ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
พฤษภาคม 2555
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
19 พฤษภาคม 2555
 

รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรม 2 ทิโมธี

18 มีนาคม 2012
คริสตจักรยะลา

2ทิโมธี 2:11-13
11ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ 12ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ ถ้าเราไม่ยอมรับพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรงยอมรับเราเช่นเดียวกัน 13ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้


อธิษฐาน
สาธุการพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ พระนามของพระองค์เป็นที่ยกย่อง พระคุณที่ทรงประทานแก่เราประกอบด้วยความรักและพระเมตตา ขอให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเราทั้งหลายทุกคน วันนี้ขอทรงโปรดเปิดเผยพระวจนะของพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อให้เราทุกคนจำเริญขึ้นต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ และเป็นผู้ที่พรักพร้อมที่จะใช้ทรงในพระราชกิจของพระองค์


เดือนนี้เราก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการปิดเรียนภาคฤดูร้อนกันแล้ว ลูกหลานที่อยู่ในวัยเรียนก็คงจะชอบอกชอบใจ หลายๆคนก็กำลังตื่นเต้นกับการเปลี่ยนระดับชั้นเรียน บ้างก็กำลังเข้ามหาวิทยาลัย บ้างก็เข้าระดับมัธยมปลาย ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตและหน้าที่การงานในอนาคต รุ่นพี่หลายๆคนในที่ประชุมนี้ก็คงจะยังพอจดจำได้ว่าในสมัยของตนเองนั้น เรากระวนกระวายอย่างไร เราอธิษฐานด้วยความวิตกกังวลอย่างไร แม้จะมีคำหนุนใจและปลอบประโลมใจว่า ให้ไว้วางใจในพระเจ้า และตั้งใจทำอย่างดีที่สุด แต่หลายๆครั้งที่คำหนุนใจไม่ค่อยจะช่วยบรรเทาความรุ่มร้อนใจ จนกว่าเราจะผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไป แล้วมองย้อนกลับมา เราก็จะนึกขำตัวเองที่ขาดความไว้วางใจพระเจ้า หรืออาจจะนึกเสียใจที่ไม่ยอมฟังคำเตือนสติก่อนหน้านี้
ประสพการณ์ในแต่ละช่วงวัย เป็นสิ่งจำเป็นที่เราแต่ละคนจะต้องเรียนรู้ที่จะผ่านมันไป โดยการเชื่อพึ่งในพระเจ้า เมื่อเราผ่านไปได้แล้ว เราก็จะต้องทำหน้าที่ในการแนะนำและปลอบประโลมคนรุ่นหลัง ดังที่เราเองเคยได้รับการปลอบประโลมมาก่อน

ปีนี้เรามีอนุชน 3 คน ที่กำลังจะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย มี 1 คน ที่ได้ที่เรียนที่ชัดเจนแล้วขอบคุณพระเจ้า และขอพระเจ้าทรงเสริมกำลังอนุชนของเราอีก 2 คน ที่กำลังรอคอยที่จะได้เห็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

วันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวของ การทำความรู้จักกับพระเยซูผ่านทางพระคัมภีร์ใหม่ กันต่อ เรามาถึงพระธรรม 2 ทิโมธี ซึ่งเป็นจดหมายฝากของอัครทูตเปาโล ส่งไปถึงทิโมธี เพื่อให้คำแนะนำในการดูแลคริสตจักรของพระเจ้าในสมัยเริ่มแรก จดหมายฉบับนี้ถูกเรียกว่าเป็นจดหมายถึงศิษยาภิบาล อันประกอบไปด้วย 1-2 ทิโมธี และจดหมายฝากติทัส

เรื่องราวที่สำคัญในหนังสือนี้ เป็นการหนุนใจให้อดทนต่อการยากลำบากในการประกาศข่าวประเสริฐ และการกดขี่ข่มเหงที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่มีสิ่งใดจะสามารถหยุดยั้งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ได้ นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ต่อสู้กับคำสอนที่ไม่ถูกต้อง

วันนี้เราจะมาดูว่า อัครทูตเปาโลได้กล่าวถึงพระเยซูคริสต์ไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งจะช่วยชี้ให้เราเห็นพระเยซูคริสต์อย่างชัดเจนขึ้น

2ทิโมธี 1:1
1จาก เปาโล อัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้ได้รับมอบการประกาศพระสัญญา ที่จะทรงประทานชีวิตซึ่งมีในพระเยซูคริสต์



อัครทูตเปาโลได้ขึ้นต้นจดหมายไว้อย่างชัดเจน เป็นอันหมดข้อสงสัยว่าใครเขียน นอกจากนี้ยังได้บ่งบอกเกี่ยวกับพระเยซูไว้อย่างน่าสนใจ “ที่จะทรงประทานชีวิตซึ่งมีในพระเยซูคริสต์”

ชีวิตซึ่งมีในพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่แตกต่างและสำคัญมาก ซึ่งจะไม่พบว่าศาสดาในศาสนาใดๆจะสามารถประทานชีวิตให้แก่ผู้ที่ติดตามท่านเหล่านั้นได้ ศาสดาทุกท่านอาจให้คำแนะนำที่น่าประทับใจ อาจจะให้คำสั่งสอนที่ดี อาจจะเป็นตัวอย่างที่ประเสริฐ แต่ไม่มีท่านใดที่จะสามารถประทานชีวิตให้ได้

ตามปกติแล้วมนุษย์ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง ตราบเท่าที่ลมหายใจมีอยู่ และไม่มีใครที่สามารถยื้อชีวิตของตนเองได้เลย พระเยซูบอกว่า “มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ” แล้วเราจะสามารถให้ชีวิตแก่คนอื่นๆได้อย่างไร

บางทีเราอาจจะคิดว่า มีสิ คนที่สามารถเสียสละชีวิตของตนเอง เพื่อให้คนอื่นๆมีชีวิตรอด เช่นทหารที่ยอมเอาตัวเองนอนทับระเบิดไว้ เพื่อให้เพื่อนๆปลอดภัย ในด้านนี้ก็คงยอมรับได้ว่ามีบางคนสามารถกระทำการที่กล้าหาญอย่างนั้นได้

แต่เรื่องของชีวิตและความตายที่พระวจนะของพระเจ้าพูดถึง มักจะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องของชีวิตฝ่ายร่างกาย ความตายที่ลึกซึ้งกว่าการตายฝ่ายร่างกาย ก็คือการที่จิตวิญญาณต้องพินาศในบึงไฟนรกอย่างถาวรนิรันดร์เมื่อต้องจากโลกนี้ไป ส่วนชีวิตหมายถึงการที่จิตวิญญาณได้เข้าอาศัยในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างถาวรนิรันดร์เมื่อจากโลกนี้ไป

ดังนั้น แม้ว่าจะมีสักคนหนึ่งยอมสละชีวิตของตนเอง ตายแทนคนอื่นๆ แต่ในที่สุดจิตวิญญาณของคนเหล่านั้นก็ยังไปถึงความพินาศอยู่เช่นเดิม ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถใช้ชีวิตของตน ช่วยผู้อื่นให้รอดจากบึงไฟนรกได้ มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ทรงกระทำเช่นนั้นได้

ทำไมพระเยซูคริสต์จึงมีชีวิตที่สามารถประทานให้กับผู้เชื่อได้ ทั้งนี้ก็เพราะเป็นพระสัญญาของพระเจ้า ในเรื่องข่าวประเสริฐแห่งความรอด ชีวิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าที่ทรงสละบนไม้กางเขน แม้มองภายนอกว่า ไม่ได้ช่วยชีวิตของใครเลย (หรืออาจบอกว่า แค่บารับบัส คนเดียวที่รอดตายจากการที่พระเยซูถูกพิพากษาให้ตรึงบนไม้กางเขน) แต่โดยพระสัญญาของพระเจ้า มนุษย์คนใดก็ตามในโลกนี้ ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระบุตรนั้น จะได้ชีวิตนิรันดร์ และนี่คือชีวิตในพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงประทานให้ผู้นับร้อยนับพันล้านคนได้มีชีวิต

2ทิโมธี 1:10
10และบัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ประจักษ์ โดยการที่พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมา ผู้ได้ทรงกำจัดความตายให้สูญสิ้น และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้ง โดยข่าวประเสริฐ 11สำหรับข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศ เป็นอัครทูตและเป็นครู 12เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้ ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงสามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์ จนถึงวันพิพากษาได้


ข้อความที่เราได้อ่านไป อาจจะสร้างความงุนงง และไม่แน่ใจว่าพระคัมภีร์กล่าวไว้ถูกต้องหรือไม่ที่ว่า “โดยการที่พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมา ผู้ได้ทรงกำจัดความตายให้สูญสิ้น และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้ง” เราอาจเห็นข้อโต้แย้งที่ว่า ทุกวันนี้ยังเห็นผู้คนประสพความตายกันมากมาย และคริสเตียนเองที่ประกาศตัวว่าติดตามพระเยซู ก็ยังประสพความตายเช่นกัน แล้วอย่างนี้ พระเยซูได้กำจัดความตายให้สูญสิ้นนั้น มันเป็นอย่างไร

ผมได้ตรวจสอบข้อความของพระคัมภีร์ตอนนี้ในภาคภาษาอังกฤษ พบข้อความว่า He has ended the power of death ซึ่งแปลได้ว่า “พระองค์ได้ทรงทำให้อำนาจของความตายสิ้นสุดลง” อย่างนี้อาจจะช่วยให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

ซาตานได้ใช้ความตายเป็นเครื่องมือในการทำร้ายมนุษย์ เพราะความตายฝ่ายเนื้อหนังของมนุษย์ทุกคน ทำให้ชีวิตของเขาสิ้นสุดลงที่บึงไฟนรกอย่างไร้ความหวัง แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงกระทำภาระกิจแห่งการไถ่บาปสำเร็จแล้ว อำนาจแห่งความตายได้ถูกปราบลง เพราะมันไม่สามารถทำให้ผู้ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงไถ่ไว้ไปถึงความพินาศโดยความตายได้อีก ตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่ทรงไถ่ไว้แล้ว ความตายคือการได้กำไร เพราะการงานในโลกนี้ได้สิ้นสุดลง และเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระเจ้า

นี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่า “อำนาจของความตายได้สิ้นสุดลงแล้ว” สำหรับคนที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงไถ่ไว้ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์ ความตายไม่ได้มีชัยชนะเหนือเขาอีกต่อไป เพราะพระเยซูคริสต์ได้ทรงชนะอำนาจแห่งความตายแล้ว

2ทิโมธี 2:8-13
8จงระลึกถึงพระเยซูคริสต์ผู้ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น 9และเพราะเหตุข่าวประเสริฐนั้นข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ ถูกล่ามโซ่ดังผู้ร้าย แต่พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้ 10เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงยอมทนทุกอย่าง เพราะเห็นแก่ผู้ที่ทรงเลือกไว้นั้น เพื่อเขาจะได้รับความรอด ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ พร้อมทั้งศักดิ์ศรีนิรันดร์ 11ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ 12ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ ถ้าเราไม่ยอมรับพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรงยอมรับเราเช่นเดียวกัน 13ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้


ขอบคุณพระเจ้าที่ “พระวจนะของพระเจ้าไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้” เราทั้งหลายทุกคนที่นี้เป็นผู้ได้รับความรอด ก็เพราะมีผู้ที่มาประกาศพระวจนะนั้น และเราเองก็ได้รับการมอบหมายให้ประกาศพระวจนะเช่นกัน ขอให้เรายินดีเสมอกับหน้าที่ที่ทรงมอบให้นั้น และทำด้วยใจรักอย่างสุดกำลัง

พระคัมภีร์ตอนนี้ได้พูดถึง “ความรอดซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” เป็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดอีกประการหนึ่งที่เราเห็นได้ว่า มีเพียงพระเยซูผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นทางรอดให้กับผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ และไม่มีในมนุษย์คนใดทั่วใต้ฟ้า

“ความรอด” ไม่ใช่เพียงแค่การแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ หรือการรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ หลายๆครั้งเราพบว่าคริสเตียนเองก็เป็นผู้ประสพภัยเช่นกัน แต่ความรอดที่พระวจนะของพระเจ้าพูดถึงคือ การรอดพ้นจากโทษแห่งกรรมบาป ทำให้จิตวิญญาณของเราไม่ต้องถูกพิพากษาให้ไปชดใช้โทษในนรกอย่างนิรันดร์ ความรอดคือการที่เรา “สิ้นกระแสกรรม” ไม่มีหนี้เวรกรรมที่จะต้องชดใช้อีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่มีในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ผู้อื่นไม่มีใครประกาศตัวได้อย่างนี้เลย

สำหรับการดำเนินชีวิตในฐานะของผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู เราจะต้องยอม “ตายกับพระองค์” ซึ่งหมายถึงการที่เราสละสิทธิในชีวิตของเราเองทั้งหมด เหมือนว่าไม่มีตัวของเราอีกต่อไป ไม่มีของๆเราอีกต่อไป เพราะตัวเก่า ชีวิตเก่าของเรา ได้ตายไปกับพระองค์ที่ไม้กางเขนแล้ว และโดยที่พระองค์ทรงฟื้นจากความตาย เราจึงมีชีวิตที่เป็นขึ้นร่วมกับพระองค์ด้วย ชีวิตที่เรามีนั้นก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเองอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนชีวิตของพระเยซูคริสต์ คือเป็นชีวิตที่เป็นอยู่เพื่อผู้อื่น

2ทิโมธี 3:10-11
10บัดนี้ ท่านก็ประจักษ์ชัดแล้วซึ่งคำสอน พฤติการ ความมุ่งหมายในชีวิต ความเชื่อ ความอดทน ความรัก ความหนักแน่นมั่นคง11การถูกข่มเหง การทนทุกข์ยากลำบากของข้าพเจ้าและสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าณเมืองอันทิโอก เมืองอิโคนียูม และเมืองลิสตรา การกดขี่ข่มเหงที่ข้าพเจ้าได้ทนเอา ถึงกระนั้นก็ดี องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด

2ทิโมธี 4:16-18
16ในการแก้คดีครั้งแรกของข้าพเจ้านั้น ไม่มีใครเข้าข้างข้าพเจ้าสักคนเดียว เขาได้ละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด ขอโปรดอย่าให้พวกเขาต้องได้รับโทษเลย 17แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ข้าพเจ้า และได้ทรงประทานกำลังให้ข้าพเจ้า ประกาศพระวจนะได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้คนต่างชาติทั้งปวงได้ยิน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากปากสิงห์ 18องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากการร้ายทุกอย่าง และจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ของพระองค์ พระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆไปชั่วนิตย์นิรันดร์ อาเมน


เราอาจคาดหวังว่า เมื่อเรามาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราน่าจะมีชีวิตที่มีแต่ความสุข ซึ่งแท้จริงแล้วเราสามารถมีความสุขนั้นจริงๆ แต่เราเองมักจะมีมุมมองของเราเองในเรื่องของความสุข ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความสุขในมุมมองของพระเจ้า ทำให้คริสเตียนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าหาความสุขใจอย่างที่คาดหวังไว้ไม่ค่อยจะพบ

เช่น บางที่เราตั้งความหมายของความสุขในครอบครัวไว้ว่า คือการได้แต่งงานกับสาวสวยประจำซอย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้เราอาจจะผิดหวังก็ได้ แต่หากเราตั้งความหมายของความสุขไว้ว่า เราจะเคียงคู่กับคนที่เรารักเสมอในทุกสถานการณ์ จะประคับประคองกันและกัน จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปด้วยกัน อย่างนี้น่าจะเป็นความหมายของความสุขในครอบครัวที่น่าคาดหวังมากกว่า

จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นได้ว่า ความสุขนั้น ยังสามารถมีได้แม้จะพบกับอุปสรรคต่างๆ แม้จะมีสถานการณ์ที่ไม่ราบรื่น แต่ความสุขก็ยังสามารถดำรงอยู่ได้

การดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้าก็เช่นกัน หากเราตั้งความหมายของความสุขไว้ที่การได้ การมี การครอบครองสิ่งต่างๆ ก็เป็นการตั้งความหมายที่ไม่ถูกต้อง แต่ความสุขในพระเจ้าสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกสถานการณ์ โดยรู้ว่าพระองค์อยู่ด้วย และชีวิตเราเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แม้ในสายตาของโลกนี้อาจจะมองว่า ตกต่ำ ย่ำแย่แล้ว ไปไม่รอด ไม่สำเร็จ แต่หากความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้านั้นยืนยันว่า ชีวิตของเราเดินอย่างถูกต้องต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และชีวิตที่พระเจ้าพอพระทัยแล้ว นั่นคือความสุขที่แท้จริง ที่ใครจะแย่งชิงเอาไปไม่ได้

สำหรับอัครทูตเปาโล เราเห็นได้ว่า เขาประสพเหตุร้ายแรงต่างๆมากมาย ทั้งจากคนต่างชาติ จากคนชาติเดียวกัน จากคนที่เคยร่วมงานกัน และจากภัยธรรมชาติต่างๆ หากจะบอกว่า การปรนบัติรับใช้พระเจ้าที่อัครทูตเปาโลทำ ไม่ได้นำให้เขาพบกับความสุขเลย ก็จะเป็นการพูดที่มาจากมุมมองฝ่ายโลก เพราะตัวของอัครทูตเปาโลมองเห็นความสุขใจที่ยิ่งใหญ่คือว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด”

อัครทูตเปาโลมองเห็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุด นั่นคือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเขาในทุกๆสถานการณ์ ความสัมพันธ์ของอัครทูตเปาโลที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือพระเยซู มีความแน่นแฟ้นมั่นคง เขารู้ว่าเขาดำเนินกับพระเยซูทุกเวลา ทำให้เหตุการณ์และสถานกาณ์ต่างๆไม่อาจจะทำให้เขาขาดสันติสุขที่มีในพระเยซูคริสต์

หากเราจะดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ไม่ขาดสันติสุข เราจะต้องให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่สัมพันธ์สนิทกับพระเยซูทุกเวลา เพื่อเราจะรับรู้ว่าพระเยซูทรงอยู่กับเราในทุกที่ ทุกเวลา แล้วเราจะสามารถมีสันติสุขที่โลกนี้ไม่อาจให้


Create Date : 19 พฤษภาคม 2555
Last Update : 19 พฤษภาคม 2555 19:52:42 น. 0 comments
Counter : 823 Pageviews.  
Share to Facebook
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com