ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
20 ตุลาคม 2553
 

ชีวิตที่สมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียก ตอนที่(2)

10 ตุลาคม 2010
คริสตจักร ยะลา

เอเฟซัส 4:1-7
1เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น2คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกัน ด้วยความรัก3จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ 4มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน 5มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว 6พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในคนทั้งปวง7แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคนตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้


อธิษฐาน
สรรเสริญพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เราทั้งหลายมาเข้าเฝ้านมัสการออกพระนามของพระองค์ เพราะพระคุณยิ่งใหญ่ที่ทรงประทานให้แก่เราทุกคน วันนี้ขอพระองค์ทรงตรัสกับเรา เพื่อให้เราดำเนินชีวิตอย่างสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกนั้น คือที่เราจะมีใจถ่อมลงทุกอย่าง มีใจอ่อนสุภาพอดทนนาน อดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก และที่เราจะมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระองค์ เพื่อแผ่นดินของพระองค์จะมาตั้งอยู่ และเพื่อน้ำพระทัยของพระองค์จะสำเร็จในท่ามกลางเรา


วันนี้เป็นวันที่พิเศษมาก คนจำนวนมากทั่วโลกก็จับตาดูวินาทีสำคัญคือ 10 นาฬิกา 10 นาที 10 วินาที ของวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 ไม่รู้ว่าจะเป็นเวลาที่ถูกตั้งไว้เพื่อให้ระเบิดทำงานหรือเปล่า แต่สำหรับพวกเราที่นี่ ความพิเศษของวันนี้คือ วันนี้เป็นสะบาโต ที่เราทั้งหลายจะละจากการงานต่างๆ และพาครอบครัวเข้ามาเพื่อการนมัสการพระเจ้า เป็นการสอนลูกหลานให้รู้จักพระเจ้าด้วยวิถีชีวิตในครอบครัว ขอพระเจ้าที่จะทรงอำนวยพระพรอย่างยิ่งใหญ่มาสู่ทุกท่าน

เราทุกคนที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังของพระเจ้าที่รับมอบหมายให้ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่จังหวัดยะลาแห่งนี้ หน่วยงานต่างๆที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากปฏิบัติงานร่วมกัน หากไม่มีกฏระเบียบ หรือนโยบายในการดำเนินงานที่ชัดเจน หรือหากแม้ว่ามีกฏระเบียบ แต่คนของหน่วยงานไม่ให้ความสนใจในการดำเนินตามกฏระเบียบ ก็จะเป็นหน่วยงานที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่อาจประสพผลที่ดีได้ ดังนั้น นอกจากการมีระบบระเบียบแล้ว ยังต้องอาศัยจิตสำนึกของคนในหน่วยงานด้วย

สำหรับเราทั้งหลายที่เป็นคนงานของพระเจ้าในยุคปัจจุบัน ระบบระเบียบและกฏเกณฑ์ ได้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์แล้ว เราจะมาดูด้วยกัน เพื่อเราจะเข้าใจตรงกัน เห็นพ้องด้วยกัน และสามารถร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย คราวที่แล้วผมได้กล่าวถึงข้อแนะนำจากพระวจนะของพระเจ้า 2 ประการ ดังนี้

ประการแรก “จงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง” เรื่องของความถ่อมใจนั้น เราจำเป็นต้องมีมุมมองที่ถูกต้องตามอย่างในพระคัมภีร์ เพราะมุมมองต่อการถ่อมใจในสายตาของโลกนั้นแตกต่างออกไป

ความถ่อมใจในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น เรามีแบบอย่างที่ดีที่สุดคือพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถ่อมพระทัยอย่างมาก ไม่เพียงคำพูดหรือคำสอนให้สาวกถ่อมใจ แต่พระองค์สำแดงพระองค์ให้เห็นว่าในสายพระเนตรพระเจ้านั้น “ถ่อมใจ” เป็นอย่างไร ทั้งในการถูกข่มเหง ความไม่ยุติธรรมที่ทรงได้รับ การล้างเท้าของสาวก จนกระทั่งถึงความมรณาที่ไม้กางเขน ทั้งหมดนั้นเป็นไปด้วยความถ่อมใจทุกประการ เราไม่เห็นว่าพระเยซูทรงแอบแฝงความปรารถนาที่จะได้รับการยกย่องเลย นั่นคือความถ่อมใจที่บริสุทธิ์จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า คือเพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ

ในขณะที่คำว่า “ถ่อมใจ” ในสายตาอย่างคนของโลกนี้ จะเป็นความถ่อมใจที่บิดเบี้ยว จะแสดงการถ่อมใจในบางที่ บางเวลา บางสถานการณ์ และกับบางบุคคลเท่านั้น เอเฟซัส 4:2 นี้ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Be always humble ซึ่งแปลได้ว่า “จงถ่อมใจเสมอ” แปลว่า “ในทุกที่ ในทุกเวลา ในทุกสถานการณ์ และกับทุกคน”

สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในวิถีชีวิตคริสเตียนก็คือ การพิจารณาว่าตัวเราเองมีความถ่อมใจอย่างที่พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่ ไม่ใช่การมองชีวิตของผู้อื่นแล้วพิพากษาว่าคนนั้นถ่อมมากกว่าคนนี้

ประการที่สอง “ใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกัน ด้วยความรัก” แน่นอนว่าในกองทัพนั้น ก็มีผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในระดับต่างๆกัน แม้แต่ในการบริหารงานบริษัทห้างร้าน ก็มีลำดับชั้นของการบริหาร ในกองกำลังของพระเจ้าก็เช่นกัน ผมอยากจะบอกว่า แท้จริงเราต่างก็เป็นเพื่อนทาสด้วยกันทั้งนั้น ไม่เหมือนกับบริษัทห้างร้าน เพราะนายจ้างมักจะเป็นเจ้าของกิจการ และคนอื่นๆเป็นเพียงลูกจ้าง แต่การงานของพระเจ้านั้นไม่ใช่ ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าเข้าเจ้าของคริสตจักร และไม่มีผู้ใดเป็นลูกจ้าง เพราะในสายพระเนตรพระเจ้าเราไม่ได้มีฐานะสูงส่งกว่ากัน พระองค์ไม่ได้มองที่ทรัพย์ที่เรามี หรือความรู้ที่เรามี หรือยศตำแหน่งที่เรามี เราแต่ละคนก็ล้วนยังมีข้อบกพร่อง

ในการบริหารการงานของคริสตจักรนั้น ต้องมีใจที่อ่อนสุภาพ และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก ไม่ใช่เป็นไปโดยการใช้อำนาจกดขี่ บังคับ ข่มเหงน้ำใจ หรือด้วยอุบายล่อลวงใดๆ

วันนี้เราจะมาดูสิ่งสำคัญประการต่อมา

ประการที่สาม “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

เอเฟซัส 4:3
3จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ


ผมเชื่อว่าเราได้ยินคำนี้บ่อยมาก ตั้งแต่เป็นเด็กๆมา ทั้งที่บ้าน ทั้งที่โรงเรียน ที่วิทยาลัย ที่มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน และในทุกที่ที่มีคนมากกว่า 1 คน คำคำนี้ถูกใช้เมื่อมีความจำเป็นต้องอาศัยพลังจากคนจำนวนมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และแน่นอนว่า ชุมชนของพระเจ้าก็เช่นกัน

เมื่อผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ก็จะถูกนำเข้าร่วมกิจกรรมซ้อมเชียร์ และเราจะได้ยินรุ่นพี่ตะโกนให้ฟังบ่อยๆว่า “Unity อยู่ที่ไหน?” และ “มี Unity กันหน่อย” คำว่า Unity ที่ว่าก็คือ การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวนั่นเอง

บริษัทห้างร้านที่มีการบริหารงานที่ทันสมัย ก็มักจะมีการจัดกิจกรรมประจำปี เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสเข้าร่วม นอกจากเพื่อความสนุกสนาน ยังเป็นโอกาสดีที่ได้ทำกิจกรรมเพื่อสร้างให้เกิดความสนิทสนม และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระหว่างพนักงานอีกด้วย

“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี อันนี้หากเรามองเผินๆ ก็จะบอกว่า “เป็นสิ่งที่ดี” ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่วันนี้ผมอยากจะเชิญชวนให้เรามาทำความเข้าใจกับ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ว่าเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ที่ช่วยให้งานใหญ่สามารถสำเร็จลงได้ โดยไม่คำนึงว่า งานนั้นจะเป็นงานที่ดี หรือเป็นงานที่ไม่ดี ดังนั้นเมื่อพระวจนะของพระเจ้าพูดถึงสิ่งนี้ ก็ได้พูดถึงสิ่งที่จะมากำกับการใช้งานเครื่องมือชิ้นนี้ด้วย

เราอาจเคยได้ยินเรื่องของมิจฉาชีพแก๊งล้วงกระเป๋า ซึ่งปัจจุบันนี้พัฒนาวิธีการในการก่ออาชญากรรมไปอย่างมาก เราสามารถเห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมิจฉาชีพกลุ่มนั้น เขาจะทำงานในแต่ละหน้าที่อย่างลงตัวเหมาะเจาะ ไม่ว่าจะเป็นคนหลอกล่อเหยื่อ ทำเป็นคนหลงทางเข้าไปสอบถาม อีกคนก็เข้ามาเบี่ยงเบนความสนใจ อีกคนเข้าล้วงทรัพย์ และอีกคนเข้ารับทรัพย์ออกไปจากพื้นที่เพื่อไม่ให้มีหลักฐาน นี่เป็นตัวอย่างของการมีน้ำหนึ่งใจเดียว แต่เสียดายที่เป็นไปในทางที่ไม่ดี ยิ่งกระบวนการน้ำหนึ่งใจเดียวร่วมกันคอรัปชั่นระดับชาติ ยิ่งมีเครือข่ายความร่วมมือที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะพูดถึง

พระวจนะของพระเจ้าที่เราอ่านด้วยกันในวันนี้กำลังพูดถึง “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว” ในกลุ่มคนของพระเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าพระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้เราใช้เครื่องมือสำคัญนี้ โดยมีเป้าหมายในทางที่ตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า

ลองมาดูตัวอย่างของคนในพระคัมภีร์ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการกระทำให้แผนงานของพระเจ้าสำเร็จ

- งานของพระเจ้าสำเร็จได้ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในครอบครัว ตัวอย่างได้แก่ครอบครัวโนอาห์ คนในครอบครัวมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานในส่วนที่พระเจ้าทรงมอบหมาย คือการสร้างเรือ และเก็บรวบรวมอาหารสำหรับตนและสำหรับสัตว์ที่จะมาอยู่ในเรือ งานในส่วนของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงกระทำเองคือการเรียกบรรดาสัตว์ต่างๆมาที่เรือ ปิดประตูเรือ และให้เกิดน้ำท่วม

- งานของพระเจ้าสำเร็จได้ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่ ตัวอย่างได้แก่ชาวเมืองนีนะเวห์ ที่ร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับกษัตริย์ ในการอดอาหาร ไว้ทุกข์ หันจากการประพฤติชั่ว อธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้า และในที่สุดพระเจ้าทรงกลับพระทัยไม่ลงโทษเมืองนั้น (บางทีเรื่องนี้เราอาจไม่ค่อยสบายใจว่า ไหนพระเจ้าไม่ทรงเฉียบขาด ตรัสคำไหนคำนั้น มาเปลี่ยนใจอย่างนี้ได้อย่างไร แต่ผมเห็นว่า ตั้งแต่แรกแล้ว พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะให้พวกชาวนีนะเวห์ต้องรับโทษ ไม่เช่นนั้นจะทรงส่งโยนาห์ไปทำไม แต่หากโอกาสที่พระเจ้าทรงเปิดให้นั้น ได้รับการปฏิเสธจากกษัตริย์และประชาชน การลงโทษจะเกิดขึ้นแน่ๆ)

- งานของพระเจ้าสำเร็จได้ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนมั่งมีและคนยากจน ตัวอย่างได้แก่ ประชาชนอิสราเอล ได้นำทรัพย์สินมาถวายเพื่อสร้างพลับพลาของพระเจ้า บ้างก็ถวายด้วยแรงงานและงานฝีมือช่าง พระเจ้าทรงประทานแบบแผน และให้สติปัญญากับคนที่ทรงเลือกไว้ ผมคิดว่าพวกเราเข้าใจเรื่องราวนี้ได้ดี เพราะได้มีประสบการณ์ร่วมกันมาแล้ว

- งานของพระเจ้าสำเร็จได้ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมิตรสหาย ตัวอย่างได้แก่ อ.เปาโลและบรรดาผู้ร่วมงาน อ.เปาโลได้บอกไว้ว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้เติบโต” (1 คธ 3:6) การงานของพระเจ้าในแต่ละขั้นตอนก็ต้องการคนงานเข้ามามีส่วนร่วม และการร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น ก็ทำให้งานของพระเจ้าสำเร็จ

จากตัวอย่างข้างต้น เราจะเห็นอย่างหนึ่งว่า มีงานของพระเจ้า และมีงานของประชากรของพระเจ้า งานส่วนของพระเจ้านั้นมนุษย์ไม่สามารถแบกรับได้ แต่งานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้มนุษย์นั้น พระองค์ทรงรู้ว่ามนุษย์ทำได้ บางงานก็ใช้คนคนเดียว แต่หลายๆงานก็ต้องอาศัยคนจำนวนมากพร้อมกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และที่สำคัญคือ ร่วมมือกับพระองค์

“...ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้น...”
พระวิญญาณของพระเจ้า เป็นผู้ประทานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว หมายความว่าสำหรับคนของพระเจ้าแล้ว สิ่งนี้เป็นการประทานให้จากพระเจ้าโดยทางพระวิญญาณ ทำให้คริสเตียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อสายอะไร ชาติพันธุ์อะไร มาจากตระกูลไหน ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระวิญญาณบริสูทธิ์ของพระเจ้า หากพี่น้องเป็นคนหนึ่งที่กำลังแสวงหาของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่าลืมขอความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวด้วย

“จงเพียรพยายามให้คง...”
หมายความว่า ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวซึ่งเรามีอยู่แล้วโดยการประทานให้ของพระวิญญาณนั้น ให้เรารักษาให้คงไว้

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ไม่ใช่สิ่งที่จะรักษาไว้ได้โดยง่าย พระเจ้าทรงเข้าใจมนุษย์ดี จึงต้องบอกไว้ในพระวจนะว่า “จงเพียรพยายาม” อะไรเป็นอุปสรรคของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ผมคิดว่าเราเข้าใจได้ไม่ยาก ทั้งนี้ก็เพราะเรามีที่มาที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มีความคุ้นเคยกับเรื่องต่างๆที่แตกต่างกัน และอีกหลายอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ชักนำให้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสูญเสียไป แต่กระนั้นพระเจ้าก็ทรงกำชับให้เรา “เพียรพยายาม” คือ อย่าได้ละทิ้งไป แม้ว่าจะยาก แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ต้องทำกันต่อไป คุยแล้วยังไม่ลงตัว ก็ต้องคุยกันใหม่ เจรจาแล้วยังไม่บรรลุ ก็ต้องเจรจากันอีก อย่าได้เลิกรา หรือวอร์คเอ้าท์ หรือคอนเวิร์ส(ทางใครทางมัน) บางทีเราอาจจะตำหนิพี่น้องว่าเป็นคนน่าเบื่อ ฉันไม่อยากจะทนกับแกอีกแล้ว แต่เราอาจลืมไปว่าเราเองก็เป็นที่น่าเบื่อไม่แพ้กัน แถมยังมีความอดทนน้อยกว่าเขาด้วย เพราะเขายังอดทนต่อเราได้อยู่
ความเพียรพยายาม จะเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรากำลังมุ่งไปหา ชายหนุ่มที่กำลังหลงรักหญิงสาว แม้ว่าหนทางจะไกลเพียงใด ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไปพบหน้าให้ได้ ไม่เห็นหน้าก็ขอให้เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี

เราเห็นความสำคัญ หรือคุณค่าของ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” หรือไม่ หรือเรายังมีความคิดว่า “ขาดแกก็ไม่เห็นเป็นไร ฉันก็อยู่ของฉันได้” หากเรามีความคิดอย่างนั้น บางทีพระเจ้าอาจจะนำเราเข้าสู่บทเรียนบางอย่างที่ทำให้เราต้องเรียนรู้ว่า “แม้พี่น้องบางคนจะไม่น่ารักสำหรับเรา แต่เขาก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงรักเช่นกัน” หรือเราอาจจะต้องเรียนรู้ว่า “พี่น้องที่เรามองว่ามีคุณค่าต่ำกว่าเรา แต่พระเจ้าทรงใช้เขาอย่างเกิดผลมากกว่าตัวเรา”

การเตือนสติจากพระเจ้านั้น ก็เพื่อให้เราเห็นความสำคัญของ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” และเมื่อเราเห็นความสำคัญแล้ว เราจึงมีความเพียรพยายามที่จะรักษาไว้

“...ด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ”
แม้ว่าในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า peace ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่แปลว่า “สันติสุข” แต่ในที่นี้การใช้คำว่าสันติภาพก็ให้มุมมองที่ชัดเจนดี นั่นคือ ให้ใช้สันติภาพ เป็นสิ่งที่ผูกพันคนของพระเจ้าไว้ คำว่า “สันติภาพ” บางทีอาจจะเห็นภาพได้ชัดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ การสงบศึก หรือการยุติของสงคราม การกลับคืนดีกัน การสมานฉันท์

การคงรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น การยุติศึกสงคราม เป็นกระบวนการหนึ่ง ประเทศไทยของเราทุกวันนี้ ยังไม่สามารถมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เพราะยังไม่ยอมยุติสงคราม ยังมีการก่อเหตุร้ายสร้างความวุ่นวาย เหมือนกับต้องการจะเผาบ้านเมืองของตนเองให้พังทลาย ดูแล้วก็น่าเศร้าใจ

คริสตจักรของพระเจ้าจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ก็เพราะยังไม่ปรารถนาจะยุติความขัดแย้ง อาจจะด้วยความคิดที่ว่า “ไม่มีแก ฉันก็ทำของฉันได้” หรือ “มาลองแข่งกันดู ว่าระหว่างแกกับฉัน พระเจ้าจะอวยพระพรใครมากกว่ากัน” หากยังคงดำเนินอยู่ในแนวทางนั้นก็จะไม่สามารถผูกพันกันไว้ให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวได้

ผมอยากจะสรุปตรงนี้อีกครั้งว่า
งานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้มนุษย์นั้น พระองค์ทรงรู้ว่ามนุษย์ทำได้ บางงานก็ใช้คนคนเดียว แต่หลายๆงานก็ต้องอาศัยคนจำนวนมากพร้อมกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และที่สำคัญคือ งานรับใช้ทั้งสิ้นนั้นก็เพื่อพระองค์ และด้วยการร่วมมือกับพระองค์


Create Date : 20 ตุลาคม 2553
Last Update : 20 ตุลาคม 2553 9:56:54 น. 1 comments
Counter : 1136 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 
ดีใจที่มีเรื่องของพระเจ้าในนี้ แบ่งปันต่ะไปน่ะค่ะและจะเวาะเข้ามาดูบ่อยๆ
 
 

โดย: jewelmoda วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:10:34:23 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com