ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
11 มิถุนายน 2550
 

สันติสุขที่พระคริสต์มอบให้

10 มิถุนายน 2007
คริสตจักร ยะลา

ยอห์น 14:27
27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย


อธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด ขอบพระคุณสำหรับสิทธิแห่งการเป็นบุตรที่พระองค์ได้ทรงมอบให้กับเราทั้งหลาย เมื่อเราได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เราทั้งหลายขอบพระคุณสำหรับความรักที่พระองค์ทรงสำแดงแก่เราทุกคน โดยที่พระองค์ทรงให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทับอยู่กับเราเสมอในทุกที่ทุกเวลา เพื่อพระวิญญาณจะทรงเป็นผู้ช่วยเรา และจะทรงเปิดเผยความจริงของพระองค์ให้เราได้เข้าใจ เวลานี้เราทั้งหลายเข้าเฝ้าต่อหน้าพนะพักตร์พระองค์ ด้วยความหวังใจในพระองค์ หวังใจในพระสัญญาของพระองค์ ขอทรงเปิดเผยให้เราเข้าใจถึงสันติสุขที่พระองค์ได้ทรงมอบให้กับเรา เพื่อเราทั้งหลายจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยมีสันติสุขนั้น


ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่อาจทำให้พี่น้องมีความรู้สึกหวาดวิตก ทั้งปัญหาการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เป็นผลสืบเนื่องตามมา และปัญหาการเมืองของประเทศ ที่กำลังส่อเค้าจะเกิดเหตุวุ่นวายใหญ่โตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ชีวิตของพี่น้องรู้สึกเศร้าหมอง พี่น้องที่รัก แท้จริงพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้เรามีสันติสุขในพระองค์ ไม่ว่าเหตุการณ์และสถานการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงอยู่กับเราและทรงปลอบประโลมเราด้วยความรักของพระองค์ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการวางใจในพระองค์

ข้อพระคัมภีร์ที่ได้อ่านไปนั้น เป็นพระดำรัสของพระเยซูคริสต์ที่ทรงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ในช่วงเวลาที่น่าหวาดวิตก เป็นช่วงสัปดาห์สุดท้าย ก่อนที่พระองค์จะถูกจับไปตรึงที่กางเขน พระองค์ทรงทราบว่าเหล่าสาวกกำลังจะต้องเผชิญกับอันตราย ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง พระองค์จึงได้บอกให้เขาเหล่านั้นรู้ว่าพระองค์ทรงสามารถช่วยเขาได้อย่างไร กระนั้นก็ตาม เหล่าสาวกก็ยังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พระองค์ตรัส ทำให้พวกเขาแตกกระจัดกระจายไปเมื่อพระองค์ถูกจับไปตรึงที่กางเขน แม้ภายหลังเมื่อเห็นว่าพระเยซูคริสต์ได้ฟื้นจากความตายแล้ว พวกเขาก็ยังไม่หลุดพ้นจากความหวาดกลัว

จนกระทั่งเมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และเมื่อล่วงไป 40 วัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้เสด็จลงมาตามพระสัญญา เวลานั้นพระวิญญาณได้ทำให้เขาได้ระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูได้เคยกล่าวไว้ก่อนหน้า เขาจึงได้เข้าใจถึงสันติสุขที่พระองค์ได้บอกไว้ว่าได้ประทานให้กับเขา เรารับรู้ว่าเมื่อพระวิญญาณเสด็จลงมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเหล่าสาวกหลังจากนั้นคือการดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการออกไปประกาศพระกิตติคุณยังที่ต่างๆ แต่ในด้านหนึ่งที่เราอาจไม่เคยพูดถึงคือการที่เขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตไปโดยมีสันติสุขที่พระเยซูคริสต์ประทานให้ ซึ่งไม่เหมือนที่โลกนี้ให้

พี่น้องคิดว่าวิถีชีวิตของเหล่าสาวกที่ดำเนินไปด้วยสันติสุขของพระคริสต์นั้นเป็นอย่างไร เป็นชีวิตที่หรูหรา เป็นชีวิตที่เสวยสุขในฐานะและชื่อเสียง เป็นชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ เป็นชีวิตที่สุขสงบและปลอดภัย อย่างนั้นหรือ ถ้าไม่ใช่ แล้วความจริงคืออะไร สันติสุขมีอยู่จริงๆในชีวิตของเหล่าสาวกหรือเปล่า

วันนี้ผมอยากจะชวนเรามาศึกษาดู 3 ประการด้วยกัน
1. สันติสุขนั้นเป็นอย่างไร?
2. เราได้รับสันติสุขเหล่านั้นหรือยัง ?
3. ทำอย่างไรเราจึงจะมีสันติสุขนั้นได้ ?

ประการแรก สันติสุขนั้นเป็นอย่างไร ?

เราจะลองสังเกตว่า คนเหล่านั้นที่ติดตามพระเยซู ต้องการอะไรจากพระองค์ ในเบื้องต้นนั้นอาจมีบางคนคาดหวังการมีตำแหน่งสูง เพราะคาดหวังว่าพระเยซูจะทรงมาเป็นกษัตริย์ บางคนติดตามพระองค์เพราะเห็นการอัศจรรย์ บางคนติดตามพระองค์เพราะเห็นหมายสำคัญ (การเห็นการอัศจรรย์ กับการเห็นหมายสำคัญนั้นต่างกัน) บางคนติดตามพระองค์เพราะพระองค์ช่วยเขา บางคนติดตามพระองค์ไปเพราะพระองค์เรียกเขา

พระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราวให้เราเห็นว่า มีหลายคนที่เลิกติดตามพระเยซูไป แต่ก็ยังมีจำนวนหนึ่งที่ติดตามพระองค์แม้จะเริ่มต้นจากเหตุผลที่อาจดูไม่ค่อยเข้าท่านัก แต่เมื่อเขายังคงติดตามพระองค์จนถึงที่สุด เขาเหล่านั้นก็ได้พบกับสิ่งที่มีค่ามากยิ่งกว่าสิ่งที่นำให้เขามาติดตามพระองค์ นั่นคือ “ได้พบกับสันติสุขที่ไม่เหมือนโลกให้”

คำตอบสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนในโลกต่างดิ้นรนแสวงหาคือ สันติสุข แต่ละคนต่างพยายามหาวิธีที่จะได้ไปถึงคำตอบสุดท้ายนั้น บางคนพยายามไปให้ถึงสันติสุขโดยการหาชื่อเสียง บางคนพยายามไปให้ถึงสันติสุขโดยการหาทรัพย์สินเงินทอง บางคนพยายามไปให้ถึงสันติสุขโดยการแสวงหาความสนุกสนาน รื่นเริง บางคนพยายามไปให้ถึงสันติสุขนั้นโดยพยายามหลบหลีกความวุ่นวายของสังคมไปหาที่สงบเงียบตัดขาดจากสังคม คนบางกลุ่มก็เรียกร้องหาสันติสุขด้วยการทำสงคราม และอีกหลากหลายวิธี แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้นำไปถึงสันติสุขแท้

พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย” แปลว่า คำตอบสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนแสวงหา มีอยู่ที่พระเยซูคริสต์

พระเยซูคริสต์ยังทรงตรัสต่อไปว่า “เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้” แปลว่า คำตอบสุดท้ายอันนี้ ไม่สามารถหาพบได้จากสถานที่ใดๆหรือสิ่งใดๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ หรือปัญญาความรู้ของโลกที่จับต้องไม่ได้ และพระองค์เท่านั้นที่สามารถมอบให้กับเราได้

สันติสุขที่โลกนี้เสนอให้มีลักษณะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าทุกท่านคงเห็นด้วยถ้าจะบอกว่าคือ “การที่เราได้รับความพึงพอใจ” ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่าง พิจารณาจากชีวิตของเราเองก็คงพอจะเห็นภาพ แม้บางกลุ่มจะพยายามยกระดับความหมายของสันติสุขว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้อื่นได้รับความสุข แต่ในที่สุดก็วกกลับมาที่จุดเดิมก็คือ “ตัวเองได้รับความพึงพอใจ” ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด เราอาจมีสันติสุขแบบนี้ได้ แต่ยังไม่ใช่สันติสุขแท้ เพราะทำให้ความวิตก และความกลัว หายไปจากชีวิตของเราไม่ได้

แต่สันติสุขที่พระคริสต์ประทานให้นั้นแตกต่าง สำหรับพวกเราที่ติดตามพระเจ้านั้น สันติสุขที่พระคริสต์มอบให้นั้น คือการที่ “พระเจ้าทรงพอพระทัยในชีวิตของเรา” หรือ “การมีชีวิตที่ชอบธรรมในสายพระเนตรพระเจ้า” หรือ “การที่เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า เราไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระองค์แล้ว” ดังนั้นความวิตก และความกลัวจึงไม่มีอีก

โรม 5:1
1เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา


แต่... บางทีคนชอบธรรมในสายพระเนตรพระเจ้า อาจแตกต่างจากที่เราคิด

ลูกา 18:9-14
9สำหรับบางคนที่ไว้ใจในตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรม และได้ดูหมิ่นคนอื่นนั้น พระองค์ตรัสคำอุปมานี้ว่า 10 "มีสองคนขึ้นไปอธิษฐานในบริเวณพระวิหาร คนหนึ่งเป็นพวกฟาริสีและคนหนึ่งเป็นพวกเก็บภาษี 11คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ 12ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย" 13ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด" 14เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น"

ประการที่สอง เราได้รับสันติสุขอย่างนั้นหรือยัง ?

หากมีใครสักคนตั้งคำถามว่า ชีวิตของพี่น้องยังประสพปัญหาในเรื่องความวิตกกังวล หรือความกลัว อยู่หรือไม่ ?

ผมคิดว่าถ้าเราไม่หลอกตัวเอง คำตอบก็คือ ที่ผ่านมาเรายังคงประสพปัญหาเรื่องความวิตกกังวล และความกลัวอยู่

นั่นหมายความว่า สันติสุขของพระคริสต์ไม่มีจริงอย่างนั้นหรือ ?

คำตอบคือ สันติสุขนั้นมีอยู่จริง พระองค์ได้มอบให้เราแล้ว แต่เราอาจไม่เคยสนใจ

สมมุติว่ามีนักเรียน 2 คน กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ นักเรียนคนแรกมีจดหมายตอบรับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย พร้อมที่พักและทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร รวมถึงสัญญาจ้างงานเมื่อเรียนจบกลับมา ส่วนนักเรียนอีกคนยังไม่มีอะไรเลย ในขณะที่วันเดินทางก็ใกล้จะมาถึง คิดว่านักเรียนคนไหนน่าจะมีความวิตกกังวล

คงไม่แปลกถ้านักเรียนคนที่สองจะมีความวิตกกังวลเกิดขึ้น

แต่ถ้านักเรียนคนแรกที่ได้รับการรับรองทุกอย่างแล้วยังรู้สึกวิตกกังวลอยู่ ก็น่าจะหมายความว่า เขาไม่เข้าใจในสัญญาที่รับ หรือไม่เชื่อในสัญญาที่เขาได้รับ หรือเกิดจากการที่เขาเองทำให้สัญญานั้นเสียไป

เรื่องความไม่เข้าใจในพระสัญญาแห่งสันติสุขนั้น อาจเป็นต้นตอสำคัญ เพราะถ้าหากเรายังมีความเข้าในถึงความหมายของสันติสุขไม่ถูกต้อง เราก็อาจคาดหวังผิดๆจากพระสัญญาของพระเจ้าก็เป็นได้ เช่นหากเราตีค่าสันติสุขของพระคริสต์เป็นเรื่องของความพึงพอใจของเรา ก็จะทำให้เราพบกับความผิดหวังเพราะหวังผิด

ในเรื่องของความเชื่อ บางทีเราอาจไม่ยอมรับว่าเราขาดความเชื่อ โดยมีข้อแก้ตัวว่า

“ผมก็เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้านะ แต่เพื่อความไม่ประมาท ก็เลย ...”
แหม เราช่างเป็นหนุ่มที่รอบคอบเหลือเกิน

“อีชั้นก็เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้านะ แต่สมัยนี้อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนยุคของพระคัมภีร์แล้ว ...”
แหม เราช่างเป็นสาวสมัยใหม่เหลือเกิน

“ไอ้กระผมก็เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้านะ แต่พระเจ้าน่าจะทรงรับฟังความเห็นของประชาชนบ้าง ...”
แหม เราช่างเป็นนักการเมืองเหลือเกิน

ในส่วนของการทำให้สัญญานั้นเสียไป ก็ได้แก่ การที่เราไม่ได้รักษาคุณลักษณะของการเป็นผู้ชอบธรรม หรือผู้ที่ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้า โดยการที่เรากลับไปในหนทางชีวิตของเราอีก ทั้งๆที่พระเยซูได้ไถ่เราออกมาให้เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว

เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ทำให้เรายังไม่ได้สัมผัสถึงสันติสุขของพระคริสต์ แถมยังมีความวิตกกังวล และความกลัว อยู่ในชีวิตประจำวัน

ประการที่สาม ทำอย่างไรเราจึงจะมีสันติสุขนั้นได้ ?

คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าแล้ว แต่อยู่ที่ตัวของเรา เพราะพระเยซูคริสต์ได้ทรงมอบสันติสุขนั้นให้กับเราแล้ว แต่เราขาดความเข้าใจในสันติสุขนั้น เราขาดความเชื่อในพระสัญญาแห่งสันติสุขนั้น เราขาดการเอาใจใส่ในการที่จะยืนอยู่ในฝ่ายพระเจ้า ก็ต้องแก้ไขไปตามอาการนั้นๆ

หากวันนี้เรามีความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ พระวจนะของพระเจ้า ปลอบประโลมเราดังนี้

1 เปโตร 5:7
7จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย


สดุดี 103:13
13บิดาสงสารบุตรของตนฉันใด พระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น


โยชูวา 1:9
9เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"


2 พงศ์กษัตริย์ 17:39
39แต่เจ้าทั้งหลายจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า และพระองค์จะทรงช่วยกู้เจ้าให้พ้นมือศัตรูทั้งสิ้นของเจ้า"


มัทธิว 10:29-31
29นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้ 30ถึงผมของท่านทั้งหลาย ก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น 31เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว


ลูกา 8:50
50ฝ่ายพระเยซูเมื่อได้ยินจึงตรัสแก่เขาว่า "อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น และลูกจะหายดี"


อิสยาห์ 41:10
10อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา



Create Date : 11 มิถุนายน 2550
Last Update : 11 มิถุนายน 2550 15:22:18 น. 2 comments
Counter : 3821 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 
 
 

โดย: sak (psak28 ) วันที่: 11 มิถุนายน 2550 เวลา:17:58:25 น.  

 
 
 
ดีมากคะ
 
 

โดย: ปภัทธรียา IP: 223.207.226.94 วันที่: 2 มกราคม 2567 เวลา:17:47:28 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com