
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
เราไม่ใช่ของโลกนี้
14 มิถุนายน 2009 คริสตจักร ยะลา
ยอห์น 17:13-16 13แต่บัดนี้ข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าพระองค์กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในโลก เพื่อให้เขาได้รับความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม 14ข้าพระองค์ได้มอบพระดำรัสของพระองค์ให้แก่เขาแล้ว และโลกนี้ได้เกลียดชังเขา เพราะเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก 15ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาเขาออกไปจากโลก แต่ขอปกป้องเขาไว้ ให้พ้นจากมารร้าย 16เขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก
อธิษฐาน ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์สำหรับความชื่นชมยินดีของพระเยซูคริสต์ที่ทรงประทานให้เราทั้งหลายอย่างเต็มเปี่ยม ขอพระเจ้าทรงเปิดตาใจของเราเพื่อเห็นและเข้าใจถึงความชื่นชมยินดีนั้น และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตย์กับเรา เพื่อเราจะเป็นคนงานของพระองค์ที่ยืนหยัดในการกระทำภาระกิจที่ทรงมอบหมายให้ด้วยใจกล้าหาญ ไม่หวาดกลัวต่อการเกลียดชังของโลกนี้ เพราะเราเป็นของพระองค์
วันนี้เรายังคงอยู่ในพระธรรมยอห์นบทที่ 17 ตลอด 4 ครั้งที่ผ่านมา ผมได้ทบทวนเรื่องราวของครั้งก่อนให้ด้วย จนกระทั่งเนื้อหาของครั้งก่อนๆก็กินเวลาไปเยอะพอสมควร ดังนั้นตั้งแต่ครั้งนี้ไปผมจะขอตัดตอนไม่ทบทวนเรื่องราวทั้งหมดจากข้อที่ 1 อีก แต่จะทบทวนให้เพียงเนื้อหาของครั้งที่ผ่านมาเท่านั้น
เนื้อหาของคราวก่อนตั้งแต่ปลายข้อที่เก้าต่อเนื่องของที่สิบ พระเยซูตรัสไว้ว่า เราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซู เราเป็นของพระเจ้าพระบิดาด้วย ดังนั้นเราที่เป็นผู้เชื่อ ได้รับการรับรองในฐานะคนของพระเจ้า คนของพระเยซู ที่กระทำพระราชกิจในโลกนี้ ในนามของพระเจ้า และในนามของพระเยซู
พระเยซูทรงมีเกียรติในสารพัดที่เป็นของพระองค์ หมายถึงพระเยซูทรงมีเกียรติในเราทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงไถ่มาด้วย การที่พระเยซูทรงบอกว่าพระองค์มีเกียรติในพวกเรานั้น แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงหวังที่จะเห็นชีวิตของเราเป็นชีวิตที่พระองค์จะทรงอวดได้
ลองดูตัวอย่างจากชีวิตของโยบ พระเจ้าได้ทรงอวดโยบต่อซาตาน ว่าโยบเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า ชีวิตของเราทั้งหลายก็สมควรที่จะไปถึงจุดนั้นด้วยที่พระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ ผมหวังว่าพี่น้องยังจำได้ถึงความหมายของ เกียรติ ที่ได้พูดถึงตั้งแต่ในข้อที่ 1 นั่นคือการดำเนินชีวิตให้สมกับฐานะบุตรของพระเจ้า ตามที่พระเจ้าประทานให้กับเรา ซึ่งนั่นคือเกียรติเพียงอย่างเดียวที่คู่ควรที่เราจะมอบถวายกับพระองค์ เพราะสิ่งอื่นใดในชีวิตของเราไม่มีค่าเทียบได้กับฐานะแห่งการเป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น พระเจ้าจะทรงอวดเราต่อหน้าซาตานว่า ดูเถิด ลูกของเราคนนั้นที่คริสตจักรยะลา เขาดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงต่อเรา
ข้อที่ 11 และ 12 พระเยซูได้อธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดา มอบบรรดาผู้เชื่อไว้ในการพิทักษ์รักษา และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ การที่บรรดาผู้เชื่อจะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างที่พระองค์กับพระบิดาทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เอาล่ะครับ ปัญหาใหญ่ล่ะ ในเรื่องการคุ้มครองจากมารร้าย คงไม่มีปัญหา พระเจ้าทรงมีฤทธิ์ที่จะจัดการมารร้ายได้ แต่เรื่องของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของลูกๆของพระเจ้านี่เป็นเรื่องใหญ่ บางทีเราอาจสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าไม่สามารถจัดการ เสกเพี้ยงเดียวลูกๆของพระองค์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเลยจบ
พระเจ้าจะไม่บีบคอบังคับให้เราทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เป็นความรับผิดชอบของเราทั้งหลายเองที่จะละลายความคิดอันมีเหตุผลจอมปลอมของเรา พูดตามภาษาการเมืองปัจจุบันคือความคิดที่แอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของเรา และหันมายอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งจะเป็นแก่นเดียวกันที่ผู้เชื่อทุกคนจะยึดไว้
ปลายข้อที่สิบสอง พระเยซูได้พูดถึงลูกแห่งความพินาศ ซึ่งเราคงจะรู้ว่าหมายถึง ยูดาส อิสคาริโอท ซึ่งได้ทรยศพระองค์ ยูดาส ได้ทรยศพระเยซู โดยเลือกเอาเงิน 30 แผ่น และละทิ้งพระองค์ เราอาจนึกสมเพศต่อยูดาส ที่เขาดำเนินติดตามพระเยซูอย่างหลอกลวง และต้องพินาศไปในที่สุด แต่บางที เราอาจทรยศพระเยซูด้วยราคาที่ถูกกว่านั้นเสียอีก หากเราเคยเป็นผู้หนึ่งที่มาหาพระเยซูด้วยเหตุผลจอมปลอม ถามใจของท่านดูว่า อะไรเป็นเหตุให้ท่านมาหาพระเยซู หากไม่ใช่เพราะต้องการการยกโทษบาป จงระมัดระวังให้ดี เพราะเมื่อผลประโยชน์นั้นหมดไป ท่านก็จะทรยศพระองค์เหมือนเช่นยูดาสนั้น จงกลับใจเสียใหม่ เพื่อท่านจะไม่พินาศ
วันนี้เราจะมาดูกันต่อในข้อ 13 - 16
13แต่บัดนี้ข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าพระองค์กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในโลก เพื่อให้เขาได้รับความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม
พระเยซูทรงย้ำอีกครั้งถึงการที่พระองค์จะทรงเสด็จกลับไปหาพระบิดา แต่ส่วนที่สำคัญของข้อนี้คือคำว่า ความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์ ซึ่งพระเยซูบอกว่า เพื่อเขาจะได้รับอย่างเต็มเปี่ยม
ลองพิจารณาดูอีกครั้งนะครับ ณ วันนี้ เวลานี้ เรามีความชื่นชมยินดีของพระเยซูหรือไม่ ยังไม่ต้องถามถึงว่า มีอย่างเต็มเปี่ยมหรือเปล่า หรือผมถามผิด ผมควรถามว่า อะไรคือ ความชื่นชมยินดีของพระเยซู
ทำไมถึงถามแบบนี้ เรื่องเปรียบเทียบก็คือ สมมุติว่า เราเป็นคนหนึ่งที่มีรายชื่อได้รับเช็คช่วยชาติ จำนวน 2,000 บาทที่รัฐบาลแจกให้เพื่อช่วยประชาชนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ถามว่า เราดีใจไหมครับ บางคนอาจบอกว่า น้อยไปหน่อย น่าจะแจกคนละ 2 ล้าน ไม่เป็นไรครับ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมกำลังจะสื่อ ผมกำลังหมายความว่า สำหรับเราที่รู้ว่า เช็คใบนั้นสามารถนำไปแลกเป็นเงิน เพื่อเอาไปจับจ่ายซื้อของได้ เราคงจะมีความยินดีอยู่บ้าง เพราะรู้ถึงมูลค่าของกระดาษใบนั้น แต่ถ้าเช็คใบนั้นได้ถูกแจกให้กับคนป่าที่ไม่รู้ว่ากระดาษใบเล็กๆในมือมีมูลค่าอย่างไร เขาก็คงจะไม่ได้มีความรู้สึกยินดีอะไรกับเช็คที่ถืออยู่
ทำนองเดียวกัน ทำไมผู้เชื่อที่ติดตามพระเจ้าจำนวนหนึ่งถึงดำเนินชีวิตอย่างไม่มีความชื่นชมยินดี บางครั้งไม่ใช่เพราะพระเยซูไม่ได้ให้ความชื่นชมยินดีนั้น แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้จักคุณค่าของความชื่นชมยินดีของพระเยซู เหมือนกับที่คนป่าไม่รู้มูลค่าของเช็คที่เขาได้รับ เขาอาจจะบอกว่า เอากล้วยน้ำหว้ามาสักหวี ยังดีกว่ากระดาษใบนี้ คริสเตียนบางคนอาจกำลังคิดทำนองเดียวกัน
เอาล่ะครับ เรากลับมาดูกันว่า ความชื่นชมยินดี ที่พระเยซูตรัสถึงคืออะไร บางครั้งคริสเตียนก็เข้าใจความหมายของความชื่นชมยินดีในพระเจ้าผิดไป โดยการที่ยึดเอาค่านิยมของสังคมมาเป็นหลักเกณฑ์ และตั้งกรอบไว้ว่า ความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าประทานให้ต้องเป็นไปเพื่อการอย่างนั้น อย่างนี้ เช่น
การชื่นชมยินดีในพระเจ้าจะเกิดในวันที่ชนะการประมูลงาน ถ้าวันไหนไม่ชนะการประมูลงานวันนั้นก็ไม่มีความชื่นชมยินดีในพระเจ้า
หรือการชื่นชมยินดีในพระเจ้าจะเกิด เมื่อมีคนเอาของราคาแพงมาฝาก วันไหนไม่มีใครเอาอะไรมาให้ วันนั้นก็ไม่มีความชื่นชมยินดีในพระเจ้า
หรือการชื่นชมยินดีในพระเจ้าจะเกิด เมื่อมีคนมาสรรเสริญเยินยอว่าเป็นคนรักพระเจ้า ขยันรับใช้ในคริสตจักร แต่วันไหนที่ไม่มีใครเยินยอ หรือถ้ามีใครมาตักเตือน วันนั้นก็ไม่มีความชื่นชมยินดีในพระเจ้า
ลักษณะดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดูนั้น เป็นการยึดเอาอารมณ์ความพอใจของตนเป็นหลัก และพยายามที่จะบิดเบือนความหมายของความชื่นชมยินดีในพระเจ้า หากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในชีวิตของเรา อาจเป็นเพราะเราไม่เคยเข้าใจเลยว่า ความชื่นชมยินดีในพระเยซู ซึ่งพระองค์ได้มอบไว้ให้แล้วนั้น เป็นอย่างไร เหมือนกับคนป่าคนนั้นที่ได้รับเช็ค 2,000 บาท เขาไม่ได้ชื่นชมยินดีอะไร ต่อให้บนเช็คนั้นเปลี่ยนตัวเลขเป็น 20 ล้าน เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีค่าอะไร ลองมาดูว่า ความชื่นชมยินดีของพระเยซูนั้น เป็นอย่างไร
1 เปโตร 1:3-9 3สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ 4และเพื่อให้ได้รับมรดก ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย 5ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย 6ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ 7เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญเกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ 8พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ 9แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ
พระธรรม 1 เปโตร ที่ได้อ่านไปนั้น บอกเราไว้ชัดว่า การทนทุกข์ ไม่ได้ขาดหายไปจากผู้เชื่อในพระเยซู ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีความชื่นชมยินดีในพระเยซู จะสามารถชื่นชมยินดีในความทนทุกข์ร่วมกันกับพระองค์
ทัศนะของคริสเตียนที่เข้าใจความชื่นชมยินดีในพระเยซูควรเป็นอย่างนี้
ในวันที่ชนะการประมูลงาน ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณที่ทรงประทานให้ และตั้งใจทำงานนั้นเหมือนกระทำถวายแด่พระเจ้า ถ้าวันไหนไม่ชนะการประมูลงานวันนั้น ขอบคุณพระเจ้าเป็นพระคุณของพระเจ้าเช่นกันที่จะมีเวลาในการช่วยงานของคริสตจักรในช่วงนั้น
หรือเมื่อมีคนเอาของราคาแพงมาฝาก ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณอันนี้ และมองหาดูว่ามีพี่น้องคนใดที่ขัดสนและสิ่งนี้จำเป็นสำหรับเขาด้วยหรือเปล่า นำไปแบ่งปันให้เขาด้วย ส่วนวันไหนที่ไม่มีใครเอาอะไรมาให้ ขอบคุณพระเจ้าพระองค์ให้โอกาสที่จะเรียนรู้ในเรื่องการไว้วางใจ
หรือเมื่อมีคนมาสรรเสริญเยินยอว่าเป็นคนรักพระเจ้า ขยันรับใช้ในคริสตจักร ขอบคุณพระเจ้า ให้คำสรรเสริญนั้นเป็นของพระเจ้า และของเพื่อนๆร่วมงานทุกๆคน แต่วันไหนที่ไม่มีใครเยินยอ หรือถ้ามีใครมาตักเตือน ขอบคุณพระเจ้าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใคร่ครวญเพื่อได้รับการแก้ไขจากพระเจ้า
ผมขอให้พี่น้องได้กลับไปและใคร่ครวญพระธรรม 1 เปโตร 1:3-9 อีกในค่ำคืนนี้ ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องได้รู้มูลค่าของเช็คใบใหญ่ ที่พระเจ้าได้ทรงมอบไว้ให้แล้ว เพื่อเราจะมีความชื่นชมยินดีของพระเยซูอย่างเต็มเปี่ยมได้ในทุกๆสถานการณ์ อย่าได้เป็นเหมือนคนป่าได้เช็คอีกต่อไป
14ข้าพระองค์ได้มอบพระดำรัสของพระองค์ให้แก่เขาแล้ว และโลกนี้ได้เกลียดชังเขา เพราะเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก
คำเฉลยของพระเยซูในคำอธิษฐานข้อที่ 14 นี้ น่าจะทำให้เรารับรู้ล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อเราตัดสินใจในการหันหลังให้กับความบาป และติดตามพระเยซูไป จะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง
สมัยที่อยู่กรุงเทพ ศิษยาภิบาลที่คริสตจักรที่ผมไปเป็นสมาชิกได้เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงหนึ่งท่านได้ไปรับใช้พระเจ้าอยู่ในหมู่บ้านของชาวเขาในภาคเหนือ มีวันหนึ่งที่อาจารย์ได้เทศนาในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซู เมื่อเทศนาจบ อาจารย์ก็ได้ถามชาวบ้านที่มาฟังว่า มีใครอยากเชื่อพระเยซูบ้าง ปรากฏว่าเกือบทุกคนในห้องประชุมยกมือกันพรึบเลย อาจารย์จึงถามว่า คุณแน่ใจหรือว่าต้องการเชื่อพระเยซู คุณรู้ไหมว่า เมื่อคุณมาเชื่อพระเยซู คุณจะต้องพบกับอะไรบ้าง แล้วอาจารย์ก็เริ่มอธิบายให้ชาวบ้านเหล่านั้นฟังอีกครั้งว่า เมื่อมาเชื่อพระเยซู เขาจะต้องหันหลังจากการกระทำบาป เลิกการใช้ชีวิตที่เหลวไหล ดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า และอาจต้องพบกับการต่อต้าน หรือรังแกจากเพื่อนบ้าน เมื่ออธิบายแล้วอาจารย์ก็ถามอีกครั้ง มีใครต้องการเชื่อพระเยซูอีกบ้าง ขอบคุณพระเจ้า มีเหลือไม่กี่มือ แต่เป็นมือที่เขาได้ตัดสินใจแล้ว แม้จะรู้ว่าต้องเผชิญกับอะไร
บางครั้งการที่คนๆหนึ่งมาเป็นคริสเตียน เขาเหมือนกับ หนีร้อนมาพึ่งเย็น มีปัญหาชีวิตมากมาย ต้องการความช่วยเหลือ และคริสเตียนซึ่งมีความรักของพระเจ้าก็ยื่นมือเข้าไปให้การช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่ดีครับ สมควรแล้วที่คนของพระเจ้าจะนำความช่วยเหลือไปถึงเขาเหล่านั้น แต่การกระทำอย่างนี้ก็ต้องกระทำอย่างเข้าใจ และระมัดระวัง พึงระลึกอยู่เสมอว่า พระเยซูเป็นพระผู้ช่วย และสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการคือ พระเยซู ซึ่งจะสามารถปลดเขาออกจากแอกแห่งความผิดบาป เขาจึงจะมีสันติสุขในพระองค์ได้ การช่วยเหลืออย่างผิดพลาด มักจะเป็นการช่วยเหลือที่ใช้ความสามารถของตัวเอง หรือตามความคิดเห็นของตัวเอง โดยปัดพระวจนะของพระเจ้าทิ้งไป สิ่งนี้เป็นการทำร้ายมากกว่าการช่วยเหลือ เพราะพี่น้องคนนั้นจะไม่ได้เรียนรู้ ไม่มีโอกาสได้มีประสพการณ์กับพระเจ้า พี่น้องอาจเคยดูสารคดีชีวิตสัตว์มาบ้าง เวลาที่ดักแด้ลอกคราบเพื่อเป็นผีเสื้อ หรือเวลาที่ลูกไก่กำลังเจาะเปลือกเพื่อออกจากไข่ นั่นเป็นเวลาที่ถูกกำหนดไว้เพื่อให้เรียนรู้ที่จะก้าวผ่านอุปสรรคไปให้ได้ ในขณะที่กำลังขยับอย่างยากลำบากที่คราบดักแด้หรือในเปลือกไข่นั้น กล้ามเนื้อต่างๆกำลังถูกใช้งาน และแข็งแรงขึ้น การที่พี่น้องคริสเตียนต้องลำบากในบางโอกาสก็เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้กับการอธิษฐานอย่างจริงจัง หรืออธิษฐานอดอาหาร เพื่อจะได้ยินและเห็นการช่วยกู้โดยพระหัตถ์ของพระเจ้า และเขาจะเข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตเรียนรู้กับพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม ในสารคดีก็ได้แสดงให้เห็นว่า หากมีใครสักคน ด้วยความหวังดี ไปช่วยดึงดักแด้ออกจากคราบ หรือไปช่วยเคาะเปลือกไข่ให้แตก หวังว่าจะช่วยให้ดักแด้ หรือลูกไก่ไม่ต้องลำบาก แต่นั้นจะกลับการเป็นการฆ่าให้ดักแด้และลูกไก่ตาย เพราะมันจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ถ้าอย่างนั้นจะช่วยเหลืออย่างไรจึงจะถูกต้อง เราสามารถให้การหนุนใจด้วยพระวจนะของพระเจ้า ร่วมกันอธิษฐานกับเขา เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำถึงวิธีแก้ปัญหาตามหลักพระคัมภีร์ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือในนามของคริสตจักร
การติดตามพระเยซูนั้น จะมีความยากลำบากแน่นอน ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเราเหลวไหล แต่เพราะเมื่อเราติดตามพระเยซูอย่างจริงจังนั้น เราไม่ใช่ของโลกอีกต่อไป แต่เราเป็นของพระเยซู เราเป็นของพระเจ้า โลกนี้จะไม่เป็นมิตรกับเราอีก
15ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาเขาออกไปจากโลก แต่ขอปกป้องเขาไว้ ให้พ้นจากมารร้าย 16เขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก
โลก ที่พระคัมภีร์พูดถึง ไม่ได้หมายถึงดาวเคราะห์ดวงที่เราอาศัยอยู่ แต่หมายถึงสังคมมนุษย์ ซึ่งเป็นสังคมแห่งบาป สังคมที่ปฏิเสธพระเจ้า สังคมที่ถูกครอบงำไว้โดยมารร้าย เมื่อเราได้รับการไถ่ออกจากโลกนี้ เข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่า เราได้ลอยออกไปในอวกาศ เรายังอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้ แต่ชีวิตของเราไม่มีส่วนร่วมในกิจการอันชั่วร้ายของโลกอีกต่อไป
การที่พระเยซูบอกว่า ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาเขาออกไปจากโลก หมายความว่า บรรดาผู้เชื่อที่ติดตามพระเยซูนั้น ไม่ได้ถูกแยกตัวออกไปจากสังคม ไปอาศัยรวมเป็นกลุ่มก้อน ตัดขาดและไม่ติดต่อกับสังคมใดๆ นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูต้องการ เพราะพระเยซูได้สั่งไว้ในพระมหาบัญชาให้เราทั้งหลายออกไปทั่วโลกเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ เพราะคนบาปจำนวนมากในสังคมโลกยังรอคอยความหวังจากพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด เป็นเหตุให้เรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม เรายังต้องอยู่ในสังคมแห่งบาป แต่บาปจะต้องไม่เข้ามาอยู่ในเรา นั่นคือจุดมุ่งหมายของคำอธิษฐานที่พระเยซูทูลขอจากพระบิดา ในข้อ 15
เราอยู่ในสังคมแห่งบาป โดยที่บาปไม่เข้ามาอยู่ในเราได้อย่างไร คำตอบคือ ได้ โดยการที่เราไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่พระเยซูไม่ใช่ของโลก พระเยซูทรงเข้ามาในโลกที่เต็มไปด้วยบาป แต่ไม่มีบาปในพระองค์เลย เพราะพระองค์ไม่ใช่ของโลก และนี่คือกุญแจสำคัญของเรา คือพระองค์ได้ไถ่เราออกจากโลก และเราไม่ใช่ของโลกนี้อีกต่อไป
| Create Date : 14 มิถุนายน 2552 |
| Last Update : 14 มิถุนายน 2552 15:03:21 น. |
|
20 comments
|
| Counter : 1050 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: kruaun วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:11:01 น. |
|
โดย: veerar วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:17:12 น. |
|
โดย: sosopa วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:28:24 น. |
|
โดย: Candydolls วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:28:32 น. |
|
โดย: kornoon วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:22:57 น. |
|
โดย: YUCCA วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:30:40 น. |
|
โดย: byonya วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:43:21 น. |
|
โดย: kornoon วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:07:01 น. |
|
โดย: no filling วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:00:35 น. |
|
โดย: ป้าหู้เองจ่ะ (fifty-four ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:23:09 น. |
|
โดย: แม่ปุ้มปุ้ย วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:08:58 น. |
|
โดย: tanH2O วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:05:57 น. |
|
โดย: unsa วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:27:40 น. |
|
โดย: ksk วันที่: 10 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:08:19 น. |
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|