูปาวจรจตุตถฌาน แม้บรรลุพระอรหัตก็ชื่อว่าอุภโตภาควิมุตดังนี้.
ก็ปัญหาอุภโตภาควิมุตนี้ตั้งขึ้นแม้ในภายใต้โลหปราสาท อาศัยการพรรณนาของพระจุลลสุมนเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก ใช้เวลานาน จึงถึงการชี้ขาด.
มีเรื่องว่า ในคิริวิหาร อันเตวาสิกของพระเถระสดับปัญหานั้นจากปากของภิกษุผู้ถือปิณฑปาติกวัตรรูปหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส เมื่ออาจารย์ของเราอธิบายธรรม ณ ภายใต้โลหปราสาท อันใครๆ ไม่เคยฟังแล้ว
พวกภิกษุจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็พระเถระได้กล่าวอย่างไร
อันเตวาสิกตอบว่า ดูก่อนอาวุโส พระเถระได้กล่าวว่า รูปาวจรจตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขามีองค์สอง ย่อมข่มกิเลสได้ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น รูปาวจรจตุตถฌานย่อมกำเริบในฐานะแห่งรูปารมณ์ แม้เป็นฝ่ายใกล้แห่งกิเลสทั้งหลาย เพราะธรรมดากิเลสเหล่านี้เข้าไปอาศัยอารมณ์ในนิลกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ในภพชั้นต่ำทั้ง ๕ ย่อมกำเริบ
อนึ่ง รูปาวจรฌานย่อมไม่ก้าวไปสู่อารมณ์นั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุเปลี่ยนรูปโดยประการทั้งปวง แล้วข่มกิเลสด้วยอำนาจอรูปฌานแล้วจึงบรรลุพระอรหัต เป็นอุภโตภาควิมุตดังนี้
ก็และพระเถระ ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว จึงนำสูตรนี้มาว่า
ก็บุคคลพวกไหนเป็นอุภโตภาควิมุต
บุคคลบางคนในโลกนี้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายแล้วอยู่ และอาสวะของบุคคลนั้นเป็นอันสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นอุภโตภาควิมุต ดังนี้.
บทว่า อานนฺท อิมาย จ อุภโตภาควิมุตฺติยา ความว่า ดูก่อนอานนท์ อุภโตภาควิมุตติอื่นจากอุภโตภาควิมุตตินี้.
บทที่เหลือมีความง่ายในที่ทั้งปวง.

จบอรรถกถามหานิทานสูตร ที่ ๒
--------------------------------------
.. อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหานิทานสูตร จบ.
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒]

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อนุโมทนาสาธุ


Create Date : 15 มีนาคม 2555
Last Update : 15 มีนาคม 2555 22:59:12 น. 3 comments
Counter : 648 Pageviews.

 
ปญฺญา หิ เสฏฐา กุสลา วทนฺติ
คนฉลาดกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐสุด

ใช้สิ่งที่ประเสริฐสุดอย่างมีคุณค่า ตลอดไป...นะคะ





โดย: พรหมญาณี วันที่: 16 มีนาคม 2555 เวลา:11:15:10 น.  

 
แล้วไม่เกรงว่าจะเกิดไปพบ เจ้าของนรก และสวรรค์ กันบ้างหรือ
เกิดว่าท่านฯถามว่าเคยระลึกถึง และกตัญญูต่อท่านไหม
ผู้สุจริตจะตอบเช่นไรล่ะทีนี้


โดย: jojo IP: 124.121.210.36 วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:1:29:53 น.  

 
คุณ โจโจ้ คงยังไม่เคยพบท่านพยายม และไม่เคยถอดกายทิพย์ไปสวรรคใช่มั้ยครับ ถึงไม่รู้ว่า ไม่ว่าจะมีกายใดๆ ก็ไม่เที่ยง เพราะเป็นเพียง สักกายทิฐิ ขอพระคุณที่เป็นห่วงครับ

เจริญในธรรมของพระพุทธองค์นะครับ


โดย: shadee829 วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:18:00:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

shadee829
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add shadee829's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.