ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
14 มีนาคม 2554
 

รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรมลูกา

13 มีนาคม 2011
คริสตจักร ยะลา

ลูกา 10:20
20แต่ว่าอย่าเปรมปรีดิ์ในสิ่งนี้ คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน แต่จงเปรมปรีดิ์ เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์"


อธิษฐาน
พระบิดาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เราทั้งหลายอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ในเวลาด้วยสำนึกในพระคุณและความรักที่มีต่อเราซึ่งเป็นคนบาป แต่พระองค์ได้ทรงไถ่เราออกจากความเป็นทาสของบาปให้มาเป็นประชากรของพระองค์ เป็นบุตรของพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับพระเยซูคริสต์ที่ได้ทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้เพื่อเป็นค่าไถ่ให้แก่คนบาป ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเปิดเผยความจริงพระวจนะในใจของเราแต่ละคน เพื่อให้เราไม่เพียงรับรู้ แต่ให้พระวจนะเหล่านั้นเกิดผลในเราทุกคน


เดือนที่ผ่านมาชาวยะลาเราก็ได้ผ่านเหตุการณ์ระเบิด 2 ครั้งซ้อนๆ ซึ่งเราเองก็คงคิดว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก พื้นที่นี้คงจะไม่น่าอยู่สำหรับเราแล้ว แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ พร้อมซึนามิเข้าถล่มจังหวัดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น อาจจะทำให้เรารู้สึกรักจังหวัดยะลามากขึ้น เพราะยะลาไม่ติดกับทะเล ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าจะมีซึนามิเข้าถล่ม ถ้าไม่ถึงกับขนาดดาวหางพุ่งชนโลก ซึนามิธรรมดาคงไม่สามารถเข้ามาถึงยะลาได้ หลายคนอาจจะเริ่มขอบคุณพระเจ้าได้บ้างสำหรับพื้นที่ที่น่าอยู่แห่งนี้

วันนี้เราจะมารู้จักกับพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผ่านทางพระกิตติคุณลูกา ซึ่งนับเป็นตอนที่ 3 ของซีรีย์ยาว ผมขอทบทวนเนื้อหาของ 2 ตอนก่อนหน้าที่อย่างสั้นๆ

สำหรับพระกิตติคุณมัทธิวที่เราได้ฟังไปในครั้งแรกนั้น มัทธิวมีจุดมุ่งหมายในการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้ชาวยิวได้รับรู้ ดังนั้นจึงมีการอ้างอิงถึงลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู เนื่องจากว่าพวกยิวกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ มัทธิวจึงให้มุมมองต่อพระเยซูในฐานะกษัตริย์ผู้ที่ชาวยิวกำลังรอคอย และในฐานะพระอาจารย์ผู้ที่ได้เฉลยให้ฟังถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของบทบัญญัติ มีการอ้างถึงคำพยากรณ์ต่างๆที่สำเร็จในพระเยซูคริสต์ เพื่อยืนยันแก่ชาวยิวว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่ได้เสด็จมาตามพระสัญญา

แต่สำหรับการบันทึกเรื่องราวของพระเยซูในพระกิตติคุณมาระโกนั้น เป็นการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับชาวโรมัน ดังนั้นจึงให้มุมมองที่ต่างกันออกไป เพราะชาวโรมันไม่ได้สนในใจคำพยากรณ์หรือกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าสัญญาไว้ แต่มาระโกกำลังนำเสนอพระเยซูในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นผู้ที่สามารถช่วยได้ ดังนั้นเรื่องราวของพระเยซูที่ปรากฏในพระธรรมมาระโกจึง มักจะเป็นเรื่องราวว่าพระเยซูทรงกระทำอะไร มากกว่าที่จะเป็นการเขียนถึงคำสั่งสอนของพระเยซูที่เป็นประโยคยาวๆ (ดังเช่นในยอห์น) หรือลำดับวงศ์ตระกูล(ดังเช่นในมัทธิวและลูกา) หรือการสำเร็จตามคำพยากรณ์ (ดังเช่นในมัทธิว)

วันนี้เราจะมาดูเรื่องราวของพระเยซูจากหนังสือพระกิตติคุณเล่มที่ 3 ซึ่งบันทึกไว้โดยนายแพทย์ลูกา ชาวต่างชาติเพียงคนเดียวที่มีส่วนร่วมในการบันทึกพระวจนะของพระเจ้า ลูกาไม่ได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับพระเยซูคริสต์ในขณะที่พระองค์ยังทรงดำเนินอยู่ แต่คาดว่าเขารับเชื่อพระเยซูโดยผ่านทางเปาโล พระกิตติคุณลูกา เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆที่ลูกาได้ทำการ “สืบสวนสอบสวน” บุคคลต่างๆซึ่งได้เคยอยู่กับพระเยซูคริสต์ ได้เคยร่วมในเหตุการณ์ ได้เคยเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตนเอง ทำให้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ที่ปรากฏในพระกิตติคุณลูกามีเนื้อหาที่ครอบคลุมอย่างละเอียดตั้งแต่การกำเนิดของพระเยซู ชีวิตในวัยเด็ก การสั่งสอน การทำอัศจรรย์ การเดินทางไปยังที่ต่างๆ การถูกจับ การพิพากษา การถูกตรึง การตาย การฝัง การฟื้นจากความตาย และการเสด็จกลับสู่สวรรค์ ครบถ้วนมากกว่าพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ

ลูกา 1:1-4
1ท่านเธโอฟีลัส ที่เคารพอย่างสูง ท่านทราบแล้วว่า มีหลายคนได้อุตส่าห์เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งสำเร็จแล้วในท่ามกลางเราทั้งหลาย 2ตามที่เขาผู้ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้น และเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้น ได้แสดงให้เรารู้ 3 เหตุฉะนั้น เนื่องจากข้าพเจ้าเองได้สืบเสาะถ้วนถี่ตั้งแต่ต้นมา จึงเห็นดีด้วยที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับ เพื่อประโยชน์แก่ท่าน 4เพื่อท่านจะได้รู้ความจริงอันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งมีผู้แจ้งให้ท่านทราบ


ตามที่ปรากฏในคำขึ้นต้นของพระกิตติคุณลูกา นายแพทย์ลูกาสืบเสาะข้อมูลและได้บันทึกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ เพื่อส่งมอบให้กับผู้มีตำแหน่งสูงท่านหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนต่างชาติ (โดยเฉพาะคนกรีก) รู้่ความจริงอย่างถูกต้องสมบูรณ์เกี่ยวกับ พระเยซูคริสต์ เพื่อให้รู้ว่าพระองค์ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ช่วยมนุษย์ชาติให้รอด ทั้งนี้เนื่องจากชาวกรีกเสาะหามนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบและเป็นแบบอย่าง (ในขณะที่ชาวยิว รอคอยกษัตริย์ผู้จะเสด็จมา ชาวโรมัน แสวงหาพระเจ้าผู้ช่วยได้ ทำให้พระกิตติคุณมัทธิว และพระกิตติคุณมาระโก นำเสนอพระเยซูคริสต์ในมุมมองที่ตอบสนองต่อคนเหล่านั้น)

คำว่า เธโอฟีลัส มีความหมายว่า “ท่านผู้เป็นที่รักของพระเจ้า” ทำให้หมายความอีกอย่างหนึ่งได้ว่าข้อความที่ลูกาได้บันทึกไว้ ก็เพื่อสำหรับมนุษย์ทุกคนซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรัก

นอกจากพระกิตติคุณลูกาแล้ว นายแพทย์ลูกายังเป็นผู้บันทึกพระธรรมกิจการของอัครทูตอีกด้วย ลูกาได้ติดตามเปาโลไปในการเดินทางประกาศข่าวประเสริฐและก่อตั้งคริสตจักรในยุคแรกๆ หากจะนับว่าใครเขียนพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มากที่สุด คงต้องยกให้เปาโลซึ่งเขียนไว้ 13 เล่ม จาก 27 เล่มคิดเป็นเนื้อหาประมาณ 31% ถัดมาเป็นอัครสาวกยอห์น ที่เขียนไว้ 5 เล่ม เนื้อหาประมาณเกือบๆ 30 % และนายแพทย์ลูกาตามมาเป็นอันดับที่ 3 แม้จะเขียนเพียง 2 เล่ม แต่ก็คิดเป็นเนื้อหาถึงประมาณ 25%

เมื่อเราอ่านในพระกิตติคุณลูกา เราไม่พบข้อความใดๆที่ระบุว่าใครเป็นผู้เขียน แต่จากการศึกษาพบว่ามีข้อสังเกตที่เชื่อได้ว่าเป็นการบันทึกของลูกา เนื่องจากเนื้อความต่างๆเมื่อเทียบกับพระธรรมกิจการของอัครทูตแล้ว มีลักษณะที่บ่งบอกตัวตนของผู้เขียนได้ว่าน่าจะเป็นคนเดียวกัน ในขณะที่พระธรรมกิจการมีข้อความที่ยืนยันว่าเป็นการบันทึกของลูกา ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการคือ ความสามารถในการใช้ภาษาและความละเอียดละออให้ความสำคัญกับข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ที่มีการศึกษาดี ทำให้เราแน่ใจว่า พระกิตติคุณเล่มที่ 3 นี้ นายแพทย์ลูกาเป็นผู้เขียน

มารู้จักพระเยซู ตามที่ลูกาได้นำเสนอ

พระเยซูกับสิเมโอน
ลูกา 2:25-32
25นี่แน่ะ มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า และคอยเวลาซึ่งพวกอิสราเอลจะได้รับความบรรเทาทุกข์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับท่าน 26พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงสำแดงแก่ท่านว่า ท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นพระคริสต์ของพระเป็นเจ้า 27สิเมโอนเข้าไปในบริเวณพระวิหาร โดยพระวิญญาณทรงนำ และเมื่อบิดามารดาได้นำพระกุมารเยซูเข้าไป เพื่อจะกระทำแก่พระกุมารตามธรรมเนียมแห่งธรรมบัญญัติ28สิเมโอนจึงอุ้มพระกุมาร และสรรเสริญพระเจ้าว่า 29"ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้พระองค์ทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข ตามพระดำรัสของพระองค์ 30เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว 31ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติทั้งหลาย 32เป็นสว่างส่องแสงแก่คนต่างชาติ และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์"


เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อพระเยซูมีอายุได้ 8 วัน บิดามารดาได้พาพระเยซูไปเพื่อเข้าพิธีสุหนัตตามธรรมเนียมยิว ภาษาไทยเรามีวลีหนึ่งคือ “ตายตาหลับ” เป็นคำที่เราทุกคนคงเข้าใจดีว่าหมายถึงการที่หมดกังวล หมดห่วงแล้ว พวกเราหลายคนวันนี้ยังไม่ค่อยอยากไปสวรรค์ทั้งๆที่รู้ว่าสวรรค์น่าอยู่กว่าบนโลกนี้มากนัก แต่ก็ยังไม่อยากไป เพราะถ้าไปวันนี้ก็ยัง “ตายตาไม่หลับ” ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่นเป็นห่วงลูกๆว่าจะทำมาหากินเป็นหรือเปล่า จะพาตัวรอดไหม จะสามารถดูแลทรัพย์สมบัติไว้ได้หรือไม่ จะเรียนจบมหาวิทยาลัยดังๆหรือไม่ และอื่นๆอีก มีหลายประการที่ทำให้เรายังรู้สึกว่า “ตายตาไม่หลับ”

จริงๆแล้ว สิ่งที่ควรเป็นเรื่องกังวลสำหรับเราน่าจะเป็นเรื่องที่ว่าลูกหลานของเราได้พบกับ “ความรอด” แล้วหรือยัง มากกว่าที่จะห่วงเรื่องของฝ่ายโลกนี้ จากคำเทศนาของอาจารย์มนุญศักดิ์ ที่เปิดออกอากาศไป อาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า มีสมาชิกที่โบสถ์มาบอกว่า “จะมาแจ้งให้ทราบว่า ลูกของเขาจะไม่ได้มานมัสการพระเจ้า 3 ปี เพราะต้องไปเรียนพิเศษเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย” แต่สำหรับสิเมโอนแล้ว นับจากวันนั้นไปสิเมโอนชายชราผู้รอคอยพระสัญญาของพระเจ้าจะได้นอนตาหลับ เพราะพระเยซูได้ทรงเสด็จมาเพื่อทำให้พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเขาสำเร็จ สิเมโอนได้กล่าวคำที่มีความหมายมากคือ “ตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว” พระเยซูทรงเป็นความรอดที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานให้เข้ามาในโลกนี้ ความรอดได้มาถึงลูกหลานของอิสราเอลแล้ว

วันนี้มีใครนอนตาหลับได้แล้วบ้าง ??

พระเยซูกับคณะสตรี
ลูกา 8:1-3
1ต่อมาพระองค์ก็เสด็จไปตามบ้านตามเมือง ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์ 2พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่มีผีร้ายออกจากนางและที่หายโรคต่างๆ คือมารีย์ที่เรียกว่าชาวมักดาลา ที่พระองค์ได้ทรงขับผีออกจากนางเจ็ดผี 3และโยอันนาภรรยาของคูซา ต้นเรือนของเฮโรด และสูสันนาและผู้หญิงอื่นๆหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา


ลูกาได้ให้เราได้เห็นบทบาทของคณะสตรี ที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าสาวกผู้ชายในการปรนนิบัติและสนับสนุนการงานของพระเยซูตั้งแต่สมัยเริ่มแรก แม้ว่าในสังคมสมัยนั้น สตรีจะไม่ค่อยได้มีบทบาทมากนัก แต่เราก็เห็นท่าทีที่น่าชื่นชม ที่เขาเหล่านั้นยินดีทำงานตามบทบาทของตน และก็ได้มีส่วนช่วยในการงานของพระเยซู น่ายินดีสำหรับคณะสตรีของคริสตจักรของเรา ที่ได้กระทำหน้าที่อย่างสุดกำลังตามบทบาทของสตรีที่พึงกระทำ ผมเชื่อว่าคณะสตรีของเราจะไม่ขาดบำเหน็จอย่างแน่นอน

ผมอยากให้ลองนึกภาพของคณะนักร้องประสานเสียง ซึ่งปกติก็จะแบ่งเป็น 4 เสียง โดยเป็นผู้หญิง 2 เสียง และผู้ชาย 2 เสียง แต่ละเสียงก็มีโน๊ตของตนเอง และทำหน้าที่ในการร้องไปตามโน๊ตนั้น บางช่วงเวลาทุกเสียงก็ร้องพร้อมกัน บางช่วงเวลาก็ร้องเฉพาะบางเสียง แต่ทั้งนี้ก็ต้องสอดประสานกันไปตามที่ผู้เรียบเรียงเพลงได้กำหนดมานั้น บทบาทในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าของบุรุษและสตรีก็เป็นอย่างนั้น คือแต่ละฝ่ายก็มีบทบาทของตนเอง ตามที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้

เหตุการณ์ตอนนั้น พระเยซูได้เสด็จไปในหลายเมือง เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ พระองค์มีสาวกผู้ติดตามที่ช่วยงานหลายคน แต่ละคนก็ทำหน้าที่อย่างขันแข็ง ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่กระนั้นเราก็พบว่า มีผู้ติดตามที่เป็นผู้หญิงด้วย บางคนก็เป็นผู้ที่เคยได้รับการช่วยกู้ให้พ้นจากปัญหาใหญ่ในชีวิต บางคนก็เป็นภรรยาของผู้มีตำแหน่งใหญ่ เขาเหล่านั้นได้ช่วยอำนวยความสะดวก สนับสนุนงานโดยทรัพย์สินส่วนตัว ด้วยความสามารถ ความถนัดที่ตนเองมีอยู่

พระเยซูกับสาวก 70 คน
ลูกา 10:17-20
17ฝ่ายสาวกเจ็ดสิบคนนั้นกลับมาด้วยความปรีดีทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์" 18พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราได้เห็นซาตานตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ 19ดูเถิด เราได้ให้พวกท่านมีอำนาจเหยียบงูร้ายและแมงป่อง และมีอำนาจใหญ่ยิ่งกว่ากำลังศัตรู ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำอันตรายแก่ท่านได้เลย 20แต่ว่าอย่าเปรมปรีดิ์ในสิ่งนี้ คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน แต่จงเปรมปรีดิ์ เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์"


เรามักจะคุ้นเคยกับสาวก 12 คน ซึ่งเป็นสาวกใกล้ชิดที่พระเยซูทรงเลือก แต่ลูกาก็ได้ให้เราได้รับรู้เพิ่มเติมว่ามีสาวกอีกจำนวนหนึ่งด้วยที่ติดตามและรับใช้ตามที่พระเยซูทรงมอบหมายให้ ในเหตุการณ์นี้มีสาวก 70 คน พระเยซูได้ส่งพวกเขาออกไปเป็นคู่ๆ เพื่อประกาศแผ่นดินของพระเจ้า และทรงสั่งให้เขารักษาคนป่วย ให้เขามีสิทธิอำนาจ พวกเขากลับมาด้วยความตื่นเต้นที่ได้เห็นการอัศจรรย์ต่างที่เกิดขึ้นผ่านการงานของพวกเขา ผมเชื่อว่าเราเองก็คงอยากมีประสบการณ์อย่างนั้นบ้าง และคงตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าสาวกพวกนั้น แต่พระเยซูได้ทรงเตือนสติเขาให้ไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด และน่ายินดียิ่งกว่าประสบการณ์ใดๆ คือการที่ได้มีชื่อเป็นประชากรในแผ่นดินสวรรค์

พี่น้องเชื่อหรือไม่ครับว่า บ่อยครั้งที่ความชื่นชมยินดีในชีวิตของเราหายไป เพราะเราเอาความชื่นชมยินดีไปผูกไว้กับสิ่งที่ไม่ใช่แก่นแท้ เช่นเราอาจชื่นชมยินดีเมื่อเรามีผลงานดีได้ 2 ขั้น หุ้นขึ้นมีผลกำไรงดงาม ทำยอดขายได้ถล่มทลาย ฯลฯ เป็นสิ่งที่ไม่ผิดถ้าเราจะยินดีกับสิ่งที่ดีเหล่านั้น แต่หากเราผูกติดความชื่นชมยินดีอยู่ที่สิ่งเหล่านั้นเหมือนๆกับคนอื่นๆในโลก ก็จะมาถึงวันหนึ่งที่ความชื่นชมยินดีหายไป เพราะเมื่อมีผลงานดี ก็อาจมีบางวันที่ผลงานแย่ ในเมื่อมีหุ้นขึ้นกำไรงาม ก็อาจมีบางคราวที่หุ้นตกขาดทุนยับเยิน ในเมื่อเคยทำยอดถล่มทลาย ก็อาจมีบางวันที่ถล่มทลายแบบไม่มียอด หากว่าความเปรมปรีดิ์ในชีวิตของเรามลายหายไปเพราะสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นสิ่งที่บอกได้ว่า เราไม่ได้เป็นอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์ให้เราเป็น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

พระเยซูกับมารีย์-มารธา
ลูกา 10:38-42
38เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป พระองค์จึงทรงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อมารธาต้อนรับพระองค์ไว้ในเรือนของเธอ 39มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์ และมารีย์ก็นั่งใกล้พระบาทพระเยซูฟังถ้อยคำของพระองค์ด้วย 40แต่มารธายุ่งในการปรนนิบัติมาก จึงมาทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือ ซึ่งน้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ทำการปรนนิบัติแต่คนเดียว ขอพระองค์สั่งเขาให้มาช่วยข้าพระองค์" 41แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า "มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก 42สิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว มารีย์ได้เลือกเอาส่วนดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้"


เรื่องราวของมารีย์กับมารธา อาจสร้างความงุ่นง่านใจให้กับเราพอสมควร เพราะความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ทำไมมารธาจึงได้รับคำตอบเช่นนี้ แล้วเราเป็นเหมือนมารธาหรือไม่ และจะได้รับคำตอบเช่นนั้นจากพระเยซูด้วยหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นเราจะหยุดทำทุกอย่างแล้วนั่งเป็นผู้ฟังอย่างที่มารีย์ทำจะดีไหม ไม่เหนื่อยด้วย แถมได้รับคำชมเสียอีก ผมคิดว่าเรื่องนี้รบกวนจิตใจของเราอยู่ไม่น้อย

สิ่งที่มารธาทำไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายอะไร มารธาได้กระทำด้วยความรักความปรารถนาดีที่เธอมีต่อพระเยซู และอาจจะด้วยความปรารถนาดีอย่างมากสุดๆด้วย จึงทำให้เธอทุ่มเทและเหน็ดเหนื่อยจากการงานที่มากมายเหล่านั้น และเริ่มไม่พอใจน้องสาวที่ไม่มาช่วย จนถึงกับบ่นต่อว่าพระเยซูไปด้วย “พระองค์ไม่สนพระทัยหรือ”

ข้อแตกต่างของพี่น้องสองคนนึ้คือ มารธาทำสิ่งที่เธอประสงค์ แต่มารีย์ทำสิ่งที่พระเยซูทรงประสงค์ บางครั้งเราอาจมีท่าทีเหมือนกับมารธา คือพยายามทำทุกสิ่งด้วยความปรารถนาของเราและหวังจะให้พระเจ้าพอพระทัย และด้วยความตั้งใจที่ดีของเรา ทำให้เราทุ่มเทมาก และพยายามอย่างดีที่สุด อย่างมากที่สุด แต่ด้วยกำลังของมนุษย์ที่มีจำกัด ทำให้เรามาถึงจุดที่สติแตก

ขอให้เราเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ โดยการให้ความสนใจที่พระประสงค์ของพระเยซู และำทำในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ พระเยซูเคยบอกว่าไว้ว่า “ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” (มัทธิว 11:30) หากเราเริ่มรู้สึกว่า การงานที่เราทำเพื่อพระเยซูนั้นช่างหนักหนาสาหัสยิ่งนัก จงอย่าฝืนต่อไป เพราะนั้นอาจไม่ใช่การงานของพระเยซูแล้ว แต่อาจเป็นงานตามความประสงค์ของเรา หากเราฝืนต่อไป เราจะมาถึงจุดที่ต้องบ่นใส่พี่น้องว่าทำไมไม่มาช่วยกันบ้าง หรือแม้แต่บ่นต่อว่าพระเจ้า สิ่งเราควรทำคือหยุด และหันมาหาพระองค์ เพื่อจะรู้พระประสงค์ของพระองค์ว่าเป็นอย่างไร

สำหรับลูกาแล้ว ลูกาได้นำเสนอพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เป็นผู้บริสุทธิ์ มีความกล้าหาญ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทรงช่วยเหลือเอาใจใส่ผู้เล็กน้อยและต่ำต้อย คนจน คนบาป คนเก็บภาษี คนต่างชาติ ผู้หญิง อีกทั้งยังทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ มีชัยชนะ ทรงเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า ผู้ทรงสมควรแก่การยกย่อง และเคารพสักการะ

แล้วสำหรับเรา เรานำเสนอพระเยซูเช่นนั้นหรือไม่ ???



Create Date : 14 มีนาคม 2554
Last Update : 14 มีนาคม 2554 16:14:34 น. 0 comments
Counter : 1822 Pageviews.  
Share to Facebook
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com