
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรม 1 ทิโมธี
19 กุมภาพันธ์ 2012 คริสตจักรยะลา
1ทิโมธี 1:15 15คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก
อธิษฐาน สาธุการพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงดีรอบคอบ ขอบพระคุณสำหรับพระคัมภีร์ที่ได้ทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อคริสตจักรของพระองค์ในยุคสมัยนี้ จะสามารถรู้จักความจริงและยึดมั่นในความจริงแห่งพระวจนะนั้น เพื่อสิ่งชั่วร้ายในสังคมจะไม่อาจทำร้ายคนของพระองค์ และเพื่อคำสั่งสอนผิดจะไม่สามารถทำให้คนของพระองค์หลงไปได้ ขอให้เรามีใจที่หิวกระหายพระวจนะของพระองค์เสมอ เพื่อพระองค์จะให้เราได้อิ่มเอมกับพระวจนะแห่งความจริงของพระองค์
ฤดูร้อนกำลังย่างใกล้เข้ามา เดือนที่แล้วเรายังรู้สึกเดือดร้อนรำคาญกับฝนที่ตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้เสื้อผ้าที่ซักตากไว้แห้งไม่ทันใช้งาน แต่เดือนนี้หลายๆท่านคงเริ่มคิดถึงสายฝนที่ชุ่มฉ่ำ อันเนื่องมาจากความร้อนที่เริ่มจะแผดเผา อย่างไรก็ตามขอให้เรามีท่าทีที่ขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ แม้ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร เพราะหากจะเปรียบเทียบกับความหนาวเย็นอย่างผิดปกติที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปที่ทำให้คนตายไปกว่า 600 คนนั้น อากาศร้อนที่เราต้องทนรับอยู่ก็ยังไม่ถือว่าลำบากมากเกินไป ร้อนมากๆ ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็น่าจะพอบรรเทาไปได้
ปีใหม่ผ่านไป 1 เดือนแล้ว และเกือบจะผ่านเดือนที่ 2 ไปแล้ว พี่น้องยังคงมั่นคงกับความตั้งใจที่ได้เริ่มต้นไว้เมื่อต้นปีหรือไม่ ขอพระเจ้าทรงเพิ่มเติมกำลังให้พี่น้องเข้มแข็ง และยืนหยัดที่จะกระทำสิ่งดีที่ตั้งใจไว้นั้นให้บรรลุผล เพื่อพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ
วันนี้เราจะมาเรียนรู้ เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ผ่านพระธรรม 1 ทิโมธี ตามกำหนดการที่วางไว้ เราจะสามารถจบเรื่องราวของพระเยซูจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ได้ใน 27 ตอน หรือในอีก 1 ปี ผมกำลังคิดว่าบางทีอาจจะร่นสั้นขึ้นได้อีกเล็กน้อย เนื่องจากในเล่มหลังๆ จะมี 4 เล่ม ที่มีเพียงบทเดียว คือ ฟิเลโมน, 2 ยอห์น, 3 ยอห์น และ ยูดาห์ ซึ่งอาจจะทำให้สามารถรวบเนื้อหาไปกับเล่มที่อยู่ข้างเคียงได้
พระธรรม 1 ทิโมธี เป็นจดหมายฝากของอัครทูตเปาโล เขียนขึ้นในประมาณปี คศ. 62 ขณะที่อัครทูตเปาโลไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรที่มาซิโดเนีย เขียนมายังทิโมธีที่เมืองเอเฟซัส จดหมายฉบับนี้ซึ่งจัดเป็นจดหมายฝากที่เขียนถึงตัวบุคคล ทั้งนี้ลักษณะพิเศษของจดหมายฝาก 1-2 ทิโมธี รวมถึง จดหมายฝากทิตัส เป็นจดหมายฝากที่เรียกว่า จดหมายถึงศิษยาภิบาล ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเขียนจดหมายไปเพื่อการแนะนำเกี่ยวกับการดูแลผู้เชื่อ และการต่อสู้กับคำสอนผิดที่เกิดขึ้นในคริสตจักร อีกทั้งคำแนะนำในการเลือกสรรบุคลากรของคริสตจักร ดังนั้นจดหมายฝากในกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้นำในคริสตจักรสมัยต่อๆมา และหมายถึงสมัยปัจจุบันนี้ด้วย คริสตจักรส่วนใหญ่ทั่วโลกก็ได้ถือแนวทางในการดำเนินงานตามหลักการที่อัครทูตเปาโลได้เขียนแนะนำไปถึงทิโมธี ผู้ซึ่งอัครทูตเปาโลได้มีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างความเชื่อและฝึกฝนในการปรนนิบัติการงานของพระเจ้า
อย่างไรก็ดีในจดหมายฝากฉบับนี้ เราสามารถพบข้อความที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นลักษณะของพระเยซูคริสต์เพิ่มเติมขึ้นจากเรื่องราวในหนังสือพระกิตติคุณ ซึ่งวันนี้เราจะมาพิจารณาร่วมกันดังนี้
1ทิโมธี 1:12 12ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงชูกำลังข้าพเจ้า ด้วยว่าพระองค์ทรงพระกรุณาถือว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อ จึงทรงตั้งข้าพเจ้าให้ปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ชูกำลังของอัครทูตเปาโล และไม่เพียงเท่านั้น ทรงเป็นผู้ชูกำลังให้กับบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์คนอื่นๆด้วยเช่นกัน พระเยซูคริสต์ยังทรงดำรงอยู่ในวันนี้ พระองค์จึงทรงเป็นผู้ชูใจเราทั้งหลายในยุคปัจจุบันด้วย
การชูกำลังคืออะไร บ้างก็นึกถึงเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อต่างๆ หรืออาจจะนึกภาพของกองเชียร์ที่นั่งบนอัฒจรรย์ ร้องเพลง ตบมือ ส่งเสียงให้กำลังใจกับนักกีฬาที่กำลังแข่งขันอยู่ในสนาม นั่นก็เป็นภาพของการชูใจอย่างหนึ่ง
แต่การชูกำลังที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำต่อบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่เหมือนกับเสียงร้องเพลงเชียร์ ตบมือ ตะโกนให้กำลังใจ พระองค์ทรงเป็นเหมือนหัวหน้าทีมนักกีฬา ที่ลงสนามด้วยกันกับเรา อยู่กับเราในการต่อสู้ในการแข่งขัน ทรงเป็นผู้ช่วยที่อยู่ไม่ไกลจากเรา ทรงรับรู้ถึงความเหนื่อยยากที่เราต้องเผชิญอยู่ ทรงชี้แนะให้เราร่วมในแผนการของพระองค์ เมื่อเราล้มลง พระองค์ทรงเข้ามาใกล้เพื่อดูแลปลอบประโลม และทรงฉุดเราให้ลุกขึ้นใหม่ พระองค์ไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย และทรงให้คำสัญญาที่มีความหวังสำหรับเรา และเราแน่ใจได้ว่า การแข่งขันนี้ เราจะได้รับชัยชนะร่วมกับพระองค์
ผมนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อ ปี 2528 ผมได้อ่านหนังสือแนะแนว เตรียมสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งผมก็ตั้งใจอ่านอย่างมาก แม้จะมีหลายๆวิชาที่เด็กเทคนิคบ้านนอกจะไม่เคยได้เรียนมาก่อน รุ่นพี่ที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ก็คงจะรู้ถึงปัญหานี้ จึงได้เขียนข้อความให้กำลังใจไว้ในบางหน้า มีข้อความหนึ่งที่ผมจำได้มาจนทุกวันนี้ ข้อความบอกว่า ถนนสายนี้ เปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง และยากลำบาก แต่ใครเล่าจะยอมแพ้ สู้ๆนะ แล้วพี่จะรออยู่ที่เส้นชัย โอ้โห ความรู้สึกตอนนั้น เหมือนได้รับกำลังใจอย่างมาก ทำให้มุมานะที่จะอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบอย่างมุ่งมั่น หากว่าพี่น้องกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและหมดกำลังกับภาระหนักที่กองอยู่ตรงหน้า แล้วได้พบกับข้อความอย่างนี้ อาจจะช่วยให้มีกำลังที่จะต่อสู้อีกครั้ง
แต่ผมกลับมาคิดดูภายหลัง ผมพบว่า สำหรับการชูกำลังที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำเพื่อเรานั้น ยิ่งใหญ่กว่าข้อความที่รุ่นพี่คนนั้นบอกมาก เพราะว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผมอ่านหนังสือเตรียมสอบนั้น ไม่มีรุ่นพี่คนไหนอยู่เคียงข้าง มีเพียงถ้อยคำในหนังสือเท่านั้น แต่สำหรับชีวิตคริสเตียนที่กำลังดำเนินในโลกนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ข้อความจากพระคัมภีร์ที่หนุนใจให้กำลังเราเท่านั้น แต่พระเยซูคริสต์พระองค์เอง ทรงอยู่เคียงข้างเรา ทรงฟังร้องทูลอธิษฐานของเรา ทรงตอบคำอธิษฐานด้วยวิถีทางที่สูงเกินจากความคาดหมายของเรา นอกจากนี้ยังมีพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักร ที่ยินดีหยิบยื่นความรักและความเอื้ออาทร ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม คำแนะนำที่จริงใจ และคำตักเตือนที่ประกอบด้วยความรัก และนั่นคือความชูใจที่อัครทูตเปาโลกล่าวถึง และเป็นความชูใจเดียวกันกับที่เราทุกคนที่นี่ได้รับ
1ทิโมธี 1:15 15คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก
พระเยซูเป็นใคร? คำถามนี้มีคำตอบที่หลากหลายมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตอบนั้น รู้จักพระเยซูอย่างไร หากพี่น้องเจอคำถามนี้ พี่น้องมีคำตอบว่าอย่างไรครับ หากเราตอบว่าพระเยซูเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ ก็คงต้องปรับปรุงพื้นฐานความเชื่อกันใหม่
ในสมัยที่พระเยซูทรงออกไปประกาศข่าวประเสริฐกับเหล่าสาวก ก็มีคนพูดถึงพระองค์ต่างๆนาๆ ว่าพระองค์เป็นผู้ใด บางคนก็ว่าเป็นเอลียาห์ บางคนว่าเป็นเยเรมีย์ บางคนก็ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ พระเยซูทรงถามสาวกที่ใกล้ชิดพระองค์ว่า แล้วท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร เปโตรตอบว่า "พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่" พระเยซูทรงพอพระทัยในคำตอบของเปโตร และเป็นการยืนยันถึงสถานะของพระองค์ที่เราทั้งหลายสามารถมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างนั้นจริง
คำว่าพระคริสต์ แปลว่า ผู้ถูกเจิมไว้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ได้รับการเจิมนั้นหมายความว่า เป็นผู้ที่ถูกแต่งตั้งไว้เพื่อกระทำภารกิจ พี่น้องหลายท่านอาจได้เคยเห็นภาพข่าวทางโทรทัศน์ เมื่อจะมีการส่งทูตของประเทศไทยไปประจำยังสถานทูตที่ต่างประเทศ ข้าราชการท่านนั้นก็จะไปเข้าเฝ้าในหลวง ซึ่งก็จะได้รับพิธีเจิม เพื่อเป็นการแต่งตั้งให้ไปทำหน้าที่ของตัวแทนประเทศ
ในลักษณะอย่างเดียวกัน พระเยซู ได้ทรงถูกเจิม ก็เพื่อภารกิจที่ทรงรับมอบหมายให้กระทำ นั่นคือการช่วยคนบาปให้รอด แต่เรามักจะคาดหวังบางสิ่งจากพระเยซูอย่างไม่ถูกต้อง
ลูกา 12:13-14 13มีผู้หนึ่งในหมู่คนทูลพระองค์ว่า "อาจารย์เจ้าข้า ขอสั่งพี่ชายของข้าพเจ้าให้แบ่งมรดกให้กับข้าพเจ้า" 14แต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "บุรุษเอ๋ย ใครได้ตั้งเราให้เป็นตุลาการ หรือเป็นผู้แบ่งมรดกให้ท่าน"
มีผู้คนจำนวนไม่น้อย เมื่อมารู้จักกับพระเยซูคริสต์แล้ว ได้มอบฐานะให้กับพระเยซูเป็นเหมือนกับพระอีกองค์หนึ่งในคอลเลคชั่นที่เคยแขวนคอไว้พวงใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย พระสำหรับเสริมเสน่ห์เมตตามหานิยม พระสำหรับไล่ผี พระสำหรับฟันแทงไม่เข้า พระสำหรับเสริมบารมี
ผมไม่ได้กำลังหมายความว่า พระเยซูไม่ได้เป็นคำตอบสำหรับการปกป้องให้พ้นอันตราย หรือพระเยซูไม่สามารถช่วยให้เรามีความสำเร็จในการงาน หรือพระเยซูไม่สามารถช่วยให้เราเป็นที่เอ็นดูของผู้คนรอบข้าง หรือพระเยซูไม่ศักดิ์สิทธิ์พอที่จะไล่ผี พระเยซูทรงตอบโจทย์เหล่านั้นในชีวิตของเราได้ แต่หากว่าเรามาหาพระองค์ เพียงเพื่อการตอบโจทย์เหล่านั้น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราพลาดสิ่งสำคัญที่สุด
หากว่าพระเยซูไล่ผีให้ตามที่เราต้องการ หากว่าพระเยซูประทานความสำเร็จในหน้าที่การงานให้เรา หากว่าพระเยซูป้องกันให้เราแคล้วคลาดจากอันตราย แต่เราต้องตกในบึงไฟนรกเมื่อตายจากโลกนี้ไป สิ่งที่ต่างๆที่เราได้มานั้นจะมีความหมายอะไร พระเยซูได้ทรงเตือนสติไว้ว่า ถ้าท่านจะได้สิ่งของสื้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร
สิ่งสำคัญที่สุดในการมาหาพระเยซูคริสต์คือการมาพบกับพระองค์ผู้ซึ่ง ช่วยคนบาปให้รอด ตรงนี้เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่สุดของมนุษย์ แต่ก็มักถูกมองข้ามไป เมื่อเราได้คำตอบของโจทย์ข้อใหญ่แล้ว โจทย์อื่นๆนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ
ในพระคัมภีร์เดิม เราได้อ่านเรื่องราวของโมเสส ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อนำชนชาติอิสราเอลออกจากแผ่นดินอิยิปต์ ในเรื่องราวเหล่านั้น เราได้เห็นว่า พระเจ้าทรงตรัสผ่านทางโมเสส และโมเสสได้นำเรื่องราวของประชาชนร้องทูลต่อพระเจ้า ดูเหมือนว่าโมเสสก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของมหาปุโรหิต ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติในอภิสุทธิสถานต่อหน้าพระที่นั่งพระเจ้า ซึ่งก็มองได้ว่าเป็นคนกลางระหว่างมนุษยกับพระเจ้า แต่ความหมายของการเป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าที่พูดถึงใน 1 ทิโมธี ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เดียวเท่านั้น ที่ทรงรับการแต่งตั้งลงมาเพื่อภารกิจแห่งการช่วยคนบาปให้รอด ดังที่มีข้อพระคัมภีร์ในพระธรรมกิจการ 4: 12 ยืนยันว่า ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า ดังนั้นบรรพบุรุษต่างๆในพระคัมภีร์เดิมจึงอยู่ในฐานะคนละอย่างกันกับพระเยซูคริสต์ เขาเหล่านั้นเป็นเพียงผู้สื่อสารเท่านั้น แต่พระเยซูทรงเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนบาปทั้งโลกในการชำระโทษความผิดบาป และเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่นำความรอดมาสู่คนบาป ไม่มีใครอื่นที่จะสามารถทำหน้าที่นี้แทนพระเยซูคริสต์ได้
หากเราจำเรื่องราวที่อับราฮัมถวายอิสอัคได้ เราจะเห็นว่า เครื่องบูชาสำหรับพระเจ้านั้นพระเจ้าจะทรงจัดไว้เอง มนุษย์ไม่สามารถถวายตัวเองเพื่อชำระไถ่โทษบาปได้ พระเยซูทรงเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้หรือทรงเจิมไว้เพื่อเป็นค่าไถ่สำหรับคนบาปทั้งปวง
1 ทิโมธี 6:13-14 13ข้าพเจ้ากำชับท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า ผู้ทรงประทานชีวิตแก่สิ่งทั้งปวง และต่อพระพักตร์พระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงเป็นพยานอันดีต่อหน้าปอนทัส ปีลาต 14ให้ท่านรักษาคำบัญชานี้ไว้อย่าให้ด่างพร้อย และอย่าให้มีที่ติได้ จนถึงเวลาที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราจะเสด็จมา
เมื่อพระเยซูถูกทหารโรมันจับ พระองค์ถูกนำไปไต่สวน พวกยิวพยายามปรักปรำพระองค์เพื่อให้ได้รับโทษ แต่ก็ไม่สามารถหาเหตุว่าพระองค์ทรงกระทำผิดสิ่งใด ทั้งในทางธรรมบัญญัติ และในทางกฏหมายของโรมัน ในการไต่สวนครั้งนั้น ปิลาต เจ้าเมือง ได้พยายามซักถาม เพื่อจะหาช่องทางปล่อยพระเยซู ปิลาตได้พยายามยื่นข้อเสนอที่คาดว่าประชาชนคงจะตัดสินใจได้โดยง่ายที่จะยอมปล่อยพระเยซูไป โดยเสนอว่าจะให้ปล่อยบารับบัสซึ่งเป็นโจร หรือจะให้ปล่อยพระเยซู แต่ก็ไม่สำเร็จ
ในขณะที่ปิลาตไต่สวนพระเยซูนั้น พระเยซูไม่ได้ทรงตรัสตอบอะไรที่จะเป็นการนำไปสู่การปล่อยตัวพระองค์ให้พ้นจากการทนทุกข์ทรมาณ แต่ทรงตรัสเป็นพยานยืนยันถึงภารกิจที่ได้ทรงรับมอบหมายมาให้กระทำให้สำเร็จ
บางครั้งชีวิตคริสเตียนก็ได้รับการเจิม เพื่อจะทำภารกิจบางอย่าง และเราเองก็เข้าสู่การทดลองที่ท้าทาย ว่าเราจะยังคงยืนหยัดที่จะกระทำภารกิจที่ทรงมอบหมายนั้นให้สำเร็จลง แม้ว่าจะต้องแลกด้วยความทุกข์ยากแสนสาหัส หรือเราจะละทิ้งหน้าที่นั้นไป พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นว่าพระองค์ทรงเชื่อฟังพระบิดาจนกระทั่งถึงความมรณาที่กางเขน พระองค์ผู้นั้นเองที่ทรงอยู่เคียงข้างเรา และจะทรงชูกำลังเราเมื่อเราเข้าสู่สถานการณ์ที่ชักชวนให้เราละทิ้งหน้าที่
ในยามที่อ่อนล้า และกำลังคิดที่จะวางมือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ขอให้เราหันมาหาพระเยซูคริสต์ เพื่อพระองค์จะทรงชูกำลังเรา
ขอให้เรารักษาหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้นอย่างสุดกำลัง เพิ่อเราจะได้ชื่นชมยินดีร่วมกับพระองค์ในชัยชนะที่ทรงกระทำสำเร็จแล้ว
| Create Date : 19 พฤษภาคม 2555 |
| Last Update : 19 พฤษภาคม 2555 19:46:49 น. |
|
1 comments
|
| Counter : 1205 Pageviews. |
|
 |
|
|
| โดย: เกลือจืด IP: 27.130.54.48 วันที่: 20 พฤษภาคม 2555 เวลา:7:07:12 น. |
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|