ร้อยฝันเกี่ยวใจ... มาใส่รัก บทที่ 2

แสงแดดฉายชัดเต็มเหนือเรือนไม้รอบๆ แคมป์ก่อสร้าง รถจี๊พคันเล็กๆ ก็พร้อมออกกรำงาน ขวัญชีวาในชุดทะมัดทะแมงโยนเป้ไปเบาะหลัง ส่วนธเนศกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนไปรถคันใหญ่กว่า พวกเขาช่วยจัดที่นั่งด้านหลังให้อานันอย่างมีน้ำใจ


เดชสั่งเรื่องงานเอนกเป็นภาษาไทยแล้วตะโกนเป็นภาษาอังกฤษคล่องแคล่วบอกให้คนงานเริ่มงานไปก่อนตามที่ได้ตกลงไว้ แม้สำเนียงไม่ได้ดีเด่นักแต่ขวัญชีวากับธเนศต้องยืนฟังอย่างทึ่ง


“ผมจบดอกเตอร์ สำเนียงได้ไม่เท่าคนจบอนุปริญญาได้ไงวะ หมอขวัญ”


“เหรอ ตานี่จบอนุปริญญาเองเหรอ ?” ขวัญชีวาพลอยอิจฉาไปอีกคน


“ก็เมื่อวาน เอนกมันบอกว่าคุณเดชจบก่อสร้าง”


“อ๋อๆ งั้นคงประสบการณ์น่ะ แต่หน้าโหดสมตำแหน่งแฮะ”


“ใช่ๆ เอนกบอกว่าบลูเอิร์ธให้เขาคุมงานในมาเลเซียกับเวียดนาม ไม่มีใครกล้าหือ แต่เห็นว่าที่จริงเขาใจดี” พวกเขาเลิกวิจารณ์แยกย้ายขึ้นรถเมื่อเดชเดินมาถึง


เดชปีนขึ้นไปนั่งข้างๆ คนขับ เขาแปลกใจเล็กน้อยที่ขวัญชีวากำลังไปดูนกแค่นี้แต่มีสัมภาระเหมือนพร้อมเดินป่า ขวัญชีวาชิงอธิบายเมื่อเห็นสายตาสงสัยเขา


“ก็ตอนแรกจะค้าง แต่ถ้าคุณไปด้วยก็ต้องกลับเย็น ขี้เกียจเอาของในเป้ออกเลยเอาใส่รถไว้อย่างนี้ และอยู่ในป่าต่างเมืองแบบนี้เตรียมไว้ก็ดี ปีที่แล้วเรารถเคยติดหล่มกลับไม่ได้ นอนหนาวเกือบตายในรถ” เธอตอบยืดยาวแล้วดูเสื้อผ้าเขา “แล้ว... คุณไปทั้งอย่างนี้เหรอ ไปหยิบแจ้กเก็ตมาตัวนึงสิ กลับค่ำอาจหนาวนะ”


เดชวิ่งไปหยิบแจ้กเก็ตมาตัวหนึ่งอย่างขอไปที เขาเดาว่าขวัญชีวาสวมเสื้ออย่างน้อยสี่ชั้น เสื้อชั้นใน เสื้อยืด เสื้อเชิ้ตแขนยาวและแจ้กเก็ตอีกตัว แล้วเขาก็ก้มดูตัวเอง เขาใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่เก่าจนเนื้อผ้าบางกับกางเกงเดินป่าหนาๆ สีเทา ร้องเท้าหนังสำหรับสวมทำงานหนัก เอกสารบางอย่างและโทรศัพท์ถูกพับใส่กระเป๋าแถวหัวเข่า เขาม้วนเสื้อแจ้กเก็ตแล้ววางไว้เบาะหลัง


“ผมขี้ร้อนน่ะ ในป่ากลางวันอากาศอบอ้าว แล้วแค่ไปโทรศัพท์เอง ไปกันเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผม”


เขาอาสาขับรถให้ แต่เธอยืนยันขับเองเพราะชำนาญเส้นทางดี จี๊พเล็กตามหลังโฟร์วีลล์คันใหญ่ๆ ไปได้นิดเดียว เธอก็โบกมือลาธเนศ แล้วเลี้ยวรถเข้าพงหญ้าข้างทาง


“เอ่อ แยกตรงนี้ได้เลยเหรอครับ”


“ได้เด่ะ เราจะถึงหมู่บ้านเร็วขึ้น เรา... เอ่อ” ขวัญชีวาอยากแทนตัวเองว่าเราเหมือนแทนคำเพื่อนผู้ชายทั่วๆ ไป แต่เห็นเขาอายุมากกว่าหลายปีและยังดูสุภาพสงบเสงี่ยมผิดหน้าโหดนักเลยเปลี่ยนสรรพนาม “...ขวัญอยากลัดเพราะจะแวะไปดูกล้วยไม้ และธเนศบอกว่าอาจเจอนกเงือก”


“นกเงือก ?”


“ใช่ คุณเคยเห็นมั้ย”


“ไอ้ที่ปากหนาๆ จงอยใหญ่ๆ หรือเปล่าครับ เคยเห็นที่สวนสัตว์”


“ฮ่าๆ เชยตายห่า มาทำงานถึงนี่ แต่บอกใครๆ ว่าเคยดูนกเงือกในสวนสัตว์ !”


เดชก็อยากทึ่งบุคลิคลุยๆ ของเธอ แต่เห็นท่าทางขับรถสมบุกสมบันขับตามรอยรถเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และทางเดินเก่าๆ ของพวกนักเดินป่า และจู่ๆ ก็จอดดูโน่นดูนี่แล้ว ชักเริ่มไม่มั่นใจว่าจะถึงหน่วยอุทยานที่ว่านั้นได้ตอนไหน ดูเธอมีอะไรต้องแวะดูตลอดทาง และเมื่อแวะพักเที่ยงเขาถึงเริ่มกระสับกระส่าย จนเธออาจสังเกตเห็น


“ใจเย็นน่า ทำไม มีเรื่องร้อนเหรอ”


“ครับ แปลนที่ได้มามันแปลกๆ และก่อนมานี่ผมก็ลืมโอนเงินใส่บัญชีให้ฝ่ายการเงิน ต้องติดต่อให้เขาเอาเงินส่วนอื่นออกให้ก่อนครับ” เขาบอกธุระตัวเองเพื่อให้เธอเห็นใจอย่างเกรงๆ


“โอย ทำไมหน้าที่โฟร์แมนมันแปลกๆ จังแฮะ บลูเอิร์ธให้คุณดูแลการเงินด้วยเรอะ”


“ไม่ใช่ครับ คือ... นอกจากผมเป็นพนักงานของบลูเอิร์ธ ผมกับพ่อยังมีบริษัทรับเหมาขนาดเล็กเองด้วย”


“อุว้าว ขยันจริงๆ บริษัทคุณทำอะไร” เธอทำท่าสนใจ


“ก็สร้างบ้านหลังเล็กๆ ต่อห้องนอน ขยายห้องครัว ห้องน้ำ คอกสุนัข คอก...”


“เข้าใจแล้วๆ ท่าทางสนุกดีนะ ทำห้องน้ำ คอกหมา อืม...”


เขายังมีธุระอื่นๆ อีก แต่นึกว่าแค่นี้จะทำให้เธอเข้าใจแล้วรีบขับรถไปยังปลายทาง แต่เธอยังแวะข้างทางชี้วิวให้เขาดูเรื่อย มันก็สวยงามน่าประทับใจ แต่หัวใจคนทำงานและไม่ได้มาเที่ยวอย่างเธอมันร่ำร้องหาโทรศัพท์มากว่าชมธรรมชาติตอนนี้


หมอสาวห้าวยังพึมพำสัญญาว่าจะซอกซอนให้ถึงเมืองก่อนบ่ายแก่ได้ให้เขาอุ่นใจ


แต่บางทีเขาถึงกับกลั้นหายใจเมื่อเธอแทบไม่ค่อยได้มองทาง สายตาเธอไม่ชะเง้อหาคาคบกล้วยไม้ก็เหลือบดูนกบินโฉบเฉี่ยวเหนือฟากฟ้าแล้วพึมพำอุทานตื่นเต้นคนเดียว เหมือนเธอจะขับตามทางนกพวกนั้นมากกว่าจะหาทางไปหมู่บ้าน จนนาฬิกาชี้บอกเวลาบ่ายสามจะสี่โมงเข้าไปแล้ว


“คุณหมอครับ ผม... ผมขับให้มั้ยครับ”


เขาทั้งเกรงใจ ทั้งกลัวรถหล่นไหล่ภูเขาตอนคนขับชมนกชมไม้และทั้งอยากควบคุมความเร็วในการเดินทางเสียเอง เขาน่าจะอาสาขับเองมาตั้งแต่ต้น แต่เธอกลับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู แล้วจอดรถตรงข้างทาง คุยเรื่องอื่นจริงจัง


“คิดอะไรออกละ ขวัญขอแยกตั้งแคมป์ที่นี่ชั่วคราวดีกว่า คุณเอารถนี่ไปเลยนะ ขับไปตามทางนี้เรื่อยๆ มันรกแต่ยังเห็นเป็นทาง พอพ้นตรงนี้ไปจะเจอทางลงไปที่ราบ คุณอาจหลงหน่อยเพราะเป็นทุ่งหญ้า แต่ยังไงก็เจอลำห้วยขนาดใหญ่ หาห้วยนั้นให้เจอ แล้วขับเลียบไปทางขวา แล้วก็จะเห็นหลังคาอาคารก็ใช่เลย ส่วนขากลับ... คุณเดชพอจะจำทางกลับได้มั้ย”


เขาจำทางกลับได้ แต่ไม่มั่นใจกับการปล่อยให้เธออยู่แคมป์คนเดียว


“ละ... แล้วคุณหมอ จะค้างคืนในป่าคนเดียว จะดีเหรอครับ ?”


“ใช่ ขวัญทำแบบนี้บ่อย ไม่มีปัญหาน่า พอคุณทำธุระเสร็จก็รีบกลับมารับ แต่ถ้าคุณเหนื่อยอยากค้างต่อที่อุทยาน ขวัญก็ค้างคืนที่นี่ไปเลยพรุ่งนี้ก็กลับมารับ ดีมั้ย”


“ไม่ได้นะ” เขาเผลอค้านเสียงดัง เพราะไม่เข้าใจว่าคนมีความรู้ขนาดเป็นหมอ ในตำราเล่มหนาๆ ของพวกเขาบ้างหรือไรว่าไม่ควรอยู่ป่าคนเดียว


“ฮ่าๆ คุณต้องอนุญาตเรอะ แต่รีบไปเถอะๆ ไปถึงก็เติมน้ำมันมาให้เต็มถังด้วย” เธอทำท่าจะไปยกเป้ออก


 “ผมไม่กล้าปล่อยคุณอยู่คนเดียวหรอก คุณรู้มั้ยพวกคนงานเล่าว่าที่นี่อาจยังมีเผ่าตัดหัวคนหลงเหลืออยู่” เดชมองป่ารอบๆ ตัวอย่างกังวล “นี่มันคินาบาลูนะคุณ ไม่ใช่เขาใหญ่แถวบ้านเรา”


“โอ๊ย คุณเดช คุณอ่านแผ่นพับมากไปแล้ว เรื่องเล่าลือตัดหัวนั่นต้องขึ้นไปทางเหนืออีกหน่อย” แต่เสียงขวัญชีวาอ่อนลงเล็กน้อย “ขอบใจที่เป็นห่วง แต่คุณคงไม่ค่อยได้เดินป่าเลยคิดว่ามันน่ากลัว แถวนี้จะนักเดินป่า มีฝรั่งชายหญิงขึ้นมาเป็นช่วงๆ ด้วย ที่นี่เข้มงวดกว่าบ้านเรามาก ขวัญดูแลตัวเองได้น่า”


แต่เขายังส่ายหน้ายืนยัน “วันนี้คุณขับเที่ยวให้พอ แล้วค่อยไปต่อด้วยกัน ผมรอได้ ยังไงก็คงถึงมืดค่ำแล้วล่ะ”


“แน่นา... ภาระชาวโลกรอคุณอยู่นา”


“ยังไงผมก็เป็นฝ่ายรบกวนคุณก่อน ผมไม่กล้าเอารถคุณไปใช้หรอก แต่ช่วยพาผมไปถึงก่อนร้านแถวอุทยานปิดแล้วกัน”


ขวัญชีวากลับมาสตาร์ทรถเพราะดูท่าทีจริงจังเขาแล้วคงไม่ยอมทิ้งเธอไว้จริงๆ “เฮ่อ คุณนี่หน้าโหดดุดันซะเปล่า แต่มาห่วงชาวบ้านไปเสียหมด กับคนแปลกหน้าก็ห่วง อย่างนี้จะทำมาค้าขายยังไงเล่า”


เดชยิ้มบางๆ ให้เธอ แล้วกลับมานั่งถอนหายใจในรถ ดึงโทรศัพท์ออกมาดูสัญญาณว่างเปล่าเล่น เมื่อเธอจอดรถอีกครั้งลงไปยืนส่องนกตรงส่วนที่สูงที่สุดก่อนจะลงสู่ที่ราบริมห้วย เธอร้องอู้หูเหมือนเห็นอะไรดีๆ แล้วมาเปิดประตูให้เขาออกไปดู


“ลงมาดูนี่ สวยมั้ย รออีกนิด... คุณอาจเห็นขบวนนก...”


เขาวางโทรศัพท์บนเบาะนั่งแล้วออกไปดู วิวเบื้อหน้าสวยสมผลงานสรรสร้างค์ของพระเจ้าจริงๆ เขาได้แต่พึมพำขอบคุณพระองค์ในใจ แต่ตอนนี้เขาอยากได้พรอื่น อยางเช่น คลื่นสัญญาณโทรศัพท์หรือแฟกซ์มากกว่า เขาพยายามไม่ดูนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็น


ขวัญชีวาถอดแจกเก็ตพาดทิ้งไว้บนพวงมาลัยแล้วไปยืนข้างๆ เขา เขาเหลือบดูเธอ ถ้าเอนกมาเห็นขวัญชีวาในเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์แบบนี้เข้าคงต้องล้อว่าเสาไฟฟ้าเดินได้ตามเคย


เธอกางแขนออกเหมือนจะบิน แต่คงได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลือนที่อยู่ด้านหลังจึงหันขวับไป


“เฮ้ย...!!!”


เสียงอุทานสนั่นผิดวิสัยนักดูนกที่ดีของเธอ ทำให้เขาต้องหันไปมองตาม


“อย่านะ...!!!” เขาก็ลืมไปว่าสั่งได้แต่คนงาน แต่สั่งรถจี๊พให้อยู่กับที่ไม่ได้


รถพะเยิบพะยาบเหมือนเยาะเย้ยคนยืนชมวิวอยู่สองสามครั้ง แล้วล้อรถก็ทรุดลงไปตามการยวบตัวของดินพาหัวมันพุ่งลงข้างไหล่ทาง เดชกับขวัญชีวาวิ่งตามไปยืนลุ้นรถที่หัวปักค้างอยูตรงโคนไม้ไหวๆ


“ค้างอยู่แค่ตรงนั้น... นะคะ พี่จี๊พขา... ได้โปรดเถิด... หนูพอจะดึงพี่ขึ้นมาได้...”


ขวัญชีวาเอ่ยร้องขอเสียงหวานแหววก็ไม่เป็นผล โคนไม้เล็กๆ ต้านแรงรถจี๊พผู้หาญกล้าไม่ไหว มันเลื่อนกระเด็นพลิกคว่ำต่อไปๆ จนไปแอ้งแม้งอยู่ตรงซอกสุมทุมพุ่มไม้ลิบๆ จนเกือบถึงลำธารเล็กๆ ข้างล่าง


“ซวยแล้วกู...!!!” เดชตะลึง


“กูก็ซวย...!!!” ขวัญชีวากอดอกหน้าเศร้า “รถเช่า...!!!”


ทั้งคู่ยืนจังงังมองหลังคารถสีตุ่นๆ ที่เห็นแน่นิ่งอยูเบื้องล่าง พวกเขาไม่ได้หลงทาง แค่กำลังอยู่กลางป่าที่ไม่มีรถกลับหรือไปต่อเท่านั้นเอง


 


เสียงสัตว์บางประเภทส่งเสียงร้องเตือนมาแว่วๆ ดั่งสั่งให้ทั้งคู่ทำอะไรมากกว่านั้น


“เราต้องลงไปเอาของล่ะ มืดกว่านี้จะมองไม่เห็น”


ขวัญชีวามองหาทางลงแล้วแปลงร่างเป็นชะนีภูเขาไต่ลงเนินไปอย่างคล่องแคล่ว เดชพยายามลงตาม แต่น้ำหนักเขามากกว่าหลายสิบกิโลกรัม ทำให้กิ่งไม้ที่เธอโหนหรือเหยียบไปง่ายๆ หักผัวะทันทีเมื่อรับน้ำหนักเขา ดังนั้นจึงไม่แปลกนักที่เขาจะล้มแล้วกลิ้งหลุนๆ ไปถึงรถก่อนเธอแม้ไม่ชำนาญเส้นทางเลย


เสื้อผ้าเขามอมแมมไปด้วยโคลน แต่ยังรีบเข้าไปตรวจเช็คสภาพรถ คงมีแต่เวทมนต์เท่านั้นที่จะทำให้รถที่ตกเขาเกือบสามร้อยเมตรลงมาอยู่ในหล่มแล้วสามารถใช้การต่อได้


“อย่าพยายามเลยคุณเดช ถึงเครื่องยนต์สภาพดี คุณก็ขับไปไหนต่อไม่ได้ ขนของออกจากรถเถอะ มืดแล้ว เราต้องกางเต็นท์นอนแถวนี้”


“ผมมีเรื่องด่วน ต้องออกไปโทรศัพท์กลับสำนักงานใหญ่ เบอร์หลายเบอร์ก็อยู่ในเครื่องผม” เขาค้นหาโทรศัพท์ แต่ไร้วี่แวว มันคงหล่นออกนอกรถ


“เหาะไปสิ หรือไม่ก็เดินไปคนเดียว” ขวัญชีวาตอบอย่างไม่ใส่ใจตอนยกเป้ออกมาสำรวจ และตรวจดูข้าวของในรถ


“งั้นผมหาทางเดินกลับไปที่ถนน คุณหมอรออยู่นี่แล้วกัน”


เดชคว้าไฟฉายกระบอกเล็กมาถือแล้วเดินจากไปทันที ขวัญชีวามองเขาทีหนึ่งอย่างไม่สนใจ แต่เสียงนกบางชนิดแว่วมาบอกเวลาใกล้ค่ำทำให้เธอต้องวิ่งตามเขาไป เดชใส่เสื้อเชิ้ตตัวบางๆ กางเกงเดินป่า แม้จะสวมรองเท้าหนังหุ้มข้ออย่างดี แต่คนที่ไม่เคยเดินป่าหลงป่าจนตายก่อนพบเจอถนนที่ไหนแน่ๆ


“คุณเดช คุณรู้หรือเปล่าเราอยู่ตรงไหน และคุณจะเดินไปทางไหน”


“ผมมีแผนที่”


“ดูแผนที่ ? ฮ่าๆ ในแผนที่ที่คุณมีกับทางที่เรามามันตรงกันเรอะ”


เดชถึงเริ่มนึกได้ เขาไม่ใช่นักเดินป่า “ผมก็... กลับทางเดิมที่รถมา แล้วคงมีรถใครพาไปออกถนนใหญ่”


“ถ้าเดินกลับทางรถ มันไกลมาก และจำได้รึว่ารถเลี้ยวกี่ครั้งก่อนมาถึงนี่ รึจะดูรอยยางรถมืดๆ ด้วยไฟฉายกระบอกเล็กๆ นี้ ? บอกตรงๆ นะว่าอย่าปัญญาอ่อนเลยน่า”


“แต่ผมมีธุระ หรือเราน่าจะเดินต่อไปหมู่บ้านเลยก็ได้นะครับ คุณหมอ”


“ไม่ได้ เดินไปมืดๆ เราอาจหลงและออกจากป่าไม่ได้ ถ้าคุณรอพรุ่งนี้เช้า เราเดินทางลัดออกจากที่นี่ได้แน่ๆ”


“แต่ผมรอไม่ได้ แล้วไหนคนที่แคมป์จะเป็นห่วงคุณ ห่วงผมอีกล่ะ”


“น่าๆ ลืมเพื่อนพ้อง ญาติโกโหติกาสักคืนเถอะน่า มาช่วยกันขนของตั้งเต็นท์ก่อน ทำกระต่ายตื่นตูมไปได้”


แต่ท่าทางสบายๆ และว่าเขาปัญญาอ่อนและตื่นเกินเหตุเหมือนไม่เดือดเนื้อร้อนใจของขวัญชีวา ทั้งที่ตัวเองเป็นสาเหตุให้เขามาติดแหง็กอยู่ที่นี่โดยไม่นึกถึงจิตใจเขามาตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ทำให้เขาเริ่มไม่อยากให้เกียรติเธออีกนัก


“คุณนี่เห็นทุกอย่างง่ายไปหมด คุณรู้มั้ยผมมีครอบครัว มีคนป่วยที่บ้าน และปากท้องของคนงานรอผมอยู่ !”


“เฮ่อ ภาระของท่านสุภาพบุรุษสินะ !”


“คุณหมอ ! อย่ามาประชดประชันผม กรรมกรอย่างพวกผมหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้เงินค่าแรงพรุ่งนี้ลูกเมียเขาอดตาย ผู้คนเขาไม่ได้สุขสบายอย่างคุณนะ”


ขวัญชีวามองเขาอย่างชั่งใจแล้วยักไหล่ทีหนึ่ง หุบปากสนิท จัดการแบกเป้ไปวางที่เนินใกล้ๆ แล้วกลับมาเอาของที่เหลือในรถที่พอจะใช้กางเต็นท์นอนได้ เพราะตรงที่รถหล่นลงมาเป็นแอ่งโคลน เต็มไปด้วยยุงและริ้นไรที่เริ่มไต่ตอม


เสียงตบยุงเปาะแปะ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเดชคงไม่คิดเดินไปแล้ว ขวัญชีวาพยายามเตือนอย่างใจเย็น แล้วโยนม้วนแจ้กเก็ตให้เขา


“คุณเดช... เราอยู่แถวนี้ไม่ได้ ที่ลุ่มแบบนี้ยุงเยอะ มาลาเรียจะกินเอา มาๆ ช่วยแบกเป้ให้หน่อย เราต้องหาที่กางเต็นท์ คุณต้องลืมชาวโลกคนอื่นแล้วช่วยผู้หญิงสุขสบายนิสัยไม่ดีคนนี้หน่อยแล้วกัน”


เดชข่มใจเงียบกริบเดินเข้าไปยกเป้แบกแล้วเดินตามเธอขึ้นเนินไปทางเหนือแนวเดียวกับไหล่เขาที่รถตกลงมา เดินอ้อมอีกเล็กน้อยก็เจอที่พอที่จะตั้งเต็นท์ได้ และมีทางลงลำธารเล็กๆ สายเดียวกัน


“ซวยซ้ำซ้อนโว้ย เต็นท์กระจอกๆ นี่ดันขาดอีก” ขวัญชีวาบ่นเสียงดัง เอาผ้าเช็ดหน้าผูกส่วนที่ขาดเป็นรูโหว่


เดชใจเย็นลงแล้วมาช่วยกางเต็นท์กลับเห็นปัญหาอื่น เต็นท์เล็กๆ ตรงหน้าอาจระบุว่าสำหรับสองคนก็จริง แต่ที่จริงคงเหมาะกับคนเดียวมากกว่า ขวัญชีวาตัวยาวราวกับเสากระโดงเรือและเขาก็สูงและหนากว่าเธอเข้าไปอีกจะอัดลงนอนด้วยกันในเต็นท์นี่ได้อย่างไร แต่อีกคนกลับดูไม่กังวลนัก เขาเลยไม่สนใจ และเดินออกไปหาฟืนเพิ่มเติม


ฟ้ามืดสนิทเมื่อขวัญชีวาก่อกองไฟเสร็จ เธอลงไปเช็ดตัวแล้วเอาน้ำมาต้มด้วยหม้อสนามเล็กๆ แล้วชงเครื่องดื่มด้วยแก้วที่มีเพียงใบเดียว “ขวัญขอกินก่อนนะ แล้วคุณค่อยต่อ”


“ครับ งั้นผมลงไปอาบน้ำหน่อย เสื้อมีแต่โคลน”


“ไม่ใช่แค่เสื้อล่ะ ทั้งหน้าเลยแหละคุณ” ขวัญชีวาหยุดกิน ไปคุ้ยเป้ตัวเอง “นี่เสื้อตัวใหญ่ที่สุดที่มี คุณเอาไปสวมสิ แต่กางเกงไม่มีนะ”


เขารับเสื้อมาพร้อมคำขอบคุณเบาๆ แล้วเดินลงลำธารไป หายไปเกือบสิบนาที ก็กลับมา


ขวัญชีวาแอบอมยิ้มท่ามกลางความมืด เสื้อตัวใหญ่เท่าบ้านในความคิดเธอมันกลายเป็นเสื้อพอดีตัวจนเกือบคับของคนอีกคนไปได้อย่างน่าขำ เขาสะบัดเสื้อเชิ้ตเปียกๆ แล้วแขวนที่กิ่งไม้ มานั่งข้างกองไฟจัดการอาหารประทังชีวิตตรงหน้า มือไม้เขาทำอะไรคล่องแคล่วดีแต่ก็ดูขัดๆ สายตา เธอสังเกตอีกสองสามนาทีถึงรู้ว่าเขาถนัดมือซ้าย


“คุณถนัดซ้ายเหรอ”


“ครับ มือซ้ายทั้งบ้านเลย”


“มันดูรำคาญลูกตา เวลาเห็นคนถนัดซ้ายทำอะไร อิอิ” ขวัญชีวาพูดตรงๆ


“พวกเราก็รำคาญคนถนัดขวาครับ พ่อแม่ผมชอบกันเพราะถนัดซ้ายเหมือนกันนี่แหละ”


“เออ ดีแฮะ”


“ขอโทษคุณหมอนะครับ เมื่อครู่ผมตกใจน่ะ เฮ่อ มันก็อย่างคุณว่าจริง ผมกลับเองไม่ถูก”


ขวัญชีวาก็จ้องรอยแผลเป็นบนจมูกเขาเกรงๆ ไม่น้อย “แหะๆ ไม่เป็นไรน่า ขวัญไม่ค่อยหวังมิตรภาพจากผู้ชายอยู่แล้ว”


“แล้วคุณมานอนตามป่าอย่างนี้บ่อยหรือเปล่า” เดชมองไปรอบๆ ตัวอย่างไม่ไว้ใจ “มันอันตรายนะเนี่ย”


“นั่นแหละ ส่วนที่สนุก”


“คุณน่าจะมีเพื่อนมาด้วยสักคน”


“เคยเอาเพื่อนมาด้วย แต่ก็รำคาญเหมือนรำคาญคุณนี่แหละ”


เดชเริ่มยิ้มอายๆ “แหะๆ ก็ผมไม่ค่อยพักผ่อนหย่อนใจแบบนี้ งานผมมันใช้แรงหนักพออยู่แล้ว”


“แล้วเวลาว่างคุณทำอะไร”


“ฝันกลางวัน... ฝันไปเรื่อยเปื่อย ไปโน่นไปนี่ในความฝัน”


ขวัญชีวาไม่อยากจะเชื่อเมื่อดูกล้ามแขนหนาๆ เขาด้วยความอิจฉา แล้วถามด้วยสงสัย “ถามจริง ? ตัวเท่าควายแต่พอว่างก็นอนฝันกลางนี่นะ ?”


เขาพยักหน้ายืนยัน “ผมขอถามอะไรตรงๆ หน่อยสิ พวกคนงานมันว่าคุณหมอ... เป็นทอมน่ะ คุณเป็นจริงเหรอ แล้วทำไมถึงเป็นล่ะ”


“เป็นจริงสิ เมื่อก่อนมีเมียเป็นตัวเป็นตนน่ะ เคยมีสองคนพร้อมกัน เกือบได้ฆ่ากันตาย แต่ตอนนี้เลิกๆ ไปหมดแล้ว ขี้เกียจเอาใจ ส่วนทำไมต้องเป็นทอม ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ คนผิดปกติก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองผิดปกติหรอกมั้ง” ขวัญชีวาเอาไม้เขี่ยๆ กองไฟหน้าตาเบื่อหน่าย “เฮ่อ... เปลี่ยนเรื่องพูดเถอะ เมื่อกี๊ว่าที่บ้านมีคนป่วย ลูกเมียเป็นอะไรร้ายแรงรึ”


“โฮ้ย ผมยังโสดครับคุณหมอ ที่ผมกังวลคือแม่เป็นโรคไต ก่อนขึ้นเครื่องมานี่โรงพยาบาลโทรมาบอกว่านัดเวลาให้แม่ไปพบหมอได้แล้ว แต่ผมยุ่งจนลืมบอกแม่ สงสัยต้องพลาดนัด แต่ไม่เป็นไร ค่อยนัดใหม่”


“อ่อๆ เข้าใจละ เดี๋ยวกลับไปช่วยจัดการให้ เรื่องหาหมอโรคไตนี้ช่วยได้สบายบรื๋อ”


“ขอบคุณครับ”


“คุณนี่สุภาพนะ อยู่เหนือระดับผู้ชายใช้แรงงานกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”


ขวัญชีวาชมโต้งๆ เขาก็สารภาพตรงๆ พอกัน


“ก็กับคนแปลกหน้าน่ะ ตอนอยู่กับคนงานคุณหมอก็ได้ยินพวกผมพูดกับคนงานไทยนี่ ปกติพวกเราเปิงกันกว่านั้นอีก นี่เราเกรงทีมคุณกัน”


“อิอิ แต่ขวัญก็พูดหยาบเหมือนกัน ไอ้พวกหางเสียงเนี่ยเคยพูดยามจำเป็นไม่กี่ครั้งเอง... ขี้เกียจแบ่งเพศว่ะ”


“เสียงคุณเพราะ ไม่ใส่หางเสียงลงไปก็น่าฟังอยู่แล้ว” เขาชอบเวลาเธอแทนตัวเองว่า ‘ขวัญ’


“ฮ่าฮ่า คุณนี่น่ารักแฮะ”


ขวัญชีวาหัวเราะ ปกติเธอมาค้างคืนแบบนี้ จะไม่ทำอะไรมากไปกว่านั่งส่องไฟฉายอ่านหนังสือในเต็นท์ สลับเดินออกดูดาว และถ้ามากันหลายคนเธอจะหนีเข้านอนก่อนใครๆ แต่ผู้ชายที่นั่งตรงข้ามกองไฟทำให้คืนนี้เธอรู้สึกอีกแบบ ตอนก่อเต็นท์เธอเฉยๆ กับการที่ต้องนอนรวมห้องกับใคร แต่ตอนนี้ชักเริ่ม... ไม่มั่นใจ แต่จนเกือบสามทุ่ม เขาถึงเอ่ยให้เธอโล่งใจ


“เต็นท์เล็กเกิน คุณกะผมตัวยาวขนาดนี้ ผมนอนดิ้นด้วย ถีบเอาทีพังแน่ ผมนอนข้างกองไฟนี่แล้วกัน เคยไปกินเหล้าบ้านเพื่อนหลับกลางดินได้เป็นคืนๆ”


“แต่... มันอาจหนาวหนักหน่อยนะ กลางดึก ต้อง... อย่าให้ไฟดับ”


ขวัญชีวาถอดเสื้อแจ้กเก็ตที่สวมอยู่ยื่นให้เขาอย่างไม่มั่นใจแล้วผลุบเข้าเต็นท์ จุดที่สูงตรงนี้คงหนาวจัดทีเดียวตอนกลางดึก แต่แจ้กเก็ตสองตัวและกองไฟคงช่วยเขาได้ เธอเอาไฟฉายส่องหนังสืออ่าน จนเกือบสี่ทุม เธอถึงเริ่มไม่สนุกกับการท้าทายความกลัว นอนกลัวสิ่งที่ไม่เห็นไม่รู้จักทั้งคืนอย่างที่เคยใช้ท้าทายความกล้าหาญอย่างเมื่อก่อนนั้นแตกต่างกับการมีผู้ชายตัวใหญ่แข็งแรงอยู่ชิดใกล้หน้าเต็นท์ตอนนี้ เธอนอนไม่หลับ แม้จะมีมีดพกอยู่ใกล้มือ


ลมนำความหนาวจัดมาแต่แสงไฟช่วยได้โขทีเดียว เดชนอนจ้องดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้นอนดูดาวเฉยๆ อย่างนี้ ชีวิตเขาตั้งแต่เข้าวัยทำงานได้ล้วนแต่หมดไปกับงานและการเดินทางหาเงิน เวลาว่างเพียงน้อยนิดเขาก็ใช้ไปกับการฝันกลางวัน เขาปัดเรื่องเป็นห่วงแม่กับการจ่ายค่าแรงคนงานของบริษัทรับเหมาของเขาออกจากสมอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเจ้า แล้วเริ่มฝันกลางวันยามราตรีท่ามกลางแสงดาวเหนือแมกไม้


เขาหลับบนเสื่อพลาสติกไปเกือบเที่ยงคืน แต่กองไฟใกล้ดับ ความอบอุ่นหดหายจนรู้สึกหนาวถึงต้องลุกมาสุมไฟต่อ แต่แม้กองไฟจะโชนแสงขึ้นแค่ไหนความหนาวเหน็บที่โชยมากับสายลมทำให้แผ่นหลังเย็นเฉียบทำเอาหลับไม่ลงอยู่ดี เขาลุกขึ้นนั่งอธิษฐานขอให้พระเจ้าจัดการให้เขาผ่านค่ำคืนนี้ไปอย่างเหมาะสมตามความต้องการพระองค์ แล้วจ้องเปลวไฟอย่างมีความหวัง แต่... สายลมกลับพัดแรงขึ้น เขามองรอบตัวอย่างหวั่นใจ


“โอ... ไม่นะ อย่าบอก... ว่า... ฝนจะตก”


ไม่ถึงนาทีที่สิ้นคำ ฝนก็อ่อนๆ ก็ปรอยเม็ดลงมา เขาคว้าเสื้อที่เแขวนไว้และสัมภาระที่ตั้งอยู่ทั้งหมดมาวางบนเสื่อพลาสติก ไฟคงจะดับในไม่ช้า


“ฝนตกเหรอ” ขวัญชีวาชะโงกหน้ามาถาม


“อือ เดี๋ยวผมไปนอนในรถดีกว่า”


“เฮ้ย ! ยุงหามตายห่า มาๆ มานอนในนี่ก็ได้ ผู้ชายเหมือนกันไม่เป็นไรหรอกมั้ง เฮ่อ ที่เราโชคดีนะคุณที่บังเอิญมีเต็นท์ ไม่งั้นได้หนาวตายห่าทั้งสองคน”


เขายกหินทับเสื่อพลาสติแล้วแทรกตัวเข้าในเต็นท์ทันที มันอุ่นกว่าข้างนอกลิบลับ แต่พอเขานั่งลงมันก็เต็ม ขวัญชีวาสาดไฟฉายให้เขาจนนอนได้ แล้วเธอนอนตามพร้อมบ่นพึมพำฝนตกนอนไม่หลับ แล้วก็ฮัมเพลงผิดตามเคยจนเขาทักขึ้นทั้งง่วงนอน


“คุณหมอร้องผิดครับ ที่ถูกต้องร้องว่า... แมงมุมลายตัวนั้น ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน วันหนึ่งมันเปียกฝน ไหลลงมาบนหลังคา... พระอาทิตย์ส่องแสง... ”


“อ้าวเหรอ... ไม่เห็นมีใครเคยบอก คุณร้องเพลงเพราะนี่ อิอิ”


ไม่มีเสียงตอบใดๆ จากเดช เงียบไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงลมหายใจยาวๆ แผ่วเบาๆ ขวัญชีวาดีใจไม่น้อยที่เขาไม่กรนและหลับได้ทันทีเมื่อหัวถึงหมอน แต่ไม่มีใครโชคดีจริง ที่เขาบอกไว้ว่านอนดิ้นนั้นน้อยไป และอาจเพราะไม่สบายตัว หรือเขากำลังฝันว่าอยู่ในดิสโก้เธค เธอได้ยินเสียงขาเขาฟาดโครงเต็นท์ จนเธอต้องยกไฟฉายส่องดูว่าเต็นท์จะพังหรือไม่ พอดับไฟฉายแขนเขาก็ฟาดป๊อกๆ ลงบนหนังสือแถวๆ ด้านบนเฉียดหัวเธอไปเส้นยาแดงผ่าแปด


“กูจะได้นอนมั้ยวะเนี่ย ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มานอนดิ้นอยู่ข้างๆ เฮ่อ”


ขวัญชีวาบ่นทั้งง่วง แต่ยังมีแรงเกือบกลั้นหายใจเมื่อแขนเขามาวางแหมะลงมาบนตัว มือเธอควานหามีดพกโดยอัติโนมัต แต่เอามีดมาจี้หัวคนหลับลึกไปก็เท่านั้น เธอจึงยกมือนั่นออกเบาๆ แต่สักสามวินาทีมันกลับมาอีก คราวนี้เจ้าของแขนพาหัวและขามาด้วย แถมยังนอนนิ่งสนิท เลิกนอนดิ้นเสมือนค้นพบบางสิ่งบางอย่างแล้ว


ตัวเขาอุ่นจนร้อนเหมือนคนป่วย พอขวัญชีวาขยับตัวออก เขากลับกอดแน่นขึ้น แต่พอเธอนอนนิ่งไม่ขยับตัว เขาคลายมือออก เสียงฝนหยุดปรอยแล้ว น่าจะปลุกเขาไปนอนข้างนอก แต่อาจเพราะอิทธิฤทธิ์ผีป่าคินาบาลูหรือไม่เธอก็ง่วงเต็มที และเขาก็คงหลับลึกเหมือนกัน คงไม่มีใครอยากออกไปก่อไฟใหม่ท่ามกลางอากาศหนาวจัดเอาตอนนี้ เธอจึงปล่อยให้เขานอนกอดอยู่อย่างนั้น


‘มันก็... อุ่นดี’


 


เดชฝันว่าบริษัทรับเหมาเล็กๆ ของเขาประมูลได้งานก่อสร้างลานดอกไม้วิเศษของลูกค้าปริศนา ก้อนอิฐที่เขาวางลงทุกก้อนแปลงร่างเป็นดอกไม้สีสวย และคอนกรีตที่ใช้เชื่อมก้อนอิฐเป็นหนึ่งเดียวก็ทำให้ดอกไม้เบ่งบานหอมหวล ไม่มีคนงานหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเอะอะพูดจาไม่เพราะ มีแต่เด็กสาวสวมหมวกแก๊บถือกิ่งไม้แห้งคอยเขี่ยเศษดินให้หลุดจากลานดอกไม้พวกนั้นแล้วฮัมเพลงผิดๆ เขาเดินเข้าไปทักเจ้าตัวก็แกล้งเขี่ยเศษดินใส่เขา แต่พอเธอชูไม้ขึ้นมันกลายงอกออกมาเป็นดอกไม้กลิ่นหอมให้เขาดอมดม


สาวสวมหมวกแก๊บเลยเดินหนีตามเสียงนกไป เขาวิ่งตามทั้งถือดอกไม้อยู่


เขาลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืด... กลิ่นดอกไม้ในฝันยังค้างอยู่ที่ปลายจมูก... เขาเพิ่งฝันไปแต่ดอกไม้ที่ไหนโชยเข้ามาถึงห้องนอนเขานะ หรือจะเป็นดอกไม้จากกระถางหน้าบ้าน แต่ครู่เดียวก็ยิ้มคนเดียว เขาไม่ได้อยู่ในห้อง แต่ติดอยู่ในเต็นท์เล็กๆ กลางป่าต่างหาก และที่มาของกลิ่นก็ไม่ใช่ดอกไม้ที่ไหน แต่เป็นเส้นผมของสิ่งมีชีวิตตัวอุ่นๆ เหมือนเขาเท่านั้นเอง และสายลมหนาวเหน็บข้างนอกที่ปะทะผนังเต็นท์ทำให้ร่างอุ่นๆ เผลอไผลขยับชิดร่างเข้าหากัน


เดชนอนยิ้ม... เขาเลื่อนจมูกมาแตะที่แก้มเจ้าของผมหอมเบาๆ ค้างไว้เนิ่นนาน ก่อนกลับไปนอนอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับแขนหรือขาแม้แต่นิดเดียว เขากลัวสิ่งมีชีวิตกลิ่นคล้ายดอกไม้จะตื่นขึ้นมา ช่างน่ามหัศจรรย์ที่ไม่รู้สึกเมื่อยแขนและไม่นึกกลัวหมอฟันอย่างที่เคย



โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 27 สิงหาคม 2553
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 23:52:02 น. 3 comments
Counter : 190 Pageviews.

 
นางเอกกวนได้โล่จริงๆค่ะ พระเอกออกแนวจริงจังกะชีวิต แต่ชอบเพ้อฝันนะคะ ตอนนี้น่ารักมากเลยค่ะ พระเอกต้องชอบนางเอกแล้วแน่เลยใช่ไหม?คะเนี่ย


โดย: Dewii IP: 115.87.198.218 วันที่: 28 สิงหาคม 2553 เวลา:14:29:59 น.  

 
so sweet, love it ka, come again soon naka.


โดย: Olathe IP: 71.199.69.216 วันที่: 29 สิงหาคม 2553 เวลา:3:59:33 น.  

 
ใช้ได้เลย ชอบ ๆ สู้ ๆ นะ


โดย: secret garden วันที่: 30 สิงหาคม 2553 เวลา:15:58:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปลายเดือน กันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นามปากกา ปลายเดือน กันยา
นิเทศศาสตร์ มสธ.

เขียนไปเรื่อยๆ เรื่องจริง เรื่องโกหก เขียนได้หมด
อ่านไปเรื่อยๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องจริง เรื่องโกหก ชอบหมด

อยู่ไปเรื่อยๆ ด้วย
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2553
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
27 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายเดือน กันยา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.