
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
เส้นทางชีวิตคริสเตียน (ตอนที่ 5)
14 กุมภาพันธ์ 2010 คริสตจักร ยะลา
เอเฟซัส 6:10-18 10สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์ 11จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ 12เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ 13เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้ 14เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก 15และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า 16และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย 17จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า 18จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน
อธิษฐาน ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงดีรอบคอบ พระองค์ได้ทรงประทานยุทธภัณฑ์ให้กับเราอย่างเหมาะสม และเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์ที่ใช้การได้เป็นอย่างดี ขอพระองค์ช่วยเราให้เห็นความสำคัญและมีความเชื่อในพระองค์ ที่จะเรียนรู้ รู้จัก และใช้ยุทธภัณฑ์ที่พระองค์ประทานให้อย่างถูกต้อง
วันนี้สิ่งที่ผมจะนำมาแบ่งปันยังคงอยู่ในหัวข้อ เส้นทางชีวิตคริสเตียน วันนี้เป็นตอนที่ห้า ในตอนแรกเป็นเรื่องของ ประตูคับ ทางแคบ ในตอนที่สองเป็นเรื่องของ การสละสิ่งสารพัด และตามพระเยซูไป ในตอนที่สามเป็นเรื่องของ โคมส่องเท้า ตอนที่สี่เป็นเรื่องของยุทธภัณฑ์
ผมจะขอทบทวนให้กับพี่น้องถึงสิ่งที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว เพื่อเตือนความจำ และเพื่อให้พี่น้องอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมในครั้งนั้นได้รับรู้เรื่องราวด้วย
คราวก่อนนั้น ผมได้นำเสนอจากพระธรรมตอนเดียวกันนี้คือจากเอเฟซัส 6:10-18 แต่ยังไม่จบ เราได้เริ่มโดยการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในชีวิตของเรา แม้ว่าโดยฝ่ายเนื้อหนังภายนอกนั้น ประเทศชาติของเราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม และเราเองก็ไม่อยากให้มีสงคราม เนื่องจากสงครามก่อให้เกิดความสูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่สถานการณ์ทางฝ่ายวิญญาณนั้น เราทั้งหลายอยู่ในสมรภูมิตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนที่จะมารับความรอดโดยทางพระเยซูคริสต์ การศึกสงครามฝ่ายวิญญาณครั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องผลสำเร็จของสงครามอีกแล้ว เพราะการศึกครั้งนี้เป็นของพระเจ้า และพระเจ้าได้ทรงประกาศชัยชนะในสงครามนี้แล้ว ปฏิปักษ์ของพระเจ้าคือซาตาน ได้ถูกพิพากษาให้รับโทษแล้ว เมื่อเราเข้ามารับความรอดโดยทางพระเยซูแล้ว เราอยู่ในสถานภาพที่แตกต่างจากเดิม ก่อนที่เราจะมาถึงพระคุณของพระเจ้านั้น เราบางคนตกอยู่ในฐานะพลเมืองที่เป็นเหยื่อของสงคราม หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทุกคนจะไปถึงความพินาศอย่างแน่นอน ส่วนบางคนนั้นไม่ได้เป็นเหยื่อของสงคราม แต่กลับเป็นทาสรับใช้ของปฏิปักษ์ของพระเจ้า เป็นเครื่องมือของซาตานในการศึกสงครามเสียด้วย เราได้เข้ามารับการช่วยเหลือจากพระเจ้าแล้ว และเราได้เข้าส่วนในภารกิจของพระเจ้า โดยที่เรากำลังได้รับมอบหมายให้นำความช่วยเหลือของพระเจ้าไปสู่ผู้คนอีกจำนวนมากในสมรภูมิ สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมาย โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อทราบความจริงอย่างนี้ ทำให้พี่น้องรู้สึกลำบากใจหรือเปล่า พี่น้องอาจคิดว่า เมื่อเรามารับความรอดแล้ว เรากำลังจะไปพ้นจากสมรภูมิแล้ว จะไปสู้พื้นที่ที่สงบสุขปลอดภัย ไม่มีสงครามแล้ว จริงๆก็ถูกครับ เรากำลังจะไปยังสถานที่นั้น ซึ่งก็คือแผ่นดินสวรรค์ มีใครสนใจจะไปวันนี้เลยไหมครับ? ในเมื่อเรายังมีชีวิตและอาศัยอยู่ในโลกนี้ ก็หมายความว่าเรายังอยู่ในสมรภูมิรบ ขอให้ระลึกไว้เสมอครับว่า เรายังอยู่ในภาวะสงคราม
แต่อย่างไรก็ตามภาระกิจที่เราได้รับมอบหมายในการนำความช่วยเหลือจากพระเจ้าไปสู่ผู้คนต่างๆนั้น ก็ยังคงมีอันตรายหลายประการที่ทำให้เรายังคงมีความจำเป็นจะต้อง มีและใช้ ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า
บนเส้นทางแคบแห่งชีวิตคริสเตียน พระเจ้าทรงจัดเตรียมยุทธภัณฑ์ที่จำเป็นไว้ให้แล้ว ดังพระวจนะของพระเจ้าที่เราได้อ่านไปนั้น เราจะมาพิจารณาถึงความจำเป็น และการใช้ยุทธภัณฑ์อย่างถูกต้อง เพื่อเราเองจะไม่ได้รับอันตรายในขณะปฏิบัติหน้าที่ของเรา
ประการแรก เราได้พิจาณาถึงความจำเป็นของยุทธภัณฑ์ เราพบว่าสาเหตุสำคัญประการแรกคือ ผู้ที่เป็นศัตรูของเราในการศึกครั้งนี้ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เราจะสามารถต่อสู้ได้ด้วยตัวของเราเอง เราไม่มีส่วนใดได้เปรียบคู่ต่อสู้เลย เช่นเรามองไม่เห็นคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้อยู่แวดล้อมเรา เห็นและได้ยินทั้งหมดที่เราพูดคุย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์อำนาจที่จะกระทำอันตรายเราได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม มันล่วงรู้ในวิทยาการและความรู้ของมนุษย์ และยังเป็นผู้หลอกลวงที่สามารถหลอกล่อให้ทหารของพระเยซูที่ขาดการติดต่อกับพระเจ้าให้หลงไปได้ เราเหลืออะไรที่จะไปต่อสู้กับศัตรูที่รู้เราหมดเปลือก แต่เรามองไม่เห็นตัวศัตรู ประการที่สอง เราได้พิจารณายุทธภัณฑ์ชิ้แรกคือ ความจริง ซึ่งเราอาจรู้สึกแปลกใจว่า ความจริง จะเป็นเครื่องอาวุธได้อย่างไร แต่นั่นเป็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากสายตาของโลกนี้ ทั้งนี้เพราะการต่อสู้ของโลกนี้ที่เราคุ้นเคยจะไม่เอาความจริงมาสู้กัน หากเราพิจารณายุทธภัณฑ์ชิ้นนี้ด้วยสายตาของโลกนี้ เราอาจกังวลใจว่า ทำไมพระเจ้าไม่มียุทธวิธีในการหลอกล่อ หรือเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เพื่อพิชิตศัตรูได้อย่างที่เราประทับใจ อาจทำให้เราหลงผิดไป โดยการที่ไม่ยอมใช้ยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้ แต่เอาสติปัญญาของเราเองมาใช้ จริงๆแล้วสติปัญญาก็เป็นที่ดี เพราะพระเจ้าเป็นผู้ประทานสติปัญญาให้ แต่ปัญหาคือเมื่อสติปัญญาของเราปฏิเสธความจริงของพระเจ้า สติปัญญานั้นปฏิเสธเครื่องอาวุธของพระเจ้า สติปัญญาแบบนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า
วันนี้เราจะมาพิจารณาเครื่องอาวุธลำดับต่อไปด้วยกัน
14เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
ผิดหวังหรือนั่น พระเจ้าได้ทรงนำเสนอเครื่องอาวุธชิ้นที่สองให้กับเรา นั่นคือ ความชอบธรรม ผมนึกภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อคุณพ่อของเขาบอกว่ามีของขวัญวันเกิดจะมอบให้ เด็กน้อยคนนั้นตาโต ตื่นเต้นดีใจ กระโดดลิงโลดไปมา และเมื่อคุณพ่อหยิบของขวัญชิ้นนั้นออกมา และเขาก็หยุดกระโดด และทำหน้าสลด คอตก แล้วลงไปนอนดิ้นกับพื้นอย่างไม่พอใจ
เรากำลังจะเป็นเหมือนเด็กคนนั้นหรือไม่ อะไรกันพระเจ้า ไหนล่ะอาวุธเด็ดๆที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ ความชอบธรรมเนี่ยนะ ทำไมพระองค์ไม่ให้อำนาจพิเศษที่ข้าพระองค์สามารถสั่งไฟให้ตกลงมาจากสวรรค์ หรือสามารถเหาะได้ หรือร่ำรวยอย่างรวดเร็ว จนคนทั้งหลายจะได้อัศจรรย์ใจและมารับการช่วยเหลือจากพระองค์ บรา บรา บรา...
เราอาจไม่ถึงกับแสดงออกอย่างนั้น แต่อาจมีท่าทีแบบสุภาพสักหน่อย คือรับของขวัญนั้นเอาไว้ เอาไปเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง โดยไม่สนใจมันอีกเลย ซึ่งก็ไม่ใช่ท่าทีที่พระเจ้าพอพระทัยเหมือนกัน
สำคัญอย่างไร ทำไมความชอบธรรมจึงเป็นยุทธภัณฑ์ที่สำคัญ ตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ชัดๆ ในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ กรณีที่มีการร้องเรียนว่าผู้มีตำแหน่งสูงในบ้านเมือง ได้ครอบครองที่ดินไว้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งในรายละเอียดผมจะไม่พูดถึง แต่สิ่งนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพที่เทียบเคียงได้ดี เพราะผู้มีตำแหน่งสูงที่ถูกร้องเรียนนั้น เมื่อหลายปีก่อน ได้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายใหญ่รายหนึ่ง และได้กล่าวว่าผู้ต้องหารายใหญ่นั้นทำความผิด สมควรต้องรับโทษ และเวลานี้คนที่ยืนอยู่ฝ่ายผู้ต้องหารายใหญ่นั้น ได้ร้องเรียนกลับว่าผู้ที่มีตำแหน่งสูงนั้นจะมากล่าวหาว่าคนอื่นทำผิด ตัวเองก็ทำผิดด้วยเช่นกัน
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ รับความผิดบาปแทนมนุษย์ทั้งปวงได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม เป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า ในพระองค์ไม่มีบาปเลย ดังนั้นมารซาตานจึงไม่อาจที่จะคัดค้านใดๆได้ว่าพระองค์สามารถเป็นพระผู้ไถ่ได้หรือไม่ ความชอบธรรมของพระเยซูคริสต์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
พอจะเห็นภาพหรือไม่ครับว่า ทำไมความชอบธรรมจึงมีความสำคัญ หากเราไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรมแล้ว ศัตรูของเราก็คือมารซาตาน และสมุนของมัน ก็จะสามารถทำร้ายเราได้
อย่างไรเรียกว่า ความชอบธรรม พระวจนะของพระเจ้าหลายตอนตั้งแต่ในพันธสัญญาเดิม ได้เน้นย้ำให้เราดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม ซึ่งเราก็สมควรที่จะดำเนินชีวิตตามนั้น แต่กระนั้นก็มีกลุ่มบุคคลหนึ่งที่ดูเหมือนพยายามดำเนินชีวิตอย่างผู้ชอบธรรม แต่พระเยซูคริสต์ได้ทรงตำหนิคนเหล่านั้น เพราะ...
ความชอบธรรมเป็นเรื่องภายใน ไม่ใช่การกระทำภายนอก มัทธิว 23:27-28 27"วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงาม แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย และสารพัดโสโครก 28เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกแลดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความเท็จเทียมและอธรรม
ลูกา 16:14-15 14ฝ่ายพวกฟาริสีที่มีใจรักเงินเมื่อได้ยินคำเหล่านั้นแล้ว จึงเยาะเย้ยพระองค์ 15แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า "เจ้าทั้งหลายทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย ด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์ ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
ความชอบธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาโดยการพยายามกระทำ แต่พระเจ้าประทานให้ โรม 3:20-22 20เพราะว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้ 21แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ 22คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน
1โครินธ์ 6:9-11 9ท่านไม่รู้หรือว่า คนอธรรมจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า อย่าหลงเลย คนล่วงประเวณี คนถือรูปเคารพ คนผิดผัวเมียเขา ลูกสวาท ชายเล่นลูกสวาท 10คนขโมย คนโลภ คนขี้เมา คนปากร้าย คนฉ้อโกง จะไม่ได้รับส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า 11แต่ก่อนมีบางคนในพวกท่านเป็นคนอย่างนั้น แต่ท่านได้รับการชำระแล้วได้รับการทำให้บริสุทธิ์แล้ว ได้รับการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า และพระวิญญาณแห่งพระเจ้าของเรา
การใช้งาน ความชอบธรรม ถูกใช้เป็นเครื่องป้องกันอก หมายความว่า ความชอบธรรมไม่ใช่อาวุธสำหรับการจู่โจมศัตรู แต่เป็นยุทธภัณฑ์ที่คอยป้องกันรักษาให้เราปลอดภัย
อย่าใช้ความชอบธรรมไปในทางที่ไม่ถูกต้อง มีเรื่องเปรียบเทียบ บอกว่า คุณงามความดีนั้น เป็นเหมือนกางเกงใน เพราะเราทุกคนควรจะมีไว้ติดตัวเสมอ และเป็นของใครของมัน ใช้แทนกันไม่ได้ โดยปกติเราไม่เอากางเกงในมาอวดกัน ผู้ที่ชอบเอากางเกงในออกมาอวดกันนั้น มีอยู่สองประเภทคือ 1.มักจะมีความคิดวิปริต หรือ 2. เป็น Superman
หากเรากำลังเอาสิ่งที่เราคิดว่าเป็น ความชอบธรรม ของเราไปอวดอ้าง เหมือนกับใช้เป็นอาวุธในการจู่โจม เราอาจเป็น Superman หรือถ้าเราไม่สามารถเป็นเช่นนั้น เราก็จะเป็นอีกประเภทหนึ่ง
การออกไปรบในสงครามฝ่ายวิญญาณ ความชอบธรรม ไม่ใช่เป็นเครื่องอาวุธสำหรับโจมตี เราจึงไม่ควรเอาคุณงามความดีของเราไปใช้เป็นอาวุธ หรือพูดอย่างตรงไปตรงมาคือ การประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซู ไม่ใช่การอวดอ้างคุณงามความดีของเรา หรือของมนุษย์คนใดๆ แต่ความชอบธรรมที่พระเจ้าประทานเพื่อให้เราสวมไว้นั้น เพื่อมารซาตานจะไม่สามารถทำร้ายเราได้ เป็นเรื่องปกติ ถ้าเราจะดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม แล้วความชอบธรรมนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่ตาของคนรอบข้าง นั่นเป็นสิ่งที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นวิถีทางที่พระเจ้าทรงพอพระทัย แต่การพยายามนำเสนอ หรือประชาสัมพันธ์ หรือโปรโมทตัว เพื่อให้ผู้คนได้เห็นคุณงามความดีนั้น ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ประสงค์จะให้เราเป็น
1เปโตร 3:1-4 1ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นภรรยาก็เช่นกัน จงเชื่อฟังสามีของท่านเพื่อว่าแม้สามีบางคนจะไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่ความประพฤติของภรรยาก็อาจจะจูงใจเขาได้ โดยไม่ต้องพูดเลยสักคำเดียว 2คือเมื่อเขาได้เห็นการประพฤติที่นอบน้อมและดีงามของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นภรรยา 3การประดับกายของท่านนั้น อย่าให้เป็นการประดับภายนอก ด้วยการถักผม ประดับด้วยเครื่องทองคำและนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม 4แต่จงให้เป็นการประดับภายในจิตใจ แต่งด้วยเครื่องประดับซึ่งไม่รู้เสื่อมสลาย คือด้วยจิตใจที่สงบและสุภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งในสายพระเนตรพระเจ้า
เครื่องป้องกันเป็นยุทธภัณฑ์ที่สำคัญ เราสามารถเห็นได้ไม่ไกลตัวเรา บรรดาทหารตำรวจที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนใต้ นอกจากมีปืน มีระเบิด และอาวุธอื่นๆแล้ว เรายังเห็นว่า เขาใส่เสื้อเกราะด้วย หากเราออกรบในสงครามฝ่ายวิญญาณ โดยที่ไม่มี ความชอบธรรม เป็นเสื่อเกราะ หรือเครื่องป้องกันอกแล้ว เราอาจได้รับอันตรายได้โดยง่าย ถ้าหากเราไม่มี ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราได้รับการจัดหาไว้ให้แล้ว แต่เราไม่สนใจที่จะสวมใส่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
| Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2553 |
| Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2553 9:11:40 น. |
|
2 comments
|
| Counter : 866 Pageviews. |
|
 |
|
|
โดย: ฟ้ามืด (myfahsan ) วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:12:29:19 น. |
|
| โดย: คนรักพระเจ้า IP: 118.172.182.40 วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:13:45:14 น. |
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
ทรงตรัส อะไรที่ขอตามต้องการ จะได้รับจากเรา
ทรงตรัส หากอธิษฐานเราจะฟัง และจะรักษาแผ่นดิน
ทรงตรัส จะเติมโลกาด้วยสิริ ดังน้ำในทะเล
ทรงตรัส เงยหน้าขึ้นดู......ทุ่งนาเหลืองอร่าม
แผ่นดินสวรรค์ใกล้เข้ามา
ทรงตรัส ขอแล้วเราจะมอบชนชาติให้เจ้า โอ พระเจ้า นั่นเป็นเสียงร้องของใจข้า
แผ่นดินไกล เกาะ จะเห็นความสว่าง พระองค์ เมื่อส่องแสงที่พวกเรา