
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
พระทัยอันกรุณาของพระเจ้า
21 พฤษภาคม 2006 คริสตจักร ยะลา
2 พงศาวดาร 36:11-16 11 เศเดคียาห์ เริ่มครอบครองมีพระชนมายุยี่สิบเอ็ดพรรษา และพระองค์ทรงครอบครองในเยรูซาเล็มสิบเอ็ดปี 12 พระองค์ทรงกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ พระองค์มิได้ถ่อมพระองค์ลงต่อเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ ผู้กล่าวจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า 13 พระองค์ทรงกบฏต่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ผู้ซึ่งทรงให้พระองค์สาบานในพระนามของพระเจ้า พระองค์ทรงแข็งพระศอของพระองค์ทำพระทัยให้กระด้างไม่หันไปหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล 14 บรรดาปุโรหิตผู้สำคัญและประชาชนก็เช่นเดียวกันไม่ซื่อสัตย์เสียทีเดียว เขาติดตามสิ่งน่าเกลียดน่าชังของบรรดาประชาชาติ และเขาทั้งหลายกระทำให้พระนิเวศของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม ซึ่งพระองค์ทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้นเป็นมลทินไป 15 พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาทรงใช้ให้ทูตของพระองค์มาอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะพระองค์ทรงมีพระทัยกรุณาต่อประชากรของพระองค์และต่อที่ประทับของพระองค์ 16 แต่เขาทั้งหลายเยาะเย้ยทูตของพระเจ้าอยู่เสมอ และดูหมิ่นพระวจนะของพระองค์ และด่าผู้เผยพระวจนะของพระองค์ จนพระพิโรธของพระเจ้าพลุ่งขึ้นต่อประชากรของพระองค์จนแก้ไม่ไหว
คำอธิษฐาน ขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับพระทัยอันกรุณาของพระองค์ที่ทรงสำแดงความรักและเมตตาต่อเราทั้งหลาย ผู้เป็นคนบาป ขอให้เรายินดีที่จะเชื่อฟังในสิ่งที่พระองค์ตรัส เพื่อเราจะมีชีวิตที่พระองค์ทรงพอพระทัย อย่าให้เรามีใจแข็งกระด้าง แต่ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ตรัสกับเราและช่วยเราที่จะยินดีเชื่อฟังพระองค์
เยเรมีย์เป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งในสมัยพระคัมภีร์เดิม หากเรายังจำเรื่องราวของดาเนียลได้ ดาเนียลพร้อมกับชาวอิสราเอลอื่นๆได้ถูกกวาดต้อนไปยังบาบิโลน แต่ก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งเยเรมีย์ เพื่อนำคำเตือนไปสู่ชาวอิสราเอลชนชาติของพระองค์ เพื่อหวังว่าชนชาติอิสราเอลจะกลับใจใหม่ หันกลับมาหาพระเจ้า แต่ในที่สุดชนชาติอิสราเอลก็ยังดื้อดึง พระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เนบูคัสเนสซาร์บุกมาเอาชนะชาวอิสราเอลและกวาดต้อนไปเป็นเชลยยังบาบิโลน
พระธรรมเยเรมีย์บทแรก ได้กล่าวถึงการที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรและแต่งตั้งเยเรมีย์ในการเป็นผู้เผยพระวจนะ และบทที่ 2 ถึง 4 เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงตรัสถึงความรักที่พระองค์มีต่อชนชาติอิสราเอล และทรงตัดพ้อถึงการที่อิสราเอลมักจะทรยศต่อพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่าแม้ว่าพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระกรุณาต่อพวกเขา บทที่ 5 และ 6 พระเจ้าจึงทรงคาดโทษว่าหากไม่กลับใจพระองค์จะต้องตีสอนเขาอย่างสาสม
วันนี้เราจะมาศึกษาดูว่า พระเจ้าทรงมีพระทัยกรุณาอย่างไรต่อชนชาติที่มักกบฏนั้น มันมีอะไรน่าสนใจหรือ ก็เพราะบ่อยครั้งชีวิตคริสเตียนก็มีลักษณะคล้ายๆกับชาวอิสราเอลในสมัยนั้นเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระทัยกรุณา แต่ในที่สุดนั้นการดื้อดึงก็เป็นเหตุให้การลงโทษมาถึงอย่างแสนสาหัส
ผมได้อ่านพระธรรมเยเรมีย์ในการเฝ้าเดี่ยวช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ก็สะดุดกับวลีหนึ่งคือ อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระทัยอันกรุณาของพระเจ้า วลีนี้ปรากฏอยู่ในพระธรรมเยเรมีย์เกือบสิบครั้ง ลองมาดูว่า เมื่อวลีนี้ปรากฏขึ้น เรื่องราวบริเวณนั้น มีอะไรให้เราต้องเรียนรู้
จุดแรกและจุดที่สองที่ปรากฏวลีนี้อยู่ในบทที่ 7 หากเราดูที่หัวเรื่องของบทนี้จะเห็นว่าพระเจ้าทรงตักเตือนชนชาติอิสราเอลให้ ซ่อมพฤติการณ์และการกระทำ ของเขา มีข้อหนึ่งในบทนี้ที่พระเยซูคริสต์ทรงหยิบมาใช้เมื่อพระองค์ทรงคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงินในพระวิหาร นั่นคือข้อที่ 11
ลองดูในข้อ 13 เป็นครั้งแรกที่วลีสำคัญถูกใช้ ซึ่งผลตอบสนองคือ ไม่ฟัง
หากเราจำเรื่องราวที่พระเยซูทรงกระทำในพระวิหารในครั้งนั้นได้ จะเห็นว่าพระพิโรทของพระเจ้าพลุ่งขึ้นต่อการกระทำให้พระวิหารของพระเจ้าเป็นมลทิน และเราก็ยังรู้อีกว่า พระวิหารของพระเจ้านั้น ไม่ได้หมายถึงตัวอาคารเท่านั้น แต่คือชีวิตของคริสเตียนแต่ละคนด้วย ดังนั้นการเตือนครั้งนี้ก็มาถึงคริสเตียนทุกคนเช่นกัน พระพิโรทของพระเจ้าสำหรับมลทินในบทนี้คือการไหว้รูปเคารพ ดังปรากฏในข้อ 16-20 และผมเชื่อว่าเราได้ฟังคำเทศนามาหลายครั้งแล้วว่า รูปเคารพนั้นไม่ได้มีเพียงรูปปั้นของมนุษย์หรือสัตว์หรือเทพเจ้าเท่านั้น แต่หมายถึงสิ่งใดๆที่เรายกให้มีความสำคัญมากกว่าพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง คนรัก ลูกหลาน การงาน เกียรติยศ และอื่นๆ ขอให้เราได้อ่านด้วยกันในข้อ 21-26
เยเรมีย์ 7:21-26 21 พระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสดังนี้ว่า "จงเพิ่มเครื่องเผาบูชาเข้ากับเครื่องสักการบูชาของเจ้า และจงรับประทานเนื้อ 22 เพราะในวันที่เราได้พาเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เรามิได้พูดกับบรรพบุรุษของเจ้าหรือสั่งเขาเรื่องเครื่องเผาบูชาและเครื่องสักการบูชา 23 แต่เราบัญชาเขาทั้งหลายอย่างนี้ว่า 'จงเชื่อฟังเสียงของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชากรของเรา และดำเนินในหนทางที่เราได้บัญชาเจ้าไว้ เพื่อเจ้าจะได้อยู่เย็นเป็นสุข' 24 แต่เขาทั้งหลายมิได้เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง แต่เขาทั้งหลายดำเนินตามแผนการของเขาเองและในความดื้อกระด้างตามจิตใจชั่วของเขาทั้งหลายและเดินถอยหลัง มิได้เดินขึ้นหน้า 25 ตั้งแต่วันที่บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลายออกจากแผ่นดินอียิปต์จนทุกวันนี้ เราได้ส่งผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของเราไปยังเขาอย่างไม่หยุดยั้ง วันแล้ววันเล่า 26 ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ฟังเรา หรือเงี่ยหูฟัง แต่ได้กระทำให้คอของตนแข็ง เขาได้กระทำชั่วร้ายยิ่งกว่าบรรพบุรุษทั้งหลายของเขาเสียอีก
รูปเคารพตัวใหญ่ที่สุดคือ ตัวเราเอง หากเราเองยังคงยึดครองบัลลังค์ในชีวิตของเรา เป็นผู้บงการชี้นำชีวิตของเราเอง ไม่ได้มอบบัลลังค์ชีวิตของเราให้พระเจ้าครอบครอง นั่นคือการตั้งรูปเคารพไว้ในพระวิหารของพระเจ้า การที่เราทำอะไรตามอำเภอใจของเราเอง นั่นคือการกราบไหว้รูปเคารพ พระเจ้าทรงประสงค์ความเชื่อฟัง มิใช่ของถวาย บ่อยครั้งคริสเตียนตกหลุมพรางที่ซาตานได้วางไว้ นั่นคือการที่เราคิดว่า ไว้ค่อยเอาทรัพย์มาถวายก็แล้วกัน เหมือนกับการเอาเงินมาอุดปากพระเจ้า ทั้งๆที่รู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าสั่งไว้อย่างไร แต่ใจปรารถนานั้นยิ่งใหญ่กว่า จึงยอมละเมิดสิ่งที่พระเจ้าได้ห้ามไว้ จะด้วยเหตุผลที่ไพเราะเพราะพริ้งใดๆก็ตาม พระเจ้าบอกไว้ชัดเจนว่า จงเชื่อฟังเสียงของเรา
จุดที่สามที่ได้ปรากฏวลีสำคัญนี้ อยู่ในบทที่ 11 หัวข้อเรื่องคือ พันธสัญญาที่ถูกหัก คำว่าพันธสัญญา เป็นคำที่คริสเตียนทุกคนคุ้นเคยดี พระคัมภีร์ที่เราอ่านกันอยู่ทุกวัน(รึเปล่า) ก็เรียกว่าพันธสัญญา เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ประกาศให้เป็นที่ประจักษ์แก่สิ่งสารพัดในจักรวาล ถึงความรักของพระองค์ ภาพที่ชัดเจนและใกล้เคียงที่สุดก็คือ คำปฏิญานของคู่บ่าวสาวในการแต่งงาน เป็นพันธสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายประกาศต่อหน้าสาธารณชนที่มาเป็นสักขีพยาน พันธสัญญานั้นคืออะไร พันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับมนุษย์มีอยู่หลายแห่งด้วยกันในพระคัมภีร์ เช่นพันธสัญญาที่ทำไว้กับกับโนอาห์ พันธสัญญาที่ทำไว้กับอับราฮัม เป็นต้น พันธสัญญาที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือพระบัญญัติ 10 ประการ (ลองเปิดในพระธรรมอพยพ บทที่ 5 ข้อ 1 21) การหักพันธสัญญา สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า การทำผิดพระบัญญัติของพระเจ้า หรือเรียกว่าการทำบาปนั่นเอง สิ่งที่ปรากฏในตอนนี้คือ พันธสัญญานี้ถูกละเมิด ชนชาติอิสราเอลได้กระทำบาปต่อพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงเตือนให้เขาระลึกถึงพันธสัญญา แต่พวกเขาดื้อดึง ลองอ่านด้วยกัน
เยเรมีย์ 11:6-8 6 และพระเจ้าตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า "จงป่าวร้องถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นในหัวเมืองของยูดาห์และในถนนหนทางเยรูซาเล็มว่า จงฟังถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้และประพฤติตาม 7 เพราะเราได้กล่าวตักเตือนอย่างแข็งแรงต่อบรรพบุรุษของเจ้า เมื่อเรานำเขาขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์ ตักเตือนเขาอย่างมิได้หยุดยั้ง แม้จนถึงทุกวันนี้กล่าวว่า จงฟังเสียงของเรา 8 ถึงกระนั้นเขาทั้งหลายก็ไม่เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง แต่ทุกคนดำเนินตามความดื้อกระด้างแห่งจิตใจอันชั่วร้ายของเขา เหุตฉะนี้เราจึงนำซึ่งตามถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้ที่เราได้บัญชาให้เขากระทำ แต่เขามิได้กระทำตามนั้น ให้มาตกเหนือเขา (สิ่งที่)
พระองค์รักษาสัญญา แต่ประชากรของพระองค์กลับหักคำสัญญานั้น พูดถึงคำว่าพันธสัญญา พี่น้องบางคนอาจระลึกได้ว่าในปัจจุบันเรามีพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ยังจำได้ใช่ไหมครับ ในพิธีมหาสนิท ผู้ประกอบพิธีจะอ่านพระคัมภีร์ตอนหนึ่งเสมอ ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา
1 โครินธ์ 11:25
พี่น้องครับ อะไรคือพันธสัญญาใหม่ที่เราจะต้องระลึกถึง เพื่อเราจะได้ไม่เป็นผู้หักพันธสัญญาของพระองค์ซ้ำรอยชนชาติอิสราเอลเหล่านั้น
เยเรมีย์ 31:27-34 พันธสัญญาใหม่ 27 "พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะหว่านพืชคนและพืชสัตว์ในประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ 28 และจะเป็นไปอย่างนี้ คือเมื่อเราเฝ้าดูเขา เพื่อจะถอนออกและพังลงคว่ำเสีย ทำลาย และนำเหตุร้ายมาฉันใด เราจะเฝ้าดูเหนือเขาเพื่อจะสร้างขึ้นและปลูกฝังฉันนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ 29 ในสมัยนั้น เขาจะไม่กล่าวต่อไปอีกว่า 'บิดารับประทานองุ่นเปรี้ยวและบุตรก็เข็ดฟัน' 30 แต่ทุกคนจะต้องตายเพราะบาปของตนเอง มนุษย์ทุกคนที่รับประทานองุ่นเปรี้ยว ก็จะเข็ดฟัน 31 "พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ 32 ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ 33 แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา 34 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า 'จงรู้จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป"
2 โครินธ์ 1:20-22 20 บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่าอาเมน โดยพระองค์เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า 21 ผู้ซึ่งทรงตั้งเรากับท่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์ และได้ทรงเจิมเราไว้นั้นก็คือพระเจ้า 22 และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย
กาลาเทีย 5:16-17 16 แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง 17 เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้
การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า คือการรักษาพันธสัญญาไว้
จุดที่สี่ที่ได้ปรากฏวลี อย่างไม่หยุดยั้ง อยู่ในบทที่ 25 พระเจ้าทรงคาดโทษไว้ว่า บาบิโลนจะทำให้เริศร้างเจ็ดสิบปี เป็นมาตรการขั้นที่รุนแรงขึ้น แต่
เยเรมีย์ 25:3-5 3 "ตั้งแต่ปีที่สิบสามของโยสิยาห์ ราชบุตรของอาโมนกษัตริย์แห่งยูดาห์ จนถึงวันนี้เป็นเวลายี่สิบสามปี พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ได้บอกแก่ท่านทั้งหลายอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ท่านหาได้ฟังไม่ 4 ท่านไม่ฟังหรือเอียงหูของท่านฟัง แม้ว่าพระเจ้าทรงส่งบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์มาอย่างไม่หยุดยั้ง 5 กล่าวว่า 'บัดนี้เจ้าทุกคนจงหันกลับจากทางชั่วของตนและจากการกระทำผิดของตน และอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่เจ้าและบรรพบุรุษของเจ้าตั้งแต่โบราณและต่อไปเป็นนิตย์
แต่เกิดอะไรขึ้นกับคำเตือนนี้ ลองดูในบทที่ 26 ขู่เยเรมีย์ว่าจะต้องตาย เยเรมีย์รับคำสั่งจากพระเจ้าให้ไปเตือนชาวอิสราเอล เพื่อหวังว่าเขาจะกลับใจใหม่ ปรากฏว่า ไม่เพียงเขาจะไม่ฟัง ไม่กลับใจ แต่จะเอาชีวิตผู้รับใช้พระเจ้าเสียอีก
เยเรมีย์ 26:1-5 1 ในต้นรัชกาลของเยโฮยาคิม ราชบุตรของโยสิยาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ พระวจนะนี้มาจากพระเจ้า 2 "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า จงยืนอยู่ในลานพระนิเวศแห่งพระเจ้า และจงพูดกับบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ ซึ่งมานมัสการในพระนิเวศของพระเจ้า คือพูดบรรดาถ้อยคำที่เราสั่งเจ้าให้พูดกับเขา อย่าเก็บไว้สักคำเดียว 3 บางทีเขาจะฟัง และทุกคนจะกลับจากทางชั่วของเขา และเราจะกลับใจไม่ทำโทษซึ่งเราเจตนาจะกระทำต่อเขาทั้งหลาย เนื่องด้วยการกระทำที่ชั่วช้าของเขาทั้งหลาย 4 เจ้าจงพูดกับเขาทั้งหลายว่า "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ฟังเรา ที่จะดำเนินตามพระธรรมที่เราได้วางไว้ต่อหน้าเจ้า 5 และเชื่อฟังถ้อยคำของบรรดาผู้รับใช้ของเรา คือบรรดาผู้เผยพระวจนะ ซึ่งเราได้ส่งไปหาเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง ถึงเจ้าจะมิได้เชื่อฟัง
จุดที่ห้า ที่ได้ปรากฏในบทที่ 26 เมื่อเยเรมีย์ได้เผยพระวจนะกล่าวโทษชาวอิสราเอลตามที่พระเจ้าสั่ง มีหลายคนไม่พอใจ หาเหตุจะทำร้ายเยเรมีย์จนถึงชีวิต แต่ในที่สุดยังมีผู้ใหญ่บางคนระลึกได้ว่าเยเรมีย์ได้เผยพระวจนะที่มาจากพระเจ้า เยเรมีย์จึงรอดตัวมาได้ แต่การข่มเหงผู้รับใช้พระเจ้าก็ยังไม่จบที่ตรงนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ถ้าจะมีโอกาสได้อ่านในบทต่อไป ในที่สุด ผลของการดื้อดึงทำให้อิสราเอลถูกกวาดต้อนไปยังบาบิโลน แต่พระเจ้าก็ยังคงสำแดงความรักและพระคุณต่ออิสราเอลอย่างไม่หยุดหย่อน บทที่ 29 เป็นพระวจนะที่ไปถึงชาวอิสราเอลที่ถูกกวาดต้อนไปยังบาบิโลน เพื่อปลอบประโลมว่า พระเจ้ายังไม่ได้ทอดทิ้งเขา เมื่อครบกำหนด 70 ปี พระองค์จะนำเขากลับมาอีกครั้งด้วยความรักและฤทธานุภาพของพระองค์
เยเรมีย์ 29:10-14 10 "เพราะพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เมื่อเจ็ดสิบปีแห่งบาบิโลนครบแล้ว เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและจะให้คำสัญญาของเราสำเร็จเพื่อเจ้าและจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้ 11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า 12 แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า 13 เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า 14 พระเจ้าตรัสว่า เราจะให้เจ้าพบเรา และเราจะให้เจ้ากลับสู่สภาพดีและรวบรวมเจ้ามาจากบรรดาประชาชาติและจากทุกที่ที่เราขับไล่เจ้าให้ไปอยู่นั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ และเราจะนำเจ้ากลับมายังที่ซึ่งเราเนรเทศเจ้าให้จากไปนั้น
จริงๆแล้วยังมีวลีที่ว่า อย่างไม่หยุดยั้ง อีก 3 - 4 แห่ง ผมขออนุญาต ไม่พูดถึง เพราะเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเรียนรู้อะไรบางอย่าง บทเรียนที่น่าจดจำคือ พระเจ้าทรงรักและห่วงใยเรา ทรงเตือนเราผ่านทางพระวจนะของพระองค์ โดยหวังที่จะเห็นเรากลับใจ แต่บ่อยครั้งที่เราดื้อ ในที่สุดก็ต้องถูกตีสอน การตีสอนนั้นก็เจ็บปวดและน่าเสียใจ แต่ในที่สุดพระเจ้าก็ยังสำแดงความรัก และรอที่เราจะกลับใจมาหาพระองค์อีก แต่อย่าประมาท และเราสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว
| Create Date : 25 มกราคม 2550 |
| Last Update : 25 มกราคม 2550 16:03:50 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 832 Pageviews. |
|
 |
|
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|