ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

 
มกราคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
25 มกราคม 2550
 

สร้างขึ้นใหม่

12 พฤศจิกายน 2006
คริสตจักร ยะลา

ยอห์น 3:1-6
1มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัส เป็นขุนนางของพวกยิว 2ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญ ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย" 3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" 4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "คนชราแล้ว จะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ" 5พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

อธิษฐาน
ขอพระเจ้าทรงเมตตาเราทุกคนที่นี่ ให้เราทุกคนได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าถึงสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อเราจะดำเนินไปตามนั้น ขอให้เราได้อยู่ในพระเยซูคริสต์และพระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในเรา ขอทรงชำระเราให้สะอาด ขอพระองค์ทรงนำสิ่งที่ไม่เป็นของพระองค์ออกไปจากชีวิตของเรา ให้เราเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ขอทรงเจิมเราด้วยฤทธิ์พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่อเราจะมีฤทธิ์เดชของพระองค์ในการดำเนินชีวิต


ทุกท่านคงจะจำหัวข้อค่ายครั้งที่ผ่านมาได้ และคงได้รับรู้โดยทั่วกันว่าในปีหน้านี้ คริสตจักรมีโครงการที่จะสร้างอาคารของสถานนมัสการขึ้นใหม่ ผมหวังว่าเราทุกคนจะได้ร่วมแบกแอกอันนี้ด้วยกันด้วยความชื่นชมยินดี เป็นโอกาสดีที่พี่น้องจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และพระสัญญาอันเป็นจริงของพระองค์ ใครที่เคยได้อ่านเรื่องความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่แยกทะเลแดงออกให้คนของพระองค์ข้ามไป หรือเพียงได้ยินคำพยานบอกเล่าถึงการทรงนำของพระเจ้าที่ทรงช่วยกู้พี่น้องในคริสตจักรอื่นๆ ครั้งนี้เราจะได้ประสพการณ์ด้วยตัวของเราเอง ต่อหน้าต่อตาของเราเอง เพื่อเราจะได้เป็นพยานยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อลูกหลานของเรา น่าตื่นเต้นนะครับ

สิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากการสร้างอาคารขึ้นใหม่ สิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เกิดขึ้นก็คือ ชีวิตของเราทั้งหลายที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่เช่นกัน บทเรียนที่เราจะได้ศึกษาร่วมกันจากพระวจนะในวันนี้จะเน้นให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างขึ้นใหม่ และขั้นตอนหลายอย่างที่จำเป็นในการที่เราจะถูกสร้างขึ้นใหม่

จากพระธรรมยอห์น บทที่ 3 ข้อ 1-6 ที่เราได้อ่านไปเมื่อสักครู่ เป็นบทที่เราคุ้นเคยดี ทั้งตัวบุคคลในเรื่องและทั้งประโยคที่พระเยซูได้ทรงตรัส หลายคนอาจถึงกับท่องจำได้ด้วยซ้ำไป

ข้อความที่จะพิจารณาด้วยกันประการแรกอยู่ในข้อ 2

2ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญ ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย"

แม้เราจะรู้เรื่องราวในพระคัมภีร์ดีว่า พวกฟารีสีและพวกธรรมาจารย์ ได้ตั้งตัวต่อสู้พระเยซูคริสต์ แต่จะคำพูดของนิโคเดมัสในข้อที่ 2 นี้ ก็แสดงให้เห็นว่า มีบางคนในกลุ่มคนเหล่านั้น “รู้” ว่าอะไรเป็นอะไร พวกเขาคลุกคลีอยู่กับพระบัญญัติ ศาสนพิธีต่างๆ คำพยากรณ์ รวมถึงเรื่องราวของผู้เผยพระวจนะมากมาย เมื่อเห็นหมายสำคัญหรือได้ยินสิ่งที่พระเยซูตรัสสอน เขารับรู้ได้ว่าพระเจ้ากำลังเคลื่อนไหว พระเยซูไม่ใช่เป็นแค่ชายหนุ่มใจกล้าคนหนึ่งเท่านั้น

แต่พระเยซูตรัสกับเขาในประโยคถัดไปว่า

3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้"

สิ่งที่พระเยซูตรัส กำลังบอกเราว่า แค่ “รู้” ยังไม่ใช่สิ่งที่เพียงพอ

บางทีสิ่งนี้อาจกำลังเกิดขึ้นกับชีวิตคริสเตียนของเราก็เป็นได้ เรา “รู้” เรื่องราวของบุคคลต่างๆในพระคัมภีร์ เรารู้จักและท่องจำพระคัมภีร์มากมาย เราอาจคลุกคลีอยู่ในแวดวงสังคมคริสเตียนมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว รู้จักสนิทสนมกับนักเทศน์ดังๆหลายคน หรือแม้แต่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายของเราเป็นคริสเตียนที่มีชื่อเสียงดี แต่คำตรัสของพระเยซูที่เราอ่านวันนี้ กำลังบอกความจริงกับเราว่า “ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”

นิโคเดมัสก็ยังถามพระเยซูต่อไปอีกว่า

4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "คนชราแล้ว จะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ"

คำถามคล้ายๆกันนี้ อาจเกิดขึ้นในใจของเราหลายๆคน “ฉันมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ฉันถวายทรัพย์ ฉันช่วยงานโบสถ์ ฉันร่วมงานรับใช้ ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันอธิษฐาน ฉันสอนพระคัมภีร์” นั่นยังไม่เพียงพออีกหรือ

ทำไมถึงบอกว่าเป็นคำถามที่คล้ายกัน ทั้งนี้เพราะ นิโคเดมัส มองเห็นภาพของการบังเกิดใหม่ที่พระเยซูพูดถึง โดยเข้าใจว่าเป็น “ปรากฏการณ์ฝ่ายเนื้อหนัง”
ที่เป็นความคล้ายกัน เพราะที่บอกว่าฉันทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของกิจกรรมที่ปรากฏภายนอกเท่านั้น เป็นเหมือนสิ่งที่ฉาบเคลือบไว้ภายนอก แต่พระเยซูกำลังพูดถึง สิ่งสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นภายใน นั่นคือ “ปรากฏการณ์ในฝ่ายวิญญาณ”


5พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

การบังเกิดใหม่ ที่พระเยซูพูดถึง คือการที่เราถูกสร้างขึ้นใหม่ เป็นสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าสภาพที่ปรากฏภายนอก

ทำไมจึงบอกว่า ปรากฏการณ์ฝ่ายวิญญาณสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ก็เพราะเป็นเงื่อนไขที่เราจะเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าได้หรือไม่ หากเข้าแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ กิจกรรมเต้นแร้งเต้นกาอันแสนจะเหน็ดเหนื่อยพวกนั้นจะมีประโยชน์อะไร

อาคารคริสตจักรของเราที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ก็เช่นกัน เป็นเพียงสิ่งภายนอก ส่วนสิ่งที่สำคัญกว่าคือคริสตจักรภายในชีวิตของผู้เชื่อแต่ละท่านที่จะต้องถูกสร้างขึ้นใหม่

ทำไมเราจึงยังไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ??

แท้จริงเราได้ฟังคำสอนเรื่องเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่สิ่งที่เรายังข้ามไปไม่ได้ก็คือการที่เรายังไม่ได้เข้าส่วนกับการตายของพระคริสต์จริงๆ

โรม 6:3-5

3ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์ 4เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน 5เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย

โคโลสี 2:11-12
11ในพระองค์นั้น ท่านได้รับพิธีเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์มิได้กระทำ โดยที่ท่านได้สละกายเนื้อหนังเสียในการเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์ 12และได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมาแล้ว และในพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากตายกับพระองค์ด้วย โดยเชื่อในการกระทำของพระเจ้าผู้ได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา

สิ่งที่ควรเกิดเมื่อเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์นั้นคือ เราได้รับสิทธิในการเป็นบุตรของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นเมื่อเราเข้าสู่พิธีบัพติสมา เข้าส่วนในการตายของพระองค์ เราได้แสดงออกถึงความหมายว่า ตัวเก่าของเราได้ตายแล้วในน้ำนั้น และเมื่อขึ้นจากน้ำก็เป็นสัญญลักษณ์ว่าเราเป็นคนที่เกิดใหม่แล้ว หรือถูกสร้างใหม่แล้ว เมื่อเราประกอบพิธีมหาสนิท เราก็ประกาศการวายชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เข้าส่วนในพระกายและพระโลหิตของพระองค์

แต่ปรากฏว่า เราเป็นแค่ได้ผ่านเข้าไปในพิธี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ภายนอกเท่านั้น โดยที่ความหมายที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ฝ่ายวิญญาณจริงๆในชีวิตของเรา

ทำไมเราจึงไม่ได้เข้าส่วนในการตายของพระคริสต์ ?

สาเหตุก็คือ เรายังไม่ได้มาถึงพระองค์อย่างแท้จริง ไม่ได้มาถึงวันนั้นที่เราคุกเข่าลงต่อพระองค์ด้วยสุดหัวใจของเรา ด้วยน้ำตาไหล ด้วยความกลัวผลของบาปที่จะทำให้ตกนรก เรียกร้องขอพระองค์เมตตา แสวงหาพระองค์ด้วยน้ำตาไหล ขอรับการช่วยเหลือตามพระสัญญาของพระองค์ ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และยินยอมมอบชีวิตให้กับพระเจ้าครอบครอง

เราได้มาถึงจุดนี้จริงๆหรือไม่
-หรือเราเข้ามาร่วมในคริสตจักร เพราะความประทับใจกับสังคมใหม่ที่ให้ความสนใจ อุ้มชู ช่วยเหลือเรา ก็เลยมาเข้าร่วมเป็นสมาชิก
-หรือเราเข้ามาร่วมในคริสตจักร เป็นเพราะเห็นพวกคริสเตียนมีวิถีชีวิตที่ดูดี ทำมาหากินเจริญดี อยากได้ชีวิตแบบนั้น ก็เลยมาเข้าร่วมสังคมกับคริสเตียน เขาทำอะไรก็ทำตามอย่างนั้น
-หรือเราเกิดมาก็อยู่ในสังคมคริสเตียนแล้ว ถึงช่วงอายุเข้าเรียนพระคัมภร์ก็เข้าเรียน ถึงช่วงที่เพื่อนๆอธิษฐานรับเชื่อก็อธิษฐานตามไปอย่างนั้น เพื่อนๆเขาร่วมกิจกรรมอะไร เราก็ร่วมด้วย

หากเราเกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนแบบนั้น จงระวัง เพราะปรากฏการณ์ภายนอก กำลังหลอกเราว่า “เราเป็นคริสเตียนแล้ว ดีแล้ว น่าพอใจแล้ว” แต่แท้ที่จริงไม่ใช่ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดยพระวิญญาณของพระเจ้า หรือเรียกว่า ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ จะไม่ใช่ผู้มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างที่พระคัมภีร์กล่าวถึง

แล้วทำไมการก่อสร้างไม่คืบหน้าเลย ?

หากจะเปรียบเทียบกับการก่อสร้างตัวคริสตจักรใหม่ของเรานี้ การก่อสร้างจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีแบบแปลน มีผู้ดำเนินการก่อสร้าง และตัวอาคารเก่านี้จะต้องถูก “รื้อทิ้ง” ก่อน โดยการอนุญาตของเจ้าของอาคาร เพื่อให้สิ่งใหม่ได้ถูกก่อขึ้น

จะเกิดอะไรขึ้น หากเราบอกว่า “ไม่ ฉันจะไม่รื้อของเก่านี้ จะสร้างอะไรก็สร้างไปสิ” ก็คงจะเป็นไปได้ ถ้าจะไปสร้างอาคารใหม่บนที่อื่น แต่บนที่ตรงนี้ หากไม่รื้อรากฐานเก่าที่ทรุดโทรมออก จะวางรากใหม่ที่แข็งแรงลงไม่ได้

คำเปรียบเทียบนี้ช่วยเราให้เข้าใจความหมายของการเข้าส่วนกับการตายของพระคริสต์ การที่ชีวิตของเราจะสามารถถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ เราจะต้อง “ถูกรื้อทิ้ง” เสียก่อน สิ่งต่างๆที่เคยเป็นเสมือนสิ่งก่อสร้างเก่าๆในชีวิตของเรา จะต้องถูกเอาออกไป เพื่อสิ่งใหม่ๆจะถูกสร้างขึ้น นั่นเป็นภาพของการที่ตัวเก่าของเราตายร่วมกับพระคริสต์ไปแล้ว และบัดนี้เรามีชีวิตอยู่ด้วยชีวิตใหม่คือชีวิตของพระเยซูที่อยู่ในเรา
เราอาจเกิดความคิดบางอย่างในใจว่า “ทำไมล่ะ ชีวิตคริสเตียนของเรายังไม่เป็นที่พอใจของพวกนักเทศน์อีกรึไง เห็นเทศน์แต่ละที ก็ขุดแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้มาต่อว่า พวกแกดีนักหรือไง”

ความคิดทำนองนี้ ก็เกิดจากชีวิตที่ยังไม่ได้เข้าส่วนในการตายของพระคริสต์ เพราะผู้ที่มีพระคริสต์อยู่ในชีวิตของเขา จะเข้าใจชัดว่า เป็นพระเจ้าเองที่เตือนเรา ไม่ใช่ตัวนักเทศน์ เพราะตัวนักเทศน์เองก็ต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์เดียวกัน ต้องพิจารณาตัวเองด้วยว่า ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่จริงๆแล้วหรือยัง และจะโดนหนักยิ่งกว่า เพราะอยู่ในฐานะของผู้สอน (ยากอบ 3:1)

เราสามารถตรวจสอบตัวเองได้ ว่าเราเป็นผู้ที่ถูกสร้างใหม่หรือยัง ลองเปิดดูใน

โคโลสี 3:1-10
1ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ คือประทับข้างขวาของพระเจ้า 2จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก 3เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย 5เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ 6เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา 7ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ 8แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดเสียดสี คำพูดหยาบโลน 9อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว 10และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า

ไม่มีใครที่จะกล่าวหาผู้ใดได้ว่า คนนั้นคนนี้ถูกสร้างใหม่แล้วหรือยัง แต่ขอให้แต่ละคนสำรวจตนเองอย่างสัตย์ซื่อต่อพระพักตร์พระเจ้าว่า เราถูกสร้างขึ้นใหม่แล้วหรือยัง

อุปสรรคคืออะไร ?
การก่อสร้างใหม่จะเริ่มไม่ได้ หากสิ่งเก่าไม่ได้ถูกรื้อถอนออก ดังนั้น ประการแรกที่เราควรจะสำรวจด้วยกันก็คือ ตัวตนเก่า นิสัยเก่า ความปรารถนาเก่า เหล่านี้ได้ตายไปจากชีวิตของเราแล้วหรือไม่ สิ่งเก่าๆเหล่านี้ยังอยู่ ก็แสดงว่ากิจกรรมต่างๆรวมถึงชีวิตในสังคมคริสเตียนของเราเป็นเพียง “ปรากฏการณ์ภายนอก” ซึ่งพระเยซูก็ได้บอกนิโคเดมัสว่า

5พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

แล้วเราจะรื้อถอนสิ่งเก่าๆเหล่านี้ออกไปได้อย่างไร ?
แค่ถามก็ถามผิดแล้ว ต้องถามว่า “แล้วสิ่งเก่าๆเหล่านี้จะถูกรื้อถอนออกไปได้อย่างไร ?” เพราะเราไม่สามารถกระทำได้ด้วยตัวเราเอง มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงกระทำได้ เรามีหน้าที่เพียง ปรารถนาให้พระองค์กระทำ และอนุญาตให้พระองค์ทรงกระทำ

ปัญหาก็อยู่ที่ว่า เราปรารถนาแล้วหรือยัง? และ เราอนุญาตแล้วหรือยัง?

การสร้างตัวอาคารใหม่ของคริสตจักร จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่ปรารถนาจะมีอาคารใหม่ และ ผู้ก่อสร้างจะไม่สามารถดำเนินการได้ ถ้าเรายังไม่อนุญาตให้มีการรื้อถอน

กระบวนการก่อสร้างยังไม่จบลงแค่ตรงนี้ ยังมีต่อในคราวหน้า

สิ่งที่ผมปรารถนาสำหรับวันนี้ก็คือ การตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้า ด้วยการที่เราแต่ละคน มีใจปรารถนาจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ และอนุญาตให้พระเจ้าทรงกระทำการรื้อถอนสิ่งเก่าๆออกจากชีวิตของเรา ทำได้โดยการกลับไปบ้านวันนี้ คุกเข่าลงต่อพระพักตร์พระเจ้า ส่วนตัว เงียบๆ คนเดียว ใช้เวลาอธิษฐานกับพระองค์ด้วยใจปรารถนา พระองค์ทรงฟังคำร้องทูลของท่านและจะทรงกระทำตามพระสัญญาของพระองค์แน่




Create Date : 25 มกราคม 2550
Last Update : 25 มกราคม 2550 17:17:37 น. 0 comments
Counter : 991 Pageviews.  
Share to Facebook
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com