ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
21 กุมภาพันธ์ 2554
 

รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรมมาระโก

20 กุมภาพันธ์ 2011
คริสตจักร ยะลา

มาระโก 10:45
45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก"


อธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด เราทั้งหลายขอบพระคุณสำหรับพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ที่ทรงใช้ให้เข้ามาในโลกนี้เพื่อกระทำแผนการแห่งการช่วยกู้ของพระองค์ให้สำเร็จ ขอบพระคุณที่ได้ทรงเปิดเผยให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระผู้ช่วยให้รอดโดยผ่านทางพระคัมภีร์ โปรดให้เราได้เข้าใจและมองเห็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อเราจะมีชีวิตที่ใกล้ชิดและเชื่อฟังพระองค์มากขึ้น ขอให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเราทุกคน


ผมเชื่อว่าเราทุกคนที่นี่ได้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงปกป้องพี่น้องของเรา ทั้งครอบครัวร้านแอนแอน และครอบครัวร้านลี จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขอให้ความเชื่อที่พี่น้องของเราทั้งสองครอบครัวได้สำแดงออกนั้น เป็นเหตุให้พระเจ้าได้รับเกียรติ และพี่น้องในคริสตจักรได้รับการหนุนใจ เหตุการณ์ที่ดูว่าเป็นสิ่งร้ายแรงและไม่มีใครปรารถนาจะได้ประสบ จะกลับกลายเป็นเรื่องที่เราจะสรรเสริญพระเจ้าให้ลูกหลานได้ฟัง ผมเพิ่งได้ยินข่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้มีผู้คนจำนวนหนึ่งตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่แล้ว พวกเราหลายคนอาจเริ่มคิดอย่างนั้นบ้าง หรืออาจกำลังถูกชักชวนให้ย้ายออกไปบ้าง แต่ผมขอหนุนใจพี่น้องทุกท่านว่า เราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างแน่นอน

ครั้งที่แล้วผมได้เกริ่นให้พี่น้องได้รับทราบถึงเรื่องราวที่จะแบ่งปันซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่ค่อนข้างยาว เราได้เริ่มต้นไปแล้ว 1 ตอนคือ รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรมมัทธิว วันนี้เราจะมาถึงตอนที่ 2 คือ รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรมมาระโก ขอทบทวนสั้นๆดังนี้

หลักข้อเชื่อเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์คือ “เราเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” และเรารับรู้ว่าบรรดาคนเหล่านั้นที่มีส่วนในการบันทึกหนังสือพระคัมภีร์นั้นก็ไม่ได้หอบหิ้วสมุด-ดินสอติดตัวไว้ตลอด และคอยนั่งจดเรื่องราวเหมือนจดไดอารี่ประจำวันว่าวันนี้พระเยซูตื่นกี่โมง ไปไหน ทำอะไร กินอะไร พูดอะไรอย่างละเอียด แต่เขาได้บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้จากความทรงจำที่เขาได้มีส่วนร่วมใช้ชีวิตกับพระเยซู หรือได้รับคำบอกเล่าจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ การดลใจจากพระเจ้านั้นคือการที่คนเหล่านั้น แม้ว่าผ่านไปนานหลายสิบปี และกระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กลับเขียนถึงเรื่องราวเดียวกัน โดยมีเนื้อหาหลักของเรื่องที่สอดคล้องกัน อันเป็นสิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันให้แก่ความจริงของเรื่องราวเหล่านั้น การเขียนบันทึกเรื่องราวนั้นก็เป็นไปตามสำนวนของแต่ละบุคคลแต่เนื้อหาทั้งหมดอยู่ในการดลใจของพระเจ้า แน่นอนว่าความทรงจำของมนุษย์นั้นมีจำกัด คงมีเรื่องราวอีกมากมายที่พระเยซูได้ทรงกระทำ และไม่ได้ถูกจดบันทึกไว้ แต่หากเราเชื่อในการดลใจของพระเจ้า เราควรเชื่อว่า พระองค์ทรงเห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ก็ “เพียงพอ” แล้วที่จะเปิดเผยความจริงของพระเจ้า ให้เห็นว่าแผนการการช่วยกู้ของพระเจ้าโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์นั้นสำเร็จ ดังที่ได้ทรงเปิดเผยไว้ล่วงหน้าในพันธสัญญาเดิม

ผมขอเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับตัวตนของมาระโกก่อน มาระโกเป็นชาวยิว ครอบครัวมีฐานะดีมีอีกชื่อหนึ่งว่ายอห์น ซึ่งเป็นชื่อเรียกในภาษาฮีบรู ส่วนชื่อมาระโกหรือมาร์คัส เป็นชื่อเรียกในภาษาลาติน มีมารดาชื่อมารีย์ เขาไม่ได้เป็น 1 ในสาวก 12 คน แต่เป็นคนหนุ่มซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับอัครสาวก มาระโกเป็นญาติของบารนาบัส เขาได้เคยติดตามเปโตรอย่างใกล้ชิดจึงได้รับรู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์จากเปโตร และเขายังได้ติดตามเปาโลในการออกประกาศข่าวประเสริฐ และเคยเป็นที่ไม่พอใจของเปาโล จนทำให้เปาโลต้องออกปากบอกว่าไม่ต้องการให้เขาติดตามไปด้วย แต่ภายหลังเขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองจนกระทั่งเปาโลให้การยอมรับเขา มาระโกคนนี้อาจจะเป็นชายคนนั้นที่ต้องสลัดผ้าวิ่งหนีไปในคืนที่พระเยซูถูกทหารโรมันจับตัวไป และเป็นบ้านของมาระโกที่เป็นที่ชุมนุมของเหล่าผู้เชื่อในคริสตจักรยุคแรก

สำหรับพระกิตติคุณมัทธิวที่เราได้ฟังไปเมื่อคราวก่อน มัทธิวมีจุดมุ่งหมายในการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้ชาวยิวได้รับรู้ ดังนั้นจึงมีการอ้างอิงถึงลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู เนื่องจากว่าพวกยิวกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ มัทธิวจึงให้มุมมองต่อพระเยซูในฐานะกษัตริย์ผู้ที่ชาวยิวกำลังรอคอย มีการอ้างถึงคำพยากรณ์ต่างๆที่สำเร็จในพระเยซูคริสต์ เพื่อยืนยันแก่ชาวยิวว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่ได้เสด็จมาตามพระสัญญา แต่สำหรับการบันทึกของมาระโกนั้น เป็นการเขียนเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้กับชาวโรมัน ดังนั้นจึงให้มุมมองที่ต่างกันออกไป เพราะชาวโรมันไม่ได้ในใจคำพยากรณ์หรือกำลังรอคอยกษัตริย์ที่พระเจ้าสัญญาไว้

หนังสือคู่มือสำหรับศึกษาพระคัมภีร์ให้ทัศนะเกี่ยวกับพระธรรมมาระโกว่า พระธรรมมาระโกนำเสนอพระเยซูในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า ดังนั้นเรื่องราวของพระเยซูที่ปรากฏในพระธรรมมาระโกนี้ มักจะเป็นเรื่องราวว่าพระเยซูทรงกระทำอะไร มากกว่าที่จะเป็นการเขียนถึงคำสั่งสอนของพระเยซูที่เป็นประโยคยาวๆ (ดังเช่นในยอห์น) หรือลำดับวงศ์ตระกูล(ดังเช่นในมัทธิวและลูกา) หรือการสำเร็จตามคำพยากรณ์ (ดังเช่นในมัทธิว)

เรื่องราวในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มคือ มัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น มีเรื่องราวที่เหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่ง และมีบางเรื่องราวที่จะปรากฏอยู่ในเฉพาะบางเล่ม หรือปรากฏเฉพาะใน 2 เล่ม หรือ 3 เล่ม และเมื่อเรื่องเดียวกันปรากฏอยู่ในหนังสือ 2 เล่มขึ้นไปนั้น ก็เป็นที่ถูกจับตา ว่าจะมีอะไรที่ขัดแย้งกันหรือเปล่า ซึ่งก็มีการท้วงติงบ้างว่าทำไมจึงมีข้อมูลที่ไม่ตรงกันในรายละเอียดบางอย่าง แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้พี่น้องได้ลองคิดถึงหลักของความเป็นจริงที่ว่า การพูดความจริง โดยไม่ได้นัดหมายกันนั้น เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ได้ข้อความที่ตรงกันทุกถ้อยคำ แต่หากว่ามีถ้อยคำที่ตรงกันทุกถ้อยคำต่างหากที่สมควรจะถูกตั้งข้อสงสัย การที่เรื่องราวที่ปรากฏในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม มีความแตกต่างกันในรายละเอียด กลับเป็นข้อมูลที่ทำให้ภาพรวมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เราจะมาดูเรื่องราวของพระเยซูตามที่มาระโกได้บันทึกไว้ เพื่อเราจะมองเรื่องราวของพระเยซูในมุมมองที่คนที่ไม่ใช่ยิวควรจะรับรู้ และบางทีอาจเป็นมุมมองที่เราสมควรจะใช้ในการนำเสนอพระเยซูต่อคนในสังคมของเราด้วย

มาระโก 10:45
45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก"


พระธรรมข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของพระธรรมมาระโก เป็นการสำแดงให้ชาวโรมันรู้ว่าพระเยซูคริสต์ได้เข้ามาเพื่อทำอะไรให้แก่มนุษย์ทั้งปวง แน่นอนว่า สำหรับพวกเราที่เป็นคนไทย ก็คงไม่ต่างกับชาวโรมันในสมัยนั้น เพราะดูเหมือนว่าบรรพบุรุษของเราไม่ได้มีส่วนในบรรดาคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์เดิม แต่กระนั้น พระเยซูก็ได้ทรงถูกใช้มาก็เพื่อคนต่างชาติอย่างพวกเราเช่นกัน

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลกในครั้งนั้น ไม่ได้มาด้วยสง่าราศีหรือเกียรติยศที่สูงส่ง พระองค์ประสูติในรางหญ้า ในครอบครัวเล็กๆ เป็นชาวบ้านธรรมดา และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้นำศาสนา แต่พระองค์ก็ยังทรงเข้มแข็ง อดทนอดกลั้น ยอมรับการข่มเหง จนกระทั่งทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนในที่สุด แต่นั่นทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ พระเจ้าได้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย สำแดงให้เห็นว่า ภาระกิจของพระองค์คือการมาเพื่ออุทิศพระองค์เองเป็นค่าไถ่ให้กับคนบาปอย่างพวกเราสำเร็จแล้ว

แบบอย่างของพระเยซูในข้อนี้ควรเป็นสิ่งที่เราทุกคนจะยึดถือไว้ การที่เราจะเป็นผู้รับใช้ที่กระทำการงานของพระเจ้านั้น เราต้องไม่แสวงหาเกียรติ และรอรับการปรนนิบัติ เพราะเราต่างหากที่ต้องทำหน้าที่ในการปรนนิบัติ เราต้องอดทน ยอมรับการข่มเหง ยอมทนทุกข์ลำบาก แม้ว่าหลายสิ่งจะไม่ยุติธรรมสำหรับเรา แต่เพื่อแผนการของพระเจ้าที่ทรงมอบหมายสำหรับเรานั้นจะสำเร็จ

มาระโก 13:24-27
24"ภายหลังเมื่อคราวลำบากนั้นพ้นไปแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง 25ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งซึ่งมีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน 26เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก 27เมื่อนั้นพระองค์จะทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้วทั้งสี่ทิศนั้น ตั้งแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลกถึงที่สุดขอบฟ้า


แต่การเสด็จกลับมาของพระเยซูในครั้งที่สอง พระองค์จะกลับมาด้วยสง่าราศีที่ยิ่งใหญ่ สมกับฐานะแห่งพระบุตรของพระเจ้า แน่นอนว่า เราทั้งหลายที่สัตย์ซื่อในการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าก็ได้มีส่วนในพระสิริขององค์พระเยซูคริสต์ด้วย เพราะว่าความทุกข์ยากลำบากที่เราได้รับนั้น ก็ทำให้เราได้เข้าส่วนในศักดิ์ร่วมกับพระเยซู

มาระโก 4:26-29
26พระองค์ตรัสว่า "แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน 27แล้วกลางคืนก็นอนหลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ 28เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง29ครั้นสุกแล้วเขาก็ใช้คนไปเกี่ยวเก็บทีเดียว เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว"


คำอุปมาเรื่องนี้ ปรากฏอยู่เฉพาะในพระธรรมมาระโกเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมได้เคยบอกไว้เมื่อครั้งก่อนว่า การบันทึกเรื่องราวในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มนั้น ผู้บันทึกไม่ได้ถือสมุด ดินสอ เดินตามไปบันทึกเรื่องราวต่างๆ แบบการบันทึกสมุดประจำวัน แต่เป็นการระลึกถึงเรื่องราวต่างๆ หลังจากเหตุการณ์เหล่านั้นได้ผ่านไปหลายสิบปี ส่วนความน่าเชื่อถือของเรื่องราวต่างๆนั้น เราต้องเปรียบเทียบกับความน่าเชื่อถือของหนังสือประวัติศาสตร์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเมื่อเทียบกับหนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ หรือแม้แต่คัมภีร์ในศาสนาต่างๆ พระคริสตธรรมคัมภีร์มีความน่าเชื่อถือมากกว่าหนังสือเหล่านั้น เพราะผู้เขียนได้อยู่ในเหตุการณ์จริง หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้รับข้อมูลในลำดับที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาหลายสิบรุ่นแล้วจึงค่อยบันทึก นอกจากนี้ยังสามารถเทียบเคียงกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่นหนังสือจดหมายเหตุของทางการโรมในสมัยนั้น

คำอุปมาเรื่องของเมล็ดพืชนี้ มีสิ่งที่น่าใคร่ครวญอยู่ไม่น้อย เพื่อเราจะเข้าใจอย่างถูกต้อง ถึงวิธีการของพระเจ้า เรื่องนี้อาจพิจารณาได้เป็นสองอย่าง

อย่างแรกคือ การประกาศข่าวประเสริฐ กับการตอบรับของผู้ที่ได้รับฟังข่าวประเสริฐ เป็นคำอุปมาที่หนุนใจเราทั้งหลายที่มีหน้าที่หว่านข่าวประเสริฐออกไป ว่าคนทั้งหลายที่ได้ยินข่าวประเสริฐนั้นเป็นเหมือนดิน ข่าวประเสริฐจะเกิดผลในคนใด ไม่ได้อยู่ที่ผู้หว่าน แต่อยู่ที่ผู้รับข่าวประเสริฐนั้นเอง อย่าได้รู้สึกหมดเรี่ยวแรงหากว่าไม่มีผู้ใดตอบสนองต่อข่าวประเสริฐที่ท่านได้หว่านออกไป แต่จงสัตย์ในการทำหน้าที่ของตน

อย่างที่สองคือ การเลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณ เป็นคำอุปมาที่เตือนสติว่า อย่าได้พยายามที่จะเก็บเกี่ยวก่อนเวลาอันสมควร เราอาจเคยได้ยินเรื่องของเด็กที่พยายามทำให้ค้นไม้โตเร็วๆ โดยการพยายามออกแรงดึงต้นไม้ หวังว่าจะให้มันสูงขึ้นโดยเร็ว แต่นั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูก หากต้องการให้ต้นไม้เติบโตและแข็งแรง เราอาจจะพอทำได้ด้วยการใส่ปุ๋ย หรือพรวนดิน ซึ่งน่าจะหมายถึงการให้พระวจนะของพระเจ้าที่เป็นอาหารของจิตวิญญาณ ไม่ใช่การพยายามเร่งรัดด้วยวิธีการอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารฝ่ายวิญญาณ

มาระโก 7:31-37
31ต่อมาพระองค์จึงเสด็จจากเขตแดนเมืองไทระ และผ่านเมืองไซดอนดำเนินตามทางแคว้นทศบุรี มายังทะเลสาบกาลิลี 32เขาพาชายหูหนวกพูดติดอ่างคนหนึ่งมาหาพระองค์ แล้วทูลขอพระองค์ให้ทรงวางพระหัตถ์บนคนนั้น 33พระองค์จึงทรงนำคนนั้นออกจากประชาชนไปอยู่ต่างหาก ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าที่หูของชายผู้นั้น และทรงบ้วนน้ำลายเอานิ้วพระหัตถ์จิ้มแตะลิ้นคนนั้น 34แล้วพระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ทรงถอนพระทัยตรัสแก่คนนั้นว่า "เอฟฟาธา" แปลว่า "จงเปิดออก" 35แล้วหูคนนั้นก็ปกติ สิ่งที่ขัดลิ้นนั้นก็หลุดและเขาพูดได้ชัด36พระองค์ทรงห้ามปรามคนทั้งหลายมิให้แจ้งความนี้แก่ผู้ใดเลย แต่พระองค์ยิ่งทรงห้ามปราม เขาก็ยิ่งเล่าลือไปมาก 37คนทั้งปวงก็ประหลาดใจเหลือเกิน พูดกันว่า "พระองค์ทรงกระทำล้วนแต่ดีทั้งนั้น ทรงกระทำคนหูหนวกให้ได้ยิน คนใบ้ให้พูดได้"

มาระโก 8:22-26
22พระองค์กับสาวกจึงไปยังเมืองเบธไซดา เขาพาคนตาบอดคนหนึ่งมาหาพระองค์ ทูลอ้อนวอนขอพระองค์ให้โปรดถูกต้องคนนั้น 23พระองค์ได้ทรงจูงมือคนตาบอดออกไปนอกหมู่บ้าน เมื่อได้ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ตาคนนั้น และวางพระหัตถ์บนเขาแล้ว พระองค์จึงตรัสถามว่า "เจ้าเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่" 24คนนั้นเงยหน้าดูแล้วทูลว่า "ข้าพระองค์แลเห็นคนเหมือนต้นไม้เดินไปเดินมา" 25พระองค์จึงวางพระหัตถ์บนตาเขาอีก แล้วเขาก็เพ่งดู และตาก็หายเป็นปกติ แลเห็นสิ่งทั้งหลายได้ชัด 26พระองค์จึงตรัสสั่งคนนั้น ให้กลับตรงไปยังบ้านของตนแล้วกำชับว่า "อย่าเข้าไปในหมู่บ้านนั้น"



การรักษาคนหูหนวก เป็นใบ้ และคนตาบอดนั้น เป็นหมายสำคัญที่ยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ที่ถูกพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ใน อิสยาห์ 35:5-6แต่มาระโกก็ไม่ได้นำเสนอในประเด็นนั้น การนำเสนอของมาระโกเพื่อเน้นว่าพระเยซูทรงช่วยได้ และการช่วยของพระองค์นั้นไม่ใช่ด้วยวิธีการของมนุษย์ ถ้าพระเยซูทรงไปหาสมุนไพรมาต้มให้คนนั้นกิน หรือนำเขาไปผ่าตัด ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หมอทั่วไปก็คงจะทำได้เหมือนกัน ผมหวังว่าเราคงไม่พยายามทำอย่างที่พระเยซูทรงกระทำ มาระโกไม่ได้กำลังเสนอแนวทางการแพทย์ที่จะใช้รักษาคนหูหนวกเป็นใบ้ แต่เพื่อให้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์

เราได้นำเสนอพระเยซูผู้ทรงช่วยได้ ในลักษณะอย่างมาระโกหรือเปล่า คือการช่วยเหลือของพระองค์ไม่ใช่วิธีการของมนุษย์ และแก้ปัญหาที่มนุษย์จนปัญญาที่จะกระทำการใดๆ ปัญหาเรื่องความบาปที่ครอบงำมนุษย์ เป็นสิ่งที่เกินปัญญาของมนุษย์จะแก้ไขได้ ศาสนาต่างๆนำเสนอวิธีการที่จะควบคุม ที่จะลด ละ เลิก จากการทำบาป แต่ไม่สามารถช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นไปได้เลย เพราะเป็นวิธีการของมนุษย์

เราเองกำลังนำเสนอวิธีการของมนุษย์ให้เขาเหล่านั้นด้วยหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นการพยายามประเคนให้เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา การพยายามควบคุม บงการ ครอบงำวิถีชีวิต แทนที่จะเป็นการนำเขาให้มาถึงการยอมจำนนต่อพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าทรงกระทำการด้วยวิธีการของพระองค์ ให้เขาได้พบกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง ให้เราทำหน้าที่เพียงแค่ “นำเขามาถึงพระองค์” และไม่พยายามที่จะทำการอัศจรรย์แทนพระองค์

คนที่พาผู้ป่วยมาถึงพระเยซู ได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดแล้ว แต่ก็มีบทเรียนที่น่าสนใจอีกประการคือ ทั้งสองกรณี เขาได้ขอให้พระเยซูวางมือ หรือแตะต้องผู้ป่วย เหมือนกับว่าเสนอวิธีให้กับพระองค์ แต่พระเยซูไม่ได้ทรงกระทำอย่างนั้น นี่ก็เป็นบทเรียนสำหรับเราด้วยว่า เราอาจกำลังเสนอแนะให้พระเจ้ากระทำอย่างโน้นอย่างนี้ ลองสังเกตดูในคำอธิษฐานของเราก็ได้ว่าเราทำอย่างนั้นบ่อยเพียงไร บางทีเราอาจต้องเรียนรู้ใหม่ว่า เราเพียงแค่บอกพระองค์ว่า เราต้องการอะไร ส่วนวิธีการนั้น เป็นเรื่องของพระองค์

สำหรับมาระโกแล้ว พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ผู้ทรงเชื่อฟัง สัตย์ซื่อ และอดทน จนกระทั่งงานที่ทรงรับมอบหมายมานั้นสำเร็จ พระองค์ทรงกระทำสิ่งต่างๆด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ทรงช่วยได้ และวิธีการของพระองค์นั้น ไม่เหมือนวิธีการของมนุษย์ ให้เราเรียนรู้ที่จะไว้ใจ รอคอยเวลาของพระองค์ด้วยความอดทน นำคนมาถึงพระองค์ เพื่อให้คนนั้นได้สัมผัสกับฤทธิ์เดชของพระเจ้า อย่าได้พยายามแทรกแซงด้วยความคิดและวิธีการของมนุษย์
แล้วสำหรับเรา เรานำเสนอพระเยซูเช่นนั้นหรือไม่ ???



Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2554 15:04:44 น. 1 comments
Counter : 2444 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 
Thank God I love the way you explain, it makes me understand GOD WILL more and more

God Be With You
 
 

โดย: narisa doungsuwan moros IP: 201.138.251.117 วันที่: 13 ตุลาคม 2555 เวลา:13:10:47 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com