
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 |
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรม 1 โครินธ์
12 มิถุนายน 2011 คริสตจักรยะลา
1 โครินธ์ 1:17-18 17เพราะว่าพระคริสต์มิได้ทรงใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้เขารับบัพติศมา แต่เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ และมิใช่ด้วยชั้นเชิงอันฉลาดในการพูด เกรงว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์เดช 18คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ แต่พวกเราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
อธิษฐาน สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ขอบพระคุณสำหรับแผนการแห่งการช่วยกู้คนบาปให้รอดพ้นจากโทษของความผิดบาป โดยทางพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เราทั้งหลายขอบพระคุณพระองค์ร่วมกันสำหรับโอกาสดีในเช้าวันนี้ที่เราได้เข้ามานมัสการพระองค์ในพระนิเวศน์แห่งนี้ ขอให้พระนามของพระองค์ที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดในท่ามกลางประชากรของพระองค์ ขอพระองค์ทรงสำแดงความเมตตาแก่เรา โปรดเปิดตาเปิดใจของเราที่จะเข้าในพระวจนะของพระองค์ในวันนี้ ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ทรงสำแดงความจริงให้ประจักษ์แก่ใจของเราแต่ละคน เพื่อเราจะรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นโดยพระวจนะแห่งความจริงของพระองค์ เราได้มาถึงเล่มที่ 7 ของพระค้มภีร์พันธสัญญาใหม่แล้ว และเรากำลังทำความรู้จักกับพระเยซูโดยผ่านทางพระคัมภีร์แต่ละเล่ม วันนี้จะเป็นพระธรรม 1 โครินธ์ ซึ่งจัดอยู่ในหมวดของจดหมายฝากที่เขียนไปถึงคริสตจักร ซึ่งอัครทูตเปาโลเป็นผู้เขียน และส่งไปยังคริสตจักรซึ่งอยู่ในเมืองโครินธ์
ผมขอทบทวนเล็กน้อยเกี่ยวกับความสำคัญของพระคัมภีร์ในหมวดจดหมายฝาก ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางสำหรับคริสตจักรมาตลอดช่วงประว้ติศาสตร์ จดหมายฝากนั้นแบ่งออกมาเป็นจดหมายถึงคริสตจักรได้แก่ 1-2 โครินธ์, กาลาเทีย, เอเฟซัส, ฟิลิปปี, โคโลสี, 1-2 เธสะโลนิกา และจดหมายถึงบุคคล ได้แก่ 1-2 ทิโมธี, ทิตัส, ฟิเลโมน เป็นต้น
จดหมายฝากมีความสำคัญอย่างไร ? ทำไมจึงรวบรวมจดหมายเหล่านี้เข้ามาเป็นพระคัมภีร์ ? จดหมายฝากส่วนหนึ่งมีที่มาอย่างนี้ เราต้องไม่ลืมว่า ในสมัยนั้น ยังไม่มีพระคัมภีร์ที่เป็นเล่มอย่างที่เราใช้กันทุกวันนี้ สาวกของพระเยซูได้ออกไปยังเมืองต่างๆเพื่อประกาศเรื่องราวหนทางรอดจากโทษของความบาปโดยทางพระเยซู ซึ่งผู้ที่รับฟังเรื่องราวก็มีทั้งชาวยิว และชาวต่างชาติ คนเหล่านั้นส่วนหนึ่งก็ยอมรับข่าวประเสริฐ ส่วนหนึ่งก็ไม่ยอมรับ พวกที่ยอมรับก็ได้รวมตัวกันเพื่อเรียนรู้หลักข้อเชื่อจากบรรดาอัครสาวกหรือผู้ประกาศข่าวประเสริฐซึ่งอยู่กับพวกเขาได้ระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ต้องจากไปเพื่อไปประกาศข่าวประเสริฐในเมืองอื่นๆ หลังจากนั้นปัญหาได้เกิดขึ้นในบรรดาคริสตจักรที่เกิดใหม่เหล่านั้น เพราะความเข้าใจที่ยังไม่กระจ่างชัด หรือเพราะคำสอนผิดที่เข้ามา หรือคำสอนผิดที่เกิดขึ้นจากสมาชิกเอง หรือเพราะผู้เชื่อที่เป็นยิวพยายามจะบังคับให้ผู้เชื่อที่เป็นต่างชาติถือตามธรรมเนียมยิวด้วย และอีกหลายปัญหา ดังนั้นอัครทูตจึงต้องเขียนจดหมายส่งกลับไปยังคริสตจักรต่างๆเหล่านั้นที่มีปัญหาเกิดขึ้น เพื่อตักเตือน เพื่อให้คำแนะนำ เพื่อให้หลักแนวทางปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ซึ่งในที่สุดจดหมายฝากเหล่านี้ก็ได้เป็นสิ่งอ้างอิงที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นแนวทางสำหรับคริสตจักรในยุคต่อๆมา
รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรม 1 โครินธ์ เมืองโครินธ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นอคายา ปัจจุบันอยู่ในประเทศกรีซ เป็นเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งการค้า มีอ่าวประกบทั้ง 2 ด้าน และด้วยความที่เป็นเมืองการค้า ทำให้มีผู้คนมากมายพลุกพล่าน และเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยและอบายมุก อัครฑูตเปาโลเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูในช่วงที่ออกเดินทางไกลครั้งที่สอง แน่นอนว่าท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยความผิดบาป ปัญหาต่างๆก็ได้รุมเร้าเข้ามายังคริสตจักรของพระเจ้าด้วย ทำให้อัครทูตเปาโลต้องเขียนจดหมายฉบับนี้มาจากเมืองเอเฟซัส เพื่อว่ากล่าว ตักเตือน และแนะนำแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้กับผู้เชื่อที่เมืองโครินธ์ ซึ่งเราคงจะเห็นด้วยว่า สังคมที่แวดล้อมคริสตจักรในสมัยนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหาความผิดบาปเช่นกัน พระธรรม 1 โครินธ์จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคริสตจักร เป็นเหมือนเส้นมาตรฐานที่คริสตจักรจะใช้เป็นแนวทาง เป็นข้อตัดสิน เป็นบรรทัดฐาน สำหรับการก้าวเดินไปของคริสตจักร
เราลองมาค้นหาดูว่า พระธรรม 1 โครินธ์ นี้ได้นำเสนอพระเยซูคริสต์ไว้อย่างไรบ้าง
1 โครินธ์ 1:17-18 17เพราะว่าพระคริสต์มิได้ทรงใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้เขารับบัพติศมา แต่เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ และมิใช่ด้วยชั้นเชิงอันฉลาดในการพูด เกรงว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์เดช 18คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ แต่พวกเราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
เราคงจำได้ว่า พระเยซูได้ทรงให้พระมหาบัญชาไว้ในวันที่ทรงเสด็จกลับสู่สวรรค์ ว่า เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค เป็นสิ่งที่เราถือว่าเป็นภาระกิจสำคัญของผู้เชื่อทุกคน แต่ดูเหมือนว่าอัครทูตเปาโลจะพูดบางอย่างที่ขัดแย้งกับพระมหาบัญชาหรือเปล่า พระเยซูได้บอกว่า ออกไปสั่งสอน...ให้รับบัพติสมา แต่เปาโลกลับบอกว่า มิได้ใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้เขารับบัพติสมา
เปาโลไม่ได้กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระมหาบัญชาของพระเยซู แต่กำลังทำอย่างที่พระเยซูทรงสั่งไว้ หากเราสังเกตดูในพระมหาบัญชาให้ดี จะพบว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างสาวก ไม่ใช่การสร้างตัวเลขจำนวนสาวก ซึ่งตรงนี้บางครั้งเราเองก็รู้สึกสับสนไม่น้อย ว่าตกลงจะเอายังไง จะสร้างแต่สาวกที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจจำนวนอย่างนั้นหรือ แล้วที่รณรงค์กันว่า ให้เราเป็น 1 คน ใน 1 แสนคน เพื่อนำ 1 ล้านคนมาถึงความรอด ล่ะ เราจะทำอย่างไร
ผมเห็นด้วยที่เราจะเข้าร่วมในนิมิตปี 2015 และขอให้เราเข้าร่วมโดยใช้วิธีการตามที่พระคัมภีร์แนะนำ เราทุกคนได้รับของประทานที่แตกต่างกัน บางท่านก็ถนัดการประกาศกับคนทั่วไป บางท่านก็ถนัดการสอนผู้เชื่อใหม่ บางท่านก็ถนัดในการเยี่ยมเยียนผู้ป่วย บางท่านถนัดงานเบื้องหน้า บางท่านก็ถนัดในการสนับสนุนเบื้องหลัง บางท่านถนัดงานบุกเบิก บางท่านถนัดงานสานต่อ บางท่านถนัดบู๊ บางท่านถนัดบุ๋น แต่ขอให้เราได้ใช้ของประทานที่แตกต่างกันนั้นมาร่วมมือกันสำหรับนิมิต 2015
ผมอยากจะเน้นว่าสิ่งสำคัญประการแรกคือ การสร้างสาวกของพระเยซู เพื่อจะเป็นคนงานที่พระเจ้าทรงใช้การได้ในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า สาวกของพระเยซูจะไม่เป็นผู้เฉยเมยต่อการขยายแผ่นดินของพระเจ้า หรือเพิกเฉยต่อการประกาศข่าวประเสริฐแน่นอน
สิ่งที่เปาโลกำลังพูดถึงก็คือ เขาไม่ได้กำลังต้องการตัวเลขจำนวนสาวกจากจำนวนผู้มารับบัพติสมา ตัวเลขเหล่านี้ไม่มีความหมายเลย แต่เขากำลังให้ความสำคัญกับหัวใจของข่าวประเสริฐที่ส่งไปถึงคนเหล่านั้น ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะเปิดใจของเขา และเพื่อพระวจนะแห่งความจริงของพระเจ้าจะสร้างคนเหล่านั้นให้เป็นสาวกที่แท้จริงของพระเยซู และเขาเหล่านั้นจะสามารถเป็นผู้ที่รับช่วงต่อในการประกาศข่าวประเสริฐออกไปจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก
วิธีการที่เปาโลพูดถึงคือ ฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐ คือพระเยซูได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อรับโทษแทนคนบาป นื่คือฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่เราทั้งหลายต้องนำออกไปบอกคนทั้งปวง พระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอด เป็นหนทางเดียวที่มนุษย์จะพ้นจากโทษแห่งความบาปที่เกาะกินชีวิตของมนุษย์
พระเยซูเป็นผู้ทรงใช้เราทุกคนเช่นเดียวกับที่ทรงใช้เปาโลและสาวกคนอื่นๆออกไป มิใช่เพื่อเพียงแต่หาคนมารับบัพติสมา แต่ออกไปเพื่อสั่งสอนคนทุกชาติให้เป็นสาวกของพระเยซู และนี่เป็นหลักใหญ่ใจความที่เราทั้งหลายต้องเข้าใจ และยึดมั่นไว้ อย่าลืมว่าทรงใช้เราไปตามพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่เราอยากจะทำอะไรเพื่อพระองค์ตามใจของเราเอง
1 โครินธ์ 3:10-15 10โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่าเขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร 11เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์ 12บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง 13การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร 14ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน 15ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ
ผมเชื่อว่าเราได้ฟังเรื่องราวของการงานที่ก่อขึ้นด้วย ทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้ง และฟางกันไปหลายครั้งแล้ว วันนี้ผมจะไม่เน้นในเรื่องเหล่านั้น แต่เราจะให้ความสนใจกับรากฐานของชีวิตของผู้เชื่อ ซึ่งก็คือ องค์พระเยซูคริสต์
สิ่งสำคัญประการแรกๆในการลงมือก่อสร้างบ้านเรือน ก็คือการสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่ออาคารที่จะก่อขึ้นนั้นจะได้มีความมั่นคงแข็งแรง
เราคงยังจำเรื่องของคนฉลาดและคนโง่ ที่สร้างบ้านของตนในพื้นที่ที่ต่างกัน คนฉลาดสร้างบ้านบนศิลา ซึ่งมีขั้นตอนที่ยากลำบาก และต้องเหน็ดเหนื่อย ใช้เวลายาวนาน ในขณะที่คนโง่สร้างบ้านบนพื้นทราย เป็นงานที่ง่าย เห็นผลรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นาน ก็ได้เห็นบ้านเป็นรูปเป็นร่างใหญ่โต โดยไม่ต้องลำบากเหน็ดเหนื่อยมากนัก
ชีวิตของสาวกของพระเยซูจะต้องสร้างขึ้นบนศิลาแห่งความรอดคือพระเยซูคริสต์ มันเป็นงานที่ยากลำบาก และใช้เวลายาวนาน ต้องอาศัยความอดทน แต่จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า คือการมีอาคารที่มั่นคง และสามารถต้านทานวันอันเลวร้ายได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่ว่า บนรากฐานนั้น เรากำลังสร้างอะไรอยู่ ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน
ชีวิตของเราทุกวันนี้ กำลังถูกสร้างบนอะไร ? บนมนุษย์ที่เราหวังจะพึ่งพิง บนสังคมที่น่ารักอบอุ่น บนความมั่งคั่งสมบูรณ์ บนชื่อเสียงเกียรติยศ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งไม่ดีเสียทีเดียว แต่ผมอยากจะเตือนสติว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มั่นคงเลย มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ทรงมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง หากคุณกำลังถูกสร้างบนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเยซู คุณกำลังอยู่ในอันตราย และนับถอยหลังสู่การพังพินาศ
การสร้างชีวิตของพระเยซูคริสต์ทำได้อย่างไร ? ก็โดยพระวจนะของพระเจ้า ขอเชิญชวนพี่น้องอีกครั้งอย่างจริงจัง ขอให้พี่น้องหันมาให้ความสนใจกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ ไม่ว่าจะเป็นชั้นรวีวารศึกษาช่วงเช้าก่อนเวลานมัสการ และในวันระหว่างสัปดาห์ พระวจนะของพระเจ้าซึ่งมีฤทธิ์เดช จะสร้างชีวิตของพี่น้องขึ้นใหม่ สำหรับปัญญาของโลกนี้ อาจจะมีคำพูดที่ว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด คือเรียนไปเยอะแยะ มีความรู้มากมาย แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ ซึ่งนั่นก็คงจะจริงสำหรับความรู้ของโลกนี้ แต่สำหรับพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่ความรู้อย่างปัญญาของโลก แต่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้าที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์ได้
การวางรากฐานชีวิตของผู้เชื่อด้วยสิ่งใด ก็คือการสร้างสาวกของสิ่งนั้น
1 โครินธ์ 12:12, 27 12ถึงกายนั้นเป็นกายเดียว ก็ยังมีอวัยวะหลายส่วน และอวัยวะเหล่านั้นแม้จะมีหลายส่วนก็ยังเป็นกายเดียวกันฉันใด พระคริสต์ก็ทรงเป็นฉันนั้น 27ฝ่ายท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และต่างก็เป็นอวัยวะของพระกายนั้น
เราทั้งหลายได้เข้ามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์ พระวจนะของพระเจ้าได้ให้ภาพของร่างกายที่มีพระคริสต์เป็นศีรษะ และเราทั้งหลายเป็นอวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งทั้งหมดต้องต่อประสานเป็นหนึ่งเดียว และไปด้วยกัน ร่างกายที่ไม่ไปด้วยกัน อวัยวะที่ไม่ตอบสนองการสั่งการของสมอง ก็เป็นร่างกายที่ใช้การไม่ได้ คริสตจักรที่ไม่ไปด้วยกันก็เป็นคริสตจักรที่ใช้การไม่ได้ อวัยวะที่ไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรก็สร้างปัญหาต่อร่างกายส่วนอื่นๆ
เราทั้งหลายต้องระลึกอยู่เสมอถึงสถานะของการเป็นพระกายของพระคริสต์ ในเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงตั้งพิธีมหาสนิท พระองค์ได้บอกว่า
1โครินธ์ 11:23-24 23เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่านแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง 24ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา"
การที่ขนมปังซึ่งเล็งถึงพระกายของพระคริสต์ ได้ถูกหักแบ่งออกนั้น มิได้หมายถึงความแตกสลายของพระเยซู หรือการแตกแยกของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ แต่หมายถึงการที่ชีวิตของเราซึ่งร่วมในพระกายของพระองค์จะต้องถูกพระองค์แบ่งออกเพื่อให้คนอื่นๆจะมาถึงพระเจ้า
การแตกหักของขนมปังซึ่งเล็งถึงพระกายนั้น อาจจะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยเป็นสุขใจเท่าไรนัก เพราะเป็นการที่เราต้องยอมเสียสละ ไม่ใช่การได้รับ บางทีหมายถึงการที่เราต้องเหนื่อยมากขึ้น หรือต้องขาดโอกาสบางอย่าง หรือต้องทนอับอายขายหน้าเพื่อพระองค์ หรือต้องยอมรับการข่มเหงเพื่อพระองค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สิ่งที่สนุก หรือสะดวกสบาย แต่สิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดคือเราได้เข้าร่วมในศักดิ์ศรีกับพระเยซู และร่วมในชัยชนะกับพระองค์ ดังนั้นจงชื่นชมยินดีเถิด เราจะไม่ขาดบำเหน็จรางวัลแน่นอน จงยินดีที่จะให้ชีวิตของเราถูกหักแบ่งออกให้กับคนทั้งปวง
| Create Date : 23 มิถุนายน 2554 |
| Last Update : 23 มิถุนายน 2554 13:13:22 น. |
|
12 comments
|
| Counter : 1894 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: panwat วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:0:10:22 น. |
|
โดย: veerar วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:0:49:14 น. |
|
โดย: Sugar lip วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:1:10:52 น. |
|
โดย: KeRiDa วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:8:21:13 น. |
|
โดย: คนขับช้า วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:15:39:49 น. |
|
โดย: nootikky วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:18:38:00 น. |
|
โดย: pinkyrose วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:21:52:52 น. |
|
โดย: ป้าหู้เองจ่ะ (fifty-four ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2554 เวลา:23:39:11 น. |
|
โดย: ksk วันที่: 11 กรกฎาคม 2554 เวลา:17:25:09 น. |
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
สุขสัตน์วันเกิดนะครับ
ขอให้มีความสุขมากๆครับ