พฤศจิกายน 2558

1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
พินัยกรรมอำมหิต (Sycamore Row )………John Grisham
ผู้แปล กุลธิดาบุณยะกุล-ดันนากิ้น




โปรยปก

จอห์น กริชแชม จะพาคุณกลับไปยังที่ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้น…
ณศาลอันเลื่องชื่อในเมืองแคลนตัน
เจคบริแกนซ์ ได้เข้าไปพัวพันกับคดีซึ่งมีความขัดแย้งรุนแรงอีกรอบ
เป็นคดีซึ่งจะเผยให้เห็นความตึงเครียดแต่หนหลังในเรื่องของสีผิว
และบังคับให้เทศมณฑลฟอร์ดต้องเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์อันน่าเจ็บปวดของตัวเอง
เซ็ทฮับบาร์ด ชายผู้ร่ำรวยที่กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งปอด เขาไม่ไว้ใจผู้ใด
ก่อนผูกคอตายที่ต้นซิคามอร์ฮับบาร์ดได้ทิ้งพินัยกรรมฉบับใหม่ซึ่งเขียนด้วยลายมือตัวเองไว้
มันเป็นการกระทำที่ลากเอาลูกซึ่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้อง
และแม่บ้านผิวดำของเขารวมถึงเจค บริแกนซ์ก็ถูกโยงเข้าสู่ความขัดแย้งที่ทั้งน่าตื่นเต้นและเร้าใจ
เช่นเดียวกับคดีฆาตกรรมที่ทำให้บริแกนซ์กลายเป็นประชากรที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง
ของเทศมณฑลฟอร์ดเมื่อสามปีก่อนหน้านี้
พินัยกรรมฉบับที่สองก่อให้เกิดคำถามมากกว่าให้คำตอบ
ทำไมฮับบาร์ดจึงทิ้งทรัพย์สมบัติเกือบทั้งหมดของตัวเองไว้ให้หญิงรับใช้
คีโมฯกับยาแก้ปวดมีผลต่อความสามารถในการคิดให้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือเปล่า
และทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับที่ดินซึ่งครั้งหนึ่งเรียกกันว่า‘ซิคามอร์ โรว์’ อย่างไร
จอห์นกริชแชม จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปยังสถานที่และตัวละครที่เคยติดตาตรึงใจ
ที่ซึ่งสร้างให้เขาได้เป็นนักเล่าเรื่องยอดนิยมของอเมริกา
และในหนังสือเล่มนี้...กริชแชมก็ยังคงเป็นปรมาจารย์ของเรื่องราวตื่นเต้นทางกฎหมายอยู่เช่นเดิม

หลังอ่าน

ถ้าใครได้เคยอ่านหรือได้ดูภาพยนตร์เรื่อง A time to kill (ยุติธรรมอำมหิต) เรื่องนี้ใช้ตัวละครหลักชุดเดิมสถานที่เดิม แต่เป็นคดีใหม่เหตุการณ์ในเรื่อง พินัยกรรมอำมหิต ทิ้งช่วงเวลาห่างออกมา 3 ปี แม้พระเอกของเราจะเป็นทนายหลักในเรื่อง แต่คดีความนั้นเป็นคดีมรดก มิใช่คดีฆาตกรรมความซับซ้อนหรือกดดันในเรื่องนี้จึงเบาบางกว่า

ผู้เขียนเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ เปิดเรื่องด้วยการพบศพของ เซ็ทที่แขวนคอฆ่าตัวตายใต้ต้นซิคามอร์ พบจดหมายสั่งเสียที่บ้านของเรา และพินัยกรรมลายมือที่เขียนก่อนหน้าการตายถูกส่งมายังสำนักงานของเจค พระเอกของเรา (เนื้อเรื่องต่อมาก็ตามปกหลัง ) เขาถูกมอบหมายให้เป็นทนายของกองมรดก ที่ต้องต่อสู้กับการคัดค้านพินัยกรรมของบรรดาลูก ๆ หลาน ๆ ของเซ็ท

ผู้เขียนเริ่มเรื่องได้น่าสนใจ ชวนให้เกิดคำถามมากมาย ก่อนจะดำเนินเรื่องต่อไปแบบเรื่อย ๆ เอื่อย ๆและน่าจะเป็นเพราะเป็นเรื่องต่อมาจาก a time to kill จึงบอกเล่าเหตุการณ์รอบตัวละครหลัก ที่ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวกับคดีความเท่าไรนัก (เพื่อที่ว่าใครเป็นแฟน เจค มาจะได้รู้ว่าหลังบ้านไปไหม้ไปแล้วเขาและครอบตัวเป็นอย่างไรบ้าง ลูเซียน หายขี้เมาไหม ? บักลีย์ เป็นอย่างไรหลังจากแพ้คดี คาร์ล ลีเฮลีย์ ) แต่กระนั้นมันก็มีความน่าสนใจในแง่ของคดีมรดกนี้ ที่ผู้เขียนสอดแทรกความรู้ไว้ให้เต็มๆ ........ ( เสียดายจังที่ไม่ใช่กฎหมายไทย ) เมื่อเข้าช่วงท้ายเล่มการฟาดฟันของทนายสองฝ่ายเข้มข้นขึ้นเลตตี้โกหก ทำให้เจคเกือบพลาดพลั้ง หากไม่ได้เทปคำให้การสุดท้ายช่วยไว้

คดีถูกพลิกกลับอีกครั้ง พร้อมคำตอบ กับทำถามที่ว่า ทำไม เซ็ทถึงมอบทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลให้กับ เล็ตตี้ แม่บ้านผิวสีของเขา.........ซึ่งเป็นการพลิกที่เราคาดเดาไม่ได้จริงๆ ค่ะ ผู้เขียนยังคงเก็บไคลแมกส์สุดท้ายให้สั่นสะเทือนจิตใจได้เหมือนเดิม

เมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ของผู้เขียน ความหนักหนา ความกดดันตึงเครียด ในเรื่องนี้ไม่มากนัก แต่กระนั้นมันก็มีเนื้อที่สนุกในการสู้คดี ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวพยานแวดล้อมของแต่ละฝ่าย ก่อนจะปล่อยมาหักล้างกันในศาล สนุกโดยไม่ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างพระนางมาสอดแทรก ( พระเอกมีเมียแล้วส่วนตัวเอกฝ่ายหญิงคือลูกสาวของแม่บ้านผิวสี ) ดังนั้นใครที่มองหาความรักของตัวเอก บอกผ่านเรื่องนี้ไปได้เลยค่ะ

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาหลักเป็นกฎหมายของอเมริกา แต่ผู้แปลก็ทำให้เราอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย สำนวนแปลอ่านได้ราบรื่นตลอดเล่ม




แถมปิดท้าย ด้วยภาพตัวละครจาก a time to kill ที่ยังคงมีบทบาทใน พินัยกรรมอำมหิตค่ะ





------------------------------------------------------------------------------------------------------


ปล.  หน้า 529  จุดนี้น่าจะเป็นเสื้อหรือเปล่าคะ  







Create Date : 07 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2558 10:00:39 น.
Counter : 2253 Pageviews.

8 comments
  
เล่มหนาๆ ที่เห็นในรูปนั่นเอง
โดย: ออโอ วันที่: 8 พฤศจิกายน 2558 เวลา:19:20:07 น.
  
คุณโอ...งานของเฮียแก มีแต่เล่มหนา ๆ ค่ะ
โดย: Serverlus วันที่: 10 พฤศจิกายน 2558 เวลา:21:35:13 น.
  
ไม่เคยอ่านหนังสือแบบนี้เลยค่ะ
แต่เคยดูซีรีส์ทนายปนสืบสวนฆาตกรรม
ชอบอยู่
โดย: เหมือนพระจันทร์ วันที่: 14 พฤศจิกายน 2558 เวลา:19:01:15 น.
  
ผู้แปลนี่น่าจะเป็นคุณกุลธิดาที่เป็นนักเขียน ยิ่งคนแปลมีความรู้และมีสามารถในการเขียนด้วยแล้ว คนอ่านอ่านได้ราบรื่นจริงๆค่ะ
โดย: Sab Zab' วันที่: 16 พฤศจิกายน 2558 เวลา:13:18:09 น.
  
ไม่เคยอ่านหน้งสือของ John Grisham เลยค่ะ แต่เคยดูหนังที่สร้างจากนิยายเค้าหลายเรื่องทั้ง A Time to Kill, The Firm, The Pelican Brief, The Rainmaker และก็ Runaway July คิดว่าจะต้องลองไปหาอ่านดูซักเรื่องบ้างแล้วค่ะ

ปล อ่านทีไรก็เสียน้ำตาทีนั้นจริงๆค่ะ สำหรับ คำมั่นสัญญา
โดย: Raizin Heart วันที่: 18 พฤศจิกายน 2558 เวลา:12:20:05 น.
  
คุณ Serverlus ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมบล็อกเราค่า

วัฒนธรรมอเมริกาใน The Man in the High Castle จะเป็นอเมริกันเดิม (แทบไม่มีเหลือแล้ว) ผสมนาซีเยอรมัน ผสมญี่ปุ่น ประหลาดดีแท้ค่ะ
โดย: @Dakki_Chan@ วันที่: 18 พฤศจิกายน 2558 เวลา:14:21:05 น.
  
อยากอ่านและอยากดูหนังด้วยค่ะ เราเป็นคนแปลกที่ยึดติดสำนวนของผู้แปลมากๆ ถ้าแปลไม่โดนใจเรานี่อ่านต่อแทบไม่ไหวเลยค่ะ เรื่องนี้อาจจะต้องลอง เพราะไม่เคยอ่านงานแปลของพี่กุลธิดาเลย เคยอ่านแต่นิยายไทยของพี่กุลธิดาค่ะ
โดย: ชบาหลอด วันที่: 19 พฤศจิกายน 2558 เวลา:15:25:47 น.
  
เห็นในร้านหนังสือ น่าสนใจมากค่ะ
โดย: NickyOkawa วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 เวลา:21:31:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



Serverlus
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]