เรือนรักภุมราช ตอนที่ 11 (จบ ภาคที่1)

           บนเรือนที่เงียบเชียบแสงวอมแวมชวนให้ยังจดจ้องอยู่... ภุมราชหันมองไปทางใบจิกที่หายไปอีกครั้ง
           กายก้าวพาขาสั่นขึ้นบันไดเรือนไป...

          ราตรียังนั่งลูบผมลูบหลังมนูญอย่างทะนุถนอมแม้เด็กน้อยจะหลับไปนานแล้ว เขาเคยสงสัยว่าแม่ที่พูดไม่ได้จะกล่อมลูกนอนอย่างไร ตอนนี้เริ่มเข้าใจทันทีว่าสัมผัสของแม่อาจทดแทนเสียงได้
          “ลูกเจ้านี่ดีนะ ไม่ติดเสียงเพลงกล่อมอย่างเด็กคนอื่น”
          ราตรีหันขวับมองตามเสียง แล้วผละออกจากมนูญมานังคุกเข่าด้วยความตกใจ

           “ทำไมยังไม่พาลูกเข้านอนในห้องหับให้มิดชิด ลมแรงจะทำลูกเจ้าป่วย มา... ข้าอุ้มให้ ไหนห้องไหน” ภุมราชอุ้มร่างเด็กน้อยขึ้นง่ายดายเหมือนยกก้อนหินเล็กๆ ราตรีเดินนำตัวคู้ไปยังห้องเล็กๆ

           “ทำไมนอนห้องเล็กนี่ ห้องใหญ่ใครอยู่ อีใบจิกรึ” ภุมราชสงสัย แต่พอวางมนูญลงในห้องเล็กแล้วถึงเห็นว่า มีที่นอนวางชิดกัน “นอนอัดกันในนี้ทั้งสามคนรึ”

           ราตรีพยักหน้าในใจนึกว่าไม่เห็นว่ามันคับแคบตรงไหน เมื่อก่อนเผื่อนก็นอนอยู่ด้วยเป็นสี่ ใบจิกยังบอกว่านอนสบายเหมือนเจ้า ดีกว่าโรงถ่านตั้งมาก และห้องใหญ่นั่นก็ติดน้ำ ราตรีกลัวมนูญปีนออกหล่นน้ำ ที่สำคัญเผื่อนสั่งไว้นานแล้วว่านั่นเป็นห้องของเขา ไม่ควรมีใครไปนอน ยกเว้นว่า... เมื่อเขาคิดกลับมานอน... ที่นี่

           “ข้ากลับละ” เสียงเขาถอนใจเดินจากห้อง 

           แต่พอถึงชานเรือน ราตรีไปขวางไว้ แล้วก้มลงกราบแทบเท้าเขา ดั่งจะขอโทษต่อเรื่องทั้งหมดในวันก่อน ตามคำของอลิซาเบธและโสภิตอาสาที่สั่งไว้นานแล้ว
           ภุมราชจึงถอยกลับไปนั่งลงบนเสื่อ “ข้าลืมมันไปแล้ว ข้าไม่นึกโทษเจ้านักดอก แต่วันนั้นเจ้าทำข้าโมโหนี่”
           ราตรีพยายามแย้มยิ้ม แต่สายตาเขาที่เธอไม่มีวันเข้าใจ ทำให้ยิ้มได้ฝืดเต็มที
           “ออ ข้าขอบอกอีกอย่าง ข้าไม่เคยนึก... เกลียดเจ้า” ภุมราชพูดเสียงเข้ม “เจ้าเอาเหตุไหนมาคิดเยี่ยงนั้น ข้าแค่หมั่นไส้ที่แม่ม่ายมาทำตัวเหมือนเด็ก หรือกริยาข้าคงไม่ดีกระมัง เจ้าถึงเอาไปแค้นใจข้าเสียทุกเรื่อง”

           แม้ราตรีเริ่มเข้าใจไปบ้างมานานแล้ว ฟังคำเขายืนยันทำให้ยิ่งละอายที่เคยล่วงละเมิดเขา จึงจ้องหน้าเขาอย่างขอลุแก่โทษ 

          “แล้วเจ้าสบายดีไหม คุณโสภิตอาภาคงหายไปเพราะท่านชายดำริจะแต่งงาน หลังพิธีพระราชทานเพลิงศพ เพื่อนเจ้าคงหายเป็นลิงทะโมน เป็นสาวเต็มตัวกับเขาเสียที”

          ราตรีเริ่มยิ้มออกเมื่อได้ยินเขาพูดถึงโสภิตอาภา แม้แววตาเขาจะประหลาดแต่ใบหน้าหม่นหมองเหนื่อยล้าทำให้ราตรีรวบรวมความกล้าขยับใกล้ เอื้อมมือนวดขาเขา

          “นวดเป็นแล้วรึนี่”

           ราตรีพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง จนเขาเริ่มจ้องมองรอยยิ้มนั่นด้วยความหลงไหล เอื้อมมือลูบผมยุ่งๆ เหนือหน้าผากขาวเกลี้ยง แล้วไล้แก้มนวลนิ่มช้าๆ

            “เจ้านี่สวยขึ้นทุกวัน มีใครมาเมียงมองเจ้าหรือไม่” เสียงเขาเหมือนกระซิบ เมื่อปลายนิ้วหยุดอยู่ที่ริมฝีปากสีชมพูเรื่อท่ามกลางแสงเทียน เหมือนต่างตกอยู่ในภวังค์ด้วยกัน มือราตรีหยุดนวดแต่ยังค้างนิ่งอยู่บนหัวเข่าโดยไม่อาจขยับ สายตาไร้เดียงสาและสงสัยใคร่รู้...ชำเลืองมองผ่านไรขนตางามงอนของราตรีทำให้กายเขาร้อนผ่าวๆ ขึ้นมา

           “ขึ้นมานั่งนี่มา” เขาฉุดมือเธอให้มานั่งชิดใกล้ 

          ราตรีลุกมาทั้งอายทั้งฝืน แกะมือออกจากมือเขาเบาๆ ด้วยความเอียงอายมากกว่าความกลัวครั้งก่อน แต่เขาไม่ปล่อยมือจ้องตาเธอด้วยสายตาวาบหวิว พร้อมกระซิบบอก

          “พาข้าไปดูห้องใหญ่นั่นหน่อย ข้าจากห้องนั้นเสียนาน... พระจันทร์ยามมองผ่านหน้าต่างช่างงามนัก...”
          ภุมราชขอร้อง แต่กลับเป็นคนฉุดราตรีลุกขึ้นเสียเอง พอเข้าห้องไป แล้วราตรีให้อายยิ่งนัก เมื่อได้ยินเขาหัวเราะขบขันปลาตะเพียนและนกสานแขวนห้อยระย้าเต็มไปหมด จึงวางเชิงเทียนลง เขย่งเท้าปลดออก 

           เอวบางๆ ขยับไหวตรงหน้า ทำหัวใจภุมราชเต้นถี่แทบยั้งความโหยหาไม่อยู่ เขาเดินไปเปิดหน้าต่าง แต่หาได้มีใครดูพระจันทร์อย่างที่บอกไม่ เขาเดินกลับมาที่ราตรี ยั้งมือจากเชือกห้อยปลาตะเพียน สั่งเสียงเบาหวิว
           “ไม่ต้องปลดทิ้ง ปล่อยไว้อย่างนั้น มาชมจันทร์กับคุณภุมราชดีกว่า”
            ราตรีไม่เคยนึกอย่างดูแผ่นน้ำไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน แต่ไม่กล้าขัดใจเขาที่ดูจะอารมณ์แจ่มใสเหลือเกินที่จะได้ชมพระจันทร์คืนนี้ จึงปล่อยให้เขาจูงมือไปดู ราตรีชะเง้อหาท้องฟ้า หามีพระจันทร์ไม่ มีเพียงดวงดาวน้อยๆ ระยิบระยับ เธอหันกลับดั่งอยากถามว่าข้างแรมเช่นนี้ที่ไหนจะมีเดือน

          ชะรอยจะรู้ว่าเธอสงสัย เขากระซิบตอบเธอ “ก็เดือนยืนอยู่ข้างข้าแล้วนี่ คืนนี้ข้าจะชมเดือน ตอนที่เดือนกำลังชมดาว”

           ภุมราชรั้งตัวราตรีมาชิดใกล้แล้วซบหน้าผากลงกลางกระหม่อมเธอ แล้วค่อยๆ เลื่อนลง ใช้ริมฝีปากลูบไล้ทั่วใบหน้า ก่อนหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอ่อนนุ่ม
           ราตรีเริ่มรู้ตัวตามธรรมชาติแห่งวัย และมั่นใจว่าเขาต้องการสิ่งใด แต่ยังผงะออกอย่างกลัวๆ แต่แรงกอดโอบเอวแสนอบอุ่น และสายตาเคยดุกลับเต็มไปด้วยความเว้าวอนให้เธอนึกโทษตัวเองที่ขัดใจ
ความลังเลของราตรีทำให้ภุมราชนึกเอ็นดูราตรียิ่งนัก

           “ถ้าเจ้ายังกลัวข้า ให้ดูดาวนั่นไปก่อน เมื่อนึกหายกลัวค่อยหันมา” 
           ภุมราชกระซิบบอกก่อนหมุนตัวราตรีหันไปทางท้องฟ้านอกหน้าตา แล้วโอบกอดจากด้านหลัง ซุกหน้าลงบนซอกคอนวลเนียน และจุมพิตหัวไหล่ เคราปลายคายบางๆ ทำให้ราตรีเจ็บน้อยๆ ครู่หนึ่ง แต่ความนุ่มนวลต่อมาทำให้ลืมไปทีเดียวว่าเขาเป็นใคร มือที่กระชับเอวเธออยู่เริ่มขยับเขยื้อนเช่นเดียวกับริมฝีปากที่ระดมจูบไปทั่ว
           ราตรีพยายามชมดาวอย่างที่เขากระซิบบอก แต่หลายครั้งที่พลั้งเผลอหลับตาลงด้วยความอิ่มเอมแปลกๆ ยิ่งยามเสียงเขาพึมพำอย่างพอใจดังขึ้น เมื่อมือเขาขยับพบสัดส่วนคู่อวบอิ่มแห่งความเป็นหญิงเหนือหน้าท้องขึ้นมา
           
           “...งามนักแม่... ใครจะห้ามใจได้เมื่อได้ยืนชมดาวกับเจ้าแบบนี้” 
           จนผ้าผ่อนเริ่มถูกแกะออก ราตรีจึงหันมามองเขา

           “ไม่นึกกลัวแล้วหรือ... ราตรี หืม ?” เขากระซิบที่ริมฝีปาก แต่ราตรีเบี่ยงหน้าอาย พยายามคว้าผ้ามาเกาะกุมกับอกไว้ อารมณ์ป่วนปั่นร้อนๆ หนาวๆ พรุ่งพรวดขึ้นมา เมื่อเห็นรอยยิ้มจากดวงตาล้อกับแสงดาวระยับ “อย่ากลัว... ข้าทำเจ้าแบบไหน เจ้าก็ทำข้ากลับแบบนั้น แล้วเจ้าจะหายกลัว...” เขากระซิบเสียงกระเส่า

           “อย่างแบบนี้...” เขาขบริมฝีปากเธอเบาๆ แต่เพราะราตรียังกุมผ้าอยู่เม้มปากสนิท เขาขบเบาๆ อีกสองสามครั้ง ราตรีก็หาญสู้ขึ้นมา ขบริมฝีปากเขากลับ แต่มือไม้เริ่มเกาะเกี่ยวโอบกระชับเขาแน่นหนา ผ้าผ่อนหลุดจากร่างทุกผืน แล้วความกลัวก็ไม่เหลือหลอ และราตรีเฝ้ารอว่าภุมราชจะกลั่นแกล้งสิ่งใดอีก เขาสัมผัสเธอทั่วร่าง สัมผัสเธอก็ดำเนินทั่วตัวเขาเฉกเช่น... เดียวกัน

           ดวงดาวระยิบระยับถูกละเลย แม้หน้าต่างจะยังเปิดอยู่ประหนึ่งให้ท้องฟ้าเหนือผืนน้ำได้เฝ้ามองสองร่างกระหวัดเกี่ยวกันมอบความสุขบนพื้นเตียงนุ่มที่ถูกลืมเลือนมานานแสนนาน ภุมราชจุมพิตทั่วกายของราตรีดั่งอย่างตีตราจองความเป็นเจ้าของคนใหม่ เขาจะใช้ความรักหลงไหลในตัวเธอให้เธอหลุดจากอดีตกับใครไหนๆ

          ราตรีลืมเรื่องทุกอย่างของภุมราช แนบชิดกายเขาเสียไม่ยอมห่าง แม้ปากกระซิบบอกสิ่งใดไม่ได้ แต่กายขยับร้องหานั้นชวนให้ภุมราชรู้ใจง่ายกว่าสิ่งใด ริมฝีปากกับมือเขาขยับชมทุกพื้นผิวงามเอาใจเธออย่างไม่มีเบื่อหน่าย ความอ่อนหวานนุ่มนวลที่เขาสัมผัสได้จากดอกบัวงามแรกแย้มพาหัวใจเขาโบยบินไปไกลแสนไกล ชี้นำให้กายเขาและเธอใฝ่หาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน

          เมื่อกายเขาเริ่มลุกล้ำ ราตรีเริ่มตื่นตัวผงะหนี แต่แล้วเขาก็เข้าใจโดยง่าย จึงพยาพยายามปลอบประโลมความหวาดกลัวของราตรีด้วยจุมพิตแผ่วเบาและเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง แต่ธรรมชาติก็นำพาคู่รักแสนหวานผ่านห้วงเวลาเจ็บปวดซึ่งเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนก่อนปีนสู่สวรรค์เพื่อลิ้มชิมความอาหารทิพย์แห่งสวรรค์พร้อมกัน 

          อ้อมแขนภุมราชนั้นแปลกใหม่เช่นเดียวกับเตียงนอนในห้องใหญ่นี้ แต่อาหารทิพย์มื้อติดๆ กันทำให้ราตรีหลับลงด้วยความสุขสมทั้งที่มือยังยังโอบกอดเหนือแผ่นอกเขา...


             เสียงโก่ขันแว่วมาไกลๆ ให้ได้ยิน ภุมราชพยายามหลับต่อเมื่อรู้สึกว่าใครบางคนกำลังปลุกเขา แต่ก็จำต้องตื่นเพราะคนปลุกขยับกายลุกขึ้นนั่งข้างๆ ร่างเปลือยเปล่าของราตรีทำให้เขารู้ว่าไม่ได้ฝันว่าขึ้นสรรค์ที่ไหน อาหารทิพย์ถูกเก็บเกี่ยวจากพื้นธรณีที่รับร่างสตรีข้างกายนี่เอง

          “หืม มีอะไรราตรี หนาวรึ มานี่มา” เขาอ้าแขนให้ “เจ้าอย่าเพิ่งลุกไปไหน อยู่กับข้า”
          แต่ราตรีส่ายหน้า ยกมือชี้ฝ่าความมืดไปอีกห้อง
          “ออ ไปดูมนูญหรือ ไปสิ”

          ราตรีลุกขึ้น ไปหยิบผ้าริมหน้าต่างมาสวมใส่ แม้จะยังมืด แต่แสงรำไรน้อยๆ ที่ริมขอบฟ้า ทำให้ชาวสวรรค์เดียวดายอยู่บนเตียงกลับมาป่วนปั่นอีกครั้งเมื่อเงางามแห่งกายนั่นปรากฏ จึงรีบสั่งอย่างหวาดกลัวอาหารทิพย์จะห่างหายไปนาน

          “หากลูกเจ้าสบายดี ต้องกลับมานี่”

           ครู่เดียวราตรีก็รีบกลับมานั่งลงบนเตียงเกรงๆ ก่อนล้มตัวนอนนิ่งๆ ข้างเขา พยายามไม่ไหวกายอีก แต่กายเขากลับขยับเข้าหาและทำแบบเดิมเหมือนเมื่อตอนหลังจากชมจันทร์เมื่อคืนอีก ด้วยวัยและความหิวโหยอาจทำให้อาหารนั้นไม่อิ่มพอ ทั้งคู่จึงเริ่มกระหวัดเกี่ยวชิวหาเพื่อร่ำร้องหาอาหารอีกมื้อ คราวนี้รวดเร็วขึ้นแต่ยังน่าหลงไหลไม่เสื่อมคลาย

           ผ้าที่กลับมาคลุมกายไม่นานถูกปลดอีกด้วยน้ำมือเขา

           “เจ้าทำให้ข้าแปลกใจจริง ราตรี ถ้าเจ้าไม่ลุกไปหามนูญเมื่อครู่ ข้าคงคิดว่ากำลังนอนอยู่กับเจ้าสาวที่ผ่านงานวิวาห์คืนแรกกับข้าอยู่เป็นแน่ เจ้าเจ็บแค่ไหน หืม...?” เขากระซิบถามพร้อมมือที่กอบกุมถันงามพลางลูบไล้ไปมาอย่างหวนแหนนั้น “ข้าไม่ใช่คนเชี่ยวผู้หญิงนะราตรี  แต่ข้ารู้... เจ้ามีบางสิ่งปกปิด มนูญไม่ใช่ลูกเจ้าแน่ๆ”

           ราตรีผุดลุกนั่งทันทีด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ภุมราชลุกขึ้นตามนั่งตามด้วยความฉงนใจ แต่แล้วความคิดบางอย่างก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้วงความคิด

           “เป็นผัวเมียกันแล้วต้องซื่อสัตย์ต่อกัน เจ้าขโมยลูกใครมาเลี้ยง เจ้าบอกข้ามา?”
            ราตรีส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว แสงอาทิตย์ก็มาเยือนจางๆ ที่ขอบฟ้าสาดส่องให้เห็นว่าเธอกำลังจะร้องไห้

           ภุมราชดึงตัวราตรีมากอดอย่างอ่อนใจ “เจ้าไม่เคยนอนกับผู้ชาย ? มนูญไม่ใช่ลูกเจ้า ? ”

           ราตรีก้มหน้างุด แต่เมื่อขยับถามอะไรต่อไป เธอยกมือกุมปากเขา

           “เฮ่อ... ข้าเป็นชายเสียชาติเกิดเอาขนาดไหน ที่ไม่เคยสังเกตอะไรสักอย่าง อลิซาเบธยังเคยสงสัยให้ได้ยินแท้ๆ เฮ่อ... ช่างมันเถอะ ข้าคุ้นชินกับการมีเมียแปลกๆ เต็มที เจ้าจะเป็นนางฟ้าหรือแม่มด อย่างไรเจ้าก็เป็นเมียข้าแล้ว มีอะไรพร้อมจะบอกเล่า ก็ได้โปรดอย่ารีรอ”

            แม้ราตรีไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อเขาเลิกถามไถ่ในสิ่งที่เธอพยายามเก็บงำอย่างสับสนมาตลอด และหันมาสัมผัสอ่อนโยนทำให้ราตรีเริ่มยิ้มอายๆ ในความมืด

           ‘คุณจะรู้ไว้ว่าอย่างไรก็ช่าง ต่อไปนี้ข้าก็ไม่ใช่สาวน้อยแล้วนี่นา’ ราตรีซุกหน้ากับอกเขา

           ราตรีนอนเอียงหน้าดูเจ้าของอ้อมแขนอย่างหลงไหล เมื่อแว่วเสียงมนูญร้องเขาจึงเตือนเสียเอง

           “เจ้าลุกไปดูแลคุณอามนูญของข้าได้แล้ว” เสียงนุ่มนวลและเงาเส้นผมยุ่งเหยิงของเขาเหมือนมนูญเสียจริง ชวนให้ราตรียิ่งหลงไหลนัก พอเขาเห็นราตรีหยุดอยู่ให้ก็พูดต่ออย่างจริงจัง “เอ หรือว่าเอาเป็นลูกข้าเสียดี”
          
ราตรียิ้มแย้มเลื่อนตัวขึ้นไปจรดแก้มซบบนอกเขาเบาๆ ก่อนลงจากเตียงนอนไป


            ใบจิกกลับจากเรือนครัวเอาสายโด่ พร้อมหน้าตามอมแมม ในมือมีใบตองห่อขนมที่แอบมาจากแม่ครัวมาฝากสองแม่ลูก แต่พอถึงหัวกระไดต้องงุนงงเมื่อมีสาวใช้จากเรือนใหญ่สามคนสวนลงมาพร้อมกับถาดอาหารที่พร่องลงแล้ว

        “พวกเจ้าเอามาให้ใครน่ะ”

        “ขึ้นไปดูเอาเองสิยะ” สาวใช้ตอบเสียงสะบัด แต่อีกสองคนหัวเราะหน้าแดงตามหลังไป

        ใบจิกเดินขึ้นพอพ้นบันได ให้แปลกใจยิ่งนักว่าทำไมมนูญที่นอนนุนตักราตรีอยู่ถึงสูงใหญ่ขึ้นเป็นวาได้แค่ในค่ำคืนเดียว แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เห็นมนูญตัวจริงนั่งเล่นรถม้าไม้แกะสลักอยู่ข้างๆ ราตรี แล้วที่นอนยาวอยู่นั่น...

        “แม่ราตรี... นั่นใครน่ะ ?” ใบจิกถามเสียงสั่นเหมือนเห็นผี

         คนที่หนุนตักราตรีอยู่จึงลุกขึ้น
        “กูหน้าเหมือนผีหรืออีใบจิก ม*งถึงจำไม่ได้” ภุมราชแกล้งขู่ตะคอก “ก็ม*งไม่อยู่เป็นเพื่อนแม่ราตรี กูเลยต้องมานอนเป็นเพื่อน ม*งแปลกใจตรงไหน”

         ใบจิกเริ่มเข้าใจ ถึงว่า... เห็นเจ้านายหนุ่มมาเมียงมอง ดึกๆ ดื่นๆ แต่ยังอุตส่าห์เถียงในลำคอ “ก็แม่ราตรีอยู่คนเดียวกะพ่อมนูญมาตั้งนานแล้วนี่เจ้าคะ ไม่เคยเห็นใครจะมาดูดำดูดี มีแต่คนไล่”

         “กูขอโทษแม่ราตรีแล้ว นี่กูต้องขอโทษม*งด้วยหรือเปล่า หา... อีใบจิก”

          ใบจิกเริ่มหัวเราะ เพิ่งสังเกตว่าราตรีที่แม้เคยสวยมาตลอดนั้นวันนี้ยิ่งสวยผุดผ่องขึ้นในเพียงข้ามคืน แก้มสีชมพูเปล่งปลั่งไปทั้งใบหน้า เหมือนไปชุบชีวิตที่ไหนมา ไม่เหลือร่องรอยขี้ขลาดขี้กลัวภุมราชอย่างวันก่อนๆ เมื่อครู่ยังกล้าเขี่ยไรผมเขาเล่นเหมือนเขี่ยเส้นผมมนูญ

          “แล้วไม่ไปทำงานหรือเจ้าคะ” ใบจิกแกล้งถาม ราตรีที่เหมือนเพิ่งจะนึกได้ เขย่าแขนอยากรู้ด้วย

          ภุมราชดึงมือราตรีมากุมไว้ “ตั้งแต่กลับจากหัวเมืองฉันยังไม่ได้พักเลย ขอฉันอยู่ด้วยกับเจ้าสักสามวัน แล้วจะกลับไปทำงาน”

          ใบจิกหูพึ่งหัวใจพองโตเมื่อภุมราชไม่พูดข้าพูดกูกับราตรี แต่อ้อมแอ้มถามเกรงๆ “เช่นนี้ใบจิกก็ต้องกลับไปอยู่โรงถ่านตามเดิมสิเจ้าคะ แม่ราตรีมีคนดูแลแล้วนี่”

           ราตรีเขย่าแขนภุมราช ส่งสายตาอ้อนวอน

           แต่ภุมราชหมั่นไส้ใบจิกนัก “เอ็งก็อยู่ที่นี่นั่นแหละ แต่อย่าอยู่ตอนข้าอยู่แล้วกัน ไปไหนก็ไป”

           “ก็ได้เจ้าค่ะ” ใบจิกยิ้มทะลึ่งให้ราตรี “งั้นใบจิกพามนูญไปอาบน้ำนะ แม่ราตรีพักเถิด เมื่อคืน... คงเหนื่อย... อิอิ” แล้วก็จูงมนูญไปทิ้งให้ราตรีอายแก้มแดงอยู่ข้างๆ ภุมราช

          “ก็เจ้าเหนื่อยจริงไหมล่ะ” เขาเชยคางผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียอีกคนของเขา “เมื่อคืนเจ้าทำให้ฉันแปลกใจมาก ฉันเคยคิดว่า...” ราตรีเอามือกุมปากเขาดั่งขอให้หยุดพูด

           “ฉันไม่ได้อยากพูดเรื่องใด แค่อยากบอกว่าฉันมีความสุข เจ้ามีความสุขเหมือนกันไหม”

           ราตรีก้มหน้าซ่อนอาย กริยาของราตรีชวนให้ภุมราชหวนนึกไปถึงเพลงรักยามอรุณรุ่งอีก แต่เห็นทีจะไม่เหมาะนัก จึงมองไปทางท่าน้ำ “อยู่กันสองคนเห็นท่าจะไม่ได้การ วันนี้ข้าพายเรือพาเจ้าข้ามคลองไปเที่ยวบ้านคุณโสภิตดีกว่า หรือนั่งรถม้าไปก็ได้ ถ้าเจ้ายังกลัว”

           แต่ราตรีชี้เรือยืนยัน ใบจิกยังพอได้ยิน “แม่ราตรีพอว่ายน้ำเป็นแล้วเจ้าค่ะ ไม่กลัวมากอย่างแต่ก่อน ตามสบายนะเจ้าคะ อิฉันจะพาคุณมนูญไปหาคุณอลิซาเบธเอง”

 
           ใบจิกเอ่ยถึงมนูญทำให้ราตรีเริ่มสติกลับมา เมื่อลงเรือนไปก่อนจะลงไปยังท่าน้ำ จึงแตะแขนภุมราชให้ดูไปทางเรือนอลิซาเบธ เขาก็เข้าใจทันที หวนคิดเรื่องที่ทะเลากันเมื่อหัวค่ำวานแล้วหม่นใจขึ้นมา
          “อลิซาเบธไม่สนใจฉันดอกราตรี ชีวิตเขามีแต่พระเจ้ากับโบสถ์เท่านั้น” ภุมราชถอนหายใจเมื่อนึกเรื่องที่บาดหมางกันครั้งล่าสุด “ความเชื่อของอลิซนั้นต่างราตรีหรือฉัน หรือแม้แต่ชาวสยามคนไหนๆ ฉันไม่เคยคิดทรยศต่อความรักที่มีต่ออลิซาเบธ แต่...”

           ราตรีไม่เข้าใจนัก แต่ท่าทางไม่สบายใจของเขา ทำให้ราตรีเปลี่ยนมายื้อแขนเขาเดินไปที่ท่าน้ำ อยากอวดเขาเหลือเกินว่าไม่คิดกลัวน้ำดั่งเมื่อก่อน แต่พอเอาเข้าจริง เห็นภุมราชลงไปปลดเชือกจากเสาผูกเรือ กลับนึกหวาดขึ้นอีก ครั้งสุดท้ายที่ลงเรือก็วันที่สมเด็จฯ เสด็จสู่สวรรคาลัยนู่น ถ้าไม่มีเรื่องให้ต้องใช้เรือใช้พายเดินทาง ราตรีเห็นจะอยู่แถวลานดอกปีบดีกว่า

          “ไหนอีใบจิกว่าไม่กลัว” ภุมราชคิ้วขมวด อย่างห่วงหา “ไปขึ้นรถม้าก็ได้”

           แต่ราตรีพยักหน้า มันน่ากลัวน้อยกว่าวันอื่นอีก มนูญก็ไม่ได้มาให้ห่วงใย จึงย่างเท้าลงเรือแล้วรีบนั่งลง หันหน้าเข้าหาฝีพาย รอยยิ้มอบอุ่นเขาดึดดูดสายตาเธอจากพื้นน้ำกระเพื่อมที่ทำให้เรือโคลงเคลงนั่นฉมังนัก

          “ดี ดูหน้าฉันดีกว่า หรือถ้านึกกลัวขึ้นมา...ก็...” เขาเว้นช่วง ยิ้มชวนวาบหวาม “จะกอดฉันให้แน่นอย่างเมื่อคืนก็เห็นจะดี”

          ราตรีหลบสายตาวิบวับดั่งแสงดาวโผล่มายามเที่ยงนั่น มองไปยังฝั่งคลอง ทั้งมือเกาะกราบเรือแน่นเอี๊ยด ภุมราชจึงแกล้งเอียงตัวให้เรือโคลง ราตรีปิดตาปี๋ จนเรือหยุด จึงลืมตา พบแขนเขายื่นมาให้ทุบ น่าหมั่นไส้นัก ราตรีเลยหยิกเข้าให้ เขากลับโน้มตัวจุมพิตพวงแก้มกลางเที่ยงวันจ้าแดด ราตรีอายใครจะเห็น ผลักอกเขา แล้วส่งสายตาดุ

          ภุมราชจึงเลิกเล่น พายเรือออกจากท่าอย่างคล่องแคล่วพอๆ กับบ่าวชายเวลาพาแม่ครัวไปตลาด เขาพายวนไปยังทิศเหนือของลำคลองให้ดูคูคลองเล็กๆ ที่นำไปสู่ลำห้วยขนาดใหญ่ เขาชี้ชวนให้ดูดอกบัวริมฝั่งคลอง 

          “เมื่อก่อนฉันกับพี่ธมราชมาเล่นที่นี่ทั้งวัน คลองเล็กๆ นั่น เจ้าคุณปู่ให้เจ้าคุณพ่อจ้างวานพวกคนงานชาวจีนอพยพพูดภาษาตลกๆ ขุดขึ้นเมื่อสมัยฉันยังเด็กๆ ดีนะที่สมัยนี้ถนนหนทางรถเรือทันสมัยขึ้นกว่าเมื่อก่อน ไม่งั้นเห็นทีทั้งพระนครจะกลายเป็นคลองเสียทั้งหมดเป็นแน่”

          ราตรีฟังแล้วงงนัก ถ้าไม่มีคูคลองแล้วผู้คนจะสัญจรเช่นใด รถรางนั่นก็ดูจะยากเกินไปสำหรับชาวป่าดง รถม้าแบบที่เขาใช้ ก็ต้องการทางพื้นเรียบๆ ทางขรุขระผู้คนมิต้องลงเดินกันหรือ สั้นๆ ยังพอว่า แต่ระยะไกล เท้าคงเลือดอาบก่อนจะถึงปลายทาง

           แต่ไม่ทันจะฟังเขาอธิบายต่อจนจบ ก็เห็นโสภิตอาภายืนอยู่หัวเรือโบกมือมาหยอยๆ คงเพราะชุดดำที่ทุกคนสวมอยู่ ทำให้ดูท่าทางสำรวมกริยากว่าครั้งไหน

          “ราตรี ฉันกำลังจะไปหาพอดี” โสภิตอาภาจ้องหน้าภุมราชงงๆ ครู่เดียว แต่กริยาเอียงอายแก้มแดงแจ๋ ของราตรีอยู่ ก็ใช้แทนคำตอบได้ “นั่นแน่ คุณพี่ภุมราช ไม่เกลียดแม่ราตรีแล้วหรือเจ้าคะ”
  
           “พี่เคยเกลียดเพื่อนเราเสียที่ไหน มีแต่เด็กโง่ที่เข้าใจผิดไปเอง”

           “เห็นมั้ยล่ะราตรี ข้าบอกแล้วว่าผู้ชายก็เป็นแบบนี้ นึกจะร้ายก็ร้าย จะดีก็ดี มาๆ ไปๆ ให้ผู้หญิงอย่างเราสับสน” โสภิตพูดอย่างไม่รู้ตัวว่ามีใครยืนอยู่ข้างหลัง

           หม่อมเจ้าฉัตรชัยชัชวาลนั่นเอง “เจ้าว่าพี่ภุมราชคนเดียวใช่ไหม” 

           “ว่าบุรุษทั้งสยาม” โสภิตอาภาลอยหน้าลอยตาตอบ 

          แต่ภุมราชถามหาได้ใส่ใจกลับถามหม่อมราชวงศ์หญิงพิมพ์รพี “คุณหญิงท่านอยู่ไหมคุณโสภิต พี่ไม่ได้มากราบเสียนาน หรือว่าเข้าวัง ฯ”

          “อยู่เจ้าค่ะ” โสภิตอาภาหน้าตาเศร้าๆ “คุณแม่ยังไม่หายคลายโศกจากการสวรรคตของสมเด็จฯ เลยเจ้าค่ะพร่ำแต่เรื่องสมัยยังอยู่ตำหนักในได้เข้าเฝ้าบ่อยๆ พี่มาเยี่ยมอาจทำให้คุณแม่สุขขึ้นก็ได้”


         โสภิตอาภาจูงมือราตรีกับภุมราชไปคนละข้าง ขึ้นจากท่าเรือ มีเสียงสรวลจากท่านชายไข่ปอกตรัสตามหลัง

         “ราตรีจะได้เห็นเสียทีว่าคุณหญิงพิมพ์ระพี เก็บโสภิตมาจากกระบอกไม้ไผ่จริงๆ หาได้เหมือนกันสักนิดไม่”
         เพราะราตรีมาคราวก่อน เป็นพิธีโสกันต์ อันเต็มไปด้วยฝูงชนให้ราตรีต้องคอยแอบ จึงหาได้สังเกตไม่ว่าบ้านของโสภิตอาภานั้นสวยงามและกว้างไม่แพ้บ้านภุมราช

         “นี่เป็นบ้านที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆ บ้านที่เราอยู่ได้อย่างไรล่ะ ตบแต่งด้วยช่างคนเดียวกัน” ภุมราชเริ่มเรียนรู้ภาษาดวงตาของสตรีที่เพิ่งกลายเป็นเมียเขา “เราขึ้นไปกราบคุณหญิงท่านก่อน แล้วฉันจะพาราตรีเดินเที่ยวที่นี่ให้ทั่วเอง ตอนเด็กฉันเคยวางมวยกับพี่สาวพี่ชายคุณโสภิตออกบ่อย พอวางมวยเสร็จเราก็พายเรือกลับ”

          ราตรียิ้ม แต่โสภิตอาภาหัวเราะ พอพ้นเข้าเรือนจึงมีเสียงดุมาแต่ไกล “แม่โสภิต ชาวเมืองยังไว้ทุกข์จากการสูญเสียพระเจ้าแผ่นดิน แต่เจ้ากลับหัวเราะเสียงดังได้ ลืมกริยาไม่งามสักปีเถิดแม่คุณ” หม่อมราชวงศ์หญิงพิมพ์ระพีดุธิดาสาว แต่พอเห็นผู้มาเยือนทั้งหมดก็เปลี่ยนกริยาเข้มลง

          “พ่อภุมราชกับท่านชาย มาด้วยกันได้อย่างไร ไฉนปล่อยให้น้องหัวเราะเสียงดังอย่างนี้” 
          สองหนุ่มงาม ทำความเคารพคุณหญิง แล้วท่านชายฉัตรชัยชัชวาลเริ่มเป็นคนแก้แทนพระคู่หมั้น “ไม่เป็นไรกระมังคุณหญิงน้า ผู้คนเศร้ากันอย่างนี้หัวเราะกันบ้างก็เห็นจะดีไม่น้อย” แต่พระคู่หมั้นกลับค้อนใส่อย่างไม่ใยดี ท่านชายเลยแจงเรื่องอื่น “กระผมไม่ได้มาด้วยพี่ภุมราชขอรับ มาพบกันที่นี่ แต่สงสัยพี่ภุมราชจะมีคนสำคัญมากราบคุณหญิง” 

          “ใครกันรึ” คุณหญิงจ้องมองราตรีที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ข้างๆ หัวเข่าภุมราช

          “เมียกระผมเองขอรับ” ภุมราชกล่าวยิ้มๆ “คุณแม่ยังไม่กลับจากวัง กระผมรำลึกถึงคุณหญิง เลยพาแม่ราตรีมากราบคุณหญิงเสียเลยขอรับ ราตรี กราบคุณหญิงสิ”

          “ออ นี่แม่ราตรีเพื่อนใหม่โสภิตนั่นเองดอกรึ ช่างงามจริง ชะรอยเวลาตกฟากใกล้ๆ กัน ความงามเลยไปอยู่ที่แม่ราตรีเสียคนเดียว ลูกข้าเลยกลายเป็นลิง” คุณหญิงพิศราตรีด้วยความเอ็นดู แล้วเอื้อนเอ่ยต่อท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ของหม่อมเจ้าฉัตรชัยชัชวาล “แม่โสภิตบอกว่าลูกเจ้าก็น่ารัก ผิวพรรณเจ้านี่ก็สวยยังกะพวกนางใน ราตรีเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะพ่อภุมราช”

           คุณหญิงทำให้ภุมราชอึกอัก ด้วยไม่เคยรู้ จะตอบแค่ว่าลูกแม่ลำดวนคงน่าขำ แต่โสภิตอาภากลับตอบแทนเสียเองคล่องแคล่ว ดั่งเคยรู้เรื่องทุกอย่างจากปากราตรีมาแล้ว

           “ราตรีเป็นลูกสาวแม่ลำดวนกับท่านขุนพยศหลานชายเมียเอกของพระยาวชิรชาอย่างไรล่ะเจ้าคะ แต่ท่านขุนก็มาจากไปตอนปราบโจรป่าตอนราตรีแค่ ๕ ขวบ แม่ลำดวนเลยต้องมาอาศัยอยู่กับบ้านพระยาวชิรชา พอพระยามาสิ้นอำนาจสิ้นบุญ ผู้คนก็ลืมหมดว่าราตรีก็เป็นลูกขุนนาง รู้กันแต่ว่าเป็นเมียม่ายที่ถูกลืมของพวกทรราช แล้วพวกชอบทับถมคนตกยากก็เอามาว่าร้ายกัน เชอะ !”

          คุณหญิงหยิกโสภิตอาภา ส่วนภุมราชตะลึงที่โสภิตอาภารู้เรื่องของราตรีมากกว่าใคร ทั้งเขาเองก็เป็นอย่างถูกว่า ไม่เคยสนใจเรื่องราตรีไปมากกว่าเป็นแม่ของมนูญ เมียไร้ที่พึ่งของพระยาสิ้นบุญนั้น และเรื่องอื่นๆ ที่เขาเก็บมาหมั่นไส้ประชดในใจอย่างไร้สาร

          ท่านชายก็สนใจไม่น้อย “เอ ท่านขุนพยศ... ใช่คนเดียวกับที่ร่วมปราบโจรจีนฮ่อเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วหรือไม่” 

          ราตรีพยักหน้าแล้วเขย่าแขนโสภิตอาภาอย่างดีใจ ที่มีคนรู้จักพ่อตน 

          “อืม...” ท่านชายรำพึงด้วยความตื่นเต้น “ฉันเคยเห็นพ่อของราตรีมาแล้ว ตอนสมัยเด็กๆ ฉันเคยตามท่านพ่อท่านอาไปดูพวกขุนนางที่ปราบโจรป่า ราตรีได้ความสง่ามาจากพ่อนี่เอง พ่อราตรีเป็นคนเก่ง เสียดายที่บุญน้อย ฉันคงมีรูปนะ ช่างฝรั่งถ่ายรูปขุนนางปราบโจรไว้มากทีเดียว แล้วฉันจะหามาให้”

           ราตรียิ้มแก้มแทบปริ ความทรงจำเกี่ยวกับบิดาน้อยนิด เหลือเพียงคำที่มารดาสอนก้องอยู่ในหูเสมอ ‘เจ้าต้องอดทนเหมือนพ่อเจ้า พ่อเจ้าทั้งกล้าหาญและอดทน’

           คุณหญิงยิ้มด้วยความเอ็นดู “ดีๆ ท่านชายหารูปมาให้ ราตรีจะได้เก็บไว้ระลึกกัน บุญของราตรีจริงๆ ที่ได้บ้านพ่อภุมราชมาค้ำจุน”

           “รอเป็นชาติ กว่าจะยอมค้ำจุนกันดีๆ ฮึ ความจริงราตรีเป็นย่าสะใภ้ของพี่ภุมราชด้วยเจ้าค่ะคุณแม่” โสภิตอาภาค้อนใส่ภุมราช แต่ต้องหนีเล็บหยิกมารดา ลงมานั่งข้างราตรี 

           จริยาวัตรของหม่อมราชวงศ์หญิงพิมพ์รพีรวีวรรณช่างงามสมเลือดขัตติยา เป็นบุญของราตรีเช่นกันที่ธิดาของคุณหญิงลงมาผูกมิตรด้วย แต่ราตรีไม่ได้อยู่ฟังการสนทนานนัก พวกเขาล้วนพูดกันเรื่องพิธีฉลองพระศพ และงานที่เธอไม่รู้เรื่อง โสภิตอาภาจึงจูงมือราตรีไปดูห้องหับส่วนตัว มีห้องน้ำแบบฝรั่งข้างใน ซึ่งเมื่อก่อนเป็นห้องพี่สาวคนโต แต่พอพี่สาวออกเรือนไปก็กลายเป็นของคนสุดท้อง แต่ดูเจ้าตัวจะไม่ยินดีนักเพราะยังอยากเล่นน้ำที่ท่าเหมือนคนอื่นๆ

           “ก็ทำกระไรได้ ฉันต้องเก็บตัวให้สมกับต้องเป็นหม่อมของท่านชาย อายุ ๑๖ ปี แล้ว หมดเวลาเด็ก” โสภิตอาภาบ่น ถามราตรีที่คลำมุ้งลวดลายงามเหนือเตียงนอนด้วยความชอบใจ “ราตรียินดีที่ได้เป็นเมียพี่ภุมราชหรือเปล่า”

           ราตรีพยักหน้า คว้ามือคนถามมาแกว่งไปมาอายๆ

          “นั่นแน่ ราตรีแก้มแดงแจ๋ หลงรักพี่ภุมราชเข้าอย่างหนัก ฉันละแปลกใจจริงๆ ทำไมสาวๆ ถึงชอบพี่ภุมราชกันหนัก พี่สาวข้าสองคนก็เคยแอบชอบพี่ภุมราช แม่ทัศนาไรนั่นก็มีพวกข้าหลวงมาชอบมากมายยังอุตส่าห์มาจมปลัก ให้เขาเมินใส่ ฉันว่าพี่ภุมราชรูปงามก็จริงแต่บางทีก็เอาแต่ใจตัวเองไป คงถูกตามใจมามาก ใครบอกว่าซ้ายแกจะไปขวา ใครบอกว่าหน้าแกจะไปหลัง” โสภิตอาภาบ่นแกมนินทานแล้วกุมมือราตรี “แต่พี่ภุมราชคงรักชอบราตรีจริงๆ ฉันนะเกลียดจริงที่มีผู้คนร่ำลือกันว่าพี่ภุมราชแสร้งชอบคุณพี่อลิซคนเข้ารีตเพราะไม่นิยมผู้หญิง แล้ว... พี่ภุมราชดีดั่งบุรุษกับเจ้าใช่ไหม”

            ท่าทางมีลับลมคมในสู่รู้ของคนถามทำให้ราตรีอายหน้าแดงแจ๋ เมื่อคืนที่ผ่านพ้นไป แม้จะไร้ประสบการณ์ และไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน แต่เขาก็...

           “ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว หน้าราตรีแดงแจ๋ อิอิ แล้วจะมีลูกได้เร็วๆ นี้ไหมราตรี พี่ภุมราชอยากมีลูกเต็มที”

            ราตรีลงจากเรือนคุณหญิงพิมพ์รพีด้วยความเป็นสุข

           “เจ้ายิ้มอะไร คุณโสภิตเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง” เขาถามเมื่อกลับลงเรือ 

           แต่ราตรีได้แต่ยิ้ม เธอไม่ได้นั่งหันหน้าเข้าหาเขาดั่งขามา แต่นั่งพิงอกเขาที่แม้มือจะพายเรือไป แต่จมูกกับใบหน้าไม่พ้นจากไรผมและแก้มนุ่มเธอ เสียงพึมพำชิดหูอยากเปลี่ยนจากดอกราตรีเป็นไม้อื่นที่หอมทั้งกลางวันกลางคืน


            อลิซาเบธมองภาพภุมราชฉุดแขนราตรีขึ้นจากเรือด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน แล้วมายืนเกาะเกี่ยวกันตรงเชิงสะพาน แล้วให้ใจหายนัก สิ่งที่ตนเคยคิดว่าจะยอมรับได้กลับทำให้หัวใจแห้งแล้งดั่งมีใครสุมไฟใฟ้เผาจนเริ่มแห้งเหี่ยว แม้ใบจิกจะบอกความจริงให้รับรู้แล้ว แต่ภาพที่ปรากฏนั้นเสียดแทงให้เจ็บปวดผิดลิบลับกับเมื่อฟังความ มือไม้ที่เกาะเกี่ยวเด็กชายตัวน้อยอยู่อ่อนแรงลง อาจเพราะใบจิกเริ่มวัยสาวหรือสัญชาติญาณแห่งหญิงด้วยกันถึงพอดูกริยาเธอออก จึงจูงมือมนูญจากไปเงียบเชียบ

          ปล่อยให้เธอก้าวเท้าแอบอยู่หลังหมู่ไม้ มิได้หวังเฝ้ามองหรือจับผิดสิ่งใด แต่เฝ้ามองคนรักตัวเองหลุดลอยเพื่อหวังให้ชาชินต่อความร้าวลึกข้างใน เธอก่นถามตัวเองว่าเหตุใดถึงรู้สึกเช่นนี้ ในเมื่อเธอเองขับไสเขาไปก่อนแท้ๆ

           หรือพระคำของพระเจ้าในใจจางลง อลิซาเบธจึงไม่มั่นคงเสียแล้ว ยังหวังว่าภุมราชจะไม่ได้ไปมีใจให้ราตรีดั่งภาพที่เห็น เธอยังรักเขา แม้เธอจะไม่อยากจะเป็นเมียที่สมบูรณ์พร้อม แต่ภุมราชเคยย้ำนักหนาว่าเขาไม่มีวันผันแปรจิตใจไม่ใช่หรือ

          อลิซาเบธนั่งลงบนพื้นหญ้านุ่มเงียบเชียบเนิ่นนาน ทีเดียวกว่าจะเริ่มทำใจได้ปาดน้ำตา
         “คุณอลิซเจ้าคะ...” ส้มป่อย คนสนิทของคุณหญิง มานั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ “คุณหญิงศรีเพิ่งกลับมา คุณหญิงเรียกหาเจ้าค่ะ เรื่อง...”
         “ฉันรู้แล้ว...”

          อลิซาเบธเดินนำส้มป่อย ไปที่เรือนใหญ่ คุณหญิงนั่งพัดวีอย่างไม่สบอารมณ์นัก

          “แม่อลิซคิดดีแล้วแน่หรือ ที่ปล่อยผัวไปอย่างนั้น อันบุรุษไม่ต่างจากเสือปากว่ามั่นในรักแค่ไหน เมื่อเข้าป่าก็ยากนักจะกลับมานะแม่” คุณหญิงไม่เข้าใจสะใภ้ต่างเชื้อชาติ เคยได้ยินแต่พวกมีความรู้ร่ำเรียนตามฝรั่งมังค่าว่ากันว่าการที่สามีนอกใจนั้น สตรีฝรั่งถือว่าเป็นการหยามเกียรติหนักทีเดียว “ภุมราชตกลงกับเจ้าเรื่องแม่ราตรีดีแล้วหรือ”

          “ดิฉันบกพร่องเองเจ้าค่ะ”

          “ข้าก็หนักใจ ข้าบอกตรงๆ นะแม่” คุณหญิงเหม่อมองไปนอกเรือนไร้จุดหมาย “ตอนที่พ่อภุมราชพาเจ้ามาที่นี่ครั้งแรก ข้าไม่นึกรักเจ้าสักนิด ข้ารู้สึกว่าเจ้าต่างจากพวกพ้องข้า แต่ต่อมาข้าก็เห็นว่าเจ้าก็ดีพร้อมตามกุลสตรี ให้ข้าภูมิใจว่าลูกชายข้าเลือกคนถูก ทั้งข้าเองเคยเจ็บช้ำกับพระยาเดโชพ่อผัวเจ้า จึงฝันอยากเห็นลูกชายคนเดียวของข้าจะเป็นคนมั่นคงในความรัก เมื่อครู่มารับรู้เรื่องที่พ่อภุมราชไปนอนที่เรือนริมน้ำ แล้วข้านึกเห็นใจเจ้าจริงๆ”

           อลิซาเบธก้มลงกราบแม่ผัว “หาได้เป็นความผิดของสองคนนั้นไม่เจ้าค่ะ”

          “ดูพูดเข้า เจ้าเป็นฝรั่งจริงรึ ไม่ใช่ความผิดพวกนั้นก็ความผิดเจ้าสินะยะ” คุณหญิงเคืองแทน แล้วถอนหายใจพร่ำบ่นผิดหวังต่อ “แต่ เฮ่อ นี่หากใครรู้เรื่องเจ้ากับภุมราช ผู้คนในสยามก็เข้าข้างบุรุษทั้งนั้นพากันตำหนิเมียแบบเจ้าอยู่ดี สตรีผิดเสมอ คนกึ่งหนึ่งจะว่าเจ้าผิด อีกกึ่งก็ว่าแม่ราตรี” 

           “เหตุการณ์ในพระราชวังสวนดุสิต เป็นปกติดีมั้ยเจ้าคะ” อลิซาเบธพยายามเปลี่ยนเรื่องสนทนา

           “ตั้งแต่เคลื่อนพระศพไปพระบรมหาราชวัง ก็ยังโศก และคงโศกไปอีกนาน เจ้าฟ้าที่ประทับอยู่ต่างประเทศยังกำลังอยู่ระหว่างเสด็จกลับ ข้าแผ่นดินสิ้นอย่างเรา พระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตก็มีพระเจ้าแผ่นดินใหม่ แต่ขึ้นชื่อว่าลูกเมียที่อยู่ข้างหลังย่อมเจ็บปวด” คุณหญิงยังไม่วายกลับมาเรื่องเดิม

            “สตรีสยามเห็นทีจะต้องเริ่มอยู่โดยไร้บุรุษได้แล้วเจ้าค่ะ”

             คุณหญิงหมั่นไส้นัก “เริ่มที่เจ้าสินะ แม่อลิซ มีผัวอยู่ดีๆ ก็ผลักไสให้คนอื่น”

            “ดิฉันรักคุณภุมราช แต่ก็ไม่ปรารถนาเป็นเจ้าของค่ะ”

            คุณหญิงโบกมือรำคาญ “ก็ไงล่ะ แม่ตัวดีบื้อใบ้เอาไปดูแลเสียแล้ว เจ้าทำใจได้แน่หรือแม่แหม่มอลิซ”

            “ดิฉัน...” อลิซาเบธหลบสายตา

            “เฮ่อ ช่างเถิด ข้าเข้าใจดี ข้าก็ไม่เคยอยากจับจองผัว แต่สตรีเริ่มหมอบติดพื้นเมื่อไหร่ บุรุษจะเหยียบซ้ำเท่านั้น ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ แม่ข้าจึงได้สอนให้ข้าวางอำนาจมาในบ้านนี้มาตั้งแต่ก้าวแรกที่ข้าเหยียบที่นี่” คุณหญิงรำลึกเรื่องในอดีตแล้วถามสะใภ้อีกครั้ง “แล้วเรื่องเจ้านี่จะเอาประการใดแม่อลิซ บอกข้ามาซิ หากพ่อภุมราชเอาแม่ราตรีขึ้นเรือนนี่ ก็เท่ากับว่า เขาไม่ไว้หน้าเจ้าจะให้ข้าช่วยหรือไม่ ?”

           “ดิฉันไมสนใจเจ้าค่ะ”

           “งั้นข้าก็จะได้มั่นใจว่าข้าไม่ต้องเข้าไปเกี่ยว”

          “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ดิฉันจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเหมือนเดิมเจ้าค่ะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครได้”

          “ข้าก็หวังว่าหัวใจเจ้าจะสันติ” คุณหญิงศรีเห็นใจสะใภ้ใหญ่นัก ยิ่งเมื่อเห็นบุตรชายตัวดีขึ้นเรือนมาเริงร่าพร้อมจูงมือหญิงม่ายอ่อนวัยมาให้เห็นชัดเจน “โน่นไง มากันแล้ว”

           อลิซาเบธไม่ได้หันมองไปทางผู้มาใหม่ทั้งคู่ ก้มดูแต่พื้นกระดานตรงหน้า จนกระทั่งรู้สึกว่าราตรีคลานมากราบ เหมือนสายลมร้ายพัดมาวูบหนึ่ง... เธอนึกชังหญิงใบ้รูปงามตรงหน้า 


           แต่เมื่อได้ยินเสียงคุณหญิงเริ่มพูดล้อขำขันเรื่องความบื้อใบของราตรีออกมาแกมประชด “ข้าได้สะใภ้ใบ้ก็ดี จะได้ไม่มีใครเถียงข้าได้”

           อลิซาเบธได้ยินเข้าถึงกับเปลี่ยนใจไปตำหนิตัวเองที่เผลอนึกไม่ดีต่อหญิงคนนี้ “ฝากดูแลคุณพี่ภุมราชแล้วกัน นะราตรี ฉันไม่ถือโกรธอะไรเจ้า”

           ราตรียังนั่งก้มหน้าประหนึ่งรู้สึกผิด เสียงที่เอื้อนเอ่ยขอบใจจึงออกมาจากภุมราช “ขอบใจ อลิซ”

           แต่อลิซหาได้มองเขาไม่ พึมพำตอบเขาห่างเหินดั่งไม่อยากสบหน้า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
        
           “แล้วพ่อจะพาแม่ราตรีขึ้นมาอยู่เรือนนี้เลยหรือเปล่ายะ” คุณหญิงถามบุตรชาย แต่พอเห็นราตรีส่ายหน้าถึงหมั่นไส้นัก “ดีๆ ไม่ต้องขึ้นมา กลัวข้ากันนักนะ งั้นรอให้ข้าตายก่อนก็ดี ข้าอยู่คนเดียวได้”

            เสียงภุมราชหังเราะแห้งๆ  “กระผมยังอยู่นี่ขอรับคุณแม่ แต่เรื่องเมียกระผมเขาจะอยากอยู่ไหน คงได้แต่ตามใจ และกระผมก็ตามใจเมียทุกเรื่องมาเสมอ ไม่ว่ากระผมจะต้องอดทนแค่ไหนขอรับ” เขาบอกมารดาแต่เสียงนั้นไม่วายยังน้อยเนื้อต่ำใจอลิซาเบธ

           อลิซาเบธขอตัวกลับ โดยไม่นึกอยากหันมองไปยังผัวรัก
แต่เสียงเขากลับเรียกไว้ “อลิซาเบธ ?”

           “คะ ?” เธอหนีไม่พ้น เขามายืนจ้องหน้า

           “อลิซโกรธฉันหรือ ?”

           “ไม่นี่คะ คุณพี่ยังแวะเวียนไปคุยกับฉันได้เหมือนเดิม แต่ไม่จำเป็นต้องวันนี้ หรือวันพรุ่งดอก” เธอเบี่ยงตัวหนีกลับเรือนด้วยสีหน้าเฉยชา

            แต่เมื่อย่างขึ้นเรือนตัวเอง อลิซาเบธทนก็สายตาเห็นใจจากบ่าวไม่ไหว และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอไม่หันมองพระคัมภีร์คำสอนจากพระเจ้า ตรงรี่เข้าห้องนอนก่อนมืดค่ำ ปล่อยให้น้ำตาไหลนองอย่างไม่อายตน แม้จะเคยรู้ว่ารักจากมนุษย์ไม่ยั่งยืนและจริงแท้อย่างนี้ แต่เมื่อมันหลุดลอยไปก็ยากยิ่งนักที่จะทำใจให้ยอมรับมัน





 

Create Date : 20 สิงหาคม 2553
4 comments
Last Update : 20 สิงหาคม 2553 10:31:26 น.
Counter : 210 Pageviews.

 

            โมงยามเคลื่อนย้ายไปหลายวัน ไร้วี่แววว่าภุมราชจะกลับมาเรือนไม้สีขาว เมื่อเสียงรถม้าเขากลับเข้าเขตรั้วบ้านหลังงาน เขาตรงรี่ไปยังเรือนริมน้ำ ที่ที่มีคนตามใจเขาทุกอย่างรออยู่

           อลิซาเบธไม่ได้ร้องไห้แล้ว แต่หาได้เข้มแข็งขึ้นเลยไม่ โดยเฉพาะเมื่อเผลอยิ้มเป็นสุขเมื่อเย็นวันหนึ่งบ่าวจากเรือนใหญ่มาตาม “คุณภุมราชให้มาเรียนไปรับอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ด้วยกันเจ้าค่ะ”

           อลิซาเบธเกือบจะตกลงทันที แต่เฉลียวใจว่าไม่เคยมีสักครั้งภุมราชให้บ่าวมาตาม เขาจะมาหาเธอด้วยตัวเอง จึงเปลี่ยนใจ “ไม่ล่ะ ข้าไม่นึกอยากลงเรือนไปไหน ฝากกราบคุณนายเจ้าด้วย”

           บ่าวหายไปแล้ว อลิซาเบธกลับลงจากเรือน ชมปลาน้อยตรงลำธารเทียมหน้าบ้าน ปลาตัวเล็กจิ๋วหลิว ดูเป็นอิสระทั้งกายใจ แม้จะถูกจำกัดให้วนว่ายอยู่ธารน้ำจอมปลอม

            “ปลาเอ๋ย ข้าก็คงเช่นเจ้า เหมือนจะเป็นอิสระ แต่ยังว่ายเวียนออกคูคลองไม่ได้อยู่ดี”
            “พึมพำอะไรกัน แหม่มอลิซ” ทัศนาในชุดดำสนิท มายืนแต่ตอนใดไม่รู้ “นึกว่าพระเจ้าแห่งความรักของเจ้าจะจริงแท้ แต่ผู้คนเขาว่าเจ้าเอาแต่จมเจ่าอยู่ในห้องตั้งแต่คุณพี่ภุมราชไปนอนกะอีราตรี”

            “คุณพี่มิได้นอนที่นี่ และฉันก็อยู่บ้านเป็นปรกติอยู่แล้ว”

            “แต่สีหน้าเจ้าไม่บ่งบอกว่าปกติ” ทัศนายิ้มเยาะ

           “ขอบใจที่บอก แต่ฉันสบายดี” อลิซาเบธยืดตัวลุกขึ้นยืนสูงสง่าเหนือทัศนา นึกขอบใจร้อยยิ้มเยาะของทัศนา ดั่งช่วยให้เงาตนในกระจก ว่าเรือนใจตนที่มีพระเจ้าสถิตย์ตกอยู่ในภาวะหม่นหมองด้วยเหตุไม่อันควรให้ผู้อื่นเหยียดหยาม “เรื่องของคุณพี่ภุมราช เป็นสิ่งที่ฉันทำใจไว้แล้ว ฉันเองบกพร่อง เมื่อผัวพึงใจผู้หญิงที่เหมาะสมฉันก็ต้องเสียสละ และฉันหวังว่าราตรีจะรีบมีลูกให้คุณพี่เสียที”

           “เจ้าไม่หวงคุณพี่ภุมราชเหรอ” ทัศนามองหาความเสียใจ

           “ไม่นี่ คุณพี่ได้มีคนดูแลที่เหมาะสม ฉันก็เห็นตาม”

           “เป็นแหม่มเสียเปล่า ปล่อยให้ผัวมีเมียเล็กๆ ช่างคร่ำครึ”

            “ไม่เคยมีใครเป็นของใครได้ เรื่องความรัก เป็นสิ่งที่ต้องเปิดใจให้กว้าง ฉันให้อภัยได้เสมอ ไม่ว่าใครจะคอยหาเรื่องบึ้งตึง มึนชาหรือกล่าวหาความใส่ด้วยคำหยาบคายแค่ไหน”

            “ไม่ต้องมาแขวะฉัน แล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่าอีราตรีน่ะ เคยนัดแนะผู้ชายมาที่นี่”

           “เจ้าระวังวาจา ทัศนา”

            อลิซาเบธหนีกลับขึ้นเรือนตัวเอง ให้นึกขำว่าตนเป็นเมียแท้ๆของภุมราช แต่ดูความริษยาอิจฉาต่อราตรีนั้นเทียบไม่ได้กับทัศนา เธอเริ่มยิ้มออก ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ เงาที่ปรากฏหาใช่สตรีผู้พ่ายแพ้ไม่ แต่เป็นร่างของผู้ที่ได้อิสระกลับมา

          “ทุกอย่างที่บังเกิดล้วนเป็นพระคุณจากพระเจ้า”

           อาหารมื้อค่ำบนเรือนใหญ่คงผ่านไปแล้ว อลิซาเบธลงจากเรือนสีขาวอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าฉาบด้วยแย้มยิ้ม เธอวาดเท้าไปยังเรือนใหญ่ ประจบกับภุมราชที่กำลังลงเรือนมากับราตรีพอดี ทันที่เห็นเธอเข้า เขากระซิบบอกให้ราตรีกลับเรือนก่อน

           “มีลูกเร็วๆ นะราตรี” อลิซาเบธยิ้มแย้มให้ เมื่อราตรีพ้นไปแล้วจึงคุยธุระ “ดิฉันมีเรื่องจะขอคุณพี่”

           “ได้สิ จะกลับขึ้นไปคุยที่เรือนใหญ่ หรือให้ฉัน... ไปเรือนเจ้าดีไหม ?”

           “ตรงนี้ก็เหมาะค่ะ ในเมื่อมีคนดูแลคุณพี่แล้ว ฉันขอกลับไปทำงานที่โบสถ์บ้างเป็นครั้งคราวจะได้ไหมคะ”

           ใบหน้าแจ่มใสของภุมราชเปลี่ยนไป “เห็นทีจะไม่ได้”

           “คุณพี่ ?”

           “ฉันขอโทษ” ภุมราชเอ่ยได้แค่นั้น เมื่ออลิซาเบธเงียบนิ่งไปชั่วขณะ เขาจึงพยายาม “ข้าไม่อาจปล่อยให้เมียไปชุมนุมกับฝรั่งได้ เจ้าก็เคยรู้นี่ เจ้าตั้งแง่ข้าหรือไร”

           “ไม่เจ้าค่ะ แต่ถ้าคุณพี่ไม่กรุณา ก็ไม่จำเป็นต้องคุยสิ่งใดอีก คุณพี่กลับไปหาราตรีเถิดเจ้าค่ะ”


           “อลิซ... เพียงเจ้าออกปากคำเดียวว่าให้ฉันกลับมาอยู่กับเจ้า ฉันจะทำตามทันที แล้วฉันจะไม่มีวันก้าวพ้นจากเรือนไม้สีขาวของเจ้าจนกว่าเจ้าจะอนุญาต”

           “ไม่จำเป็นค่ะ คุณทำทุกอย่างตามประสงค์ตัวเองเถิด” อลิซาเบธหันหลังกลับเรือน แต่ภุมราชเดินตามมา 

           “อลิซาเบธ... ถ้าเจ้าจะสัญญาได้ใหม ว่าเจ้าจะไม่ออกปากหมิ่นหรือเอ่ยทุกอย่างตามคิดต่อแผ่นดินสยามให้ใครได้ยินอีก”

           “ฉันไม่เคยหมิ่นแผ่นดิน แต่ถ้าหมายถึงให้หยุดพูดความจริงพวกนั้นดิฉันสัญญาค่ะ”

           “ข้าให้เจ้าไปโบสถ์ได้เฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนการชุมนุมวันอื่น นั้นฉันยอมไม่ได้” 

           “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” รอยยิ้มอลิซาเบธกลับมาปรากฏอีกครั้ง

           “ฉันรักอลิซ” เขายกมือลูบแก้มเธอ 

           “ฉันก็รักคุณพี่เจ้าค่ะ” แต่เธอแกะมือเขาออก

           แล้วคนที่รักกันทั้งคู่ก็ถอนหายใจเดินแยกจากกัน ดั่งนกน้อยที่แวะเวียนมาพบกันที่คาคบไม้เพียงชั่วยามพอตะวันตกดินก็ลับลาจากกลับคอนตัวเอง

            
 จบภาค 1

โปรดติดตามภาคจบหลังเดือนตุลาคมครับ 

 

โดย: ปลายเดือน กันยา 20 สิงหาคม 2553 10:32:13 น.  

 

จะรอนะจ๊ะ

 

โดย: sakeena IP: 110.168.105.64 20 สิงหาคม 2553 12:15:08 น.  

 

Will be waiting!
Thanks ka.

 

โดย: O IP: 86.17.189.29 20 สิงหาคม 2553 14:53:07 น.  

 

ง่า นานจังเลยค่ะ
แต่จะรอด้วยใจจดจ่อ

 

โดย: fiona IP: 203.171.197.16 20 สิงหาคม 2553 19:08:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
ปลายเดือน กันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นามปากกา ปลายเดือน กันยา
นิเทศศาสตร์ มสธ.

เขียนไปเรื่อยๆ เรื่องจริง เรื่องโกหก เขียนได้หมด
อ่านไปเรื่อยๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องจริง เรื่องโกหก ชอบหมด

อยู่ไปเรื่อยๆ ด้วย
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2553
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
20 สิงหาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปลายเดือน กันยา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.