
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรม 2 โครินธ์
24 กรกฎาคม 2011 คริสตจักรยะลา
2 โครินธ์ 8:9 9เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าของเราแล้วว่า แม้พระองค์มั่งคั่ง พระองค์ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งมี เนื่องจากความยากจนของพระองค์
อธิษฐาน สาธุการแด่พระเจ้า พระนามของพระองค์สมควรแก่การยกย่องสรรเสริญ เราทั้งหลายขอบพระคุณสำหรับความรอดที่ทรงโปรดประทานให้โดยทางพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ในวันนี้ขอพระองค์จะทรงเปิดเผยพระวจนะของพระองค์เพื่อให้เราทั้งหลายรู้จักพระบุตรของพระองค์มากขึ้น เพื่อเราจะดำเนินในทางของพระองค์และไม่ถูกล่อลวงให้หลงไป และเพื่อเราจะมีความเชื่อความหวังใจในพระบุตรและในพระสัญญาของพระองค์
เราได้มาถึงเล่มที่ 8 ของพระค้มภีร์พันธสัญญาใหม่แล้ว และเรากำลังทำความรู้จักกับพระเยซูโดยผ่านทางพระคัมภีร์แต่ละเล่ม วันนี้จะเป็นพระธรรม 2 โครินธ์ ซึ่งจัดอยู่ในหมวดของจดหมายฝากที่เขียนไปถึงคริสตจักร ซึ่งอัครทูตเปาโลเป็นผู้เขียน และส่งไปยังคริสตจักรซึ่งอยู่ในเมืองโครินธ์
ผมขอทบทวนเล็กน้อยเกี่ยวกับ 1 โครินธ์ ซึ่งเป็นจดหมายฝากที่อัครฑูตเปาโลได้เขียนไปยังพี่น้องคริสเตียนที่นั่น เมืองโครินธ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นอคายา ปัจจุบันอยู่ในประเทศกรีซ เป็นเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งการค้า มีผู้คนมากมายพลุกพล่าน และเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยและอบายมุก อัครฑูตเปาโลเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูในช่วงที่ออกเดินทางไกลครั้งที่สอง ด้วยเหตุที่เป็นเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความผิดบาป ปัญหาต่างๆก็ได้รุมเร้าเข้ามายังคริสตจักรของพระเจ้าด้วย ทำให้อัครทูตเปาโลต้องเขียนจดหมายฉบับนี้มาจากเมืองเอเฟซัส เพื่อว่ากล่าว ตักเตือน และแนะนำแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้กับผู้เชื่อที่เมืองโครินธ์ ซึ่งเราคงจะเห็นด้วยว่า สังคมที่แวดล้อมคริสตจักรในสมัยนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหาความผิดบาปเช่นกัน พระธรรม 1 โครินธ์จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคริสตจักร เป็นเหมือนเส้นมาตรฐานที่คริสตจักรในสมัยต่อๆมาจะใช้เป็นแนวทาง เป็นข้อตัดสิน เป็นบรรทัดฐาน สำหรับการก้าวเดินไปของคริสตจักร
เนื้อหาของพระธรรม 2 โครินธ์ ยังคงเป็นไปในแนวทางของการว่ากล่าว ตักเตือน อันเนื่องมาจากคำสอนผิด และการดำเนินชีวิตอย่างไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้น บางช่วงก็เป็นลักษณะการตัดพ้อ ต่อว่า เหมือนจะน้อยใจที่พี่น้องในคริสตจักรมีท่าทีต่อบางเรื่องราวด้อยไปกว่าที่คาดหวังไว้ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้เราจะไม่เน้นที่เนื้อหาส่วนนั้น แต่เรากำลังตามหาพระเยซู เพื่อทำความรู้จักกับพระองค์จากเรื่องราวในพระธรรมเล่มนี้
2 โครินธ์ 1:5 5เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น
เราทั้งหลายที่นี้อาศัยอยู่ในท่ามกลางวัฒนธรรมของศาสนาพุทธ ตั้งแต่เด็กเราได้ยิน ได้รู้ ได้เห็น ทั้งจากบทเรียนที่โรงเรียน ทั้งจากคำสอนที่เผยแพร่ทางสื่อสาธารณะ ตลอดจนผู้คนรอบตัว ทำให้เราซึมซับและรับรู้ว่า คนทั้งหลายที่แวดล้อมตัวเรากำลังพยายามดิ้นรนหาหนทางที่จะพ้นทุกข์ แท้จริงคำว่าพ้นทุกข์นั้นก็มีหลายระดับด้วยกัน อยู่ที่ว่าแต่ละคนนั้นเข้าใจคำว่าทุกข์ในระดับไหน บางคนเห็นว่าความทุกข์คือการที่ไม่สามารถได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างเทียบเท่าคนอื่นๆ บางคนก็เห็นว่าความทุกข์คือการแบกรับภาระเรื่องราวต่างๆมากมาย บางคนก็เห็นเพียงว่าความทุกข์คือการหาห้องสุขาไม่พบ การดิ้นรนเพื่อพ้นทุกข์ของแต่ละคนก็จะมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป แต่ปัญหาของคนเหล่านั้นส่วนใหญ่คือ เขาคงจะไม่รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ ที่แท้จริง
สำหรับคริสเตียนแล้ว พระวจนะของพระเจ้าได้บอกเราไว้ชัดเจนเกี่ยวกับความทุกข์ที่แท้จริงของมนุษย์ มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความอดอยากอาหาร หรือความไม่มีสิ่งของ หรือความไม่สะดวกสบาย แต่เป็นการที่ต้องรับผล ต้องชดใช้ผลแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้ในนรกอย่างนิรันดร ไม่มีสิ้นสุด
พระเจ้าทรงสำแดงความเมตตาแก่มนุษย์ เพราะทรงเห็นแล้วว่า ไม่มีมนุษย์คนใดจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ในการที่จะพ้นจากโทษแห่งกรรมบาป ศีล ข้อห้าม หรือบทบัญญัติทางศาสนาใดๆ ก็เพียงเพื่อเป็นมาตรฐานที่ชี้ชัดให้เห็นว่ามนุษย์นั้นต่ำกว่าลักษณะที่ควรจะเป็น เพราะทุกๆครั้งที่เราทำผิดศีล ผิดข้อห้าม ก็คือเราสอบตก และในความเป็นจริงเราสอบตกทุกวัน วันละหลายๆครั้ง หลายๆข้อ มาตลอดชีวิตของเรา
พระเจ้าได้ทรงให้พระเยซู พระบุตรองค์เดียวเสด็จเข้ามาในโลก เพื่อใช้หนี้กรรมแทนมนุษย์ที่เชื่อและยอมรับในพระเยซูผู้ชดใช้หนี้กรรมนี้ ทำให้เขาไม่มีหนี้กรรมใดๆที่ต้องชดใช้อีก และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ทุกข์อันใหญ่หลวงที่สุดหมดสิ้นลง คริสเตียนทั้งหลายจึงเป็นผู้พ้นจากทุกข์แล้ว
บางทีเราอาจนึกค้านในใจว่า ไม่จริงดอก ฉันติดตามพระเจ้ามาตั้งหลายปี ยังคงทุกข์ร้อนอยู่เลย เพราะที่บ้านยังไม่มีแอร์ หรือ ไม่จริงดอก ฉันเชื่อพระเยซูมานาน ยังไม่เห็นจะมีสามีหล่อๆเป็นของตัวเองเสียที สิ่งเหล่านี้ควรแล้วหรือที่จะเรียกว่าความทุกข์
พระเยซูคริสต์ได้ทรงทนทุกข์อะไรบ้างหรือ ? เราคงจำเรื่องราวได้บ้างว่า พระเยซูทรงถูกกระทำอย่างทารุณเพียงไรก่อนที่จะถูกนำไปตรึงที่ไม้กางเขน เราอาจจะบอกว่า นักโทษทั้งหลายก็โดนเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วไม่เหมือนกัน โจรที่ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูได้บอกว่า
ลูกา 23:39-41 39ฝ่ายคนหนึ่งในผู้ร้ายที่ถูกตรึงไว้จึงพูดหยาบช้าต่อพระองค์ว่า "ท่านเป็นพระคริสต์มิใช่หรือ จงช่วยตัวเองกับเราให้รอดเถิด" 40แต่อีกคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า "เจ้าก็ไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ เพราะเจ้าเป็นคนถูกโทษเหมือนกัน 41และเราก็สมกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับสมกับการที่เราได้กระทำ แต่ท่านผู้นี้หาได้กระทำผิดประการใดไม่"
สิ่งที่พระเยซูทรงประสบนั้น เรียกได้ว่าเป็นการทนทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดแก่พระองค์อย่างไม่สมควร พระองค์ไม่ได้กระทำสิ่งใดที่ผิด หรือเลวร้าย แต่ตรงกันข้ามทรงกระทำและยืนยันถึงความถูกต้อง กลับได้รับการตอบสนองที่โหดร้ายอย่างนั้น
ลองหันกลับมาพิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความทุกข์สำหรับเราอีกครั้ง บ่อยครั้งเราพบว่า สิ่งที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะเป็นผลจากการกระทำของเราเอง เช่นสอบตก ก็เพราะไม่เตรียมตัวสำหรับการสอบอย่างดีพอ เงินไม่พอใช้เพราะติดการพนัน หรือใช้จ่ายเกินตัว เจ็บป่วยไม่สบายเพราะไม่ดูแลรักษาสุขภาพ ไม่มีใครคบหาเพราะเอาเปรียบเขาไปทั่ว หากว่าเป็นอย่างนั้น เราต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง เราต้องยอมรับว่าตนเองบกพร่อง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ ความยากลำบากเหล่านั้นก็จะแก้ไขได้
แต่การทนทุกข์ร่วมกับพระคริสต์ ไม่ใช่เรื่องราวความยากลำบากแบบนั้น การทนทุกข์ร่วมกับพระคริสต์คือการทนทุกข์ในแบบเดียวกับที่พระเยซูได้เผชิญมา ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปถูกทุบตีและถูกตรึงบนไม้กางเขนเหมือนพระเยซูกันทุกคน แต่กำลังหมายถึงการต้องประสบกับความทุกข์เข็ญเนื่องจากการยืนหยัดกระทำในสิ่งที่พระเจ้ามอบหมาย หรือยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง การยอมเสียสละความสะดวกสบายเพื่อเห็นแก่พระประสงค์ของพระเจ้า แม้ว่าสิ่งที่ตอบสนองกลับมาจะดูว่าไม่ยุติธรรมเสียเลย แต่พระวจนะของพระเจ้าได้บอกว่า ยิ่งเรามีส่วนในการทนทุกข์ร่วมกับพระเยซูมาก เราก็จะยิ่งได้รับความชูใจจากพระเยซูคริสต์มากเช่นกัน
1 เปโตร 5:8-10 8ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ 9จงต่อสู้กับศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ เพราะว่าพวกพี่น้องทั้งหลายของท่านทั่วโลก ก็ประสบความทุกข์ลำบากอย่างเดียวกัน 10และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น
วิวรณ์ 20:4-6 4ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี 5นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก 6ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี
ขุนพลที่ผ่านศึกใหญ่ ย่อมมีเกียรติและได้รับการยอมรับมากกว่า หากว่าเราได้รับโอกาสที่จะทนทุกข์ร่วมกับพระคริสต์ จงชื่นใจเถิด นั่นคือโอกาสที่เราจะได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีร่วมกันกับพระเยซู
2 โครินธ์ 1:19-20 19เพราะว่า พระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้ากับสิลวานัสและทิโมธี ได้ประกาศแก่พวกท่านนั้น ไม่ใช่ จริง ไม่จริง ส่งๆ ไป แต่โดยพระองค์นั้นล้วนแต่จริงทั้งสิ้น 20บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่าอาเมน โดยพระองค์เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
พระเยซูได้ตรัสว่า เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา อีกครั้งที่พระวจนะของพระเจ้าโดยปากคำของอัครฑูต ยืนยันถึงความจริงในองค์พระเยซูคริสต์
ใครๆในโลกก็สามารถอ้างได้ว่าตัวเองคือ ของจริง สมัยก่อนมีนักมวยคนหนึ่งมีสมญาว่า The Truth หรือ ของจริง แต่ครองเข็มขัดแชมป์ได้ไม่นาน ก็ต้องเสียตำแหน่งให้นักมวยคนอื่นไป มีหลายคนในโลกนี้ที่เราอาจคิดว่าเป็น The Truth หรือ ของจริง แล้วจะพิสูจน์อย่างไร
การพิสูจน์ว่าใครคือของจริง ก็ต้องพิสูจน์ว่า เขาเป็นอย่างที่เขาพูดหรือไม่ เขาทำได้อย่างที่เขาพูดหรือไม่
พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า พระองค์จะถูกตรึงตายที่ไม้กางเขน แล้วในวันที่สามจะเป็นขึ้นจากความตาย ก็เป็นดังนั้น พระเยซูได้ตรัสว่า อ้ายผีโสโครก จงออกมาจากคนนั้นเถิด ผีร้ายที่สิงคนนั้นอยู่ก็ออกไปทันที พระเยซูได้ตรัสว่า จงลุกขึ้นยกแคร่เดินไปเถิด ชายที่เป็นง่อยมา 38 ปี ก็ลุกขึ้นเดินได้ทันที พระเยซูได้ตรัสว่า จงสงบเงียบสิ ลมพายุก็สงบลงทันที พระเยซูได้ตรัสว่า จงหายเถิด คนเป็นโรคเรื้อนก็หายสะอาดทันที พระเยซูได้ตรัสว่า จงเหยียดมือออกเถิด ชายมือลีบ ก็หายเป็นปกติทันที พระเยซูได้ตรัสว่า จงเปิดออก คนหูหนวกเป็นใบ้ ก็หายเป็นปกติทันที
และพระเยซูยังทรงตรัสว่า บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านหายเหนื่อย เป็นสุข มีใครที่จะมาหาพระองค์บ้าง
2 โครินธ์ 4:10 10เราแบก "ความตาย" ของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ เพื่อว่า "ชีวิต" ของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย
คงไม่แปลกนักหากว่าหญิงสาววัยทำงานจะชอบหอบหิ้วกระเป๋ายี่ห้อดัง เป็นเรื่องที่ดีใจไม่ออกที่ปัจจุบันนักศึกษาหญิงที่ยังเรียนไม่จบแต่ก็ใช้กระเป๋าหิ้ว หลุยส์ วิตตอง ราคาหลายหมื่นบาท เรียนจบไปทำงาน 6 เดือน ไม่รู้จะได้เงินเดือนพอค่ากระเป๋าใบนั้นหรือไม่
คริสเตียนมีสิ่งที่หอบหิ้ว หรือแบก ไว้กับตัวเราเสมอ แต่สิ่งที่เราแบกไว้นั้น ช่างดูไม่น่าพิศมัยเสียเลย เราอย่าจินตนาการว่าเราต้องแบกมัมมี่ไปกับตัวของเรา เราเพียงแบก ความตาย ของพระเยซูเท่านั้น ไม่ได้แบบศพของพระเยซู เพราะไม่มีศพของพระเยซู พระองค์เป็นขึ้นจากความตายแล้ว สิ่งที่เราแบกไว้ก็คือ ใบเสร็จ หรือใบสำคัญ ที่แสดงให้รู้ว่าเราได้ถูกซื้อออกมาจากที่คุมขังทาสแล้ว เราถูกซื้อแล้วด้วยความตายของพระเยซู พระองค์ได้ชดใช้หนี้เวรกรรมทั้งสิ้นของเราแล้ว ดังนั้นเราจึงเป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้วจากบ่วงของเวรกรรมทั้งหลาย เราเป็นอิสระแล้ว เป็นไทแล้ว อยากจะบอกว่าเราหลุดจากวัฏสงสารแล้ว แต่ก็คงไม่ถูกนัก เพราะจริงๆแล้วในความเชื่อของคริสเตียนไม่มีสิ่งที่เรียกว่าวัฏสงสาร
บัดนี้ ชีวิตของพระเยซูได้ปรากฏในกายของเรา หมายความว่า เรามีพระองค์อยู่ในเรา และเราอยู่ในพระองค์
2 โครินธ์ 5:17 17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
การก่อสร้างสิ่งใหม่กำลังดำเนินอยู่ในชีวิตของผู้ที่อยู่ในพระเยซู สิ่งสารพัดเก่าๆก็ล่วงไป จะกลายเป็นสิ่งใหม่ๆทั้งหมด
แต่บางครั้งเราเองก็ไม่ค่อยจะยอมทิ้งสิ่งของเก่าๆ ลองสังเกตดูว่าเวลาย้ายเข้าบ้านใหม่ เราเองยังมักจะเอาข้าวของเครื่องใช้เก่าๆเข้าไปใช้ในบ้านใหม่ ซึ่งบางทีก็ดูมีเหตุผลดี ว่ามันยังใช้ได้ ทิ้งไปก็เสียดาย จะซื้อใหม่ทำไมให้เปลือง ในสถานการณ์อย่างนั้น ก็ไม่รู้จะเถียงอะไร
แต่หากภาพตัวอย่างเปลี่ยนใหม่ เดิมเราไม่ได้อยู่ในบ้านไม้ แล้วย้ายเข้าคอนโด แต่เดิมเราอยู่ที่คอกหมู เตียงที่เรานอนก็มีรำข้าวและขี้หมูติดอยู่ด้วย ผ้าห่มที่ใช้ก็คือกระสอบที่ฝุ่นเครอะ และที่ที่เราจะย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ เป็นราชวัง พื้นปูด้วยพรมหนานุ่มสีขาวสะอาด เตียงนอนขนาดใหญ่เบาะหนา ผ้าปูเตียงสะอาดกลิ่นหอมสดชื่น ผ้าห่มหนานุ่มใหม่เอี่ยม ม่านหน้าต่างขาวสะอาดตา อ่อนไหวพริ้วตามลมที่พัดโชยเข้ามา โต๊ะเครื่องแป้งอย่างหรู มีเครื่องใช้สอยอย่างดี และอื่นๆอีกมากมาย ไม่ทราบว่า เราจะยังเอาเตียงนอนคอกหมู ไปรวมอยู่ในห้องใหม่อย่างนั้นอีกหรือเปล่า
เตียงนอนคอกหมูของเราคืออะไรบ้าง
โคโลสี 3:1-10 1ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ คือประทับข้างขวาของพระเจ้า 2จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก 3เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย 5เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ 6เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา 7ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ 8แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดเสียดสี คำพูดหยาบโลน 9อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว 10และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
| Create Date : 03 สิงหาคม 2554 |
| Last Update : 3 สิงหาคม 2554 16:05:05 น. |
|
2 comments
|
| Counter : 1383 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: ss (sodsai.uk ) วันที่: 3 สิงหาคม 2554 เวลา:16:27:05 น. |
|
| โดย: ชื่อ จี IP: 145.53.35.134 วันที่: 1 กันยายน 2554 เวลา:8:39:30 น. |
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|