
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 |
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อ
16 พฤศจิกายน 2008 คริสตจักร ยะลา
2เธสะโลนิกา 3 1 พี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดจงอธิษฐานเผื่อเรา เพื่อว่ากิตติคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้แผ่ไป และมีชัยเหมือนอย่างที่ได้เป็นไปในหมู่พวกท่านแล้ว 2 และเพื่อเราจะได้พ้นจากคนพาลชั่วร้าย เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนเชื่อ 3 แต่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัตย์ซื่อ จะทรงเสริมกำลังท่านทั้งหลาย และทรงป้องกันท่านไว้ให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย 4 เรามีความวางใจในท่านเนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ท่านกำลังประพฤติและจะประพฤติต่อไปตามที่เรากำชับท่าน 5 ขอพระเป็นเจ้าทรงนำใจของท่านทั้งหลายให้เข้าถึงความรักของพระเจ้า และถึงความมั่นคงของพระคริสต์
อธิษฐาน ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ความรักเมตตาของพระองค์ที่ทรงสำแดงต่อเราทั้งหลายไม่แปรเปลี่ยนไป เราทั้งหลายขอบพระคุณที่ทรงสำแดงความสัตย์ซื่อนั้นต่อเรา ทำให้เราสามารถมั่นใจในพระสัญญาแห่งความรอดที่ทรงโปรดประทานให้เราโดยทางพระบุตรของพระองค์ เวลานี้ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเคลื่อนไหวและสัมผัสใจของเราทุกคน เพื่อให้ได้รับการปลอบประโลมจะพระองค์ และได้รับการชูใจจากพระวจนะของพระองค์ เพื่อเราจะดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างที่พระองค์ทรงประสงค์จะให้เราเป็น
20 กว่าปีก่อน ผมเป็นอนุชนในคริสตจักรแห่งนี้และได้มีโอกาสได้ร่วมในงานพิธีแต่งงานของอนุชนรุ่นพี่คู่หนึ่ง ในงานแต่งงานนั้นผมได้มีโอกาสรู้จักกับบทเพลงที่อยู่ในหนังสือเพลงแห่งชีวิตคริสเตียนบทหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยได้ใช้กันบ่อยนัก นั่นคือ พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อ เป็นความประทับอย่างมากที่มีต่อเนื้อหาเพลงนี้ และเนื่องจากเราไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนัก ปีหนึ่งๆดูเหมือนว่าผู้นำประชุมจะเลือกมาร้องสัก 1 ครั้ง ทำให้ทุกครั้งที่ได้ระลึกถึงเพลงนี้ก็ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย
พระเจ้าที่เราติดตามนั้น ทรงเป็น พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ พระราชกิจของพระองค์ประกาศถึงความยิ่งใหญ่นั้น ดังจะพบได้ในบทเพลง พระเจ้ายิ่งใหญ่ ที่เราใช้กับบ่อยมากๆ พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก ก็เป็นพระลักษณะหนึ่งของพระเจ้าที่เราพูดถึงบ่อยๆ และยังปรากฏอยู่ทั้งในบทเพลงและในข้อพระคัมภีร์ที่คริสเตียนทุกคนคุ้นเคยดี พระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่รัก ปรากฏทั้งในบทเพลงและในพระธรรมสดุดีบทที่ 23 ก็เป็นพระลักษณะที่เราคุ้นเคยอย่างยิ่ง พระเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ เป็นคำที่เราใช้บ่อยในการอธิษฐานเพื่อผู้เจ็บป่วย พระเจ้าผู้ทรงเป็นจอมโยธา เป็นผู้นำเราในการต่อสู้ ก็ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในบทเพลงสรรเสริญ และในการอธิษฐานเมื่อต้องออกไปทำงานของพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงผู้พิพากษา ปรากฏชัดเจนในข้อพระคัมภีร์ว่าไม่มีมนุษย์คนใดจะหลบให้พ้นจากพระเจ้าได้ และพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ก็เป็นอีกพระลักษณะหนึ่งที่สำคัญของพระเจ้าที่เราทุกคนติดตามอยู่ ซึ่งเป็นพระลักษณะที่สำคัญมากเช่นกัน ทำให้เราสามารถหวังใจและวางใจในพระองค์ได้
สำหรับพระเจ้าแล้วพระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อเราทั้งหลายทุกคน เป็นสิ่งที่คริสเตียนแต่ละคนจะต้องเรียนรู้เป็นการส่วนตัว ด้วยการดำเนินชีวิตร่วมกับพระองค์ ไม่ใช่เพียงแค่การได้ยินได้ฟังมา หรือได้เคยอ่านพบในพระคัมภีร์ เพราะเราจะสามารถเป็นพยานให้กับความสัตย์ซื่อของพระองค์ได้เต็มปาก ก็ต่อเมื่อเราได้ประสพด้วยตัวของเราเอง และนั่นจะเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าจากชีวิตจริงของเรา
แต่สิ่งที่เราต้องใคร่ครวญร่วมกันในวันนี้คือ เราได้มีพระลักษณะของพระเจ้าอย่างนี้ปรากฏชัดในชีวิตของเราหรือไม่ ทำไมเราต้องมีลักษณะของความสัตย์ซื่อ ก็เพราะลูกของพระเจ้าต้องเป็นเหมือนพระเจ้า และพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้เราเป็นอย่างนั้น เราอาจลองเปิดดูจากพระคัมภีร์ได้ว่า พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราเป็นคนสัตย์ซื่อเหมือนพระองค์
กาลาเทีย 5:22-23 22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23 ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณของพระองค์ให้แก่ผู้เชื่อ และผลของพระวิญญาณที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่สำแดงออกถึงการสถิตย์อยู่ด้วยของพระวิญญาณ จะเป็นอย่างไรถ้าเราพบกับใครคนหนึ่งที่บอกว่าเขามีพระวิญญาณของพระเจ้าแต่วิถีชีวิตไม่ได้ดำเนินไปด้วยความสัตย์ซื่อ เต็มไปด้วยการโกหกมดเท็จ และการล่อลวง เราจะสามารถเชื่อถือคนนั้นได้หรือไม่ ทำนองเดียวกัน หากเราเองยังดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยการโกหกมดเท็จ ทั้งต่อผู้รอบข้าง ต่อตัวเอง และต่อพระเจ้า เราจะหวังให้คนอื่นเชื่อถือได้อย่างไรว่าเรามีพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตย์อยู่ด้วย ไม่เพียงเขาจะไม่เชื่อเรา เขาจะเยาะเย้ยพระเจ้าเสียด้วย
1 ทิโมธี 3:11 11 ฝ่ายพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน ต้องเป็นคนเอาการเอางาน ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น เป็นคนรู้จักประมาณตน และเป็นคนสัตย์ซื่อในประการทั้งปวง
ลักษณะของผู้หญิงที่เหมาะสมจะมีส่วนในงานปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า พระคัมภีร์ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่านอกจากเป็นคนเอาการเอางาน ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น รู้จักประมาณตน ยังต้องเป็นคนสัตย์ซื่อในประการทั้งปวงด้วย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าพระคัมภีร์เปิดช่องให้ผู้ชายไม่จำเป็นต้องสัตย์ซื่อก็ได้
1ทิโมธี 1:12-14 12 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงชูกำลังข้าพเจ้า ด้วยว่าพระองค์ทรงพระกรุณาถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อ จึงทรงตั้งข้าพเจ้าให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ 13 ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นข้าพเจ้าเป็นคนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์ แต่ข้าพเจ้าได้รับพระกรุณา เพราะว่าที่ข้าพเจ้าได้กระทำอย่างนั้น ก็ได้กระทำไปด้วยความเชื่ออย่างโฉดเขลา 14 และพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้น มีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อ และความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์
พระคัมภีร์ข้อนี้ได้เปิดเผยให้เราเห็นว่า การปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้านั้น เป็นการแต่งตั้งจากพระเจ้า และการที่ อ.เปาโลได้รับการแต่งตั้งนั้น เพราะพระเจ้าทรงยอมรับว่า อ.เปาโลเป็นคนสัตย์ซื่อ จึงทรงตั้งท่านไว้ให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์
อ.เปาโล ได้เคยกระทำการต่อต้านและขัดขวางข่าวประเสริฐของพระเยซู แต่เมื่อเขากลับใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าก็ทรงให้โอกาสเขา ทำนองเดียวกัน แม้ว่าเราทุกคนล้วนแต่เคยเป็นคนเหลวไหล เป็นคนไม่สัตย์ซื่อ แต่พระเจ้าก็จะทรงให้โอกาสเช่นกัน ถ้าเรากลับใจใหม่จริงๆ และการกลับใจจริงๆนั้นไม่ใช่เป็นแค่การแสดง หรือการพูดด้วยปาก แต่เป็นสิ่งที่จะเห็นได้ด้วยผลของพระวิญญาณที่จะเกิดขึ้นให้ทุกคนได้ประจักษ์ เมื่อถึงเวลานั้น คนคนนั้นจึงจะเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้า
ติตัส 2:9-13 9 จงตักเตือนพวกทาสให้เชื่อฟังนายของตน และให้กระทำสิ่งที่ถูกใจนายทุกประการ อย่าให้เถียงเลย 10 อย่าให้ยักยอกแต่ให้สัตย์ซื่อหมดทุกอย่าง เพื่อว่าในการทั้งปวงนั้น เขาจะได้เทิดเกียรติพระดำรัสสอนของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา 11 เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด 12 สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม 13 คอยความสุขซึ่งจะได้รับตามความหวัง ได้แก่การปรากฏของพระสิริของพระเจ้าใหญ่ยิ่งคือ พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา
สำหรับเราในยุคนี้ ไม่มีทาสแล้ว แต่พระคัมภีร์ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่สามารถใช้เตือนสติเราทุกคนได้ในฐานะคนงาน จะเป็นคนงานของหน่วยงานห้างร้าน หรือคนงานของพระเจ้าก็ตาม พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้เราเป็นคนสัตย์ซื่อหมดทุกอย่าง อย่าให้เป็นคนยักยอกเลย ทั้งนี้การสัตย์ซื่อของเราในฐานะคนงานจะทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติ การยักยอกโดยปกติจะหมายถึงการขโมย บางครั้งเราอาจจะบอกว่าเราไม่เคยหยิบของของใคร แต่การที่เราทำงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็เรียกได้ว่าเป็นการยักยอกเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในการก่อสร้าง หากสถาปนิกได้ออกแบบไว้แล้วว่าเสาต้นนี้ใช้เหล็ก 24 เส้น การที่ใส่เหล็กลงไปไม่ครบ แม้ว่าไม่ได้เป็นการหยิบฉวยออกไป แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการไม่สัตย์ซื่อ จะเรียกว่าเป็นการยักยอกก็ได้เช่นกัน การยักยอกที่เรามักมองข้ามอีกประการคือ การยักยอกเวลา ไม่เพียงแต่เวลาในการทำงาน หรือเวลาราชการ การที่เราขาดการนมัสการพระเจ้าก็เป็นการยักยอกเวลาที่ควรเป็นของพระองค์เช่นกัน การที่เราปล่อยโอกาสในการประกาศข่าวประเสริฐให้ผ่านพ้นไป โดยมีข้ออ้างเรื่องธุรกิจการงานอื่นๆ ก็อาจเป็นการยักยอกเวลาของพระเจ้าเช่นกัน และบรรดาผู้นำคริสตจักรก็ต้องตรวจสอบตัวเองเช่นกันว่า เราได้ขาดความสัตย์ซื่อในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายหรือไม่
มัทธิว 24:44-51 44 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา 45 "ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาด ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา 46 เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น ทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข 47 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน 48 แต่ถ้าทาสนั้นชั่วและคิดในใจว่า "นายของข้ามาช้า" 49 แล้วจะตั้งต้นโบยตีเพื่อนทาสและกินดื่มอยู่กับเพื่อนขี้เมา 50 นายของทาสผู้นั้น จะมาในวันที่เขาไม่คิดในโมงที่เขาไม่รู้ 51 และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่ให้เขาไปอยู่ในที่ของพวกคนหน้าซื่อใจคด ซึ่งที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ลองพิจารณาดูว่า เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อเรา แต่เรากลับหาโอกาสที่จะไม่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ เหตุผลที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งคือการอ้างว่า ในที่สุดพระเจ้าก็ยังทรงเมตตา และอภัยเสมอ ขอพระเจ้าเปลี่ยนแปลงทัศนะของเราเสียใหม่ เพื่อเราจะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และจะตั้งไว้เพื่อกระทำพระราชกิจของพระองค์
พระเจ้าจะทรงกระทำอะไรเพื่อคนของพระองค์ที่เป็นคนสัตย์ซื่อ เราสามารถพบเรื่องนี้ได้ในชีวิตของโมเสส พระเจ้าทรงหวงแหนและปกป้องคนของพระองค์ที่เป็นคนสัตย์ซื่อ มิให้ใครหมิ่นประมาทได้
กันดารวิถี 12:1-10 1 มิเรียมและอาโรนได้พูดติโมเสส เหตุหญิงคนคูชที่ท่านได้แต่งงานด้วย เพราะโมเสสได้แต่งงานกับหญิงคนคูชคนหนึ่ง 2 เขาทั้งสองกล่าวว่า "พระเจ้าตรัสทางโมเสสคนเดียวเท่านั้นจริงหรือ พระองค์ไม่ตรัสทางเราบ้างหรือ" พระเจ้าทรงได้ยิน 3 โมเสสเป็นคนถ่อมใจมากยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่พื้นแผ่นดิน 4 ทันใดนั้นพระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนกับมิเรียมว่า "เจ้าทั้งสามจงออกมาที่เต็นท์นัดพบ" เขาทั้งสามก็ออกมา 5 พระเจ้าก็เสด็จลงมาในเสาเมฆ ประทับยืนที่ประตูเต็นท์ ทรงเรียกอาโรนและมิเรียม เขาทั้งสองก็มาข้างหน้า 6 พระองค์ตรัสว่า "จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้เผยพระวจนะท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย เราพระเจ้าจะสำแดงตัวแก่ผู้นั้นเป็นนิมิต เราจะพูดกับเขาทางฝัน 7 สำหรับโมเสสผู้รับใช้ของเราก็ไม่เป็นเช่นนั้น ในประชาชนของเราเขาสัตย์ซื่อ 8 เราพูดกับเขาปากต่อปากอย่างชัดเจนไม่พูดเร้นลับ และเขาเห็นสัณฐานของพระเจ้า ไฉนเจ้าไม่กลัวที่จะพูดติโมเสสผู้รับใช้ของเรา" 9 พระเจ้าทรงกริ้วเขามาก แล้วเสด็จไปเสีย 10 เมื่อเมฆลอยพ้นเต็นท์ไป ดูเถิด มิเรียมก็เป็นโรคเรื้อนขาวดุจหิมะ อาโรนหันไปดูมิเรียม และดูเถิดนางเป็นโรคเรื้อน
พระเจ้าทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อกษัตริย์ดาวิด เพราะความสัตย์ซื่อที่เขาดำเนินต่อพระพักตร์พระเจ้า
1 พงศ์กษัตริย์ 3:6 6 และซาโลมอนตรัสว่า "พระองค์ได้ทรงสำแดงความรักมั่นคง และยิ่งใหญ่แก่ดาวิดพระราชบิดาผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะว่าเสด็จพ่อดำเนินต่อพระพักตร์พระองค์ ด้วยความสัตย์ซื่อและความชอบธรรม ด้วยจิตใจเที่ยงตรงต่อพระองค์ และพระองค์ทรงรักษาความรักมั่นคงและใหญ่ยิ่งนี้ไว้เพื่อเสด็จพ่อ และได้ทรงประทานบุตรชายคนหนึ่งแก่เสด็จพ่อให้นั่งบนราชบัลลังก์ของท่านในวันนี้
พระเจ้าทรงกล่าวชื่นชมโยบ ให้ซาตานฟัง ในความสัตย์ซื่อที่โยบมี เมื่อพูดถึงโยบก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกลำบากใจ แม้ว่าโยบจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสัตย์ซื่อกับพระเจ้า แต่ไม่มีใครอยากเป็นอย่างโยบสักคน
โยบ 2:3 3 และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า "เจ้าได้ไตร่ตรองดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ว่า บนแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม ผู้เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย เขายังยึดมั่นในความสัตย์ซื่อของเขาอยู่ ถึงแม้เจ้าชวนเราให้ต่อสู้กับเขา เพื่อทำลายเขาโดยไม่มีเหตุ"
และสำหรับผู้ที่ไม่สัตย์ซื่อนั้น พระคัมภีร์ได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา
ลูกา 19:12-26 12 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า "มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้วจะกลับมา 13 ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งว่า "จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา" 14 แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลว่า "เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา" 15 เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย 16 ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า "พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ ได้กำไรสิบมินา" 17 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด" 18 คนที่สองมาทูลว่า "พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา" 19 พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า "เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด" 20 อีกคนหนึ่งมาทูลว่า "พระเจ้าข้า นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ 21 เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน" 22 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า "อ้ายข้าชั่วช้า เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง เจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวดเก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรง และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน 23 ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย" 24 แล้วพระองค์ตรัสสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า "จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขาให้แก่คนที่มีสิบมินา" 25 คนเหล่านั้นทูลว่า "พระเจ้าข้า เขามีสิบมินาแล้ว" 26 "เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น จะต้องเอาไปจากเขา
เราทุกคนได้รับมอบหมายหน้าที่ มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่น้ำพระทัยของพระเจ้า ทั้งนี้หน้าที่ที่เราได้รับจะเป็นสิ่งที่ใช้พิสูจน์ว่าเราเป็นคนสัตย์ซื่อที่พระเจ้าจะทรงใช้การได้หรือไม่ หากเราปรารถนาจะมีส่วนในความชื่นชมยินดีกับพระเจ้า เราต้องเป็นคนที่สัตย์ซื่อในทุกประการ
| Create Date : 17 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 17 พฤศจิกายน 2551 9:41:31 น. |
|
1 comments
|
| Counter : 2681 Pageviews. |
|
 |
|
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด
ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง
ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น
ลูกา 2:14