ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
11 มกราคม 2553
 

เส้นทางชีวิตคริสเตียน (ตอนที่ 4)

10 มกราคม 2010
คริสตจักร ยะลา

เอเฟซัส 6:10-18
10สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์
11จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
12เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
13เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้
14เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
15และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า
16และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย
17จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า
18จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน


อธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ไม่ได้ทรงปล่อยให้เราเดินเพียงลำพัง พระองค์เองได้ทรงสถิตอยู่กับเรา และทรงให้ยุทธภัณฑ์ในฝ่ายจิตวิญญาณกับเรา เพื่อเราจะสามารถต่อสู้และทำสงครามฝ่ายวิญญาณได้ ขอพระเจ้าให้เราได้สวมและใช้ยุทธภัณฑ์เหล่านั้นตลอดเวลาในการดำเนินชีวิต เพื่อเราจะพรักพร้อมเสมอในสมรภูมิฝ่ายวิญญาณ


วันนี้สิ่งที่ผมจะนำมาแบ่งปันยังคงอยู่ในหัวข้อ “เส้นทางชีวิตคริสเตียน” วันนี้เป็นตอนที่ 4 ในตอนแรกเป็นเรื่องของ “ประตูคับ ทางแคบ” ในตอนที่สองเป็นเรื่องของ “การสละสิ่งสารพัด และตามพระเยซูไป” ในตอนที่สามเป็นเรื่องของ “โคมส่องเท้า”

ผมจะขอทบทวนให้กับพี่น้องถึงสิ่งที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว เพื่อเตือนความจำ และเพื่อให้พี่น้องอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมในครั้งนั้นได้รับรู้เรื่องราวด้วย

คราวก่อนนั้น ผมได้นำเสนอจากพระธรรมสดุดี 119:105 “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่มรคาของข้าพระองค์”

และจากพระวจนะของพระเจ้าในพระธรรมยอห์น 8:12 ได้กล่าวดังนี้ว่า อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต'

แม้ว่าเมื่อเรามารู้จักกับพระเยซูคริสต์แล้ว และเข้าส่วนในพระองค์แล้ว ซึ่งทำให้เราไม่เป็นคนของความมืดอีกต่อไป แต่เรายังคงต้องดำเนินชีวิตในสังคมของโลกนี้ เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าสังคมของโลกนี้เป็นสังคมที่สว่างสดใส ทั้งนี้เพราะเราเองก็ทราบดีว่าสังคมแห่งโลกนี้เต็มไปด้วยความผิดบาป ความสกปรกโสมม แต่เมื่อเรามีพระเยซูคริสต์ เราไม่ได้เดินไปในสังคมอันมืดมิดอย่างมืดมน แต่เรามีพระเยซูดำเนินไปกับเราด้วย เราจึงเดินในแสงสว่าง ในขณะที่รอบๆตัวนั้นยังมีความืดปกคลุมอยู่
คำตรัสของพระเยซูนั้น ก็ถูกต้องแล้วที่ว่า พระองค์ทรงเป็นความสว่างของโลก เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นแสงสว่างได้ มนุษย์ทุกคนตั้งแต่อดีตมา ล้วนตกอยู่ในความบาป จึงไม่สามารถที่จะเป็นแสงสว่างส่องนำผู้อื่นได้
และเมื่อเราได้อ่านในพระกิตติคุณยอห์น บทที่ 1 เราจะยิ่งเห็นภาพชัดว่า พระวาทะที่ได้ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือพระเยซูคริสต์ และพระวาทะมีความหมายว่าพระวจนะ หรือพระดำรัสของพระเจ้า ยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดยิ่งขึ้นว่า พระเยซูก็คือพระวจนะที่เป็นโคมสำหรับย่างเท้าของเรานั่นเอง

ประการที่ 1 วัตถุประสงค์ของพระวจนะซึ่งเป็นโคมสำหรับเท้านั้นเป็นอย่างไร?
วัตถุประสงค์ของโคมสำหรับเท้า ก็เพื่อไม่ให้เราต้องบาดเจ็บ เนื่องจากหินสะดุด หรืออุปสรรคที่อยู่บนเส้นทาง แสงสว่างจากโคมนั้นจะส่องให้เราเห็น หมายความว่า หากเราพิจารณาใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า เราจะมองเห็น หรือมองออก ว่าสิ่งที่เราเผชิญในชีวิตประจำวันนั้น สิ่งใดที่จะทำให้เกิดปัญหาได้ เพื่อเราจะหลีกเลี่ยงได้ สิ่งใดเป็นสิ่งมีค่าเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เพื่อเราจะรีบกระทำและได้รับพร
ไฟฉายไม่ได้ทำให้ เศษแก้วแตกบนพื้นเลื่อนหลบไปจากทาง แต่แสงสว่างนั้นส่องให้เราเห็น เพื่อเราจะหลบเลี่ยงไปได้ พระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นโคมสำหรับเท้านั้นไม่ได้ทำให้ปัญหาหรืออุปสรรคหายไป แต่ช่วยให้เรามองเห็น และสามารถที่จะหลบเลี่ยงไปได้


ประการที่ 2 เราใช้พระวจนะซึ่งเป็นโคมสำหรับเท้าอย่างไร ?
พระวจนะซึ่งเป็นโคมสำหรับเท้านั้น พระเจ้าได้ทรงออกแบบสร้างมาเพื่อใช้ประโยชน์ในเส้นทางแห่งความมืดในโลกนี้ ทั้งเพื่อให้เราได้เห็นอันตรายและหลบหลีกได้ ทั้งเพื่อให้เราคลายความหวาดกลัวต่อความมืดที่อยู่รอบด้าน ทั้งเพื่อให้เราเป็นความหวังเป็นที่พึ่งของคนที่อยู่รอบข้าง และอีกมากมาย
การมีความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการประยุกต์ใช้โคมสำหรับเท้าให้สามารถใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ถูกออกแบบไว้ก็น่าจะเป็นสิ่งดี ใช่หรือไม่? เช่นเป็นยานอนหลับ เป็นอุปกรณ์ไล่ผี เป็นเครื่องมือในการจีบสาว เป็นเครื่องมือในการเสริมบารมีของตนเอง เป็นเครื่องอาวุธในการพิฆาตผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากเรา และอีกมากมาย
หากเราได้ใช้พระวจนะของพระเจ้าอย่างถูกต้องแล้ว เราจะรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นสมบูรณ์แบบ และไม่จำเป็นต้องสรรหาวิธีการใช้ที่แปลกประหลาดอื่นใดอีก


ประการที่ 3 โคมสำหรับเท้า เป็นมรดกที่จะมอบให้กับลูกหลานหรือเปล่า?
พูดถึงมรดก ก็ทำให้คิดได้ทั้งสองด้าน บางครอบครัวก็มีสุขเพราะมรดกที่ได้รับ แต่สำหรับบางครอบครัว มรดกก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวพินาศไป
การที่จะส่งทอด “วิถีชีวิต” ให้เป็นมรดกได้นั้น มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องของการซื้อหามาเก็บไว้ การที่ลูกหลานจะได้รับวิถีชีวิตที่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นโคมสำหรับเท้าไปเป็นมรดกนั้น ชีวิตในครอบครัวจะต้องสำแดงเป็นการกระทำ เพื่อว่าเมื่อลูกหลานได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้นเคยกับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เขาจะมีพระวจนะของพระเจ้าติดตัวไปเป็นมรดก และเป็นมรดกที่ไม่มีใครมาแย่งชิงเอาไปได้ เป็นมรดกที่จะไม่มีวันหมด และยังสามารถส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปได้ด้วย



วันนี้เราจะมาพิจารณาสิ่งสำคัญที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ เพื่อจะทรงประทานให้กับคริสเตียนทุกคน เมื่อเราได้เข้ามาเดินในเส้นทางแคบในการติดตามพระองค์ นั่นก็คือ “ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า”

เมื่อเราได้ยินคำว่า “ยุทธภัณฑ์” ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะนึกถึงเครื่องอาวุธต่างๆ โดยเฉพาะเด็กๆที่ได้ไปชมการแสดงในงานวันเด็กเมื่อวาน ก็จะมีโอกาสได้เห็นได้สัมผัส รถถัง ปืนกล เฮลิคอปเตอร์ สำหรับเด็กๆในบางจังหวัดอาจได้เห็นการแสดงของเครื่องบินรบอันทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง การแสดงของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงสุนัขและสัตว์อื่นๆที่ใช้ในการสงคราม ครับ นั่นเป็นภาพที่ถูกต้องแล้ว ยุทธภัณฑ์ ก็คือเครื่องอาวุธที่มีไว้เพื่อใช้การศึกการรบ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการป้องกันภัยจากข้าศึกศัตรู หรือการบุกจู่โจมเพื่อเอาชนะในการรบ

หากพี่น้องจะลองพิจารณาดูเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว มีการต่อสู้กันเสมอ ทั้งการต่อสู้ระหว่างชนเผ่า ระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งสงครามโลกซึ่งมีการรบเกิดขึ้นในแทบทุกพื้นที่ มีการพัฒนาอาวุธต่างๆ เพื่อหวังที่จะเป็นผู้พิชิตชัยชนะ จนถึงกับมีคำกล่าวว่า “สงคราม เป็นการกระตุ้นการพัฒนาทางเทคโนโลยีได้ดีที่สุด” ผมเองก็ไม่ค่อยพอใจนักกับคำกล่าวนี้ แต่คงต้องยอมรับว่าเป็นจริงอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะแรงกระตุ้นนั้นเกี่ยวข้องกับความอยู่รอด ไม่เพียงแต่สำหรับตนเอง แต่สำหรับครอบครัว สำหรับเผ่าพันธ์ หรือสำหรับประเทศชาติ

โดยปกติแล้ว การศึกสงคราม เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อใดที่มีการศึกสงคราม สิ่งที่ตามมาก็คือความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิต ต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นคืนสภาพ ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม แต่สำหรับการดำเนินชีวิตคริสเตียนนั้น เรากำลังอยู่ในสงคราม โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่อาจจะอ้างว่าเราเป็นคนรักความสงบ จึงไม่ขอมีส่วนใดๆ ในการศึกสงคราม เพราะแม้เมื่อก่อนที่เราจะเข้ามารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราก็ได้รับความบอบช้ำจากผลของสงครามอยู่แล้ว

การศึกสงครามที่ผมกำลังพูดถึง เป็นสงครามฝ่ายวิญญาณ และเราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อในพระเจ้าเป็นทหารของพระเยซูคริสต์ ศัตรูที่เรากำลังออกไปสู้รบด้วยก็คือวิญญาณที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า และหน้าที่ของเราในการศึกนี้ คือการออกไป ค้นหาเพื่อนำความช่วยเหลือจากพระเจ้าไปสู่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามนั้น แท้ที่จริงการศึกสงครามครั้งนี้ พระเจ้าได้ทรงประกาศชัยชนะไปแล้ว คู่ต่อสู้ของพระองค์ก็คือซาตาน ได้พ่ายแพ้และถูกพิพากษาโทษไปแล้ว ในการศึกครั้งนี้เราจึงไม่ต้องเป็นห่วงกังวลในเรื่องชัยชนะอีก

แต่อย่างไรก็ตามภาระกิจที่เราได้รับมอบหมายในการนำความช่วยเหลือจากพระเจ้าไปสู่ผู้คนต่างๆนั้น ก็ยังคงมีอันตรายหลายประการที่ทำให้เรายังคงมีความจำเป็นจะต้อง “มีและใช้” ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า

บนเส้นทางแคบแห่งชีวิตคริสเตียน พระเจ้าทรงจัดเตรียมยุทธภัณฑ์ที่จำเป็นไว้ให้แล้ว ดังพระวจนะของพระเจ้าที่เราได้อ่านไปนั้น เราจะมาพิจารณาถึงความจำเป็น และการใช้ยุทธภัณฑ์อย่างถูกต้อง เพื่อเราเองจะไม่ได้รับอันตรายในขณะปฏิบัติหน้าที่ของเรา

ประการแรก เราจะมาพิจาณาถึงความจำเป็นของยุทธภัณฑ์ก่อน

10สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์
11จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
12เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
13เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้


สาเหตุสำคัญประการแรกคือ ผู้ที่เป็นศัตรูของเราในการศึกครั้งนี้ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เราจะสามารถต่อสู้ได้ด้วยตัวของเราเอง ในการชกมวยชิงแชมป์โลก มักจะมีการเปรียบเทียบคุณสมบัติของคู่ชก ว่าฝ่ายใดมีลักษณะอย่างใด เช่นส่วนสูง น้ำหนัก ช่วงชก สถิติการชก และอื่นๆ หากเปรียบเทียบกันตัวต่อตัวอย่างนั้น โดยความเป็นมนุษย์ของเรา เราไม่มีส่วนใดได้เปรียบคู่ต่อสู้เลย เช่นเรามองไม่เห็นคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้อยู่แวดล้อมเรา เห็นและได้ยินทั้งหมดที่เราพูดคุย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์อำนาจที่จะกระทำอันตรายเราได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม มันล่วงรู้ในวิทยาการและความรู้ของมนุษย์ และยังเป็นผู้หลอกลวงที่สามารถหลอกล่อให้ทหารของพระเยซูที่ขาดการติดต่อกับพระเจ้าให้หลงไปได้ เราเหลืออะไรที่จะไปต่อสู้กับศัตรูที่รู้เราหมดเปลือก แต่เรามองไม่เห็นตัวศัตรู

จากสาเหตุดังกล่าว หากเราถูกส่งเข้าสู่สนามรบแบบตัวเปล่า ก็บอกได้เลยว่า ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เหมือนกับส่งลูกไก่ ไปสู่กับสิงโต มีแต่ถูกกินเท่านั้น

มาถึงตรงนี้ หากผมถามว่า ใครยังไม่เห็นความสำคัญของยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ผมหวังว่าทุกคนคงจะยอมรับถึงความสำคัญ และความจำเป็นที่เราจะต้องมียุทธภัณฑ์นี้

ผมขอย้อนความไปถึงเรื่องของดาวิด เราทุกคนคงจำได้ดีว่า ดาวิดได้ออกไปยังแนวรบระหว่างอิสราเอลกับชาวฟิลิสเตีย และเมื่อดาวิดอาสาที่จะออกไปสู้กับโกลิอัท ขุนพลร่างยักษ์ของชาวฟิลิสเตียนั้น นายทหารได้มอบเครื่องอาวุธแก่ดาวิดเพื่อออกรบ ซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อเกราะ ดาบ โล่ห์ และเครื่องอาวุธต่างๆมากมาย แต่เมื่อดาวิดได้ลองสวมเครื่องอาวุธเหล่านั้นแล้ว ก็ปฏิเสธ และออกสู่การรบด้วยเครื่องแต่งกายธรรมดา อาวุธธรรมดา แต่ไปในพระนามแห่งพระเจ้าจอมพลโยธาแห่งอิสราเอล และนั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากดาวิดไม่ได้ออกไปในพระนามแห่งพระเจ้าจอมโยธา ผลจะเป็นอย่างไร

ประการที่สอง ยุทธภัณฑ์แต่ละชิ้น

14เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว ...

ยุทธภัณฑ์ชิ้นแรก ที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้เพื่อเรา คือ “ความจริง” เราอาจรู้สึกแปลกใจว่า ความจริง จะเป็นเครื่องอาวุธได้อย่างไร แต่นั่นเป็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากสายตาของโลกนี้ ทั้งนี้เพราะการต่อสู้ของโลกนี้ที่เราคุ้นเคยจะไม่เอาความจริงมาสู้กัน เช่นเวลาที่ไปประมูลงานแข่งกัน แต่ละบริษัทก็จะพยายามแสดงแสนยานุภาพข่มกัน ซึ่งก็มักจะเป็นภาพลวง เพื่อให้ชนะการประมูล ส่วนเมื่อได้งานไปแล้วและไม่สามารถทำให้ได้ตามข้อกำหนด ค่อยไปใช้วิธีลึกลับกับคณะกรรมการตรวจรับงาน แค่นี้ก็จบเกมส์ได้ หรือแม้แต่โฆษณาสินค้าต่างๆ ก็จะแสดงคุณสมบัติของสินค้าอย่างหลอกลวง เช่นผงซักฟอกสารพัดยี่ห้อ ในภาพโฆษณาที่เราเห็นทางโทรทัศน์ จะสามารถซักผ้าได้ขาวอย่างน่าประหลาด แต่เมื่อซื้อมาใช้ ก็ไม่ได้เป็นจริงอย่างที่โฆษณา แต่ก็ยังหลอกลวงกันได้จนชาชิน

สำหรับสงครามฝ่ายวิญญาณแล้ว “ความจริง” เป็นเครื่องอาวุธสำคัญที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราใช้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมพระเจ้าไม่มียุทธวิธีในการหลอกล่อ หรือเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เพื่อพิชิตศัตรูได้อย่างที่เราประทับใจ

ดาวิดได้ออกไปรบกับโกลิอัท ในนามของพระเจ้าจอมพลโยธาแห่งอิสราเอล และพระองค์ทรงเป็นความจริง ดังนั้นเราทั้งหลายได้รับมอบเครื่องอาวุธชิ้นที่สำคัญมากๆ นั่นคือการออกไปรบด้วยกันกับพระเจ้าจอมพลโยธา ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความจริง เพราะพระเจ้าทรงเป็นความจริง การออกไปทำสงครามของพระเจ้า ทำสงครามเพื่อพระเจ้านั้น ต้องเป็นสงครามที่ทำโดยพระเจ้าด้วย

น่าเสียดายที่คริสเตียนหัวสมัยใหม่ มักจะประเมินคู่ต่อสู้ผิดพลาด จริงๆเขาก็มีความคิดที่ดี ที่บอกว่า พระเจ้าได้ให้เรามีสติปัญญา และเราจะใช้สติปัญญานั้นเพื่อการงานของพระองค์ สิ่งที่พูดนั้นไม่ผิดเลยครับ เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ปัญหาเริ่มเกิดตรงที่สติปัญญานั้น ปฏิเสธความจริงของพระเจ้า สติปัญญานั้นปฏิเสธเครื่องอาวุธของพระเจ้า ทำให้การนำข่าวประเสริฐไปถึงคนบาปที่ต้องการพระเจ้านั้น ต้องไม่พูดถึงพระเจ้า ต้องไม่พูดถึงความบาป ต้องไม่ทำให้เขารู้สึกว่ามีความผิดบาป

คำเทศนาของคุณหมอภากร ในเรื่อง “ประตูแคบ” ที่ได้เปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุของคริสตจักรมีตอนหนึ่ง ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อบิลลี่ เกรแฮม เทศนาออกอากาศทางโทรทัศน์ในประเทศหนึ่ง มีสตรีคนหนึ่งเขียนจดหมายมา ถึงบิลลี่ เกรแฮม อย่างไม่พอใจว่า “หลังจากฟังคำเทศนาผ่านทางโทรทัศน์แล้ว ดิฉันรู้สึกเศร้าใจมาก เรื่องศาสนาที่ยืนยันว่าวิญญาณของดิฉันต้องการความรอด ดิฉันไม่เคยหลงหาย ดิฉันไม่เคยจมอยู่ในความบาป แบบที่ท่านมากล่าวหาว่าดิฉันเป็น ดิฉันต้องการศาสนาในเชิงปฏิบัติ ซึ่งสอนอย่างสุภาพและเมตตา ไม่ใช่มาสอนเรื่องความบาป และหากวิญญาณของดิฉันต้องยอมรับหลักปรัชญาที่ท่านบิลลี่ กล่าวล่ะก็ ดิฉันยอมตกนรกซะดีกว่า”

เรามองจดหมายของหญิงคนนั้นว่าอย่างไร ? บางทีเราอาจเห็นว่า “นั่นไง เห็นไหม คำเทศนาหรือการประกาศข่าวประเสริฐที่พูดเรื่องความบาปทำให้คนฟังไม่พอใจ และไม่มาถึงพระเจ้า เราต้องเทศนาอย่างที่เขาต้องการ ในเมื่อเขาต้องการศาสนาที่เห็นอกเห็นใจ และสอนให้เขามีชีวิตอย่างผาสุขในสังคม เราควรต้องตอบสนองเขา”

ผมไม่อยากวิจารณ์อะไรกับแนวคิดอย่างนั้น แต่อยากจะชวนให้คิดว่า
- ศัตรูชอบหรือไม่หากเรามีอาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุด ?
- ศัตรูจะทำอะไรกับวิธีการรบของเรา ?
- พระเจ้ามอบอาวุธที่สุดแสนจะโง่เง่าให้เราหรือ ?


ความจริงคืออะไร โลกนี้บอกเราว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดความจริงจะตาย” ฟังดูก็เป็นคำคมในเชิงขำๆ แต่จริงๆแล้วนี่เป็นคำขู่จากศัตรูของพระเจ้า เหมือนเป็นคำเย้ยหยันที่โกลิอัทตะโกนใส่กองทัพอิสราเอลทุกเช้าเย็น ทหารอิสราเอลที่อยู่ในแนวหน้าเวลานั้น ล้วนแล้วแต่เกรงกลัวและไม่มีผู้ใดกล้าออกไปสู้กับโกลิอัท แล้วเราล่ะครับ เราจะเป็นเหมือนดาวิดหรือเหมือนทหารเหล่านั้น ถ้าเราคิดเหมือนทหารเหล่านั้น เราก็คงทำเหมือนกับที่เขาทำ เพราะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล คือ ออกไปสู้ก็ตายสถานเดียว แต่ดาวิดไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะดาวิดรู้จักพระเจ้า และก้าวออกไปโดยรู้ว่าพระเจ้าซึ่งเป็นความจริงอยู่กับเขา ส่วนเราทั้งหลาย เราออกไปโดยมีพระเจ้าแห่งความจริงอยู่ด้วย หรือไม่?

ความจริงสำคัญอย่างไร ? ผมอยากจะบอกว่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ชีวิตคริสเตียนจะต้องเป็นชีวิตที่เป็นความจริง สำแดงความจริง คำเทศนาของ อจ.นิติเชรษฐ สดุดีวงศ์ ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุของคริสตจักรมีตอนหนึ่งชื่อว่า “การเป็นพยานที่แท้จริงมาจากทั้งชีวิต” หมายความว่า การเป็นพยานเพื่อความจริงของพระเจ้า ต้องเป็นคำพยานที่ปรากฏเป็นจริงในชีวิตของเราด้วย

บางทีเราอาจประทับใจกับคำพยานชีวิตของพี่น้องบางท่านที่แบ่งปัน แล้วเราก็พยายามไปสรรหาเรื่องราวในชีวิตของเรา นำมาปรุงแต่งให้มีความหวือหวาตื่นเต้นแบบเดียวกัน หวังว่าเมื่อเล่าให้ใครฟังแล้วเขาจะประทับใจ ผมขอถามสักหน่อยว่า “ความประทับใจ” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกคืออะไร คือประทับใจในพระเจ้าที่ทรงดีต่อคนที่เล่าคำพยาน หรือประทับใจในตัวของคนที่เล่าคำพยาน ?

หากเราเริ่มต้นผิด ด้วยการประทับใจที่ตัวคน สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ เราเองก็จะพยายามให้คนอื่นประทับใจในตัวเรา วัตถุประสงค์ของคำพยานมันก็จะสื่อไปในทิศทางนั้น และวันหนึ่งข้างหน้าเราจะพบกับความผิดหวัง เพราะมนุษย์เปลี่ยนแปลงเสมอ


แต่หากเราประทับใจคำพยานของพี่น้องในท่าทีที่ถูกต้องคือ ประทับใจในพระเจ้าผู้ทรงกระทำการในชีวิตของพี่น้องคนนั้น สิ่งที่ตามมาคือ เราเองก็จะมีคำพยานที่เชิญชวนให้คนอื่นประทับใจในพระเจ้าเช่นกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเราไม่ใช่คำตอบชีวิตของคนอื่นๆ แต่เป็นพระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นคำตอบชีวิต และพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ประทับใจในพระองค์จะไม่พบกับความผิดหวังเลย

หากว่าเรากำลังปวดหัว และมองหายาพาราเซตามอน เมื่อเจอขวดยา ถ้าเรารู้แน่ว่า ยาทุกเม็ดในขวดนั้น เป็นพาราเซตามอนจริงๆ เราก็จะสามารถกินยาจากขวดนั้นได้ โดยปราศจากข้อสงสัย แต่หากว่า ในขวดนั้น มียาถ่ายแบบที่มีรูปร่างและสีสรรอย่างเดียวกันปนอยู่ด้วย แม้เพียงเม็ดเดียว ก็ทำให้เรากังวลใจได้ และยิ่งถ้าหากมียาถ่ายอยู่ในนั้น 50% ล่ะ

คำพูดในชีวิตประจำวันของเราก็เช่นกัน หากเรายังต้องพูดโกหก หรือมีเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงในวิถีชีวิตของเรา มันก็ไม่ต่างกับยาถ่ายที่ปลอมปนอยู่ในขวดยานั้น จงให้ชีวิตของเราดำรงอยู่ในความจริงเสมอทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ เพราะนั่นเป็นการสำแดงให้เห็นว่า เรามีอะไรอยู่ภายใน พระเจ้าหรือซาตาน

วันนี้ผมคงจะนำเสนอได้เพียงยุทธภัณฑ์ชิ้นแรก คราวหน้าเราจะมาดูชิ้นต่อไป แต่ก่อนจบ ผมอยากเอ่ยถึงล่วงหน้าถึงสิ่งที่สำคัญมาก

ยุทธวิธีการรบในปัจจบัน สิ่งแรกที่จะทำคือการตัดการสื่อสารของศัตรู และศัตรูของเรากำลังทำอย่างนั้นด้วย จงอย่าหยุดที่จะสื่อสารกับพระเจ้าจอมพลโยธาของเรา และอย่ายอมให้สิ่งใดๆมาขัดขวางการสื่อสารของเรากับพระเจ้า การสื่อสารที่ว่าคือ อธิษฐาน อ่านพระวจนะ และร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องในคริสตจักร มิฉะนั้นคุณกำลังจะตกเป็นเหยื่อของซาตานในไม่ช้า


Create Date : 11 มกราคม 2553
Last Update : 11 มกราคม 2553 11:55:27 น. 1 comments
Counter : 1183 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 
สุขสันต์วันจันทร์อันแสนผ่อนคลายนะค้าบ
 
 

โดย: ผมชอบกินข้าวมันไก่ วันที่: 11 มกราคม 2553 เวลา:20:55:33 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com