ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
19 เมษายน 2554
 

รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรมกิจการของอัครทูต

17 เมษายน 2011
คริสตจักรยะลา

กิจการ 1:6-11
6เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ" 7พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ไม่ใช่ธุระของท่านที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ 8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" 9เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา 10เมื่อเขากำลังเขม้นดูฟ้า เวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น มีสองคนสวมเสื้อขาวมายืนอยู่ข้างๆเขา 11สองคนนั้นกล่าวว่า "ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น"


อธิษฐาน
พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอบพระคุณสำหรับพระบุตรที่ได้ทรงให้เข้ามาเพื่อทรงเป็นค่าไถ่ของเราทั้งหลายผู้เป็นคนบาป และขอบพระคุณสำหรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ได้ทรงให้เข้ามาในโลก เพื่อสถิตอยู่กับผู้เชื่อ และเป็นผู้ที่ทรงกระทำพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเรา ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเปิดเผยพระวจนะของพระองค์ เพื่อให้เราทั้งหลายจำเริญขึ้นบนพระวจนะแห่งความจริง เพื่อเราจะปรนนิบัติการงานที่เป็นมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์


เดือนเมษายนปีนี้เป็นเดือนพิเศษ มีเหตุการณ์พิเศษต่างๆเกิดขึ้นมากมายไม่ไกลจากตัวเรา ทั้งฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งๆที่เป็นช่วงที่น่าจะร้อนที่สุดของปี ผู้สูงอายุหลายๆท่านก็บอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นการแปรปรวนของอากาศแบบนี้ เมื่อวานก็มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์อีกครั้ง แม้จะไม่รุนแรงมาก แต่ก็สร้างความตื่นกลัวได้ไม่น้อยทีเดียว เหตุการณ์เหล่านี้เริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้นในหมู่ประชาชน บ้างก็บอกว่ามีคำทำนายการสิ้นสุดของโลกตามปฏิทินชาวมายา บ้างก็บอกว่าเป็นการเอาคืนของธรรมชาติเนื่องจากมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อม มีทั้งคนที่ตื่นตระหนก และคนที่ทำเป็นไม่สนใจและต่อว่าดูถูกผู้คนที่แตกตื่น สำหรับคริสเตียนเราควรมีท่าทีอย่างไรกับเรื่องราวรอบตัวอย่างนี้

ผมขอแนะนำว่า เราไม่ควรที่จะตื่นตระหนก หรือเป็นทุกข์กังวลจนเกินเหตุ ถึงขนาดกินไม่ได้นอนไม่หลับ ประกาศขายบ้าน ขายที่ดินจะย้ายไปปลูกบ้านอยู่บนภูเขาทางภาคเหนือภาคอีสาน แต่เราก็ควรเตรียมตัวรับสถานการณ์ เมื่อมีการเตือนภัยจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเตือนภัยพิบัติ เราจะได้พร้อมรับมือโดยไม่ประมาท ที่สำคัญคือการใช้ชีวิตที่ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ทุกวันเวลา ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ด้วยใจสงบ เพื่อเราจะรับรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า และจะสามารถเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ อย่าลืมว่า โลกนี้ไม่ใช่บ้านถาวรของเรา ผมไม่ได้กำลังแนะนำให้เรารีบพากันไปฆ่าตัวตายเพื่อจะได้ไปอยู่สวรรค์ หรือพากันขายทรัพย์สมบัติ เลิกทำมาหากิน รอพระเยซูเสด็จกลับมารับไปสวรรค์ แต่หมายความว่า ให้เราไม่ต้องวิตกต่อวิบัติภัยที่จะเกิดขึ้น เพราะน้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับยุคสุดท้ายของโลกจะต้องสำเร็จ และเราไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆได้

วันนี้เราจะมารู้จักกับพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผ่านทางพระธรรมกิจการของอัครทูต ซึ่งนับเป็นตอนที่ 5 ของซีรีย์ ก่อนจะเริ่ม ผมขอทบทวนเนื้อหาของ 4 ตอนก่อนหน้าที่อย่างสั้นๆ และจะไม่ทบทวนอีกในครั้งต่อไป เนื่องจากถือว่า 4 ตอนแรกนั้น เป็นการจบตอนของพระกิตติคุณ

สำหรับพระกิตติคุณมัทธิวที่เราได้ฟังไปในครั้งแรกนั้น มัทธิวมีจุดมุ่งหมายในการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้ชาวยิวได้รับรู้ ดังนั้นจึงมีการอ้างอิงถึงลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู เนื่องจากว่าพวกยิวกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ มัทธิวจึงให้มุมมองต่อพระเยซูในฐานะกษัตริย์ผู้ที่ชาวยิวกำลังรอคอย และในฐานะพระอาจารย์ผู้ที่ได้เฉลยให้ฟังถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของบทบัญญัติ มีการอ้างถึงคำพยากรณ์ต่างๆที่สำเร็จในพระเยซูคริสต์ เพื่อยืนยันแก่ชาวยิวว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่ได้เสด็จมาตามพระสัญญา

การบันทึกเรื่องราวของพระเยซูในพระกิตติคุณมาระโกนั้น เป็นการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับชาวโรมัน ดังนั้นจึงให้มุมมองที่ต่างกันออกไป เพราะชาวโรมันไม่ได้ในใจคำพยากรณ์หรือกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าสัญญาไว้ แต่มาระโกกำลังนำเสนอพระเยซูในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นผู้ที่สามารถช่วยได้ ดังนั้นเรื่องราวของพระเยซูที่ปรากฏในพระธรรมมาระโกจึง มักจะเป็นเรื่องราวว่าพระเยซูทรงกระทำอะไร มากกว่าที่จะเป็นการเขียนถึงคำสั่งสอนของพระเยซูที่เป็นประโยคยาวๆ (ดังเช่นในยอห์น) หรือลำดับวงศ์ตระกูล(ดังเช่นในมัทธิวและลูกา) หรือการสำเร็จตามคำพยากรณ์ (ดังเช่นในมัทธิว)

เนื้อหาในพระกิตติคุณลูกา เป็นการเรียบเรียงจากการสืบเสาะข้อมูลเรื่องราวของพระเยซูจากบรรดาสาวกและผู้คนใกล้ชิด แม้ว่านายแพทย์ลูกาเองไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซู เนื่องจากมารับเชื่อในภายหลัง แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็มาจากประจักษ์พยาน เป็นพยานปากที่หนึ่ง มีน้ำหนักเชื่อถือได้ วัตถุประสงค์ในการบันทึกเรื่องราวของพระเยซูก็เพื่อให้ชาวกรีกรับรู้ถึงพระเจ้าที่ได้ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ที่สมบูรณ์แบบ เพรียบพร้อม เป็นแบบอย่างที่ดี ทรงไว้ซึ่งสติปัญญา คุณธรรม และฤทธิ์อำนาจ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองการแสวงหาของชาวกรีก

ยอห์นสาวกที่พระเยซูทรงรัก ได้บันทึกเรื่องราวชีวิต และพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นพระลักษณะแห่งความเป็นพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ เป็นเนื้อหาสำหรับคริสตจักรซึ่งหมายรวมถึงชนทุกชาติในโลกนี้ที่เข้าส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์ เนื่องจากยอห์นเป็นสาวกที่ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์มากที่สุด 1 ในสามคน ทำให้เขาได้รับรู้และเห็นเรื่องราวต่างๆใกล้ชิดมากกว่าสาวกคนอื่นๆ เนื้อหาสาระที่สำคัญเกี่ยวกับความรอดและพระสัญญาต่างๆจะสามารถพบได้ในพระกิตติคุณเล่มนี้
ดังนั้นสำหรับผู้เชื่อใหม่ หรือผู้เริ่มต้นเรียนรู้เรื่องราวข่าวประเสริฐ พระกิตติคุณยอห์นจึงควรจะเป็นเล่มแรกที่ได้เรียน


พระคัมภีร์กิจการของอัครทูต ถูกจัดไว้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์คริสตจักร เนื่องจากเป็นการบันทึกเรื่องราวหลังจากพระเยซูเสด็จกลับสู่สวรรค์ และการดำเนินไปของการประกาศข่าวประเสริฐของเหล่าสาวก จากการสังเกตคำขึ้นต้น การใช้ภาษา คำศัพท์เฉพาะ รูปแบบการเขียน และเนื้อหาในหลายๆเรื่อง เชื่อได้ว่านายแพทย์ลูกา เป็นผู้บันทึกหนังสือฉบับนี้ เรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมเล่มนี้ครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 30 ปี นับจากการเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระเยซูไปจนถึงเมื่อเปาโลเดินทางไปสู้คดีที่กรุงโรม

เหตุการณ์ต่างๆที่ได้บันทึกไว้ทำให้เรารับรู้ถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสาวกเมื่อพระวิญญาณเสด็จมาประทับในเขาเหล่านั้น ความสว่างที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาโดยพระวิญญาณแห่งความจริง เปิดเผยให้เขาได้เข้าใจในหลายสิ่งที่พระเยซูได้เคยตรัสกับเขาเมื่อครั้งยังทรงดำเนินอยู่ในโลก เราได้เห็นถึงฤทธิ์เดชของพระวิญญาณที่เคลื่อนไหวในการงานต่างๆที่บรรดาสาวกได้กระทำ นอกจากนี้เรายังได้เห็นความทุกข์ยากลำบากของบรรดาผู้เชื่อในยุคแรกๆ การถูกกดขี่ข่มเหง ทั้งจากพวกยิวและพวกต่างชาติ การเผชิญโพยภัยต่างๆเมื่อออกเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐในที่ต่างๆ แต่ก็ได้เห็นความกล้าหาญและความเข้มแข็งของบรรดาคนงานของพระเจ้าซึ่งได้ดำเนินงานเหล่านั้นด้วยฤทธานุภาพแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

เราอาจจะคิดว่า เราสามารถพบเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระเยซูได้ในเฉพาะไม่กี่ข้อของบทแรก แต่แท้ที่จริงแล้วเราสามารถสังเกตพบพระเยซูคริสต์ได้ในส่วนอื่นๆของพระธรรมเล่มนี้ด้วย ตามที่ได้เกริ่นไปบ้างแล้ว จุดเริ่มต้นของพระธรรมเล่มนี้อยู่ที่การเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระเยซู ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ให้เราได้ดูด้วยกัน

กิจการ 1:6-11
6เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ" 7พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ไม่ใช่ธุระของท่านที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ 8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" 9เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา 10เมื่อเขากำลังเขม้นดูฟ้า เวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น มีสองคนสวมเสื้อขาวมายืนอยู่ข้างๆเขา 11สองคนนั้นกล่าวว่า "ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น"


ข้อความในข้อที่ 8 ถือได้ว่าเป็นคำสรุปของเรื่องราวทั้งหมดในพระธรรมกิจการของอัครทูต พระเยซูได้เคยตรัสสั่งให้พวกเขารออยู่ที่เยรูซาเล็ม จนกว่าพระองค์จะส่งผู้ช่วยลงมา ซึ่งก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งจะทรงสถิตอยู่ในผู้เชื่อ สิ่งที่เกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเหล่าสาวก ไม่ใช่แค่เรื่องของปรากฏการณ์ในวันเพนเทคอสเต แต่เป็นความกล้าหาญที่บังเกิดขึ้นในใจ ทำให้เขาลุกขึ้นจากสภาพที่เสียขวัญ ขลาดกลัว เนื่องจากพระอาจารย์ไม่ได้อยู่เคียงข้างเขาเหมือนเมื่อก่อน การลุกขึ้นประกาศข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ชนะความตาย ในวันแรกมีคนกลับใจมารับบัพติสมาสามพันคน

กิจการ 7:55-56
55ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์เห็นพระสิริของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ 56แล้วท่านได้กล่าวว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า"


เรื่องราวของการข่มเหงและทำร้ายถึงชีวิตต่อบรรดาสาวกในสมัยแรกๆเรื่องนี้เป็นที่กล่าวถึงเสมอ ทั้งเพื่อให้เห็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญ และยังให้เห็นถึงคุณลักษณะของสาวกของพระเยซูคริสต์ ทั้งนี้เพราะสเทเฟนแม้กำลังถูกขว้างด้วยหินให้ถึงตายก็ยังอธิษฐานขอพระเจ้าทรงยกโทษให้กับคนเหล่านั้น ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้เองได้ส่งผลไปถึงบางคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

การข่มเหงที่เกิดขึ้นในเยรูซาเล็มนั้น อาจถูกมองว่าเป็นการขัดขวางของมารร้าย เพื่อไม่ให้ความรอดไปถึงคนในเยรูซาเล็ม แต่ในอีกมุมหนึ่งการข่มเหงที่เกิดขึ้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ข่าวประเสริฐแพร่กระจายออกไปยังเมืองอื่นๆ เพราะบรรดาสาวกและผู้เชื่อเหล่านั้นส่วนหนึ่ง เมื่อต้องไปยังเมืองอื่นๆก็ไม่ได้ไปเพื่อหลบหนีแอบซ่อน แต่ได้ทำการประกาศข่าวประเสริฐต่อไปในเมืองเหล่านั้น เป็นไปได้ว่าบางครั้งในชีวิตของเราในปัจจุบัน ความทุกข์ยาก ความไม่สะดวกบางประการ อาจเป็นวิธีการของพระเจ้าเพื่อทำให้เราขยับขยายจากสถานะที่เป็นอยู่ แม้ว่าจะดูว่าเกิดผลดีอยู่แล้ว แต่เพื่อให้การงานในความรับผิดชอบของเราแผ่กว้างออกไป

กิจการ 9:1-6
1ฝ่ายเซาโลยังขู่คำราม กล่าวว่าจะฆ่าศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสีย จึงไปหามหาปุโรหิตประจำการ 2ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม 3เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้นมีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ 4เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า "เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม" 5เซาโลจึงทูลถามว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด" พระองค์ตรัสว่า "เราคือเยซู ซึ่งเจ้าข่มเหง 6แต่เจ้าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมือง และเจ้าจะต้องทำประการใดจะมีคนบอกให้รู้"


เซาโล หรือเปาโลคนนี้ เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากในการนำข่าวประเสริฐของพระเยซูไปประกาศในเมืองต่างๆ ไปจนถึงประเทศในยุโรป ชื่อของเปาโล ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนชื่อเมื่อเขากลับใจมาเชื่อพระเยซู แต่เป็นชื่อในภาษาลาติน ส่วนชื่อเซาโล เป็นชื่อในภาษาฮีบรู เนื้อหาในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ประมาณ 1 ใน 3 เป็นการบันทึกของเปาโล

เซาโลท่านนี้เป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องราวของพระคัมภีร์เดิมเป็นอย่างดี เพราะอยู่ในคณะฟาริสี และเป็นศิษย์ของกามาลิเอล เขามีความโดดเด่นมากกว่าคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นผู้ที่กระตืนรือร้นมากในการปกป้องพระเกียรติของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อเรื่องราวของพระเยซูได้ถูกประกาศออกไป ชาวยิวถือว่าเป็นความเชื่อใหม่ที่ไม่สามารถยอมรับได้ เซาโลได้มีส่วนอย่างมากในการต่อต้านเรื่องราวของพระเยซู แต่พระเยซูคริสต์ได้ทรงเสด็จมาพบกับเขาในระหว่างทางที่จะไปเมืองดามัสกัส
การกลับใจของเซาโลนั้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ เซาโลได้กล่าวถึงเรื่องราวนี้อีก 2 ครั้งในการแก้คดีของเขา ในบทที่ 22 และ 26 ในบทที่ 26 นั้น มีประโยคที่น่าสนใจซึ่งไม่ได้บอกไว้ใน 2 บทก่อนหน้า คือเมื่อพระเยซูเสด็จมาพบเซาโล พระองค์ทรงตรัสว่า "เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม ซึ่งเจ้าถีบประตักก็เจ็บตัวเจ้าเอง" นักวิเคราะห์พระคัมภีร์ได้เสนอว่า “ประตัก” ที่ทิ่มแทงเซาโลก็คือ ท่าทีของเหล่าสาวกของพระเยซูที่ตอบสนองต่อการข่มเหง เช่นการที่สเตเฟน อธิษฐานของพระเจ้ายกโทษคนที่กำลังทำร้ายเขา และน่าจะมีกรณีอื่นๆด้วยที่เซาโลอาจได้พบเห็นในหลายที่ที่เขาได้ติดตามไปเพื่อข่มเหงผู้เชื่อเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทิ่งแทงจิตใจของเซาโลอย่างมากว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีท่าทีที่ไม่เหมือนคนธรรมดา มีอะไรที่พิเศษและแตกต่าง ประกอบกับเรื่องราวพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ ทำให้เกิดการต่อสู้อย่างมากในจิตใจของเขา และเมื่อพระเยซูทรงปรากฏแก่เขาในครั้งนั้น คำตรัสของพระองค์ที่ว่า “เจ้าข่มเหงเราทำไม” ได้ทำให้การต่อสู้ในใจของเขาสิ้นสุดลง เขากลับใจและยอมรับเชื่อในพระเยซู

เราทั้งหลายควรมีท่าทีอย่างเดียวกับผู้เชื่อในสมัยแรกต่อการข่มเหงที่เกิดขึ้น คือการตอบสนองต่อการข่มเหงอย่างที่สำแดงให้เห็นถึงพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อสู้ในจิตใจของผู้ที่ข่มเหงเรา อย่างที่เคยเกิดกับเซาโล ซึ่งสามารถจะนำผู้ที่ข่มเหงเรามาถึงความรอดในที่สุด

กิจการ 18:9-10
9และองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับเปาโลทางนิมิต ในคืนหนึ่งว่า "อย่ากลัวเลย แต่จงกล่าวต่อไป อย่านิ่งเสีย 10 เพราะว่าเราอยู่กับเจ้าและจะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดอาจต่อสู้ทำร้ายเจ้า ด้วยว่าคนของเราในนครนี้มีมาก"


คำว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ หมายถึงพระเยซู พระองค์ได้ทรงตรัสกับเปาโลทางนิมิตเมื่อเขาอยู่ที่เมืองโครินธ์ ในการออกประกาศรอบที่สอง ซึ่งเปาโลใช้เวลาอยู่ที่โครินธ์ถึงหนึ่งปีครึ่ง การประกาศข่าวประเสริฐที่นั่นเกิดผล มีคนรับเชื่อมาก การต่อต้านมีไม่รุนแรงนัก แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เปาโลประกาศว่า เขาจะนำข่าวประเสริฐไปยังคนต่างชาติ เนื่องจากพวกยิวไม่ยอมรับข่าวประเสริฐ

เราอาจเคยได้ยินว่า มีอัครทูต 2 ท่านที่มีผลงานเป็นกล่าวขวัญถึงคือ เปโตร และเปาโล เราเคยได้ยินมาว่า เปโตรนั้นถูกตั้งไว้เพื่อประกาศข่าวประเสริฐกับพวกยิว และเปาโลถูกตั้งไว้เพื่อประกาศข่าวประเสริฐกับคนต่างชาติ

ในคริสตจักรของเราก็คงคล้ายๆกัน บางคนถูกตั้งไว้เพื่อประกาศกับลูกหลานของคริสเตียน เราอย่าคิดว่าลูกหลานเหล่านั้นไม่ต้องรับฟังข่าวประเสริฐอีก แต่ละคนต้องรับฟังและมาถึงจุดที่ต้องรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ด้วยตนเอง ผู้ประกาศสำหรับคนในก็เป็นสิ่งจำเป็น และท่ามกลางพวกเรา ก็มีบางคนถูกตั้งไว้เพื่อการประกาศแก่คนภายนอก ทั้งสองจะได้พบกับปัญหา ไม่มีอะไรง่ายกว่ากัน ปัญหาของการประกาศกับยิวก็มี ปัญหากับการประกาศกับคนต่างชาติก็มี ดังนั้นปัญหาของการประกาศกับลูกหลานคริสเตียนก็มี ปัญหาของการประกาศกับบุคคลภายนอกก็มีเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือ พระเยซูได้ทรงตรัสหนุนในว่า “อย่ากลัวเลย แต่จงกล่าวต่อไป อย่านิ่งเสีย เพราะว่าเราอยู่กับเจ้าและไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดทำร้ายเจ้า ด้วยว่าคนของเราในนครนี้มีมาก”


กิจการ 19:13-16
13แต่พวกยิวบางคน ที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้าขับผีร้ายว่า "เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น" 14พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่ มีบุตรชายเจ็ดคนซึ่งทำอย่างนั้น 15ฝ่ายผีร้ายจึงพูดกับเขาว่า "พระเยซู ข้าก็คุ้นเคย และเปาโล ข้าก็รู้จัก แต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า" 16คนที่มีผีสิงนั้น จึงกระโดดใส่คนเหล่านั้นและต่อสู้จนชนะเขาได้ เขาต้องหนีออกไปจากเรือนตัวเปล่าและมีบาดเจ็บ


เรื่องนี้ฟังดูก็เป็นเรื่องน่าตลกขบขัน แม้ว่าพระนามของพระเยซูจะมีฤทธิ์อำนาจ สามารถขับไล่ผีได้ แต่ก็ขึ้นกับผู้ที่ใช้พระนามนั้นด้วย ว่าประกอบด้วยสิทธิอำนาจหรือไม่ เรื่องขำขันนี้จะกลายเป็นขำไม่ออก หากว่าวันหนึ่งเราพบกับเหตุการณ์อย่างเดียวกันเกิดขึ้นกับเรา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของของประทาน แต่เป็นสิทธิอำนาจที่เราได้รับในฐานะที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ คนเหล่านั้นที่เอาพระนามของพระองค์ไปใช้ โดยที่ไม่ได้มีความเชื่อในพระองค์ ก็ต้องได้รับบทเรียน และหวังว่าเราทุกคนที่นี่จะมีสิทธิอำนาจตามที่ทรงมอบไว้ให้นั้น แล้วอย่างไรเราจึงจะมั่นใจได้ว่าเราได้รับสิทธิอำนาจนั้นแล้ว เราสามารถสังเกตได้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้รู้จักพระเยซู เขาอ้างเพียงพระเยซูที่เปาโลได้ประกาศนั้น ดังนั้นจงหันมาถามตัวเองว่า รู้จักพระเยซูเป็นการส่วนตัวแล้วหรือไม่ หรือว่า พระเยซูที่เคยฟังในคำเทศนาที่โบสถ์


Create Date : 19 เมษายน 2554
Last Update : 19 เมษายน 2554 16:42:32 น. 2 comments
Counter : 2585 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 
ตอนนี้ไม่มีกำลังใจหรือพลังที่จะทำให้คิดอะไรหรืออยากทำอะไรได้เลยอ่ะค่ะ

อยากได้รับความรักจากพระเจ้าจังเลยอ่ะค่ะ
 
 

โดย: nikkamik (nikkamik ) วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:19:14:07 น.  

 
 
 
ขอพระเจ้าทรงเสริมกำลังครับ อยากฝากบทความนี้ให้เป็นคำตอบครับ

----------------------------------------------------------------------------------
พระธรรมใคร่ครวญประจำวัน 23 เมษายน
การยกย่องกิจการงาน

"เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า..." (1 โครินธ์ 3:9)

จงระวังกิจการใดๆที่ทำเพื่อพระเจ้าที่เปิดทางให้หลีกเลี่ยงการเอาใจจดจ่ออยู่กับพระองค์ ผู้รับใช้เป็นอันมากยกย่องกิจการงานของพวกเขา แต่ความสนใจห่วงใยอย่างเดียวของผู้รับใช้น่าจะเกี่ยวข้องกับการมีใจจดจ่ออยู่กับพระเจ้า อันจะนำมาซึ่งเสรีภาพในด้านอื่นๆทุกๆด้านของชีวิต ทั้งด้านความคิดจิตใจ ร่างกายและจิตวิญญาณ เสรีภาพนั้นไม่ใช่เสรีภาพในลักษณะของเด็กที่ดื้อดึง แต่เป็นเสรีภาพในลักษณะของเด็กที่มีใจนมัสการ ผู้ัรับใช้ที่ไม่เห็นว่าการเอาใจจดจ่ออยู่กับพระเจ้าเป็นส่วนสำคัญมักจะจมอยู่ใต้การงานของเขา และไม่พบกับอิสระเสรีภาพในส่วนใดของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย ความนึกคิด หรือจิตใจก็ตาม เหตุฉะนั้นกำลังเรี่ยวแรงจึงหมดสิ้นไปจนถึงขนาดเกิดความหดหู่ใจ เขาไม่มีอิสระและไม่มีความชื่นชมยินดีในชีวิต เส้นประสาท ความคิด และจิตใจถูกกดดันจนกระทั่งพระพรของพระเจ้าไม่อาจอยู่กับเขาได้ แต่ในกรณีตรงกันข้ามนั่นก็จริงเหมือนกัน คือครั้นเราเอาใจจดจ่ออยู่กับพระเจ้า โดยทุกส่วนของชีวิตอยู่ใต้การปกครองของพระเจ้าแต่ผู้เดียว หน้าที่ความรับผิดชอบต่อกิจการงานก็ไม่ได้อยู่บนบ่าของคุณ แต่หน้าที่ของคุณมีเพียงอย่างเดียวคือ ขะมักเขม้นในการรักษาตัวให้อยู่ใกล้ชิดพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจดูแลตนเองเพื่อไม่ให้มีสิ่งที่จะขัดขวางความร่วมมือระหว่างคุณกับพระองค์แทรกเข้ามาได้ เสรีภาพที่มาภายหลังการชำระให้บริสุทธิ์นั้นเป็นเสรีภาพของผู้เป็นลูก เนื่องจากกว่าสิ่งที่เมื่อก่อนเคยล่ามชีวิตไว้เหมือนโซ่ได้สูญหายไป แต่จงจำไว้ให้ดีว่า คุณได้รับการปลดปล่อยเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้นคือ เพื่อมีใจอุทิศถวายอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้าผู้ทรงร่วมงานกับคุณ

เราไม่มีสิทธิ์ที่จะวินิจฉัยว่าตนเองควรถูกจัดวางไว้ที่ไหน หรือมีความคิดเห็นที่ไตร่ตรองไว้ก่อนว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังเตรียมเราเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์ของพระองค์ พระเจ้าเป็นผู้ที่ประกอบสถานการณ์แวดล้อมทุกอย่างขึ้น และพระองค์ประสงค์ให้เราอยู่ที่ไหนก็ดีทั้งสิ้น เรามีจุดหมายยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวคือที่จะอุทิศถวายด้วยสิ้นสุดใจในงานนั้นโดยเฉพาะ "มือของเจ้าจับทำการงานอะไร จงกระทำการนั้นด้วยเด็มกำลังของเจ้า..." (ปัญญาจารย์ 9:10)

(คัดมาจาก คู่มือใคร่ครวญประจำวัน สุดหัวใจ สู่ความล้ำเลิศของพระเจ้า)
 
 

โดย: ksk วันที่: 23 เมษายน 2554 เวลา:10:01:40 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com