ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

<<
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
6 มกราคม 2552
 

Mary did you know, and me, did I know.

4 มกราคม 2009
คริสตจักร ยะลา

ลูกา 1:26-38
26เมื่อถึงเดือนที่หก พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลนั้น ให้มายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลี ชื่อนาซาเร็ธ27มาถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่ง ที่ได้หมั้นกันไว้กับชายคนหนึ่งที่ชื่อโยเซฟ เป็นคนในเชื้อวงศ์ดาวิด หญิงพรหมจารีนั้นชื่อมารีย์ 28ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า "เธอผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมาก จงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ" 29ฝ่ายมารีย์ก็ตกใจเพราะคำของทูตนั้น และรำพึงว่า คำทักทายนั้นจะหมายว่าอะไร 30แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า "มารีย์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว
31ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู 32"บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน 33และท่านจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์ และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย" 34ฝ่ายมารีย์ทูลทูตสวรรค์นั้นว่า "เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วมกับชายไม่" 35ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ เหตุฉะนั้นบุตรที่จะเกิดมานั้นจะได้เรียกว่าวิสุทธิ์และเรียกว่าพระบุตรของพระเจ้า 36ดูซิ ถึงนางเอลีซาเบธญาติของเธอชราแล้ว ก็ยังตั้งครรภ์มีบุตรเป็นชายด้วย บัดนี้นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหญิงหมัน ก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้ว 37เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้" 38ส่วนมารีย์จึงทูลว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน" แล้วทูตสวรรค์นั้นจึงจากเธอไป


อธิษฐาน
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่ได้เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อเราทั้งหลาย ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ซึ่งเราสามารถไว้วางใจในพระองค์ได้ ในทุกๆเรื่อง ในทุกๆสถานการณ์ ขอบพระคุณสำหรับโอกาสอันดีที่ทรงให้เราได้สัมผัสประสพการณ์แห่งการช่วยกู้ของพระองค์ ขอพระเจ้าทรงให้เรามีความเชื่อในพระองค์ หากเรายังขาดอยู่นั้น ขอพระองค์ทรงโปรดให้เราเชื่อ เพื่อเราจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์


วันนี้เป็นวันอาทิตย์สัปดาห์แรกของปี เป็นปีที่ใครๆก็พูดกันว่าเป็นปีเผาจริง ปัญหาอันน่าวิตกกำลังจะถาโถมเข้ามาสู่ทุกคน ไม่เพียงแต่ประเทศของเรา แต่เป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก และเราทั้งหลายซึ่งอาศัยอยู่ในโลกนี้ และยังไม่ได้รับอนุญาตให้จากโลกนี้ไป คงจะมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตโลก” ซึ่งน่าจะเป็นเพียงฉากแรกๆของยุคสุดท้าย ตามที่พระวจนะของพระเจ้าได้บอกไว้ล่วงหน้าแล้ว

สำหรับพวกเราทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน เป็นผู้ที่ติดตามพระเจ้านั้น เรามองดูเหตุการณ์ที่กำลังจะมาถึงด้วยท่าทีอย่างไร ผมอยากจะบอกว่า เราทั้งหลายจะเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตโลกมิใช่โดยลำพัง แต่โดยมีพระเจ้าอยู่ด้วย

เมื่อช่วงคริสตมาสที่ผ่านมาผมได้เตรียมพระวจนะตอนหนึ่ง เพื่อจะพูดถึงพระผู้ซึ่งเสด็จมาบังเกิดเพื่อเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่ยังไม่มีโอกาสได้แบ่งปัน แม้ว่าวันนี้จะเลยเทศกาลคริสตมาสไปแล้ว แต่ความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ พระผู้ไถ่ได้มาอยู่กับเราแล้ว และนี้คือใจความสำคัญที่เราสามารถพูดถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงเทศกาลใดๆ

ผมได้พบกับบทเพลงหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ที่มาบังเกิดเป็นทารกน้อยในรางหญ้า บทเพลงนี้ได้แต่งขึ้นโดยจินตนาการถึงคืนนั้น ที่นางมารีย์ มารดาพระเยซูได้คลอดทารกน้อยออกมา นางมารีย์คงจะมีความกังวลใจไม่น้อยกับอนาคต เธอรู้เพียงว่าทารกนั้นจะเรียกว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า ตามที่ฑูตสวรรค์ได้มาบอกเธอเมื่อเก้าเดือนก่อน แต่อะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตของเธอ เมื่อเธอตกลงใจที่จะเป็นผู้ให้กำเนิดพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกสมรส สังคมยิวในสมัยนั้นมีกฏบัญญัติที่เข้มงวดและเธออาจจะต้องเดือดร้อนถึงชีวิตจากเหตุนี้ บทเพลงได้จินตนาการเหมือนว่าฑูตสวรรค์กำลังปลอบประโลมนางมารีย์ โดยการกล่าวถึงพระราชกิจที่พระบุตรของพระเจ้าจะทรงกระทำ ว่าทารกนี้ ในวันหนึ่งข้างหน้าจะเดินบนน้ำ จะเป็นผู้ปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นไทจากบาป จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนชีวิตของเราใหม่ จะเป็นผู้ที่ทำให้คนตาบอดมองเห็น คนหูหนวกได้ยิน คนใบ้พูดได้ ทารกผู้นี้จะทรงกระทำให้พายุสงบลง พระองค์ได้เคยเดินในที่ที่เหล่าฑูตสวรรค์ต้องก้มกราบลง พระองค์ผู้นี้เป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล และจะทรงครอบครองเหนือประชาชาติทั้งหมด ทารกน้อยผู้นี้คือลูกแกะของพระเจ้าที่เป็นค่าไถ่บาปของมนุษย์ และทารกน้อยนี้คือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้ทรงพระนามว่า เราเป็น

เพลง Mary did you know



สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอกับพี่น้องในวันนี้คือ ทารกน้อยนั้นได้บังเกิดแล้วในชีวิตของเรา วันนี้เราอาจไม่ได้มีชื่อว่า มารีย์ เหมือนในบทเพลงก็ตาม แต่หากเราเป็นผู้หนึ่งที่กำลังวิตกกังวลต่ออนาคตอย่างที่นางมารีย์อาจกำลังวิตกอยู่ในเวลานั้น ขอให้บทเพลงนั้น เป็นเหมือนคำหนุนใจให้เราเช่นกัน เพื่อเราจะรู้ว่า ผู้ที่อยู่ในเรานั้นทรงเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ เป็นพระเจ้าที่ได้ทรงสำแดงให้เห็นแล้วว่าทรงช่วยได้

มัทธิว 14:22-33
22ครั้นแล้วพระองค์ได้ตรัสให้เหล่าสาวกลงเรือข้ามฟากไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลับบ้าน23และเมื่อให้ประชาชนเหล่านั้นไปหมดแล้ว พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาโดยลำพังเพื่ออธิษฐาน เวลาก็ดึกลง พระองค์ยังทรงอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว24ในขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้ว และถูกคลื่นโคลงเพราะทวนลมอยู่ 25ครั้นเวลาสามยามเศษ พระองค์จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก26เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเลเขาก็ตกใจนัก ร้องอึงไปเพราะกลัว คิดว่าเป็นผี 27ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า "ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย" 28ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว ขอทรงโปรดบอกให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์" 29 พระองค์ตรัสว่า "มาเถิด" เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู 30แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า "พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย" 31ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ แล้วตรัสว่า "ท่านสงสัยทำไม ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง" 32เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้ว ลมก็เงียบลง 33เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือ จึงมาหมอบกราบพระองค์ ทูลว่า "พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว"


เรื่องพระเยซูคริสต์ทรงดำเนินบนน้ำ เป็นการอัศจรรย์ที่เราเคยได้อ่านได้ฟังหลายครั้งมาแล้ว หลายคนคิดถึงเรื่องนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การเดินบนน้ำเป็นเรื่องอัศจรรย์ก็จริง แต่อัศจรรย์แล้วยังไงล่ะ มันช่วยอะไรเราได้

หากเราจะมาพิจารณาถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ เราพบว่า โดยปกติแล้วการเดินทางไปทางทะเลต้องอาศัยพาหนะต่างๆเช่นเรือ หรือแพ คงไม่มีใครใช้วิธีว่ายน้ำไปแน่ๆ เพราะคงจะหมดแรงและไม่สามารถพาลูกเล็กเด็กแดงไปกันทั้งครอบครัวได้ เวลานั้นพวกสาวกของพระเยซูกำลังนั่งเรือไปด้วยกัน และมีพายุเกิดขึ้น เรือที่กำลังโดยสารอยู่ก็โคลงเคลง พื้นน้ำที่เคยเงียบสงบก็ไม่น่าไว้ใจ แม้หลายคนในพวกสาวกจะเคยเป็นชาวประมงมาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าชาวประมงจะจมน้ำตายไม่เป็น

สิ่งนี้เปรียบได้กับวิถีชีวิต การงานอาชีพ และการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าของเรา ในยามปกติเราหาเลี้ยงชีพอย่างสงบสุข รับใช้พระเจ้าอย่างชื่นชมยินดี ไม่เคยมีปัญหาอะไรใหญ่โตจนต้องวิตก อาจเพราะเราสามารถบริหารจัดการปัญหานั้นได้อย่างเรียบร้อยด้วยประสพการณ์และความร่วมไม้ร่วมมือ แต่วันนี้สถานการณ์อาจเป็นเหมือนพายุร้ายกลางทะเล ปัญหานั้นดูเหมือนจะเกินจากความสามารถและประสพการณ์ของเราที่จะสามารถฟันฝ่าไปได้ อาชีพการงานที่ทำอยู่อาจต้องได้รับผลกระทบจนเราต้องกังวลว่าจะทำให้ครอบครัวระส่ำระสายหรือไม่ และจะส่งผลกระทบไปถึงโครงการต่างๆของคริสตจักรหรือไม่

ในเวลานั้นพระเยซูคริสต์ ได้ทรงมาปรากฏท่ามกลางพายุ พวกสาวกแม้ว่าจะเคยรู้จักพระองค์มาก่อน แต่สาวกเหล่านั้นต้องตกใจกลัวคิดว่าเห็นผี เพราะไม่เคยคิดว่าพระเยซูจะทรงกระทำอย่างนั้นได้

เวลานี้สถานการณ์วิกฤตโลก ที่กำลังเริ่มส่งผลกระทบเหมือนพายุครั้งนั้น กำลังทำให้เราตกใจกลัวหรือเปล่า ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าเราเคยรู้จักพระองค์มาก่อน เราอาจกลัวถึงขนาดที่คิดว่าพระเจ้าจะไม่สามารถดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในท่ามกลางวิกฤตที่ใหญ่โตนี้หรือเปล่า

สาวกคนหนึ่งคือเปโตร ได้มีโอกาสที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ ในวันนั้น เมื่อพระเยซูบอกว่าเป็นพระองค์เอง เขาได้ขอที่จะเดินไปหาพระองค์ ซึ่งพระคัมภีร์ก็บอกไว้ว่าเปโตรได้เดินบนน้ำไปหาพระเยซูจริงๆ
หลายคนอาจแอบคิดในใจว่า ขอให้เป็นพระเยซูมาปรากฏจริงๆสิ แล้วฉันจะแสดงให้เห็นว่าฉันเองก็กล้าที่จะเชื่อพระองค์เหมือนกัน ในขณะที่บางคนอาจคิดอย่างอื่น เช่นไม่ล่ะ ขอบคุณ ฉันไม่ต้องการลงไปเดินบนน้ำนั่นหรอก แค่นี้ก็เปียกปอน เวียนหัว และเมาคลื่นจะแย่อยู่แล้ว ขอเพียงพระองค์ทำให้พายุสงบโดยเร็วและพวกเราปลอดภัยก็พอแล้ว หรือบางคนอาจบอกว่า ถ้าพระองค์ยิ่งใหญ่จริงอย่าให้เกิดพายุเลยจะดีกว่า เราจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขเบิกบานใจ

ผมคงไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดของใครได้ ในเหตุการณ์นี้มีเพียงเปโตรเท่านั้นที่ได้รับประสพการณ์ที่มีความหมายมาก ความเชื่อในพระเยซู เป็นกุญแจสำคัญของเปโตรในวันนั้น

ในปีใหม่ที่กำลังเริ่มต้นนี้ เรากำลังคิดอะไร เรามีความเชื่อเหมือนเปโตรหรือไม่ที่ฉวยโอกาสดีที่จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หรือเรากำลังบอกพระองค์ว่า ไม่ล่ะ ขอบคุณ แค่เผาหลอกปีที่แล้วก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว เผาจริงจะแย่ขนาดไหน ขอพระองค์ทำให้วิกฤตการณ์นี้สงบลงโดยเร็ว เพื่อเราจะได้อยู่กันอย่างสุขสบายอย่างเดิม เท่านี้ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว

ลูกา 18:35-43
35เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้เมืองเยรีโค มีคนตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ริมหนทาง 36เมื่อเขาได้ยินเสียงประชาชนเดินผ่านไปจึงถามว่าเรื่องอะไรกัน 37เขาจึงบอกว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จไป 38คนตาบอดนั้นจึงร้องว่า "ท่านเยซู บุตรดาวิดเจ้าข้าขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด" 39คนที่เดินไปข้างหน้านั้นจึงห้ามเขาให้นิ่ง แต่เขายิ่งร้องขึ้นว่า "บุตรดาวิดเจ้าข้าขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด" 40พระเยซูทรงประทับยืนอยู่ สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ เมื่อเขามาใกล้แล้วพระองค์ทรงถามเขาว่า 41"เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า" เขาทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้" 42พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ" 43ในทันใดนั้นเขาก็เห็นได้ และตามพระองค์ไปพลางถวายสาธุการแด่พระเจ้า และเมื่อคนทั้งปวงได้เห็นเช่นนั้น ก็สรรเสริญพระเจ้า


พระเยซูทรงรักษาคนตาบอดให้มองเห็น ก็นับเป็นการอัศจรรย์ที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันหลายครั้งเช่นกัน แล้วการที่พระองค์ทรงสามารถรักษาคนตาบอดให้มองเห็นได้ จะช่วยอะไรเราในวิกฤตโลกครั้งนี้ได้

จากเรื่องราวที่ปรากฏในพระคัมภีร์ พระเยซูทรงรักษาคนตายบอดให้มองเห็นหลายครั้ง ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งซึ่งพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่ามีชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ สิ่งที่ชายคนนี้ทำคือ เขาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู แม้ว่าจะมีคนห้ามเขาไม่ให้ส่งเสียง อาจเพราะเป็นการสร้างความรำคาญ แต่พระเยซูทรงได้ยิน ให้ทรงการรักษาแก่เขา

คนตาบอดมองไม่เห็น เป็นสิ่งที่แย่กว่าการเดินในที่มืด เพราะหากแค่เดินในที่มือ เราก็แค่หาคบเพลิงหรือไฟฉายมาส่องทาง ก็สามารถเดินไปได้ แต่การตาบอดเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น พระเยซูเคยตรัสไว้ว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างของชีวิต” สำหรับคนที่ตาไม่บอด แสงสว่างนับว่าเป็นประโยชน์ได้ แต่สำหรับคนตาบอด แสงสว่างก็อาจไม่มีประโยชน์

ภาวะตาบอดฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้แม้จะมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นโคมส่องเท้า ก็หาเป็นประโยชน์ไม่ ดังเช่นที่พระเยซูตำหนิพวกฟาริสี ว่าเป็นพวกตาบอดฝ่ายวิญญาณ พวกฟาริสีนั้นเป็นผู้ที่รู้ธรรมบัญญัติมาก เคร่งครัดในการปฏิบัติ แต่กลับเป็นได้เพียงคนหน้าซื่อใจคด

เรากำลังตกอยู่ในสภาพอย่างนั้นด้วยหรือไม่ แม้ว่าเราจะได้รู้จักเรื่องราวของพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่ตาฝ่ายวิญญาณของเรายังมืดบอด ทำให้พระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นเหมือนโคมส่องเท้า ก็ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ขอให้เราเหมือนชายตาบอดคนนั้น ที่ร้องเรียกพระองค์ และบอกกับพระองค์ว่า “โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้” เพื่อพระองค์จะรักษาเราให้หาย และเราจะเห็นได้ และสามารถที่จะใช้พระวจนะของพระองค์เป็นโคมส่องเท้า เพื่อเราจะสามารถเดินไปในหนทางข้างหน้า แม้ว่าจะมีวิกฤตและมืดมิด แต่พระวจนะของพระเจ้าจะนำเรา แสงสว่างของพระเยซูจะทำให้เราไม่เดินในความมืด พระเยซูผู้นั้นทรงสามารถนำท่านในการฝ่าวิกฤตโลกไปได้


มัทธิว 9:1-8
1ฝ่ายพระเยซูก็เสด็จลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองของพระองค์ 2ดูเถิดเขาหามคนง่อยคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์ เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย จึงตรัสกับคนง่อยว่า "ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว" 3เมื่อได้ยินตรัสดังนั้น พวกธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า "คนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า" 4 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสว่า "เหตุไฉนท่านทั้งหลายคิดชั่วอยู่ในใจเล่า 5ที่จะว่า "เจ้าได้รับอภัยเรื่องบาปของเจ้าแล้ว" และจะว่า "จงลุกขึ้นเดินไปเถิด" นั้นข้างไหนจะง่ายกว่ากัน 6แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้" พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า "จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด" 7เขาจึงลุกขึ้นไปบ้าน 8เมื่อประชาชนเห็นดังนั้นเขาก็ตระหนกตกใจ แล้วพากันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ได้ทรงประทานสิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์


เรื่องราวการรักษาคนป่วยของพระเยซูนั้น คงจะไม่สามารถข้ามเรื่องการรักษาคนง่อยไปได้ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าพระเยซูทรงรักษาคนง่อยหลายคน ในหลายเหตุการณ์ และคนเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้พิการ ด้อยคุณค่า ด้อยโอกาสในสังคม สามารถหายจากการเป็นง่อย ลุกขึ้นเดินได้ และทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติ เอาล่ะ รู้แล้วว่าพระเยซูรักษาคนง่อยได้ แต่พระองค์จะช่วยให้ฉันผ่านวิกฤตโลกไปได้อย่างไร

การเป็นง่อยนั้น ถูกมองเป็นภาระของสังคม แม้ว่าปัจจบันนี้สังคมที่พัฒนาแล้วจะพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยให้มีเครื่องอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการเพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่สังคมที่ยังไม่พัฒนาอย่างเช่นหลายประเทศในเอเซียและอัฟริกา คนพิการเป็นง่อยจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากสังคมอย่างที่สมควร ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างลำบาก และเป็นภาระแก่ครอบครัว แม้ว่าอยากจะลุกขึ้นมาทำงานร่วมแบกภาระเลี้ยงดูครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถทำได้

การเป็นง่อยฝ่ายวิญญาณนั้น ก็เป็นปัญหาไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะผู้เป็นง่อยในฝ่ายวิญญาณจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม้ว่าจะมีใจที่อยากจะมีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระในครอบครัวของพระเจ้า ก็ไม่สามารถทำได้

คนง่อยที่ปรากฏในพระคัมภีร์ตอนนี้ ถูกหามมาหาพระเยซู เพราะมีความเชื่อว่าพระเยซูจะทรงรักษาเขาให้หายได้ และพระองค์ก็ทรงทำได้ พวกเราในครอบครัวของพระเจ้าก็มีหน้าที่อย่างนั้น หากเราพบว่าพี่น้องคนใดตกอยู่ในสภาพที่ต้องการการช่วยเหลือ ให้นำเขามาหาพระเยซู เพื่อพระเยซูจะทรงเป็นผู้แก้ไขปัญหาของเขา ไม่ใช่เราเองที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของเขาได้

การรักษาคนง่อยในครั้งนี้พระเยซูได้บอกว่า “บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” จะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่เพื่อนๆคนง่อยที่แบกเขามา ไม่สามารถกระทำได้ มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่จะสามารถรักษาเขาได้ที่สาเหตุที่แท้จริง

แต่หากเราเองเป็นคนนั้นที่เป็นง่อย ต้องการการช่วยเหลือ พระเยซูกำลังชี้ให้เราเห็นว่า ปัญหาของเราคือ ความบาปที่เกาะกินชีวิตของเราอยู่ เป็นสาเหตุแห่งความง่อยในฝ่ายวิญญาณ และมีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ พี่น้องคริสเตียนอาจช่วยเราได้เพียงแค่แบกเราใส่เปลมาหาพระเยซู ผู้ที่เราต้องการที่แท้จริงคือพระเยซูเท่านั้น

และเมื่อเราหายจากการเป็นง่อยแล้ว เราจึงจะสามารถเดินในความสว่างของพระเยซูได้ พระวจนะที่เป็นโคมส่องเท้า ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะเราสามารถเดินได้

วิกฤตโลกที่กำลังจะมาถึง ให้เรามีความเชื่อเหมือนเปโตร เพื่อจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ให้เราเรียกร้องขอพระเยซูรักษาตาให้หายบอด เพื่อเราจะมองเห็นสว่างของพระเจ้าที่นำทางเรา และให้เรามาหาพระเยซู รับการอภัยบาป และยอมละทิ้งบาปที่เกาะอยู่ซึ่งทำให้เราเป็นง่อย เพื่อเราจะสามารถเดินไปในหนทางที่พระองค์จะทรงนำเรา



Create Date : 06 มกราคม 2552
Last Update : 6 มกราคม 2552 16:46:16 น. 1 comments
Counter : 987 Pageviews.  
Share to Facebook
 
 
 
 
พระเยซูใกล้จะเสด็จมาแล้ว พระองค์อยากให้เราทั้งหลายเตรียมตัวให้พร้อม และไม่หวั่นไหวไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าละสายตาจากพระเยซู รักษาความเชื่อไว้จนกว่าพระองค์จะกลับมารับเรา ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
 
 

โดย: ผ่านมาทักทาย IP: 202.6.107.51 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:56:18 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com