ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
14 มกราคม 2555
 

รู้จักพระเยซูผ่านพระธรรม เอเฟซัส

18 กันยายน 2011
คริสตจักรยะลา

เอเฟซัส 1:4-7
4ในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ 5พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์ 6เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์ 7ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์



อธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ ผู้ทรงสำแดงความรัก ความกรุณาต่อเราทั้งหลาย ขอบพระคุณที่ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มสร้างโลก เพื่อให้เราบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรพระองค์ ขอพระเจ้าทรงเปิดเผยความจริงจากพระวจนะของพระองค์ เพื่อเราจะรับพระวจนะแห่งความจริงนี้ด้วยใจรัก และรับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยให้ ให้สมกับการที่เราได้มีฐานะเป็นบุตรของพระองค์


เมื่อดูปฏิทินก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกเพียง 3 เดือนกว่าๆ ก็จะหมดปี 2011 แล้ว งานประกาศข่าวประเสริฐในช่วงคริสตมาสก็จะมาถึงในเวลาอีกไม่เกิน 100 วัน ผมเองนั้นเมื่อต้นปีก็มีแผนการที่จะทำโน่นนี่หลายอย่าง จนกระทั่งวันนี้ก็พบว่า ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไปไม่ถึงเป้าที่ได้ตั้งใจไว้ ก็ขอพระเจ้าจะทรงโปรดนำต่อไป เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับเราแต่ละคนในปีนี้จะสำเร็จ

วันนี้เราได้มาถึงเล่มที่ 10 ของพระค้มภีร์พันธสัญญาใหม่แล้ว และเรากำลังทำความรู้จักกับพระเยซูโดยผ่านทางพระคัมภีร์แต่ละเล่ม วันนี้จะเป็นพระธรรม เอเฟซัส ซึ่งจัดอยู่ในหมวดของจดหมายฝากที่เขียนไปถึงคริสตจักร โดยอัครทูตเปาโลเป็นผู้เขียน และส่งไปยังคริสตจักรซึ่งอยู่ในเมืองเอเฟซัส จดหมายฉบับนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากข่าวคราวที่น่าเป็นห่วงของผู้เชื่อในเอเฟซัส แต่เนื้อหาก็เป็นประโยชน์มากแก่ผู้เชื่อตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะได้อธิบายถึงหลักข้อเชื่อ และหลักการดำเนินชีวิตคริสเตียนสำหรับบุคคลทุกระดับในสังคม รวมถึงคำแนะนำสำหรับครอบครัวและคริสจักรด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่า จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายเวียน ได้ถูกส่งต่อไปยังคริสตจักรหลายๆแห่งในแคว้นเอเชียน้อย ทั้งนี้เนื่องจากเนื้อความไม่ได้ระบุเจาะจงถึงชื่อของผู้เชื่อในคริสตจักรหนึ่งคริสตจักรใดเป็นพิเศษ และสิ่งที่เราอาจไม่สังเกตคือ ไม่มีปรากฏชื่อเอเฟซัส ในพระธรรมเล่มนี้เลย ในฉบับแปลบางฉบับมีการระบุชื่อเอเฟซัสในบทที่ 1 ข้อ 1 แต่ก็พบว่าต้นฉบับดั้งเดิมนั้นไม่มี ดังนั้นการตั้งชื่อจดหมายฝากฉบับนี้ว่าเอเฟซัส จึงเป็นการกำหนดขึ้นภายหลัง เหตุผลก็เพราะเมืองเอเฟซัสถือเป็นเมืองหลวงของแคว้นเอเชียน้อย จึงถือเป็นตัวแทนของพื้นที่นั้น

อย่างที่ได้กล่าวแล้วในครั้งก่อนๆว่า เนื้อหาที่จะพูดถึงในซีรีย์นี้คือ การตามหาและทำความรู้จักกับพระเยซูในปรากฎในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ วันนี้เราจึงไม่ลงไปในรายละเอียดของเนื้อหาในเอเฟซัส จะขอเล่าเพียงย่อๆดังนี้

จดหมายฝากฉบับนี้เป็นจดหมายของเปาโล ที่เขียนขึ้นในขณะที่ถูกจับคุมขังไว้ในคุก เขียนขึ้นในราวปี คศ.61 จริงๆแล้วเปาโลเคยถูกขังคุกหลายแห่ง แต่จากการศึกษาในรายละเอียดของหนังสือเอเฟซัส พบว่า ข้อมูลบางอย่างทำให้เชื่อว่า ช่วงเวลาที่เขียนจดหมายฉบับนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เปาโลถูกขังอยู่โรม มีจดหมายฝากฉบับอื่นๆด้วยที่เขียนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงถูกจัดไว้เป็นหมวด “จดหมายฝากจากคุก” ได้แก่ เอเฟซัส โคโลสี ฟิเลโมน และฟิลิปปี

เนื้อหาหลักๆของเอเฟซัส แบ่งออกเป็น 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ
-การทรงเรียกคริสตจักร ซึ่งประกอบไปด้วย คำอธิบายหลักการแห่งความรอด และหลักการของข่าวประเสริฐ
-การดำเนินชีวิตของคริสตจักร ซึ่งประกอบไปด้วย คำอธิบายให้เห็นภาพของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การดำเนินชีวิตภายใต้พระวิญญาณ การปกครอง และสงครามฝ่ายวิญญาณ

วันนี้เราจะมาค้นหาพระเยซูด้วยกัน เพื่อจะรู้จักกับพระองค์ผ่านทางพระธรรมเอเฟซัส

เอเฟซัส 1:4-7
3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการ ในสวรรคสถานโดยพระคริสต์ 4ในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ 5พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์ 6เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์ 7ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์


พระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนทางแห่งพระพรอันยิ่งใหญ่ พระเจ้าได้ทรงประทานพระพรฝ่ายวิญญาณให้แก่มนุษย์ทั้งหลายโดยทางพระเยซู แต่สิ่งสำคัญที่ปรากฏในข้อ 4 คือ เราทั้งหลายที่มาถึงความรอดนั้น เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ใช่เพราะความเหมาะสมหรือคุณสมบัติพิเศษส่วนตัวใดๆเลย

อาจเป็นคำถามที่เราเองก็รู้สึกลำบากใจที่จะให้คำตอบ หากมีใครจะตั้งประเด็นคำถามขึ้นมาว่า ถ้าพระเจ้าทรงเลือกมนุษย์จำนวนหนึ่งไว้ให้ได้รับความรอด ก็แสดงว่ามีบางคนที่ไม่สามารถจะได้รับความรอดได้เลยแม้ว่าจะพยายามเข้าหาพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ คำตอบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

ในด้านหนึ่ง คำตอบแบบเฉียบขาด โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ก็อาจจะตอบว่า เป็นอธิปไตยของพระเจ้าที่พระองค์มีสิทธิ์ขาดที่จะกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ โดยอ้างจากเรื่องราวของช่างปั้นหม้อ ที่มีสิทธิ์จะใช้ดินส่วนหนึ่งปั้นเป็นหม้อ เป็นภาชนะ และใช้ดินอีกส่วนหนึ่งปั้นเป็นเครื่องใช้อื่นๆ โดยที่ดินไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่นอะไร ปรากฏในพระธรรมโรม 9:14-21

แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น หากเราจะพิจารณาดูถ้อยคำเหล่านี้ให้ดี เราก็จะพบว่า พระเจ้าทรงประกอบด้วยพระเมตตาคุณอย่างแน่นอน และไม่ได้ทรงใจร้ายที่กำหนดให้มนุษย์ส่วนหนึ่งพินาศอย่างไม่มีโอกาสรับความเป็นธรรม เพราะว่าโอกาสในการมาถึงความรอดนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกคน ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยอ้างจาก ยอห์น 3:16 และไม่ทรงประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย ปรากฏใน 2 เปโตร 3:9


เราลองกลับมาพิจารณาข้อความในข้อที่ 4-7 กันอีกครั้ง เพื่อให้เห็นพระคุณของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์ เนื้อความเหล่านี้เป็นการกล่าวถึง หลักเกณฑ์ของพระเจ้าในการประทานพระคุณให้กับมนุษย์นั้นว่าเป็นอย่างไร โดยที่ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกีดกันมนุษย์คนใดเลย ทั้งนี้เพราะมนุษย์พ่ายแพ้ต่อความผิดบาปทุกคน และไม่มีหนทางใดๆที่มนุษย์จะดิ้นรนให้พ้นจากผลของบาปได้ พระเยซูจึงเป็นเพียงหนทางเดียว เป็นกติกาเดียว พระเจ้าได้เสนอกติกานี้ให้กับมนุษย์ทุกคน และมนุษย์คนใดที่ตอบสนองต่อหนทางที่พระเจ้าทรงเสนอให้ ก็เท่ากับเป็นผู้ที่ได้ทรงเลือกไว้ทางกติกานั้น

เอเฟซัส 2:11-14
11เหตุฉะนั้นท่านจงระลึกว่า เมื่อก่อนท่านเคยเป็นคนต่างชาติตามเนื้อหนัง และพวกที่รับพิธีเข้าสุหนัตซึ่งกระทำแก่เนื้อหนังด้วยมือ เคยเรียกท่านว่า เป็นพวกที่มิได้เข้าสุหนัต 12จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า 13แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ 14เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง


พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้รื้อกำแพงที่ขวางกั้นมนุษย์ทั้งหลายลง ทำให้คนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ได้เข้าร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่าให้เราได้ตั้งกำแพงขึ้นอีกเลย หลายสิบหลายร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้พยายามสร้างกำแพงขึ้นอีกครั้ง บางโบสถ์ในบางประเทศมีการแยกพื้นที่สำหรับคนผิวสี กับคนผิวขาว คนดำไม่สามารถเข้าไปนมัสการพระเจ้าในบางโบสถ์ในอเมริกา เพราะเป็นโบสถ์สำหรับคนผิวขาวเท่านั้น บุคคลที่ไม่มีชุดทักสิโด้อาจไม่สามารถเข้าไปนมัสการพระเจ้าได้ในบางโบสถ์ในเยอรมัน

ปัจจุบันนี้อะไรคือกำแพงใหม่ๆที่เรากำลังสร้างขึ้น การพยายามสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาเพื่อแบ่งแยก หรือกีดกันผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็เท่ากับว่าเป็นการกระทำที่สวนทางกับสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ และนั่นก็เข้าสู่ลักษณะของการเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซาตาน

แต่อย่างไรก็ตาม การเป็นอันหนึ่งอันเดียวในพระคริสต์ ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน เราอาจมองว่า การแบ่งแยกคณะ นิกาย เป็นกำแพงที่ควรจะต้องถูกรื้อลง แต่เราก็ไม่สามารถหลับหูหลับตาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลัทธิเทียมเท็จที่สอนผิดได้ เพราะเขาไม่ใช่พี่น้องในพระคริสต์ และกำลังทำให้ความจริงของพระเจ้าบิดเบี้ยวไป ดังนั้นเราจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้และกระทำอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน

เอเฟซัส 3:1
1เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าเปาโล ผู้ที่ถูกจำจองเพราะเห็นแก่พระเยซูคริสต์เพื่อท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติ


เปาโลรู้จักพระเยซูคริสต์ และสำแดงให้เราเห็นว่า เขารู้จักพระองค์ลึกซึ้งเพียงใด จะสรุปเป็นคำพูดก็ได้เพียงสั้นๆว่า “เปาโลรู้จักพระเยซูคริสต์ดี จนกระทั่งสามารถกระทำทุกสิ่งเพราะเห็นแก่พระองค์ แม้ว่าสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งความยากลำบาก หรือแม้จะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต”

ในชีวิตของเรา เราคงรู้จักผู้คนมากมาย แต่จะมีใครสักคนไหมที่เรารู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง ถึงขนาดที่ยอมกระทำทุกสิ่งเพราะเห็นแก่คนนั้น
-สำหรับหนุ่มๆบางคน เขายอมทำได้ทุกอย่างเพื่อหญิงสาวที่หลงรัก แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รู้จักนิสัยที่แท้จริงของสาวคนนั้น
-สำหรับพ่อแม่เกือบทุกคน ยอมเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำลำบากเพื่อลูกๆของเขา แม้ว่าจะไม่รู้ว่าลูกๆจะโตขึ้นเป็นคนดีหรือไม่
-สำหรับนักกีฬาบางคน ยอมทุ่มเทกับการซ้อมวันละมากกว่า 10 ชั่วโมง เป็นเวลาหลายปี เพื่อหวังชนะการแข่งขัน แม้ว่าจะไม่มีหลักประกันว่าเขาจะชนะ
-สำหรับนักธุรกิจบางคน ทำทุกอย่าง เพื่อหวังจะให้การงานเติบโต แม้จะรู้แก่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดกฎหมายและจริยธรรม

ผมอยากให้เราถามตัวเราเองว่า เรากระทำอะไรบ้างเพื่อเห็นแก่พระเยซู ทั้งๆที่เรารู้แน่ เห็นชัด ถึงพระคุณของพระองค์ที่ทรงกระทำเพื่อเรา

เอเฟซัส 4:13
13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์


การเจริญเติบโต เป็นลักษณะตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พืช สัตว์ หรือมนุษย์ แม้ว่าวิญญาณจะไม่ได้จัดเป็นสิ่งมีชีวิตในสารบบที่วิทยาศาสตร์ได้กำหนดไว้ แต่ลักษณะของชีวิตฝ่ายวิญญาณที่พระคัมภีร์พูดถึงก็มีลักษณะของการเจริญเติบโต

เมื่อคนบาปกลับใจหันจากบาป สารภาพบาปต่อพระเจ้า และรับเอาพระเยซูเป็นพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิต ชีวิตฝ่ายวิญญาณก็ได้เริ่มต้นขึ้น ชีวิตฝ่ายวิญญาณต้องการอาหารคือพระวจนะของพระเจ้าซึ่งอาจต้องเริ่มด้วยอาหารอ่อน ต้องสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าด้วยการอธิษฐานเหมือนกับการหายใจ ต้องการการเรียนรู้ผ่านทางการสามัคคีธรรมกับพี่น้องในพระคริสต์ เหมือนกับที่เด็กเรียนรู้การอยู่ในสังคมจากการไปโรงเรียน เมื่อเติบโตในระดับหนึ่งก็สามารถที่จะรับอาหารแข็งได้ ต้องเรียนรู้กับเรื่องราวที่ไม่เป็นดังใจ เพื่อจะสามารถอดทนกับโลกได้ ต้องการการฝึกฝนในการรับผิดชอบหน้าที่ผ่านทางงานรับใช้ ในที่สุดนั้นเมื่อจิตวิญญาณเติบโตขึ้นเป็นคนที่ใช้การได้ก็จะได้รับความไว้วางใจที่จะดูแลกิจการงานต่างๆ

สำหรับโลกที่เราดำเนินอยู่นั้น การเรียนจบปริญญา อาจเป็นสิ่งบ่งชี้บางอย่างว่า คนคนหนึ่งน่าจะพร้อมสำหรับการรับมอบหมายหน้าที่ และเรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ คาดหวังได้ว่าจะสามารถรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี

ชีวิตในฝ่ายวิญญาณ ไม่ได้มองที่จำนวนปี หรือใบประกาศนียบัตรความรู้ทางพระคัมภีร์ หรือจำนวนกิจกรรมในโบสถ์ที่ได้กระทำ แต่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ดูที่ชีวิตของพระคริสต์ที่ปรากฏในชีวิตของคนคนนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งสังเกตได้จากความรู้และเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า การอาสาแบกรับภาระในงานรับใช้พระเจ้า และการทำหน้าที่ฟูมฟักดูแลฝ่ายวิญญาณ

เป้าหมายของการเติบโตฝ่ายวิญญาณ คือไปถึงความไพบูลย์ในพระเยซูคริสต์ หมายความว่าเมื่อเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระองค์โดยสมบูรณ์ และน่าจะหมายถึงเมื่อเราไม่ได้อยู่ในร่างกายอันต้องเปื่อยเน่านี้

เอเฟซัส 6:24
24ขอพระคุณดำรงอยู่กับบรรดาคนที่รักพระเยซูคริสตเจ้าของเรา อย่างไม่มีวันเสื่อมสลาย


มีใครที่อยากจะอยู่นอกพระคุณของพระเจ้าบ้าง ผมคิดว่าเราทุกคนอยากจะอยู่ในร่มพระคุณของพระเจ้า ไม่อยากจากไปไหน อยากให้พระคุณของพระเจ้ามีสำหรับเราอย่างมากมาย และยาวนานไปจนกระทั่งชั่วลูกชั่วหลาน

สมัยหนึ่งในประเทศของเรา ผู้คนต่างก็นิยมคำอวยพร จึงไปสรรหามาติดประดับไว้หน้าบ้าน ในบ้าน ในร้านค้า เช่น “บ้านนี้อยู่แล้วรวย” “ร้านนี้ดี ค้าขายร่ำรวย” “รวยไม่เลิก” “รวยไม่มีเหตุผล” คนเหล่านั้นก็ปรารถนาในสิ่งที่เขาคิดว่าดี และหวังว่าถ้อยคำที่เขาถือว่าเป็นคำมงคล จะสามารถอำนวยให้เขาได้รับสมความปรารถนา

คริสเตียนเองก็เป็นมนุษย์ คงเป็นที่เข้าใจได้ว่า คริสเตียนทุกคนก็อยากได้สิ่งที่ดี สิ่งที่สมปรารถนา และหวังว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยให้เกิดสิ่งเหล่านั้นตามที่เราคาดหวัง แต่สำหรับผู้ที่เติบโตในฝ่ายวิญญาณแล้ว จะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี และไม่จมปรักอยู่กับความปรารถนาส่วนตัว แต่ยินดีเสมอกับทุกสถานการณ์ในชีวิต เพราะรู้ว่า สิ่งที่สำคัญนั้นคือการได้อยู่ในพระคุณ ไม่ใช่สำคัญที่การได้ทรัพย์สินเงินทอง วัตถุสิ่งของ เกียรติยศ

เคล็ดลับของคริสเตียนไม่ได้อยู่ที่คำมงคลเหล่านั้น แต่อยู่ที่ “เรารักพระเยซูคริสต์” พระคุณของพระเจ้าจะไม่ขาดไปจากเราเมื่อเรารักพระองค์ (ยอห์น 14:21 ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา และผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา")

ทำอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่า “รักพระเยซู” ก็โดยการเชื่อฟัง และให้ทั้งชีวิตเอาใจใส่ จดจ่อกับน้ำพระทัยของพระองค์

ขอให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ที่จะไม่งอแงเรียกร้องแต่ลูกกวาด พิซซ่า แต่จับตาที่พระเยซูคริสต์ เพื่อจะรับฟังและกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ให้ทำ และหากว่าจะต้องทนทุกข์ลำบากจากภาระกิจเหล่านั้น ก็ให้เราสามารถอดทนได้ด้วยกำลังที่พระองค์ประทานให้






Create Date : 14 มกราคม 2555
Last Update : 14 มกราคม 2555 20:06:45 น. 1 comments
Counter : 1858 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 


 
 

โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 21 มกราคม 2555 เวลา:20:41:33 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com