ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
18 พฤษภาคม 2552
 

เราเป็นของพระบิดา

17 พฤษภาคม 2009
คริสตจักร ยะลา

ยอห์น 17:10-12
10 ทุกสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์มีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น
11 บัดนี้ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกนี้อีกแต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทักษ์รักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนดังข้าพระองค์กับพระองค์
12 เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้ และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม


อธิษฐาน
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงรับเราในฐานะบุตรของพระองค์ ทำให้เราได้มีส่วนร่วมในพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับการปกป้องรักษา การเลี้ยงดู ที่ทรงประทานให้ ขอทรงเตือนสติเราเพื่อให้เห็นและเข้าใจถึงความรักที่ทรงมีต่อเรา เพื่อเราจะดำเนินต่อหน้าพระพักตร์พระองค์อย่างที่ทรงพอพระทัย


วันนี้เรายังคงอยู่ในพระธรรมยอห์นบทที่ 17 พี่น้องคงจะยังจดจำได้ว่า 3 ครั้งที่ผ่านมาผมได้นำเสนอจากเรื่องราวคำอธิษฐานของพระเยซูที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกไว้ เป็นเหตุการณ์ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน เนื้อหาของคำอธิษฐานนี้มีสิ่งที่ทำให้เราต้องสนใจเพราะพระเยซูได้ทรงบอกถึงเรื่องราวสำคัญหลายประการที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้เชื่อ เพื่อให้ผู้เชื่อทุกคนมีความหวังใจ และสามารถยืนหยัดรักษาความเชื่อไว้ได้ในขณะยังดำเนินชีวิตในโลกนี้

ผมจะขอทบทวนเพียงสั้นๆสำหรับสิ่งที่กล่าวไปเมื่อ 3 ครั้งที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเตือนความจำก่อนที่เราจะดูเนื้อหาในข้อถัดไป

ในข้อหนึ่ง พระเยซูได้ทรงตรัสถึงการถวายเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดา และเกียรตินั้นเป็นเกียรติที่พระเจ้าทรงประทานให้กับพระเยซู เป็นสิ่งที่เตือนสติเราว่า เกียรติที่ควรค่าแก่การที่เราจะมอบถวายให้กับพระเจ้านั้น มีเพียงสิ่งเดียวนั้นคือเกียรติที่พระองค์ได้ทรงมอบให้กับเรา

ในข้อที่สอง พระเยซูยังได้สำแดงให้เราเห็นว่า เกียรติที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้น สมควรที่จะใช้เพื่อประโยชน์แก่พระราชกิจของพระเจ้า มิใช่เพื่อประโยชน์ หรือชื่อเสียงส่วนตน

และในข้อที่สาม พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นในการวางตัวอย่างถูกต้องเมื่อปรนนิบัติการงานของพระเจ้า งานเหล่านั้นต้องเป็นงานที่นำการสรรเสริญไปสู่พระเจ้า หรือเป็นงานที่พระเจ้าได้รับการสรรเสริญ เราทั้งหลายที่กำลังทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็สมควรที่จะวางตัวอย่างถูกต้อง พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นในการกระทำพระราชกิจทุกครั้งคือ ประชาชนที่เห็นพระราชกิจนั้นก็สรรเสริญพระเจ้า การกระทำที่เรียกว่าถวายเกียรติแด่พระเจ้าก็เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เพื่อตนเองได้รับการสรรเสริญ

ในข้อที่สี่ และ ห้า พระเยซูได้ทรงพูดถึง “ความสำเร็จ” แต่ในสายตาของโลกนี้ ชีวิตของพระเยซูในเวลานั้นกำลังไปถึงจุดจบที่น่าสมเพช แต่กระนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเยซูกำลังกระทำพระราชกิจของพระเจ้าให้สำเร็จ สำหรับเราที่เป็นคนของพระเจ้า จงรับรู้และเข้าใจว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของเราขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่การเสียเวลาทั้งชีวิตไปกับการแสวงหาความสำเร็จที่คนของโลกนี้นิยมมามอบให้กับพระเจ้า เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า แต่จงกระทำการทำงานของพระเจ้าให้สำเร็จ

ในข้อที่หก พระเยซูได้ทรงบอกถึงหัวใจของการงานของพระเจ้าที่เราทั้งหลายได้รับมอบหมาย เราไม่ได้ถูกมอบหมายให้กระทำทุกอย่างเหมือนที่พระเยซูกระทำ เช่นเราไม่ได้ถูกมอบหมายให้ตายบนกางเขนเพื่อรับโทษความบาปแทนคนอื่น นั่นเป็นหน้าที่ของพระบุตร เราไม่ได้รับมอบหมายให้ทำให้คนกลับใจใหม่ นั่นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า แต่สิ่งที่เราได้รับมอบหมายคือการสำแดงพระนามของพระเจ้าให้คนทั้งปวงได้เห็น สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่เพียงการพูด ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นการสำแดงความจริง สำแดงให้คนทั่วไปได้เห็นพระเจ้าที่ทรงปรากฏในชีวิตของเรา

ในข้อที่เจ็ด พระเยซูได้บอกให้เรารู้ในคำอธิษฐานว่า ทุกสิ่งในพระองค์นั้นมาจากพระเจ้า และขอให้เป็นความจริงที่ทุกสิ่งในชีวิตของเราเป็นมาจากพระเจ้า คำว่า “ทุกสิ่ง” เรามักจะคิดถึงวัตถุสิ่งของหรือทรัพย์สมบัติ แต่เราก็รู้ว่าพระเยซูไม่มีอะไรเลย “ทุกสิ่ง” คือ “ทุกสิ่ง” หมายถึง ทั้งความคิด คำพูด การกระทำของเรา ขอให้เป็นมาจากพระเจ้า และนี่เป็นเป้าหมายของการสำแดงพระนามของพระเจ้าในข้อที่หก

ในข้อที่แปด พระเยซูได้สำแดงให้เห็น วิธีการของพระเจ้าในการนำคนมาถึงความรอด นั่นคือการที่พระเยซูได้มอบพระดำรัสของพระเจ้าให้กับเหล่าสาวก และผู้ที่รับไว้ก็มาถึงความรอด ส่วนผู้ที่ปฏิเสธ ก็ไม่ได้รับความรอด ไม่ต้องกังวลว่าพระดำรัสของพระเจ้าที่เราประกาศออกไปจะไม่เร้าใจพอ หรือจะเป็นเรื่องเฉิ่มๆเชยๆ เพราะนั่นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราต้องทำหน้าที่ของเรา การแทงทะลุเข้าไปในใจของเขานั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าในพระดำรัสนั้น

ในข้อที่เก้า พระเยซูได้ตรัสอย่างชัดเจน ให้เรารู้ว่า เราเป็นของพระเยซู เราเป็นคนของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงรู้จักชื่อของเรา ทรงรู้จักว่าเราอยู่ที่ไหน นอนที่ไหน มีความเป็นอยู่อย่างไร เมื่อจะทรงใช้เราไปทำการงานของพระองค์ เราเป็นผู้กระทำการงานนั้นในพระนามของพระองค์ ยิ่งน่าชื่นใจที่เรารู้ว่าเวลานั้นพระองค์กำลังอธิษฐานเพื่อเราทั้งหลายในเวลานี้

วันนี้เราจะดูกันต่อในข้อที่ 10-12

10 ทุกสิ่งซึ่งเป็นของข้าพระองค์ก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของข้าพระองค์ และข้าพระองค์มีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น

ตั้งแต่ปลายข้อที่เก้าต่อเนื่องของที่สิบ พระเยซูตรัสไว้ว่า เราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซู เราเป็นของพระเจ้าพระบิดาด้วย ดังนั้นเราที่เป็นผู้เชื่อ ได้รับการรับรองในฐานะคนของพระเจ้า คนของพระเยซู ที่กระทำพระราชกิจในโลกนี้ ในนามของพระเจ้า และในนามของพระเยซู

ในเมื่อเรารู้ถึงฐานะของเราในสายพระเนตรพระเจ้า เราก็น่าจะคลายความวิตกกังวลในชีวิตไปได้ เพราะพระองค์จะทรงดูแลเอาใจใส่เรา แต่เราเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้องหรือไม่ หากเราคิดว่าเราไม่ต้องวิตกกังวล แปลว่าเราไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกต่อไป นั่นเป็นการเข้าใจผิด การที่เรามีฐานะเป็นคนของพระเยซู หรือเป็นคนของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องเรียนหนังสือก็สามารถทำข้อสอบได้ ไม่ต้องทำงานก็มีกินมีใช้สบายมือ ไม่ต้องอาบน้ำก็สะอาดได้ ไม่ต้องออกกำลังกายก็มีร่างกายแข็งแรงได้ ไม่ต้องกินก็อิ่มได้ ฯลฯ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

อาจารย์นิกร ได้เทศนาที่คริสตจักรสงขลาเมื่อ 2 เดือนก่อนว่า “พระคุณของพระเจ้า มาพร้อมกับความรับผิดชอบ”

ผู้เชื่อทุกคนได้รับมอบหมายภาระกิจให้กระทำในพระนามของพระเจ้า ในบางช่วงของชีวิต เราอยู่ในการตระเตรียมเพื่อภาระกิจบางอย่าง เช่นในขณะที่เราอยู่ในวัยเรียน เรากำลังถูกตระเตรียมเพื่อจะเป็นคนของพระเจ้าที่จะส่งไปทำภาระกิจ บางคนอาจถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นครู ไปสอนในโรงเรียนชนบท เพื่อนำข่าวประเสริฐไปถึงเด็กๆในชนบท บางคนถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นพยาบาล มีโอกาสดูแลผู้ป่วย เพื่อจะมีโอกาสในการสำแดงความรักของพระเจ้าแก่ผู้ป่วยเหล่านั้น บางคนถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นพ่อค้าแม่ค้า มีโอกาสได้พบปะผู้คนแทบทุกระดับ เพื่อสำแดงชีวิตให้คนทั่วไปเห็นว่า พ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนของพระเจ้านั้น แตกต่างกับพ่อค้าแม่ค้าของโลกนี้อย่างไร เราได้รับพระคุณของพระเจ้าให้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ จงกระทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบให้สมกับพระคุณที่ทรงมีต่อเรา

จุดสำคัญในข้อนี้ก็คือ พระเยซูทรงบอกว่าพระองค์มีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น นี่เป็นความคาดหวังที่พระเยซูทรงมีต่อเราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อ คือการที่พระองค์สามารถมีเกียรติในชีวิตของผู้เชื่อ บางครั้งเราอาจเคยเห็นภาพในข่าวทางโทรทัศน์ เมื่อมีผู้นำประเทศอื่นมาเยี่ยมประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ก็จะมีการจัดขบวนสวนสนามโดยทหารกองเกียรติยศ เพื่อแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเรามีกองทหารที่เข้มแข็ง มีระเบียบวินัย มีความพรักพร้อมที่จะทำภาระกิจในการดูแลประเทศชาติ จะเป็นอย่างไร หากว่าขบวนที่เดินสวนสนามนั้น เดินกันอย่างสะเปะสะปะ ก้าวขาไม่พร้อมเพรียง เดินซ้ายหันขวากันคนละทิศละทาง กองดุริยางค์ก็เล่นดนตรีกันไม่ได้จังหวะ ผมเชื่อว่าเราจะไม่ได้เห็นกองเกียรติยศในลักษณะอย่างนั้นแน่ สำหรับเรา การถวายเกียรติให้กับพระเยซู หรือถวายเกียรติให้กับพระเจ้า คงไม่ต้องไปฝึกซ้อมเดินขบวนเหมือนทหารเหล่านั้น ผมหวังว่าพี่น้องยังจำได้ถึงความหมายของ “เกียรติ” ที่ได้พูดถึงตั้งแต่ในข้อที่ 1 นั่นคือการดำเนินชีวิตให้สมกับฐานะบุตรของพระเจ้า ตามที่พระเจ้าประทานให้กับเรา ซึ่งนั่นคือเกียรติเพียงอย่างเดียวที่คู่ควรที่เราจะมอบถวายกับพระองค์ เพราะสิ่งอื่นใดในชีวิตของเราไม่มีค่าเทียบได้กับฐานะแห่งการเป็นบุตรของพระเจ้า

11 บัดนี้ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกนี้อีกแต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทักษ์รักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนดังข้าพระองค์กับพระองค์
12 เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่กับคนเหล่านั้น ข้าพระองค์ก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ไว้โดยพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้ และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม


พระเยซูกำลังจะเสร็จสิ้นภาระกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว พระองค์ได้อธิษฐานมอบบรรดาผู้เชื่อไว้ในการปกปักษ์รักษาของพระเจ้า บางทีเราอาจสงสัยว่าทำไมพระเยซูต้องไปหาพระบิดาในสวรรค์ เมื่อพระองค์เสร็จสิ้นภาระกิจที่ไม้กางเขน ทรงฟื้นจากความตายแล้ว ทำไมไม่อยู่กับสาวกต่อ เพื่อประกาศตัวให้คนทั้งหลายเห็นว่าพระองค์ฟื้นจากตายแล้ว เมื่อพระองค์ไปไหนมาไหนกับสาวกก็จะได้รักษาคนป่วย เรียกคนตายให้เป็นขึ้น และอยู่กับผู้เชื่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน อย่างนี้น่าจะทำให้คนหันมารับเชื่อกันอย่างมากมาย หรือเราอาจสงสัยว่าทำไมพระเยซูต้องทอดทิ้งผู้เชื่อเสด็จกลับไปที่สวรรค์ ถ้าจะบอกว่าพระเยซูกลับไปสวรรค์เพื่อเตรียมที่ไว้สำหรับเรา ทำไมพระองค์ไม่ใช้พวกฑูตสวรรค์ไปทำ ถ้าพระองค์บอกว่าไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว ทำไมยังมีผู้เชื่อบางคนยืนยันว่ามีประสพการณ์ได้พบกับพระองค์ เช่น อ.เปาโล เป็นต้น

เราสามารถคิดไปต่างๆนาๆได้ครับ จินตนาการของมนุษย์นั้นกว้างไกลได้อย่างน่าประหลาด เราสามารถสงสัยและคิดเห็นแตกต่างได้เสมอในทุกๆเรื่อง แต่แผนการของพระเจ้านั้นก็สูงกว่าความคิดของเรา
สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมพระเยซูไม่อยู่กับสาวกต่อจะได้สำแดงการอัศจรรย์ให้คนเห็นและรับเชื่อ เราอาจคาดหวังว่าคนจะมาเชื่อในพระเยซูมากมายหากเขาได้เห็นการอัศจรรย์ เรื่องราวในพระคัมภีร์ก็ได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่า แม้พระเยซูจะสำแดงการอัศจรรย์มากมาย ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นจะยอมเชื่อ ในคำอุปมาเรื่องเศรษฐีกับลาซารัส (ลูกา 16:19-31) พระเยซูก็ได้ทรงบอกไว้ดังนี้ว่า “อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและผู้เผยพระวจนะ แม้คนหนึ่งเป็นขึ้นจากความตายเขาก็จะยังไม่เชื่อ” นี่คือคำตอบ

พระเยซูได้เคยตรัสไว้จริงๆในยอห์นบทที่ 14 ว่าพระองค์จะไปจัดเตรียมที่ให้กับบรรดาผู้เชื่อในแผ่นดินสวรรค์ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงทอดทิ้งผู้เชื่อไว้เผชิญโลกอย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้เพราะพระองค์จะให้ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตย์กับผู้เชื่อ และในท้ายที่สุดพระองค์จะเสด็จกลับมารับผู้ที่เชื่อไปอยู่กับพระองค์ ซึ่งนั่นเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ว่าพระองค์จะกระทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ ไม่ใช่การจากไปโดยไม่มีกำหนด หรือไปโดยที่เราไม่รู้ว่าพระองค์ไปไหนไปทำอะไร

พระเยซูทรงมาปรากฏแก่เซาโลจริงๆ หลังจากเหตุการณ์ที่พระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์แล้ว (กิจการ 9:1-9) ทั้งนี้เพื่อสำแดงความจริงให้กับเซาโล ซึ่งในที่สุดเขาก็ยอมรับเชื่อในพระเยซู ถูกเรียกในชื่อใหม่ว่า เปาโล และออกประกาศความจริงนี้ไปในหลายประเทศ จนในที่สุดก็ถูกฆ่าตายเพื่อพระเยซูผู้ได้มาปรากฏแก่เขา และเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่พระเยซูตรัสไว้ในคำอธิษฐานผิดไป

ผมเองเคยอยู่ที่กรุงเทพ 14 ปี ปัจจุบันผมไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพแล้ว แต่ก็มีบางโอกาสที่ผมไปทำธุระที่กรุงเทพบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพ เพราะผมกลับมาอยู่ที่ยะลาได้ 9 ปีแล้ว สมมุติวันนี้ผมไปเดินเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าที่กรุงเทพ เจอเพื่อนเก่า เขาถามผมว่า “เดี๋ยวนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหน” ผมควรตอบว่าอะไรถึงจะถูก “จะตอบว่า ก็กำลังเดินอยู่ที่ห้างแล้วคุยอยู่กับแกนี่แหละ” หรือผมควรจะตอบว่า “เดี๋ยวนี้ผมทำงานอยู่ที่ยะลา” อันนี้น่าจะพอเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้

ปัจจุบันนี้พระเยซูทรงกระทำพระราชกิจที่แผ่นดินสวรรค์ และเมื่อถึงกำหนดเวลาพระองค์จะเสด็จมาตามพระสัญญาที่จะมารับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์ แม้ว่าบางครั้งพระองค์จะทรงเสด็จมาเพื่อกระทำภาระกิจบางอย่าง แต่ไม่ผิดอะไรที่พระองค์บอกว่า พระองค์ไม่ได้อยู่ในโลกนี้

และจากคำอธิษฐานในข้อสิบนี้เรายังเห็นว่า พระเยซูได้ฝากเราไว้ในการดูแลของพระเจ้าด้วยซึ่งสิ่งสำคัญที่พระเยซูทรงเป็นห่วงก็คือ การที่บรรดาผู้เชื่อจะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างที่พระองค์กับพระบิดาทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เอาล่ะครับ ปัญหาใหญ่ล่ะ ในเรื่องการคุ้มครองจากมารร้าย คงไม่มีปัญหา พระเจ้าทรงมีฤทธิ์ที่จะจัดการมารร้ายได้ แต่เรื่องของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของลูกๆของพระเจ้านี่เป็นเรื่องใหญ่ บางทีเราอาจสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าไม่สามารถจัดการ เสกเพี้ยงเดียวลูกๆของพระองค์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเลยจบ

สิ่งหนึ่งซึ่งสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าคือการที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ให้มีอิสระในความคิด มนุษย์สามารถเลือกคิดและกระทำอะไรได้ตามความคิดของตน (ต้องรับผิดชอบกับผลที่ได้ทำไปด้วย) และนี่ก็ยังเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่พระเจ้าไม่ทรงก้าวก่าย แต่ทรงหวังว่ามนุษย์จะมาถึงจุดหนึ่งที่ “ยอม” เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า

มีเรื่องเล่าตลกๆเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์ เล่ากันว่า มีศาสนาหนึ่งในโลกที่ผู้เชื่อของศาสนานั้น เคร่งครัดในข้อบัญญัติของศาสนาอย่างยิ่ง และมีความกลมเกลียวกันมาก เมื่อมีการประชุมของคณะกรรมการของศาสนานั้นจำนวน 10 คน ผลสรุปของการประชุมจะได้ออกมาเป็น 1 แนวทางที่ทุกคนเห็นพ้องกัน แต่เมื่อคณะกรรมการของคริสเตียนจำนวน 10 คน มาประชุมกัน ผลสรุปของการประชุมจะได้ออกมาเป็น 11 แนวทาง คือต่างคนต่างยืนยันแนวคิดของตนเอง และที่เกินมาอีก 1 นั้นคือแนวคิดของพระเจ้าซึ่งไม่มีใครยอมรับ

พระเจ้าจะไม่บีบคอบังคับให้เราทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เป็นความรับผิดชอบของเราทั้งหลายเองที่จะละลายความคิดอันมีเหตุผลจอมปลอมของเรา พูดตามภาษาการเมืองปัจจุบันคือความคิดที่แอบแฝงด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของเรา และหันมายอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งจะเป็นแก่นเดียวกันที่ผู้เชื่อทุกคนจะยึดไว้

ปลายข้อที่สิบสอง พระเยซูได้พูดถึงลูกแห่งความพินาศ ซึ่งเราคงจะรู้ว่าหมายถึง ยูดาส อิสคาริโอท ซึ่งได้ทรยศพระองค์ ยูดาส ได้ทรยศพระเยซู โดยเลือกเอาเงิน 30 แผ่น และละทิ้งพระองค์ บางที เราอาจทรยศพระเยซูด้วยราคาที่ถูกกว่านั้นเสียอีก

ทั้งนี้ พระเยซูทรงทราบก่อนแล้ว ด้วยมีคำพยากรณ์ถึงการทรยศที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าบังคับให้ยูดาสทรยศ แต่ยูดาสเป็นคนหนึ่งที่มาหาพระเยซูด้วยเหตุผลจอมปลอม สาวกคนอื่นๆก็มีเหตุผลจอมปลอมเช่นกัน เช่นประชาชนบางคนติดตามพระเยซูเพราะได้กินอิ่ม ยากอบกับยอห์น ก็เคยปรารถนาตำแหน่งใหญ่ บางทีคนเหล่านั้นอาจกลับใจก่อนหน้านี้เมื่อพระเยซูตรัสเตือน แต่ยูดาสไม่เป็นเช่นนั้น

หากเราเคยเป็นผู้หนึ่งที่มาหาพระเยซูด้วยเหตุผลจอมปลอม ถามใจของท่านดูว่า อะไรเป็นเหตุให้ท่านมาหาพระเยซู หากไม่ใช่เพราะต้องการการยกโทษบาป จงระมัดระวังให้ดี เพราะเมื่อผลประโยชน์นั้นหมดไป ท่านก็จะทรยศพระองค์เหมือนเช่นยูดาสนั้น จงกลับใจเสียใหม่ เพื่อท่านจะไม่พินาศ


Create Date : 18 พฤษภาคม 2552
Last Update : 18 พฤษภาคม 2552 9:17:41 น. 0 comments
Counter : 936 Pageviews.  
Share to Facebook
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com