ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณได้หรือเสียอะไร? แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คุณได้หรือเสียอะไร?

 
มกราคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
25 มกราคม 2550
 

คริสตจักรที่พระเจ้าพอพระทัย

7 สิงหาคม 2005
คริสตจักร ยะลา

เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่ปรนนิบัติพระคริสต์ในการเหล่านั้น ก็เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และเป็นที่พอใจของมนุษย์ด้วย
โรม 14:17-18

คำว่าคริสตจักร แปลว่าอะไร เชื่อว่าพี่น้องคงทราบดี เราเคยได้ยินถึงความหมายที่แท้จริงของคำนี้มามากมายนับครั้งไม่ถ้วน คริสตจักรไม่ได้หมายถึงตัวอาคาร แต่หมายถึงชุมชนของพระเจ้า

สถานที่แห่งนี้ แม้จะมีป้ายติดไว้ด้านหน้าขนาดใหญ่โตว่าคริสตจักรยะลา แต่หากภายในนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยชุมชนของพระเจ้า สถานที่นี้ก็ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นคริสตจักรตามความหมายของพระคัมภีร์
สถานที่บางแห่ง แม้ไม่มีป้ายบ่งบอก ไม่มีใบทะเบียนรับรองจากหน่วยงานใดๆ แต่หากประกอบไปด้วยบรรดาผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์มาร่วมสามัคคีธรรม ที่นั่นคือคริสตจักรในความหมายของพระคัมภีร์

พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงคริสตจักรไว้หลายข้อหลายตอน โดยเฉพาะในพระธรรมวิวรณ์ได้กล่าวถึง 7 คริสตจักรในยุคสุดท้าย เป็นสิ่งที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง หากพระเจ้าพอพระทัยที่จะเปิดเผยให้ผมได้เข้าใจชัดเรื่อง 7 คริสตจักรนั้น ก็จะนำมาแบ่งปันให้พี่น้องในโอกาสต่อไป

สิ่งที่เราจะพิจารณาด้วยกันในวันนี้คือ “คริสตจักรที่พระเจ้าทรงพอพระทัย” เป็นอย่างไร ?

หลายท่านในที่นี้คงได้เคยอ่านหนังสือพลังแห่งชีวิต ไม่ทราบมีใครที่ได้อ่านจนจบเล่มบ้าง ? ในหนังสือเล่มนี้ได้แนะนำเนื้อหาของพระกิตติคุณไว้อย่างครบถ้วน ชัดเจน และยังพูดถึงความจำเป็นที่ผู้เชื่อทุกคนจะต้องเติบโตขึ้นในความเชื่อด้วย สิ่งหนึ่งที่อยู่ในคำแนะนำนั้นก็คือการที่ผู้เชื่อจะได้เข้าร่วมสามัคคีธรรมกับบรรดาผู้เชื่อด้วยกัน หรือพูดอีกอย่างคือผู้เชื่อทุกท่านควรได้เข้าร่วมสามัคคีธรรมกับคริสตจักร
ในหนังสือพลังแห่งชีวิตได้แนะนำผู้เชื่อใหม่ให้สังเกตและมองหาคริสตจักรที่เหมาะสมเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยได้แนะนำข้อสังเกตไว้ 4 ประการ เป็นข้อสังเกตที่ผมเชื่อว่าเป็นลักษณะของคริสตจักรที่พระเจ้าพอพระทัย จึงขอเชิญชวนพี่น้องที่จะมีโอกาสได้พิจารณาร่วมกัน

1. คริสตจักรนั้นมีท่าทีอย่างไรต่อพระคัมภีร์ ? พวกเขาตระหนักว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะที่มาจากพระเจ้าและสอนตามนั้นหรือไม่ ?
2. คริสตจักรนั้นมีท่าทีอย่างไรต่อพระเยซู ? พวกเขาตระหนักหรือไม่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรองค์บริสุทธิ์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อบาปของเราทั้งหลาย และทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
3. คริสตจักรนั้นมีท่าทีอย่างไรต่อพระเจ้า ? พวกเขาตระหนักหรือไม่ว่า พระเจ้าทรงรักเราทั้งหลาย ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเมตตา เที่ยงธรรมและชอบธรรม ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญของเรา
4. คริสตจักรนั้นมีท่าทีอย่างไรต่อกันและกัน ? เขามีจิตใจที่ดี รักและห่วงใยซึ่งกันและกัน ปรารถนาจะช่วยและหนุนใจกันในการเดินในทางของพระเจ้าหรือไม่ ?

ท่าทีของคริสตจักรต่อพระคัมภีร์

พี่น้องทุกท่านคงตอบได้เมื่อถูกเพื่อนที่ไม่เป็นคริสเตียนถามว่าพระคัมภีร์ของคริสเตียนคืออะไร ? เราตอบได้โดยแทบไม่ต้องคิดว่า “เป็นพระวจนะของพระเจ้า” แต่คำถามวันนี้คือแล้วเราแต่ละคนมีท่าทีอย่างไรต่อพระคัมภีร์
เราแต่ละคนเมื่อรวมกันเข้าก็คือคริสตจักร ดังนั้นเมื่อถามว่าคริสตจักรมีท่าทีอย่างไรต่อพระคัมภีร์ คำถามนี้จึงตรงมาถึงเราแต่ละคน

แทนการตอบคำถามนี้ผมจะให้เราได้อ่านจากพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเราจะได้รู้ว่าเราควรมีท่าทีอย่างไร

กิจการ 17:11 ยิวชาวเมืองนั้นมีจิตใจสูงกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกา ด้วยเขามีใจเลื่อมใสรับพระวจนะของพระเจ้า และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจะจริงดังกล่าวหรือไม่

ยอห์น 8:47 ผู้ที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระวจนะของพระเจ้า ท่านทั้งหลายมิได้มาจากพระเจ้า เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ฟัง"

มัทธิว 4:4 ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า "มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า

ยากอบ 1:22 แต่ท่านทั้งหลายจงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้น ซึ่งเป็นการลวงตนเอง

ลูกา 11:27-28 เมื่อพระองค์ยังตรัสคำเหล่านั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่ประชาชนร้องทูลพระองค์ว่า "ครรภ์ซึ่งปฏิสนธิ์พระองค์และหัวนมที่พระองค์เสวยนั้นก็เป็นสุข" แต่พระองค์ตรัสว่า "มิใช่เช่นนั้น แต่คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และได้ถือรักษาพระวจนะนั้นไว้ก็เป็นสุข"

1 เธสะโลนิกา 2:13 เราขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งท่านได้ยินจากเรา ท่านไม่ได้รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์ แต่ได้รับไว้ตามความเป็นจริง คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่อ

2 ทิโมธี 3:15-17 และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอนการตักเตือนว่ากล่าวการปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง

นอกจากนี้พระคัมภีร์หลายตอนยังเตือนมายังบรรดาผู้ที่มีหน้าที่ในการสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าด้วย ว่าได้สั่งสอนพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่

กิจการ 6:2-4 ฝ่ายอัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์ให้ประชุมกัน แล้วกล่าวว่า "ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่ เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้ ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐาน และรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะเสมอไป"

มัทธิว 24:44-46 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา "ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาด ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น ทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข

ท่าทีของคริสตจักรต่อพระเยซู

สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งสำหรับคริสตจักรคือ การยอมรับพระเยซูคริสต์ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า และในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า ชุมนุมชนใดๆก็ตามที่ไม่ยอมรับในข้อนี้ ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น คริสตจักรของพระเจ้า
สิ่งสำคัญที่คริสตจักรจะละเลยไม่ได้ก็คือการที่จะสั่งสอนความจริงนี้ให้แก่บุตรหลานด้วย เพื่อว่าเขาจะไม่หลงไปจากทางของพระเจ้า ผมมีญาติหลายคนที่หลงหายไปเข้าร่วมกับกลุ่มพยานพระยะโฮวาเพราะไม่ได้รับการสอนอย่างถูกต้องในเรื่องพระเยซูคริสต์คือผู้ใด และสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน เมื่อไปพบกับกลุ่มผู้สอนผิดเหล่านี้ก็เข้าใจว่าเป็นคริสเตียน ในที่สุดก็หลงตามกลุ่มนี้ไป น่าเสียดายอย่างยิ่งหากว่าไม่หันกลับมา ปลายทางของเขาเหล่านั้นคือบึงไฟนรกอย่างแน่นอน
ผมเชื่อว่ามีหลายคนอยากรู้ว่ากลุ่มสอนผิด หรือที่เรียกว่าลัทธิเทียมเท็จ เช่นพยานพระยะโฮวา, มอร์มอน, กลุ่มครอบครัวแห่งความรัก, กลุ่มนิวเอจ, ลัทธิมูน ฯลฯ สอนผิดอย่างไร ผิดตรงไหน
คำตอบที่ชัดเจนมากๆก็คือ ท่าทีต่อพระวจนะของพระเจ้า และท่าทีต่อพระเยซู ของกลุ่มคนเหล่านั้น บางกลุ่มจะมีหนังสือเล่มอื่นๆซึ่งเขาให้ความสำคัญมากกว่าพระคัมภีร์ บางกลุ่มก็ไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า บางกลุ่มไม่เชื่อในพระวจนะทุกตอน บางกลุ่มเอาหลักของวิชาการต่างๆเช่นอาหารชีวจิตการนั่งสมาธิมาผสมปนเปกับพระคัมภีร์ บางกลุ่มก็อ้างตัวว่าเป็นพระคริสต์ที่เสด็จกลับมาแล้ว
การที่เราจะรู้ว่าอะไรแท้ อะไรเทียม ขั้นแรกเราต้องรู้ก่อนว่าของแท้เป็นอย่างไร ดังนั้นเราทุกคนต้องขยันค้นคว้าดูในพระคัมภีร์ เพื่อเราจะได้เห็นความจริง และขวนขวายหาโอกาสที่จะเข้าร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องเพื่อเสริมสร้างความเชื่อซึ่งกันและกัน

คำถามสำหรับเราวันนี้คือ เรามีท่าทีอย่างไรต่อพระเยซูคริสต์ ?

มาระโก 14: 60-62 มหาปุโรหิตประจำการจึงลุกขึ้นยืนท่ามกลางที่ชุมนุมถามพระเยซูว่า "ท่านไม่แก้ตัวในข้อหาที่พยานเขาตั้งมานี้หรือ" แต่พระองค์ทรงนิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด ท่านมหาปุโรหิตจึงถามพระองค์อีกว่า "ท่านเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ควรแก่การนมัสการหรือ" พระเยซูทรงตอบว่า "เราเป็นและท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพและเสด็จมาในเมฆแห่งฟ้าสวรรค์"

1 ยอห์น 4:15 ผู้ใดยอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงสถิตอยู่ในคนนั้น และคนนั้นอยู่ในพระเจ้า

1 ยอห์น 4:1-3 ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้า และวิญญาณทั้งปวงที่ไม่ยอมรับเชื่อพระเยซู วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว

กิจการ 4: 12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า"

โรม 10: 8 แต่ความชอบธรรมนั้นว่าอย่างไร ก็ว่า "ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน (คือคำซึ่งก่อให้เกิดความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่นั้น) คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด


มัทธิว 24: 4-5, พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป

มัทธิว 24: 23-31 ในเวลานั้นถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่า "แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่" หรือ "อยู่ที่โน่น" อย่าได้เชื่อเลย ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง ถ้าเป็นได้ ดูเถิดเราได้กล่าวเตือนท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว เหตุฉะนั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า "ท่านผู้นั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดาร" ก็จงอย่าออกไป หรือจะว่า "อยู่ที่ห้องใน" ก็จงอย่าเชื่อ ด้วยว่าฟ้าแลบมาจากทิศตะวันออก ส่องไปจนถึงทิศตะวันตกฉันใด การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นฉันนั้น ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งก็จะตอมกันอยู่ที่นั่น "แต่พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว ทั้งสี่ทิศนั้น ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น

พี่น้องที่รัก ผมเชื่อว่าเราทุกคนปรารถนาจะเป็นคริสตจักรที่พระเจ้าทรงพอพระทัย แต่เราควรรู้ว่าพระองค์ทรงพอพระทัยคริสตจักรที่เป็นอย่างไร คริสตจักรที่มีตัวอาคารสง่างาม มีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย แต่สมาชิกไม่ให้ความสนใจพระวจนะของพระเจ้า และแม้แต่ผู้ที่กล่าวพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่สอนพระวจนะของพระเจ้า อย่างนั้นหรือ
ลองเปรียบเทียบดูกับคริสตจักรของพระเจ้าในประเทศจีนที่เราเคยรับรู้มา บางแห่งไม่มีแม้พระคัมภีร์ที่เป็นรูปเล่มสมบูรณ์ แต่พี่น้องแต่ละคนได้จดจำพระวจนะแต่ละตอนไว้ในใจ คริสตจักรเหล่านั้นไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือใดๆ แต่การนมัสการก็เป็นไปด้วยจิตวิญญาณและความจริง
เราอยากให้คริสตจักรของเรามีท่าทีที่เคารพรัก เชื่อฟัง และกล่าวถึงพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราด้วยความชื่นชมเต็มเปี่ยม สมกับที่เป็นชุมชนของพระเจ้า และมีพระเยซูคริสต์เป็นศีรษะของคริสตจักร หรือเราอยากให้คริสตจักรของเราเต็มไปด้วยสรรพวิชาอื่นๆและเรื่องราวอื่นๆจนไม่สามารถมองเห็นว่าพระเยซูอยู่ตรงไหน

ในครั้งหน้าเราจะมาดูใน 2 ข้อที่เหลือคือ คริสตจักรนั้นมีท่าทีอย่างไรต่อพระเจ้า และมีท่าทีอย่างไรต่อกันและกัน

มาระโก 13: 32 "แต่วันนั้น โมงนั้นไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว จงเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าเวลาวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร เหมือนเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่ออกจากบ้านไปทางไกล มอบอำนาจให้แก่บ่าวทุกคน และให้รู้การงานของตนว่ามีหน้าที่อะไร และได้สั่งนายประตูให้เฝ้าบ้านอยู่ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะมาเมื่อไร จะมาเวลาค่ำ หรือเที่ยงคืน หรือเวลาไก่ขัน หรือรุ่งเช้า จงเฝ้าระวังอยู่ กลัวว่าจะมาฉับพลันและจะพบท่านนอนหลับอยู่ ซึ่งเราบอกพวกท่าน เราก็บอกคนทั้งปวงด้วยว่าจงเฝ้าระวังอยู่เถิด"



Create Date : 25 มกราคม 2550
Last Update : 25 มกราคม 2550 15:23:10 น. 0 comments
Counter : 2368 Pageviews.  
Share to Facebook
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

ksk
 
Location :
ยะลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ผมเป็นคริสเตียนครับ
เป็นชาวยะลา เกิดปัตตานี ลูกจีนไหหลำ
จบวิศวกรรมไฟฟ้า(ระบบควบคุม) จากพระจอมเกล้าพระนครเหนือ EL รุ่น 24 รหัส 31 (เคยเรียน ป.วส. IE ห้องอิเล็ก ที่ วทอ. 2 ปี รหัส 29 ห้องเดียวกับ ศิริ แว่น สมชาย สุกิตติ จั๊บ ไพบูลย์ จ่าบุญเลิศ ก่อนย้อนไปเริ่มต้นป.ตรี ปี 1 ใหม่กับรุ่นน้องในคณะวิศวฯ พูดง่ายๆว่า ซิ่ว 2 ปี)
ป.โท วิศวกรรมการบิน(Avionique) จาก SUPAERO
Toulouse FRANCE ปี 1994
เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯที่พระนครเหนือ 8 ปี ผลงานก็ไม่มีอะไรมาก KMITNB Robot Camp เป็นสิ่งที่ยังพอให้ภาคภูมิใจเมื่อมองกลับไปที่เทคโนฯ ด้วยความคิดถึง 14 ปี อันแสนหวานกับชีวิตในพระนครเหนือ(มิย.ปี 29 - มิย.ปี 43)
ตอนนี้ลาออกจากราชการ มาหากินด้วยลำแข้ง(ไม่ใช่เป็นนักมวยไทยนะ)
ที่จังหวัดยะลาบ้านเกิด ตั้งแต่มิถุนายน ปี Y2K
กำลังจะรุ่งเรืองแล้วเชียว 4 มกราคม 2547
สถานการณ์ไฟใต้ก็เริ่มขึ้น
สิ่งที่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิด มันก็เกิด
และยาวมาจนถึงตอนนี้
ผมยังนึกไม่ออกมันจะจบลงแบบไหน free counter

free counter

New Comments
[Add ksk's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com