Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
28 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 

O พินทุแห่งกุสุมา .. O








เพลง .. ลาวสองคอน
ชัยภัค ภัทรจินดา



O จะลืมฤๅได้สิ้นนะกลิ่นเจ้า
เมื่อคอยเฝ้าถวิลอยู่แต่ตรู่สาง
ในค่ำดึกหม่นมืด .. หากจืดจาง-
ก็แต่ความหมองหมางที่ร้างลา
O ด้วยอาวรณ์ถวิลอยู่ .. ความรู้สึก-
ในส่วนลึกเฝ้าแต่คอยละห้อยหา
กอปรความหมายอบอุ่นเจ้าหนุนมา
ก่อคุณค่าขึ้นขจ่างที่กลางใจ
O สื่ออาลัยใจคนฝ่าหนหาว
ฝากแสงเดือนหมู่ดาว .. วับวาวให้-
เชื่อมส่งผ่านเสน่หาจากฟ้าไกล
สัมผัสนัย .. ร่วมสดับร่วมรับรอง
O สืบส่งความมุ่งหมายรำบายออก
เพื่อบ่งบอกอาลัยแห่งใจสอง
หวานอบอุ่นหอมล้ำ .. เป็นทำนอง-
การพร่ำพร้องพิสมัยเป็นนัยเดียว
O ระลอกอุ่นแทรกย้ำอยู่ค่ำเช้า
จนใฝ่เฝ้าคอยแต่ชะแง้เหลียว
กลางเหน็บหนาวรอบฤดูลมกรูเกรียว
ก็โน้มเหนี่ยวอบอุ่นเข้าหนุนทรวง
O พร้อมความหมายผ่านบอก .. หอมดอกไม้-
ก็หอมให้เสพรับลำดับช่วง
พร้อมหัวใจหอมล้ำ .. ถ้อยบำบวง-
พาย้อนช่วงความหลังอีกครั้งคราว
O วานนั้นลมร่ำไหล .. หัวใจตื่น
อ้อยอิ่งอย่างแช่มชื่นกับคลื่นหนาว
โคมบนสรวงช่วงระยับแสงวับวาว
เมื่อเรื่องราวบางตอนวกย้อนเยือน
O จากหนาวเป็นรุมร้อนสุดผ่อนผัน
พร้อมรำพันเชิงชู้ .. ที่ดูเหมือน-
แฝงความนัยซ่อนวางอยู่รางเลือน
เพื่อเกลี่ยเกลื่อนกลบหมายให้คลายลง
O เช่นมาลย์หอมผึ้งภู่ก็รู้เคล้า
คำกรองเย้ายั่วอยู่ .. ก็รู้สง-
สัยคารมคมคำ .. และจำนง
จึงเลยหลงสนเท่ห์ตอบเล่ห์การณ์
O เอ็นดูมากนักแล้ว .. นะ แก้วเจ้า
แต่คอยเฝ้ารายล้อมด้วยหอมหวาน
มธุรสโคลงกลอนออดอ้อนปาน-
จะถักสานเป็นบ่วงคล้องดวงใจ
O จนค่อยเผยความหมายรำบายบอก
ผ่านกรองกานท์ยั่วหยอก .. ล่อหลอกให้-
ผู้ลอบเร้นอ่านอยู่พึงรู้นัย-
แฝงความไว้กล่อมขวัญด้วยพรรณนา
O ใครหนอ .. แก้มเนียนอิ่ม .. ซ่อนยิ้มอยู่
รอเชิงชู้คำชายรำบายหา
หมายเสกสั่งใจคนด้วยมนตรา
เต็มอยู่ด้วยเสน่หา .. ทุกท่าที
O สุมาลย์สอดกลีบสวย .. อำนวยให้-
ภู่ผึ้งไหวล้อมกลิ่นก่อนบินปรี่
จะเคล้ารสหอมหวานสุมาลย์มี
เมื่อใจนี้ร่ำขอแต่รอคอย
O วิหคเหินถลาลม .. เสียงขรมอยู่
แว่ว .. รับรู้ .. เมื่อโศลกอันโศกสร้อย-
ได้ล่มลาญจากทรวงจนล่วงรอย
เหลืองดงามพร่างพร้อยขึ้นคอยเคียง
O ปีกเบาบางภู่ภมร .. ไหวว่อนถิ่น
เมื่อถวิลอาลัยเริ่มให้เสียง
สดับเถิดความถ้อย .. พี่ร้อยเรียง
ก็เพื่อเพียงผ่านมนต์ .. ล้อมลนใคร
O เพื่อใคร .. ต่อแต่นี้หากลี้หน้า
จงท่วมทัณฑ์ทรมา .. จนกว่าได้-
มอบอาวรณ์ยินยอมอย่างพร้อมใจ
วางลงไว้กลางมือ .. ให้ถือครอง !





 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2556
0 comments
Last Update : 29 เมษายน 2562 18:27:06 น.
Counter : 1348 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.