
 |
|
|
 |
 |
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
|
| |
|
 |
 |
|
|
สร้างขึ้นใหม่ (ตอนที่ 2)
10 ธันวาคม 2006 คริสตจักร ยะลา
มัทธิว 7:24-29 24"เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา 26แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย 27ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง" 28ครั้นพระเยซูตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ประชาชนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์ 29เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสั่งสอนเขาด้วยสิทธิอำนาจ หาเหมือนพวกธรรมาจารย์ของเขาไม่
อธิษฐาน ขอพระเจ้าทรงเมตตาเราทุกคนที่นี่ ให้เราทุกคนได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าถึงสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อเราจะดำเนินไปตามนั้น ขอให้เราได้อยู่ในพระเยซูคริสต์และพระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในเรา ขอทรงชำระเราให้สะอาด ขอพระองค์ทรงนำสิ่งที่ไม่เป็นของพระองค์ออกไปจากชีวิตของเรา ให้เราเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ขอทรงเจิมเราด้วยฤทธิ์พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่อเราจะมีฤทธิ์เดชของพระองค์ในการดำเนินชีวิต
เรื่องที่ได้กล่าวไปในครั้งที่แล้วเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากหัวข้อค่ายประจำปีที่ผ่านมานั่นคือ สร้างขึ้นใหม่ ภาพเปรียบเทียบของการก่อสร้างตัวอาคารคริสตจักร กับการสร้างพระวิหารของพระเจ้าซึ่งก็คือชีวิตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนนั้นมีขั้นตอนที่น่าสนใจศึกษาอยู่มากมายพอสมควร คราวที่แล้วผมได้กล่าวถึงเรื่องของการ รื้อถอนสิ่งเก่าๆออกไป พอจะสรุปใจความเพื่อฟื้นความจำได้ดังนี้ พระเยซูได้สนทนากับนิโคเดมัสในยอห์นบทที่ 3 สิ่งที่พระเยซูกล่าวในคืนนั้นเป็นความสำคัญประการแรกๆของชีวิตคริสเตียน นั่นคือ การบังเกิดใหม่ พระเยซูกำลังพูดถึงสิ่งที่เป็น ปรากฏการณ์ฝ่ายวิญญาณ แต่นิโคเดมัสไม่เข้าใจ จึงถามว่า คนชราจะเข้าในครรภ์มารดาแล้วเกิดได้หรือ นั่นคือปัญหาเดียวกับคริสเตียนจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึง ชีวิต เพราะมีความเข้าใจตื้นเขินเพียงแค่ ปรากฏการณ์ภายนอก เท่านั้น แม้จะได้เหน็ดเหนื่อยกับการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆมากมายในสังคมคริสเตียน แต่น่าเสียดายที่การบังเกิดใหม่ยังไม่ได้ปรากฏในชีวิต พิธีบัพติสมาในน้ำ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นความหมายว่าเมื่อเราประกาศตัวเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ตัวเก่าของเรา ตายแล้ว ในน้ำนั้น และเมื่อขึ้นจากน้ำ เราเป็นผู้ที่พระเจ้าได้ประทานชีวิตให้ใหม่ อย่างไรก็ตาม พิธีเป็นเพียงสัญญลักษณ์ภายนอก ปรากฏการณ์ภายในต่างหากที่สำคัญ พระคัมภีร์หลายๆตอนได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการที่ตัวเก่าจะต้องตาย เพราะมิฉนั้น ตัวใหม่จะไม่ถูกสร้างขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เรายังไม่ได้เข้าส่วนในการตายกับพระคริสต์ เราจึงไม่ได้เป็นขึ้นมากับพระองค์ด้วย เอ๊ะ ก็เราร่วมพิธีมหาสนิททุกครั้ง น่าจะหมายถึงเราก็ได้เข้าส่วนในการตายของพระองค์ และได้ร่วมในการประกาศการวายชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามิใช่หรือ?? อีกครั้งหนึ่งที่ พิธีเป็นเพียงสัญญลักษณ์ภายนอก ปรากฏการณ์ภายในต่างหากที่สำคัญ การเข้าส่วนในการตายร่วมกับพระคริสต์เป็นอย่างไรล่ะ โดยการกินขนมปัง และดื่มน้ำองุ่น เพียงเท่านั้นหรือ ? พระธรรมข้อนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน
โคโลสี 3:1-10 1ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ คือประทับข้างขวาของพระเจ้า 2จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก 3เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย 5เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ 6เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา 7ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ 8แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดเสียดสี คำพูดหยาบโลน 9อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว 10และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
ทำไมเราจึงยังไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ?? การก่อสร้างใหม่จะเริ่มไม่ได้ หากสิ่งเก่าไม่ได้ถูกรื้อถอนออก
แล้วเราจะรื้อถอนสิ่งเก่าๆเหล่านี้ออกไปได้อย่างไร ? เราไม่สามารถกระทำได้ด้วยตัวเราเอง มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงกระทำได้ เรามีหน้าที่เพียง ปรารถนาให้พระองค์กระทำ และอนุญาตให้พระองค์ทรงกระทำ ปัญหาก็อยู่ที่ว่า เราปรารถนาแล้วหรือยัง? และ เราอนุญาตแล้วหรือยัง? การรื้อถอนอาจดูยุ่งยาก แต่พระเจ้าทรงเป็นช่างผู้ชำนาญ
สิ่งที่เราจะพิจารณาร่วมกันในวันนี้ก็คือเรื่องของขั้นตอนต่อไป หลังจากเราทูลขอพระเจ้าให้รื้อถอนสิ่งเก่าๆออกจากชีวิตของเราแล้ว การก่อสร้างก็จะเริ่มขึ้น ด้วยการ มีรากฐานใหม่
1 โครินธ์ 3:9-11 9เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า และเป็นตึกของพระองค์ 10โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่าเขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร 11เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์
อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ราก สมัยนี้เราได้ยินบ่อยๆคือรากหญ้าบ้าง รากแก้วบ้าง รากของพืชเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นชัดเจนว่ารากมีความจำเป็นอย่างไร หากไม่มีราก ต้นไม้ก็จะไม่มีความมั่นคง โค่นล้มได้ง่าย สมัยเป็นเด็กนักเรียนผมเชื่อว่าหลายท่านที่นี่เคยได้เรียนรู้ว่า ต้นไม้ที่ปลูกด้วยเมล็ดก็จะมีรากแก้วทำให้ลำต้นตั้งมั่นคง ส่วนต้นไม้ที่ปลูกด้วยการตอนกิ่ง จะไม่มีรากแก้ว จึงไม่มั่นคง เหล่านั้นเป็นความรู้ที่เราร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ช่างสอดคล้องกับความจริงแห่งพระวจนะ หากชีวิตคริสเตียนไม่ได้กำเนิดขึ้นจากเมล็ดพันธ์แห่งข่าวประเสริฐ มันจะไม่มีรากแก้ว มันจะไม่มั่นคง
ในส่วนของตัวอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง ภายใต้ตัวอาคารไม่ว่าจะใหญ่โตเท่าใด ตัวอาคารนั้นก็ต้องวางอยู่บนรากฐาน ซึ่งทำหน้าที่รองรับน้ำหนักส่วนต่างๆของอาคารไว้ทั้งหมด หากอาคารวางอยู่บนรากฐานที่ไม่แข็งแรง อาคารทั้งหลังก็พลอยไม่มั่นคงไปด้วย
หัวใจสำคัญของข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์อยู่ที่ ยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
สิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ สาระที่สำคัญข้อนี้ย้ำชัดเจนว่าความรอดนั้นเราได้มาโดยพระคุณ ไม่ใช่เรากระทำเอง และการที่จะได้มานั้นเราต้อง วางใจในพระบุตร
คำว่า วางใจในพระบุตร แปลได้ง่ายๆว่า วางชีวิตของเราไว้บนพระเยซูคริสต์ เหมือนการที่อาคารต้องวางอยู่บนรากฐาน
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า พระบุตร ซึ่งก็คือ พระเยซูคริสต์ เป็นรากฐานสำคัญที่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราจะต้องก่อขึ้น ลองดูพระวจนะ 2 - 3 ตอนนี้
1 เปโตร 2:4-7 4จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้นเป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ 5และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์ 6เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้วว่า ดูก่อน เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็จะไม่ได้รับความอับอาย 7พระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น ศิลาที่ช่างก่อทิ้งเสียแล้วนั้น ได้กลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว
1 โครินธ์ 10:4 4และได้ดื่มน้ำทิพย์ทุกคน เพราะว่าเขาได้ดื่มน้ำซึ่งไหลออกมาจากพระศิลาที่ติดตามเขามา พระศิลานั้นคือพระคริสต์
มัทธิว 7:24-29 24"เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา 26แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย 27ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง" 28ครั้นพระเยซูตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ประชาชนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์ 29เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสั่งสอนเขาด้วยสิทธิอำนาจ หาเหมือนพวกธรรมาจารย์ของเขาไม่
จากข้อเหล่านี้ เราคงเห็นว่าพระคัมภีร์บอกอย่างแจ่มแจ้งว่าเราจะต้องวางชีวิตของเราบนรากฐานที่มั่นคง คือพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นศิลาที่มั่นคงซึ่งเราจะไว้วางใจได้
เวลาที่เราจะซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง สิ่งที่เรามักจะทำก็คือการพิจารณา สเปค ของสินค้านั้นว่ามีอะไรดี มีอะไรพิเศษกว่าสินค้าของคู่แข่ง สินค้านี้มีความน่าเชื่อถือเพียงไร วันนี้เราจะมาลองดู สเปค ของ รากฐาน นี้ว่าเป็นอย่างไร
สเปคของพระเยซู มีดังนี้
อิสยาห์ 9:6 ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช
ยอห์น 6:35 เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว ผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย
ยอห์น 6:37 ผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย
ยอห์น 6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
ยอห์น 8:12 เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต
ยอห์น 10:11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
ยอห์น 14:3 เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย
ยอห์น 14:6 เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา
ยอห์น 15:13-15 ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว
ยังไม่หมด แต่คิดว่าเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะมี สเปค ดีกว่าพระเยซูคริสต์อีกแล้วในการที่เราจะใช้เป็นรากฐานสำหรับชีวิตของเรา มีบริษัทประกันชีวิตบริษัทไหนในโลกที่จะให้คำสัญญาที่จะดูแลเราได้แบบนี้ มีใครในโลกที่จะให้คำสัญญากับเราได้แบบนี้ จะมีสิ่งใดในโลกที่จะให้คำสัญญาที่จะดูแลเราได้แบบนี้
เอาล่ะครับ เราน่าจะมาถึงจุดที่ตัดสินใจ ปรารถนาจะมีรากฐานที่มั่นคงแล้ว เราต้องทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าเราได้มีรากฐานอันนี้
สมมุติว่าเราดูสเปคของรถยนต์คันหนึ่ง เปรียบเทียบกับยี่ห้อต่างๆแล้ว ชอบใจอยู่ยี่ห้อหนึ่ง ขั้นตอนที่ต้องทำต่อไปก็คือ ไปซื้อมาเป็นเจ้าของ สิ่งที่ต้องทำสำหรับผู้ที่ต้องการพระเยซูเป็นรากฐานของชีวิตก็เช่นกัน ต้องก้าวออกไปเพื่อให้ได้พระองค์มาเป็นรากฐานชีวิตของเรา เพียงแต่เราไม่ต้องจ่ายด้วยสิ่งใด นอกจากชีวิตของเรา อ๊ะ อ๊ะ ไหนว่าความรอดได้มาเปล่าๆ ฟรีๆ ล่ะ ทำไมต้องจ่ายด้วย
ลองฟังดูอีกทีนะครับ ความรอด เราได้รับโดยพระคุณของพระเจ้า เราไม่ต้องจ่ายด้วยวิธีใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะโดยการทำตนเป็นคนดี หรือทำบุญทำทาน หรือด้วยการสร้างสมบุญบารมี (จริงๆแล้วถ้าเราจะพยายามจ่าย เราจะพบว่าเรามีไม่เพียงพอที่จะจ่ายให้กับพระเจ้าเพื่อซื้อความรอดมาเป็นของเรา) ที่เราจะทำได้ก็เพียงแต่เข้าไปหาพระเจ้าตัวเปล่าๆ มอบชีวิตของเราให้เป็นของพระองค์ เพื่อพระองค์จะชำระเราโดยการที่ให้เราตายกับพระคริสต์ และให้ชีวิตใหม่แก่เราโดยการที่เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์
ความรอดไม่ได้เป็นเหมือนแคตตาลอกสินค้าแจกฟรี ที่คนเดินผ่านไปผ่านมา นึกอยากจะหยิบก็หยิบเอาไปอย่างไร้คุณค่า
ตัวอย่างที่จะให้เราเห็นชัดขึ้นก็คือ เด็กกำพร้าคนหนึ่ง ชีวิตยากจนลำบาก เร่ร่อน ไม่ที่อาศัย เสื้อผ้าขาดวิ่น ไม่มีความมั่นคงใดๆในชีวิต ปรารถนาจะมีชีวิตที่มั่นคง วันหนึ่งผ่านเข้าไปในเมือง ได้พบป้ายประกาศว่าพระราชาต้องการมีลูกชาย ผู้ที่สนใจให้เข้ามาสมัคร เด็กชายคนนี้ไม่รอช้า รีบเข้าไปพระราชวังทันที ด้วยตัวเปล่าๆ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่มีคุณค่าจะไปแลกซื้อเอาตำแหน่งราชบุตรของพระราชา สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ เอาตัวของเขาทั้งชีวิตไปรับตำแหน่งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาก็คือชีวิตเด็กกำพร้าสิ้นสุดลง ได้รับชีวิตใหม่ในฐานะราชบุตร มีชีวิตที่มั่นคง แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเด็กกำพร้านั้นบอกว่า ผมก็อยากเป็นราชบุตรอยู่หรอกนะ แต่ผมก็ยังอยากไปเร่ร่อนข้างถนนเหมือนเดิมด้วย อยากไปใช้ชีวิตอิสระไร้ขอบเขตของผมเหมือนเดิมด้วย เราคิดว่าตำแหน่งราชบุตรเหมาะกับเด็กคนนี้หรือไม่
ปัญหาที่เราพบส่วนใหญ่ก็คือ เราไม่ได้มอบชีวิตของเราให้กับพระองค์ เรายังหวงชีวิตของเราไว้เป็นของเราเอง อยากมีเป้าหมายชีวิตของเราเอง อยากกำหนดอนาคตของลูกหลานของเราเอง อยากจะกระทำตามแผนการของเราเอง อยากจะมีชีวิตเป็นของเราเอง หรืออย่างมากก็ให้พระเจ้าตอนที่เราแก่หมดเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรๆแล้ว
นั่นจึงทำให้เราไม่ได้ตายร่วมกับพระคริสต์ และไม่ได้มีชีวิตใหม่ร่วมกับพระคริสต์ และแปลว่า เรายังไม่ถูกรื้อของเก่าลง เราจึงยังไม่ถูกวางรากใหม่ การก่อสร้างก็ยังไม่สามารถเริ่มขึ้นได้
บทสรุป การมอบชีวิตของเราทั้งหมดให้กับพระเจ้า ทำให้เราได้พระเยซูคริสต์เป็นรากฐานของชีวิต
โรม 6 1ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ 2อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้ 3ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์ 4เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน 5เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย 6เราทั้งหลายรู้แล้วว่า ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป 7เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป 8แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย 9เราทั้งหลายรู้อยู่ว่า พระคริสต์ที่ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากตายนั้นแล้วจะหาตายอีกไม่ ความตายหาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่ 10ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อบาปหนเดียวเป็นพอ แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยู่นั้น พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า 11เหมือนกันเช่นนั้นแหละ ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ 12เหตุฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น 13อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนหนึ่งคนที่เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า 14เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ
ขั้นตอนในการสร้างขึ้นใหม่ยังไม่จบ ขั้นตอนต่อไปก็คือการก่อขึ้นบนราก
| Create Date : 25 มกราคม 2550 |
| Last Update : 25 มกราคม 2550 17:33:50 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 822 Pageviews. |
|
 |
|
|
| |
|
| ksk |
 |
|
|
Location :
ยะลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

|
ผมเป็นคริสเตียนครับ เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี) ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO Toulouse FRANCE ปี 1994 เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43) ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ) ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547 สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด และยาวมาจนถึงตอนนี้ ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน

free counter
|
| |
|
 |
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|