
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 |
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรมยอห์น
3 เมษายน 2011 คริสตจักรยะลา
ยอห์น 15:1-4 1"เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา2แขนงทุกแขนงในเรา ที่ไม่ออกผลพระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น 3ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน 4จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น
อธิษฐาน ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ผู้ทรงครอบครองในที่สูงสุด เราทั้งหลายสรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ขอพระเกียรติทั้งสิ้นเป็นของพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงกระทำเพื่อเราทั้งหลาย ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงพระองค์ให้เราได้รู้จักผ่านทางพระวจนะที่ทรงประทานให้ วันนี้ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้เปิดเผยความจริงแก่เราแต่ละคน ให้รู้จักพระองค์มากขึ้น ให้รู้จักพระทัยของพระองค์ เพื่อเราจะดำเนินต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์อย่างที่ทรงพอพระทัย
สถานการณ์รอบโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็ยังคงสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวโลกไม่น้อย โดยเฉพาะผลกระทบจากสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งไม่จบลงเพียงแค่ความเสียหายจากคลื่น แต่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูจิมะที่เสียหายก็ยังคงเป็นปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศแถบตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ ก็ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อ 2 วันก่อนผมเพิ่งได้รับทราบข่าวที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก สืบเนื่องจากการที่มีบิชอบท่านหนึ่งที่ประเทศอเมริกาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมคือการเผาคัมภีร์กรุอ่าน ทำให้เกิดเหตุประท้วงรุนแรงที่อัฟกานิสถาน เจ้าหน้าที่สหประชาชาติถูกทำร้ายเสียชีวิตไปหลายคน และจะส่งผลกระทบไปยังพี่น้องคริสเตียนที่อยู่ในประเทศมุสลิมอีกหลายๆประเทศ ในประเทศไทยของเราก็เกิดวิกฤตแผ่นดินไหวทางภาคเหนือ และน้ำท่วมรุนแรงในหลายจังหวัดทางภาคใต้
นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ebiblefellowship ซึ่งระบุว่าการรับผู้เชื่อขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเกิดขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม และการพิพากษาโลกจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม รวมไปถึงวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม ปีนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องจับตา เนื่องจากเป็นสิ่งที่หมิ่นเหม่อย่างมาก พระเยซูตรัสไว้อย่างชัดเจนว่ากำหนดเวลานั้นไม่มีผู้ใดรู้ และในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น หลายต่อหลายกลุ่มก็ได้พยายามคำนวณและกำหนดวันของการเสด็จกลับมาของพระเยซู และเมื่อวันเหล่านั้นมาถึงและไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น พระนามของพระเจ้าก็เป็นที่เยาะเย้ยไปทั่ว และกลุ่มเหล่านั้นก็กลายเป็นผู้สอนผิด ผู้ที่หลงติดตามไปก็ผิดหวังและเสื่อมถอยไปจากความเชื่อ ทิ้งปัญหาไว้เป็นอุปสรรคของการประกาศข่าวประเสริฐไปอีกนานหลายปี
แม้ว่าเราไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่เราก็ไม่สามารถยับยั้งได้ มันจะดำเนินไปตามนั้น และพระวจนะของพระเจ้าจะสำเร็จ
เช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา พี่น้องของพวกเราครอบครัวหนึ่งที่อำเภอรือเสาะคือคุณแอ๊ะและสามี ได้ประสพเหตุร้ายแรง ถูกคนร้ายมากกว่า 10 คนดักปล้นในระหว่างเดินทาง และทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ขอพี่น้องที่จะระลึกถึงเขาในคำอธิษฐาน และพี่น้องยังสามารถร่วมไปกับทีมเยี่ยมเยียนของคริสตจักรเพื่อนำความรักและการปลอบประโลมไปยังครอบครัวของพี่น้องผู้ประสพเหตุ วันนี้เราจะมารู้จักกับพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผ่านทางพระกิตติคุณยอห์น ซึ่งนับเป็นตอนที่ 4 ของซีรีย์ ก่อนจะเริ่ม ผมขอทบทวนเนื้อหาของ 3 ตอนก่อนหน้าที่อย่างสั้นๆ
สำหรับพระกิตติคุณมัทธิวที่เราได้ฟังไปในครั้งแรกนั้น มัทธิวมีจุดมุ่งหมายในการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้ชาวยิวได้รับรู้ ดังนั้นจึงมีการอ้างอิงถึงลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู เนื่องจากว่าพวกยิวกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ มัทธิวจึงให้มุมมองต่อพระเยซูในฐานะกษัตริย์ผู้ที่ชาวยิวกำลังรอคอย และในฐานะพระอาจารย์ผู้ที่ได้เฉลยให้ฟังถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของบทบัญญัติ มีการอ้างถึงคำพยากรณ์ต่างๆที่สำเร็จในพระเยซูคริสต์ เพื่อยืนยันแก่ชาวยิวว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่ได้เสด็จมาตามพระสัญญา การบันทึกเรื่องราวของพระเยซูในพระกิตติคุณมาระโกนั้น เป็นการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับชาวโรมัน ดังนั้นจึงให้มุมมองที่ต่างกันออกไป เพราะชาวโรมันไม่ได้ในใจคำพยากรณ์หรือกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าสัญญาไว้ แต่มาระโกกำลังนำเสนอพระเยซูในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นผู้ที่สามารถช่วยได้ ดังนั้นเรื่องราวของพระเยซูที่ปรากฏในพระธรรมมาระโกจึง มักจะเป็นเรื่องราวว่าพระเยซูทรงกระทำอะไร มากกว่าที่จะเป็นการเขียนถึงคำสั่งสอนของพระเยซูที่เป็นประโยคยาวๆ (ดังเช่นในยอห์น) หรือลำดับวงศ์ตระกูล(ดังเช่นในมัทธิวและลูกา) หรือการสำเร็จตามคำพยากรณ์ (ดังเช่นในมัทธิว) ส่วนเนื้อหาในพระกิตติคุณลูกา เป็นการเรียบเรียงจากการสืบเสาะข้อมูลเรื่องราวของพระเยซูจากบรรดาสาวกและผู้คนใกล้ชิด แม้ว่านายแพทย์ลูกาเองไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซู เนื่องจากมารับเชื่อในภายหลัง แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็มาจากประจักษ์พยาน เป็นพยานปากที่หนึ่ง มีน้ำหนักเชื่อถือได้ วัตถุประสงค์ในการบันทึกเรื่องราวของพระเยซูก็เพื่อให้ชาวกรีกรับรู้ถึงพระเจ้าที่ได้ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้ที่สมบูรณ์แบบ เพรียบพร้อม เป็นแบบอย่างที่ดี ทรงไว้ซึ่งสติปัญญา คุณธรรม และฤทธิ์อำนาจ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองการแสวงหาของชาวกรีก วันนี้เราจะมารู้จักกับพระเยซูผ่านทางพระกิตติคุณยอห์น
พระกิตติคุณยอห์น แม้จะไม่ได้มีการลงชื่อไว้ว่าใครเป็นผู้เขียน แต่หลักฐานต่างๆทางประวัติศาสตร์ และจากตัวเนื้อหาที่บันทึกไว้ ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นหนังสือที่ถูกบันทึกไว้โดยอัครสาวกยอห์น ครอบครัวของยอห์นเป็นชาวประมงที่มีฐานะดี บิดาชื่อเศเบดี มารดาของยอห์นชื่อนางสะโลเม เป็นน้องของนางมารีย์มารดาของพระเยซู ยอห์นเป็นสาวกที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาสาวก 12 คน และยอห์นยังเป็นสาวกวงในที่สุด 1 ใน 3 คน (เปโตร ยากอบ ยอห์น) ที่พระเยซูได้ทรงเรียกให้ติดตามไปอย่างใกล้ชิดกว่าสาวกคนอื่นๆในบางเหตุการณ์ ทำให้ยอห์นได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆมากกว่าสาวกคนอื่นๆ ยอห์นเป็นสาวกที่พระเยซูทรงรัก เขาได้นั่งใกล้ชิดพระทรวงของพระเยซูในคืนที่ทรงตั้งพิธีมหาสนิท และเป็นสาวกผู้ที่ยืนอยู่ใกล้กับไม้กางเขนในวันที่พระเยซูทรงถูกตรึง เป็นสาวกที่วิ่งไปถึงปากอุโมงค์ก่อนเปโตรในวันที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาแล้ว ยอห์นและเปโตรได้ไปยังวิหารที่เยรูซาเล็มและได้รักษาคนง่อยที่นั้น ยอห์นท่านนี้เป็นเพียงคนเดียวในสาวก 12 คนที่ไม่ถูกฆ่าตาย ยอห์นถูกเนรเทศไปที่เกาะปัทมอสในวัยชราเนื่องจากการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ และที่นั่นยอห์นได้รับนิมิตเกี่ยวกับยุคสุดท้ายจึงได้บันทึกไว้เป็นพระธรรมวิวรณ์ (วิวรณ์แปลว่า 'เปิดเผย' คือพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยให้เห็นถึงเหตุการณ์ในอนาคต)
สิ่งที่ยอห์นนำเสนอเกี่ยวกับพระเยซูคือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า นอกจากนี้เนื้อหาของพระกิตติคุณยอห์นส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏในพระกิตติคุณ 3 เล่มแรก ผู้เชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์พระคัมภีร์เชื่อว่า น่าจะเป็นเพราะยอห์นบันทึกหนังสือเล่มนี้หลังจาก 3 เล่มแรก และได้รับทราบเกี่ยวกับทั้ง 3 เล่มนั้นจึงไม่เขียนเรื่องราวที่ได้บันทึกไปแล้ว ข้อพระคัมภีร์ที่ถูกแนะนำว่าเป็นข้อสรุปเนื้อหาของคริสต์ศาสนาก็อยู่ในยอห์นบทที่ 3:16 อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี
ยอห์นไม่ได้เริ่มด้วยเรื่องของการมาบังเกิดของพระเยซู แต่เริ่มด้วยการแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงดำรงอยู่ก่อน ตั้งแต่แรกเริ่มสร้างโลก
ยอห์น 1:1-5, 14-15 1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า 2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า 3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ 4พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ 5ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่
14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา15ยอห์นได้เป็นพยานให้แก่พระองค์ และร้องประกาศว่า "นี่แหละคือพระองค์ผู้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงว่า พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า"
เราที่เป็นคริสเตียนมักจะคุ้นเคยกับพระธรรมปฐมกาลบทแรกๆ ที่พูดถึงการทรงสร้างของพระเจ้า เราคงจำได้ว่าพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งด้วยคำตรัสของพระองค์ และเราก็ไม่เคยระแคะระคายเลยว่า มีพระเยซูอยู่ที่นั่นด้วย ในความรู้สึกของเราอาจจะคล้ายๆกับว่า เดิมนั้นมีพระเจ้าพระบิดา และเมื่อ 2 พันปีที่แล้วได้เกิดมีพระบุตรขึ้น เมื่อพระบุตรเสด็จไปสู่สวรรค์แล้ว จึงมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าของเราทรงสภาพตรีเอกานุภาพมาตั้งแต่เดิมแล้ว
ยอห์นได้เฉลยให้เราพบความจริงว่า พระวาทะ หรือคำตรัสของพระเจ้านั้นดำรงอยู่กับพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นขึ้นก็โดยพระวาทะนั้น และเมื่อถึงเวลาหนึ่งพระวาทะนั้นได้เสด็จเข้ามาในโลก ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งก็คือพระเยซูคริสต์ แต่หากว่าเราจะพูดว่า พระเยซูเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง ก็อาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า เพราะหากพระเยซูไม่เป็นพระเจ้า ก็ไม่มีทางที่สิ่งนี้จะเป็นเรื่องจริงได้ คนทั่วไปอาจยอมรับว่าพระเยซูมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ หรือยอมรับว่าพระเยซูเป็นศาสดาหรือเป็นครูที่สอนจริยธรรมได้ดี แต่หากยังไม่มาถึงจุดที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ก็คงไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้
ผมมีเรื่องเปรียบเทียบที่อาจจะช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นบ้าง มีชายหนุ่มคนหนึ่งทำงานก่อสร้าง ได้ทำการสร้างอาคารแห่งหนึ่ง หลายสิบปีผ่านไป เขาได้กลายเป็นท่านประธานบริษัท และได้มาตั้งที่ทำการอยู่ ณ อาคารแห่งนั้น หากวันหนึ่งมีคนเล่าประวัติศาสตร์ว่า อาคารแห่งนี้ได้ถูกสร้างโดยท่านประธานบริษัทท่านนี้เอง เรื่องนี้อาจจะฟังดูขัดหูก็ได้ เพราะท่านประธานก็อายุปาเข้าไป 60 กว่าแล้ว ทำงานบริหาร นั่งห้องแอร์ จะมีแรงไปเป็นจับกังสร้างอาคารได้ยังไง แต่ความเป็นจริงแล้วผู้ที่สร้างก็เป็นคนคนเดียวกัน แต่ในเวลา สถานภาพ และหน้าที่ที่ต่างกัน ถ้าจะกล่าวให้รู้สึกไม่ขัดแย้ง ก็อาจจะต้องไม่อิงกับคำเรียกตำแหน่งหน้าที่ของท่านประธาน เมื่อพูดถึงการก่อสร้างอาคารนั้น
การที่พระวาทะได้เสด็จเข้ามาเป็นมนุษย์ เกิดในสมัย 2 พันปีก่อน ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์ผู้นั้นจะเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง นั่นเป็นเพราะพระองค์ได้เข้ามาในโลกนี้ในสถานภาพและในหน้าที่ที่แตกต่างจากเดิม
ยอห์น 3:16 16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
ผมเชื่อว่าพระคัมภีร์ข้อนี้ น่าจะเป็นข้อที่คริสเตียนทุกคนท่องได้ แต่จะมีใครที่พอจะจำได้ว่า ข้อความนี้เป็นคำพูดของใคร พูดให้ใครฟัง
เรื่องราวการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ได้ถูกบันทึกเป็นคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม ซึ่งพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อหวังว่าจะได้พบกับพระเมสสิยาห์สักวันหนึ่ง เขารู้ว่าพระเมสสิยาห์จะทรงบังเกิดที่เมืองของดาวิด ในวงศ์วานของดาวิด แต่ไม่รู้ว่าเมื่อใด นิโคเดมัส เป็นฟาริสีคนหนึ่งที่สนใจและรอคอยการมาของพระเมสสิยาห์ เขาสนใจพระเยซูเมื่อได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ แต่ด้วยความกลัวการเมืองในคณะฟาริสีทำให้เขาต้องแอบมาหาพระเยซูในเวลากลางคืน ในคืนนั้นเองพระเยซูได้ทรงสำแดงให้เขาหลายประการ เกี่ยวกับเรื่องราวของความรอดตามพระสัญญาของพระเจ้าที่จะมาทางพระเมสสิยาห์ แต่นิโคเดมัสซึ่งแม้จะเป็นฟาริสีที่เชี่ยวชาญเรื่องพระคัมภีร์ ก็ไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูได้สำแดงให้เขารับทราบ
พระเยซูได้เริ่มต้นด้วยสิ่งสำคัญยิ่งคือ "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" พระเยซูทรงใช้คำว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ซึ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่พระองค์ประสงค์จะบอก
การบังเกิดใหม่ เป็นสาระสำคัญมากของการเป็นคริสเตียน และเราพบเรื่องนี้ได้ในพระกิตติคุณยอห์น ดังนั้นสำหรับผู้เชื่อใหม่ หรือผู้เริ่มต้นเรียนรู้เรื่องราวข่าวประเสริฐ พระกิตติคุณยอห์นจึงควรจะเป็นเล่มแรกที่ได้เรียน การบังเกิดใหม่ ไม่ใช่เรื่องของความรู้ ไม่ใช่เรื่องของกิจกรรม ไม่ใช่เรื่องของการพยายามเป็นคนธรรมะธรรมโม ไม่ใช่เรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันธรรมดา เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงกระทำภายใน และสามารถสังเกตได้ความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ตามลักษณะของผลของพระวิญญาณ
ยอห์น 14:1-3 1"อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้าจงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย
สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้รับคำสัญญาว่าเราจะได้ไปอยู่กับพระองค์ คำสัญญาอย่างนี้ไม่มีในศาสดาใดๆเลย คำสัญญาของพระเยซูจะมีน้ำหนัก หรือมีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด ผู้เชื่อแต่ละคนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันกับพระองค์ บางครั้งเราอาจจะสงสัยในพระสัญญาของพระองค์ ก็เพราะเราอ่อนประสพการณ์กับพระองค์
การโดยสารรถไฟในประเทศไทย ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า คำสัญญาของรถไฟไทยนั้นเชื่อไม่ได้ การมาตรงเวลานั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่ในหลายๆประเทศ ประชาชนสามารถเชื่อใจได้ว่า รถไฟจะมาตามเวลาแน่ ยกเว้นมีเหตุพิเศษบางอย่าง
แต่การเดินกับพระเยซูด้วยความเชื่อนั้น เป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบสิ้น จนกว่าเราจะจากโลกนี้ไป เราจะได้มีประสพการณ์ที่ช่วยให้เรามั่นใจในพระสัญญาสำหรับแผ่นดินสวรรค์ แต่หากเราไม่เคยเชื่อวางใจพระองค์เลยในชีวิตประจำวัน ความมั่นใจในพระสัญญาเรื่องแผ่นดินสวรรค์คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นในใจเราได้
ยอห์น 15:1-4 1"เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา 2แขนงทุกแขนงในเรา ที่ไม่ออกผลพระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น 3ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน 4จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น
ยอห์นได้ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ทำให้ความจริงไม่ถูกบิดเบือนไป บางครั้งคริสเตียนไม่ได้ทำหน้าที่ที่สัตย์ซื่อ อาจด้วยมีเจตนาดี แต่หารู้ไม่ว่า เป็นสิ่งที่อันตรายมาก พระเยซูได้ทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของเถาองุ่นและแขนง เป็นเรื่องที่จริงจังมากที่พระองค์บอกว่า แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผลพระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย แต่บางทีเราก็อาจจะเกรงว่าการที่จะสื่อสารความจริงนี้ออกไป จะดูรุนแรง ดูว่าพระเจ้าขาดความเมตตา จึงไปดัดแปลง เปลี่ยนคำพูดของพระเยซูไปเสีย กลายเป็นว่า แขนงที่ไม่ออกผล พระองค์ก็จะทรงยกชูขึ้น หรือพระองค์จะทรงลิดให้ออกผล ซึ่งเป็นการทำให้พระวจนะของพระเจ้าผิดเพี้ยนไป
แขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น คำว่า ลิด ในที่นี้ก็คล้ายๆกับการตัดออกเหมือนกัน แต่เป็นการ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป พระเจ้าจะทรงกระทำอย่างนั้นกับชีวิตของเราด้วย แต่คำถามที่น่าสนใจคือ เราเองยินดีหรือไม่ ที่จะถูก ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป สำหรับการใช้ชีวิตในโลกนี้ สิ่งที่ทำให้เราสะดวกสบายก็มักจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เชื่อว่าเราแต่ละคนก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากจะต้องถูกตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เราอาจแอบพูดว่า อย่าลิดเลย ข้าพระองค์ขอออกผลเล็กน้อยก็พอ
ที่บ้านคุณพ่อผมมีต้นลองกองอยู่หลายต้น และเมื่อหมดฤดูแล้ว ก็จะมีเปลือกไม้เกาะอยู่ตามกิ่งก้านต่างๆ เป็นที่ซ่อนของแมลงและทำให้ลำต้นแลดูสกปรก กิ่งก้านต่างๆแลดูรุงรัง ครั้งหนึ่งคุณพ่อได้ขอให้ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งช่วยตัดแต่งต้นลองกอง ทำให้เราได้เห็นภาพว่า การลิดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกนั้น มีประโยชน์อย่างไร ต้นลองกองของเราดูโปร่ง โล่ง สะอาดและพร้อมสำหรับการติดลูกในฤดูกาลถัดไป ซึ่งจะติดผลได้ดีขึ้นกว่าเดิม ชีวิตของเราก็จะเป็นเช่นนั้น หากเราเห็นข้อดีของการลิดอย่างนี้แล้ว เราน่าจะเปลี่ยนคำที่แอบพูดเมื่อสักครู่ได้แล้ว
ยอห์น 16:33 33 เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว"
ผมเชื่อว่าเราได้เคยดูโฆษณาสินค้าต่างๆทางโทรทัศน์ และได้เห็นการอวดอ้างสรรพคุณไว้อย่างเลิศหรู ซึ่งหากว่าสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควบคุม เราคงได้เห็นโฆษณาที่เกินจริงกว่านี้อีกมากมาย ศาสนาต่างๆก็โฆษณาสรรพคุณเช่นกัน เราเองบ้างครั้งก็ทำหน้าที่เหมือนเซลล์แมน ที่นำข่าวประเสริฐของพระเยซูไปนำเสนอ แน่นอนว่าเราเองก็อยากให้ข่าวประเสริฐนั้นได้รับการตอบรับ หรือพูดง่ายๆว่า ขายได้ ขายออก
ทำให้บางครั้งเซลล์แมนก็โฆษณาเกินไปจากสรรพคุณของสินค้า เพื่อหวังจะขายได้ แต่เมื่อลูกค้าพบว่าสินค้าไม่ได้มีสรรพคุณอย่างที่อ้างไว้นั้น ก็จะทำให้สินค้าเสียชื่อเสียงและทำให้สูญเสียโอกาสในการที่จะนำเสนอสินค้าสู่ลูกค้ารายอื่นๆ อย่าให้เรานำเสนอข่าวประเสริฐอย่างนั้น เพราะเราจะสร้างปัญหามากกว่าที่จะทำให้งานของพระเจ้าเดินหน้าไป พระเยซูทรงบอกว่า เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย พระเยซูทรงบอกให้เราไว้วางใจในพระองค์ และไม่กลัว แม้ว่าจะมีความทุกข์เกิดขึ้น แต่พระองค์ทรงมีชัยชนะแล้ว และแน่นอนว่าเราจะมีชัยร่วมกับพระองค์ด้วย
สำหรับยอห์นแล้ว ยอห์นได้นำเสนอพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงดำรงในปัจจุบัน และผู้ซึ่งจะเสด็จมา เป็นพระเจ้าผู้ทรงช่วยได้
แล้วสำหรับเรา เรานำเสนอพระเยซูเช่นนั้นหรือไม่ ???
| Create Date : 06 เมษายน 2554 |
| Last Update : 6 เมษายน 2554 16:47:23 น. |
|
1 comments
|
| Counter : 2032 Pageviews. |
|
 |
|
|
| โดย: Whai IP: 49.231.4.114 วันที่: 27 มิถุนายน 2556 เวลา:2:24:33 น. |
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|