Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 ตุลาคม 2558
 
All Blogs
 
กาพย์ยานี 11




เอาตัวอย่างงานของระดับตำนานมาวางให้ดูก่อน ..



อีศาน

บทกวีของนายผี (อัศนี พลจันทร์ ผู้ประพันธ์เพลงเดือนเพ็ญ)
.
.
ในฟ้าบ่มีน้ำ - - - ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย - - - ก็รีบซาบบ่รอซึม

แดดเปรี้ยงปานหัวแตก - - - แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม
แผ่นอกที่ครางครึม - - - ขยับแยกอยู่ตาปี

มหาห้วยคือหนองหาน - - - ลำมูลผ่านเหมือนลำผี
ย้อมชีพคือลำชี - - - อันชำแรกอยู่รีรอ

แลไปสดุ้งปราณ - - - โอ้อีศาน, ฉนี้หนอ
คิดไปในใจคอ - - - บ่ค่อยดีนี้ดังฤา?

พี่น้องผู้น่ารัก - - - น้ำใจจักไฉนหือ?
ยืนนิ่งบ่ติงคือ - - - จะใคร่ได้อันใดมา?

เขาหาว่าโง่เง่า - - - แต่เพื่อนเฮานี่แหละหนา
รักเจ้าบ่จางฮา - - - แลเหตุใดมาดูแคลน

เขาซื่อสิว่าเซ่อ - - - ผู้ใดเน้อนะดีแสน
ฉลาดทานเทียมผู้แทน - - - ก็เห็นท่าที่กล้าโกง

กดขี่บีฑาเฮา - - - ใครนะเจ้า  จงเปิดโปง
เที่ยววิ่งอยู่โทงโทง - - - เทียวมาแทะให้ทรมาน

รื้อคิดยิ่งรื้อแค้น - - - ละม้ายแม้นห่าสังหาร
เสียตนสิทนทาน - - - ก็บ่ได้สดวกดาย

ในฟ้าบ่มีน้ำ - - - ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย - - - คือเลือดหลั่ง! ลงโลมดิน

สองมือเอามีแฮง - - - เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอีศานสิ้น - - - อย่าซุด, สู้ด้วยสองแขน!

พายุยิ่งพัดอื้อ - - - ราวป่าหรือราบทั้งแดน
อีศานนับแสนแสน - - - สิจะพ่ายผู้ใดเหนอ?
.
.
.

ความเปลี่ยนแปลง

นายผี

บูม บูม บูม บูม ... ระเบิดตูมและคนตาย
แต่ตรู่ตราบสางสาย ... ก็ บ สิ้น บ สุดเสียง
ปืนไฟเป็นสายฝน ... อันพรูพ่นพะเนียงเพียง
พลิกพื้นไผทเอียง ... อธึกทั่วไผทไทย

เกิดกาลกุลาหล ... อลวนอยู่หวาดไหว
ดินฟ้าคือเปลวไฟ ... อันฟุฟู่ ณ กลางฟอน
ศพเก่านั้นเน่าน่าย ... ที่ตอมต่ายนั่นตัวหนอน
ตั้งแต่เชิงตะกอน ... ก็รอปลงมานานปี

กลิ่นคลุ้งให้คลื่นเหียน ... บ ผิดเพี้ยนบุราณผี
เถ้าแกลบที่กลบมี ... บ มิดกลิ่นกระจายจร
ลูกหลานที่อาลัย ... ก็เก็บไว้ด้วยอาวรณ์
โลงลองที่ทำหลอน ... ก็ล้วนจันทน์แลกฤษณา

กรองมาศสุมาลี ... ที่รินรสสุคนธา
ท้อกลิ่นอันคลุ้งกล้า ... กระหลบหลุ้มไปไกลครัน
ชนใดใช่ลูกหลาน ... บ อาลัยและคิดกัน
ปองปลงไป่เว้นวัน ... แลยังหวาดระแวงภัย

เพื่อศพจะเผาจี่ ... คือศพ สีหราชัย
ลูกหลานที่อาลัย ... ยังระแวดระวังวง
บัดสี่ทหารเสือ ... สุรภาพอาจอง
ผลุนปรี่เข้าไปปลง ... และจะปราม บ ปราณี

ลูกหนูอันนอนนิ่ง ... ก็วิ่งผางยังโลงผี
เพลิงท่วมขึ้นทันที ... แลเทพไท้ก็อันตรธาน
เจื้อยปี่ชวาแจ้ว ... วิเวกแว่วอยู่กังวาน
เพียงพื้นแผ่นดินดาน ... จะระย่อเพราะเย็นแสยง

เศร้าเสียงพระยาโศรก ... ยามลาโลกย่อมอ่อนแรง
เสียงสวดนั้นเสียดแทง ... หฤทัยอยู่ทรมา
สำเนียงนางร้องไห้ ... ที่ร่ำไรนั้นหนักหนา
โอ่หนอ คณาทา ... ระกำนัลจะพลันสูญ

แผ่นดินจะสิ้นแล้ว ... จะระแด่วดิ้นอาดูร
สิ้นทั้งพระธรรมนูญ ... แลอำนาจอันยาวนาน
สิ้นวัฒนธรรม ... ที่สมส่ำแต่โบราณ
สิ้นปรัชญาการ ... ก็จะสิ้น บ สืบสาย

ถึงกรรมเพราะถึงกาล ... อะไรทานย่อมทำลาย
เกิดแก่และเจ็บตาย ... ก็จะต้องทุกตัวตน
แผ่นพื้นสุพรรณภูมิ ... สุรภาพอึงอล
ขุนขอมคำแหงรณ ... ธ รังรักษ์ด้วยฤทธา


ฉันทลักษณ์


00000 - - - 000002
00002 - - - 000003 ... บทที่ 1

00000 - - - 000003
00003 - - - 000004 ... บทที่ 2


กาพย์ยานี 11 เขียนง่ายมาก .. แต่หากจะเขียนให้ดี มีพลังต่อคนอ่าน ย่อมไม่ง่ายแล้ว
ลีลาเดียวกันกับอินทรวิเชียรฉันท์ยุคโบราณที่ใช้คำหนักเบาแทน เสียงสั้นยาว ..

ตัวอย่างฉันท์โบราณสมัยอยุธยา



ราชาพิลาปคำฉันท์

อินทรวเชียรฉันท์ ๑๑

ครั้นได้สดับพจน์ - - - แห่งสองสัตว์แจ้งสาร
มนทจิตคิดเดือดดาล - - - ปลงศรไว้พระร่ำไร

โอ้แก้วกับตนเอย - - - ดั่งฤาน้องมาเจียรไกล
ราพณ์ร้ายพานุชไป - - - เรียมได้รู้เพราะปักษี

เหตุมีแต่ก่อนแล้ว - - - ตรัสห้ามแก้จบวาที
จะร่ำจะหากี - - - เมื่อฤาพบแก้วคู่เชย

สุรพาลพานุชจร - - - กลางอำพรเจ้าบเคย
นิ่มเนื้อนวลใครเอย - - - จะมุ่นหมองด้วยวาตา

จักเศร้าศรีหมองยล - - - แสงสุริยพลชลมหิมา
จักเศร้าสร้อยโศกา - - - แลหาเรียมทุกแนวไพร

มิเห็นเรียมจรตาม - - - จะเสวยแสนกันแสงใส
โอ้โอะแต่นี้ไป - - - ฤาร้างพบพณิดา

แต่นี้จะไกลโฉม - - - วรภาคยรัตนา
ช่องพาลมนัสทา - - - รุณพาจากเรียมพน

แต่นี้จะไกลองค์ - - - สรรพพาดมิจักยล
นุชเอยคำคิดจล - - - ใจเรียมนัก แก้วจอมสมร

ชลเนตรไหลฤาขาด - - - พักตราราชองค์อร
โหยหิวปลิวอุทร - - - คิดคำนึงครวญถึงศรี

สายสวาสดิแก้วเรียมเอย - - - ฤานิราสจากเรียมลี
จำเรียมแสนโศกี - - - แต่แรกจากเพียงปางมรณ์

เรียมรู้ว่าจอมสวาสดิ - - - อสุรราชมันพาจร
จะตามจรนคร - - - แม้นชีพวายจึ่งคลายกัน

ครั้นเรียมยังชีพคง - - - จักตามจงพบจอมขวัญ
สมองค์จึ่งวายศัลย์ - - - สุดสวาสดิเรียมจอมเสน่หา ฯ

.
.
.
จะเห็นว่าฉันท์โบราณเน้นเสียงหนักเบามากกว่า สั้นยาว เพราะใช้หูฟัง มากกว่า ใช้สายตาอ่าน .. ซึ่งยากต่อคนยุคปัจจุบันที่จะแยกแยะได้ เพราะเสพวรรณศิลป์ด้วยการอ่านเป็นสำคัญ .. มายุค รัชกาลที่ 6 จึงเริ่มหันมาใช้ ลหุ ครุ แบบเสียงสั้น เสียงยาวแทน

และจะเห็นได้อีกอย่างว่า คำที่กวีใช้ ต่างกับที่คนทั่วไปใช้ .. ตรงที่พลังแห่งคำ พลังแห่งความ พลังแห่งการเปรียบเทียบ มันหนักแน่นรุนแรง ที่มิใช่กาพย์กลอนแบบสายลมแสงแดดจะฉุดอารมณ์ผู้อ่านได้เหมือน


พลังแห่งสัมผัสอักษร


บูม บูม บูม บูม ... ระเบิดตูมและคนตาย - - - ตูม-ตาย
แต่ตรู่ตราบสางสาย ... ก็ บ สิ้น บ สุดเสียง - - - แต่-ตรู่-ตราบ, สาง-สาย, สิ้น-สุด-เสียง
ปืนไฟเป็นสายฝน ... อันพรูพ่นพะเนียงเพียง - - - ปืน-เป็น, ไฟ-ฝน, พรู-พ่น-พะ-เพียง
พลิกพื้นไผทเอียง ... อธึกทั่วไผทไทย - - - พลิก-พื้น, อธึก-ทั่ว-ไทย,
ไผท-ไผท ตรงนี้เล่นคำเดิมอย่างคนที่จับวางทุกอย่างได้ตามใจชอบ ..
ต้องพูดว่าสุดยอด !

เศร้าเสียงพระยาโศรก ... ยามลาโลกย่อมอ่อนแรง - - - เศร้า-เสียง-โศรก, ลา-โลก-แรง
เสียงสวดนั้นเสียดแทง ... หฤทัยอยู่ทรมา - - - เสียง-สวด-เสียด, แทง-ทัย-ทรมา
สำเนียงนางร้องไห้ ... ที่ร่ำไรนั้นหนักหนา - - - เนียง-นาง-นั้น-หนัก-หนา
โอ่หนอ คณาทา ... ระกำนัลจะพลันสูญ - - - หนอ-คณา-กำนัล


ที่เขียนกันในปัจจุบันนอกจากคำไม่มีพลังแล้ว เนื้อความยิ่งไม่กระชากอารมณ์คนอ่านเลยเป็นส่วนใหญ่ .. มองว่าขาดพลังขับดันจากจิตใจที่เข้าใจโลกได้น้อยเกินไป เพราะอ่านน้อย คิดน้อย ไม่มีต้นทุนสำหรับจะชี้นำคนอ่าน
.
.
.
เมื่อประทับใจ ก็ต้องมีการเลียนแบบท่าทางเป็นธรรมดา
บทนี้ยกมาจาก .. "สายธารกาลเวลาภาค ๕" .. ลีลาตามอย่างใครลองพิจารณาดู

โศกาสมัย ..

๕๔๓. เศร้าเสียงพญาโศก - - - ยามกล่อมโลกย่อมบีบใจ
เรื่องหลังก็หลั่งไหล - - - ละภาพไหวภาพใคร-จำ

๕๔๔. หมื่นพันจำนรรจ์เปรียบ - - - ฤๅอาจเทียบที่เคยทำ
หยอกหัวเย้ายั่วคำ - - - จักย้อนย้ำซ้ำซ้ำหน

๕๔๕. โดยภาพทุกภาพนั้น - - - ย่อมบีบคั้นหัวใจคน
ละภาพละภาพพ้น - - - ย่อมมืดมนในหนทาง

๕๔๖. แท้เทียวคือทอดทิ้ง - - - ทำใจหญิงแทบวายวาง
แท้เทียวคือทิ้งขว้าง - - - ให้อ้างว้างอยู่เอกา

๕๔๗. ท่ามเสียงพญาโศก - - - ย่อมชุ่มโชกด้วยน้ำตา
เสียงโศกย่อมโศกสา- - - - หัสะว่าจะพร่าเผา

๕๔๘. นกร้องคนพร้องพร่ำ - - - ด้วยชอกช้ำกระหน่ำเอา
ลมลูบเหมือนรูปเงา - - - คอยหยอกเย้ารุมเร้าทรวง

๕๔๙. เมื่อรักไยมารุก - - - ด้วยทัณฑ์ทุกข์ที่ทาบทวง
เมื่อห่างไยต้องหวง - - - จิตเหนี่ยวหน่วงด้วยห่วงใย

๕๕๐. กี่ภพจึงหลบพ้น - - - กี่ชีพป่นวัฏฏ์วนไป
กี่วงรอบหลงใหล - - - จึงหยุดไหวหยุดรอบวง

๕๕๑. มีคู่ย่อมรู้ค่า - - - รู้ปรารนารู้จำนง
กี่คู่เล่าอยู่คง - - - ตราบชีพปลงชาติวายปราณ

๕๕๒. สิ้นเสียงสำนึกสั่ง - - - ก็ภินท์พังกำลังพาล
มากมายความทรมาน - - - ก็บรรสารให้เสพสม

๕๕๓. ทึกทึกสะท้อนจิต - - - กระอุฤทธิอารมณ์
ราวชีพจะลีบจม - - - ด้วยสุดข่มความอาดูร

๕๕๔. ชาติหน้าหรือชาติไหน - - - ขอรักได้แจ่มจำรูญ
สืบสายอย่าสิ้นสูญ - - - คอยเกื้อกูลอยู่ด้วยกัน

๕๕๕. สิ้นถ้อยอธิษฐาน - - - ก็ถึงกาละชีวัน
วูบดับลงฉับพลัน - - - ให้โศกศัลย์คร่ำครวญเสียง

๕๕๖. ย่าหลานเข้าช่วยอุ้ม - - - แม่ผู้ทุมนัสเพียง-
วิญญาณจะลาญเคียง - - - มโนภาพต่อคราบมรณ์

๕๕๗. อกใจนั้นไหวแผ่ว - - - แทบขาดแล้วอยู่รอนรอน
อาลัยทั้งอาวรณ์ - - - นั้นสุดถอนให้ขาดหาย

๕๕๘. อวยสุขโอนทุกข์ยาก - - - ยอมลำบากทั้งใจกาย
เพื่อเมียไม่เสียดาย - - - ยอมกรากกรำอยู่ซ้ำหน

๕๕๙. สิ้นแล้วดวงแก้วน้อง - - - ให้ร่ำร้องทุรนทน
สิ้นชาติอำนาจคน - - - ผู้จำนนต่อเวรกรรม

๕๖๐. สิ้นร่มจะบังร้อน - - - เพื่อทาน-ทอนแรงแดด-ทำ
สิ้นบุญจะหนุนนำ - - - พาชอกช้ำระกำ-สูญ

๕๖๑. ตรมตรอมพรั่งพร้อมหน้า - - - เพื่อเหว่ว้าทั้งอาดูร
โถมถั่งเข้าดั่งกูณฑ์ - - - คอยเพิ่มพูนฤทธิ์เผาผลาญ

๕๖๒. โอ่หนอ .. คณาอา - - - วุธะกล้าคงนับนาน-
เปื้อนฝุ่นอยู่บนพาน - - - รอรอบกาล-ลบด้านคม

.
.
.
อีกสักตัวอย่าง จาก นิราศเรื่องยาว
๐ รัตนโกสินทร์...๑ ๐

๗๓. สิ้นปรัชญาการ
เพราะกล้าหาญนั้นขาดแคลน
สิ้นหน้าจะเงยแหงน
ให้เหมือนแม้นที่เคยมี

๗๔. สิ้นชาติเพราะแกล้วการณ์
สุดต้านทานในยุทธี
แหลกยับเพราะอัปรีย์
หอบราคีขึ้นนั่งเมือง

๗๕. มีชาติเป็นเดิมพัน
และราคขวัญอันนองเนือง
ชาติเราจึงเปล่าเปลือง
ชีพแกล้วเปลื้องลงถมทาง

๗๖. ขวัญชาติเคยมาดหมาย
กลับวุ่นวายแต่เนื้อนาง
ข่ายขุมแห่งหลุมพราง
เหมือนรอขวาง..ให้ย่างเท้า

๗๗. ฝ่าคืนทั้งคืนค่ำ
ความชอกช้ำก็เหมือนเงา
ทาบขวัญไม่บรรเทา
ความเปลี่ยวเปล่าก็เต็มทรวง

๗๘. เหมือนเสียงพญาโศก
ผ่านลมโบกเข้าบำบวง
อำนาจและอาชญ์ปวง
มาลับล่วงให้ห่วงหา

๗๙. คล้ายเสียงพญาโศก
เฝ้ากล้ำโกรกเข้าโยกอา-
รมณ์คลอด้วยทรมา
ในคาบกาละล่มจม

๘๐. สร้อยเสียงคล้าย..เคียงโสต
บอกทัณฑ์โทษให้รันทม
คล้ายยุคเคยสุขสม
จะลอยลม..ให้ข่มใจ

๘๑. สิ้นแล้วบัลลังรัตน์
เศวตรฉัตรที่อำไพ
ล่มลบท่ามศพ..ไฟ
ความเป็นไทก็ล่มตาม

๘๒. ต่อนี้จะมีหรือ
ที่ยึดถือว่าเขตคาม
แคว้นถิ่นถูกหมิ่นหยาม
เมื่อครั่นคร้าม..ในยุทธนา

๘๓. วันนี้...เมื่อแพ้พ่าย
ย่อมมาดหมายกลับคืนมา
กอบกู้อิสรา
ให้ประชาและแดนดิน

๘๔. รอเถิด..รอวันนั้น
จะประจัญด้วยไพรินทร์
ศักดิ์ศรีแห่งชีวิน
จะกอบกินแทนข้าวปลา

๘๕. รอเถิด..รอวันนั้น
จะต่อกันด้วยบรรดา-
อาวุธให้สุดวา-
ระวิถีแห่งชีวิต

๘๖. แว่วข่าวทัพเจ้าตาก
ฝ่าลำบากเข้ากอปรกิจ
ตีเมือง ณ เบื้องทิศ-
บูรพาอย่างกล้าหาญ

๘๗. หม้อไหที่ในมือ
จึงบรรลือเสียงแหลกลาญ
แตกสิ้นกับดินดาน
เพื่อจักผ่านเข้าสู่เมือง

๘๘. ครั้งนั้นที่เมืองจันทร์
มีใจมั่น..ด้วยแค้นเคือง
สร้อยเศร้าเคยเปล่าเปลือง
ก็ปลดเปลื้อง..ลงกลบดิน

๘๙. ครั้งนั้นที่เมืองจันทร์
มีใฝ่ฝันให้ยลยิน
ความหวังเคยพังภินท์
กลับโบยบินให้ยินดี

๙๐. ผองชนที่เมืองจันทร์
พร้อมโรมรันในยุทธี
เลือดเนื้อ..นั้นเพื่อพลี
แลกศักดิ์ศรีไทยคืนมา

๙๑. ผองชนที่อดกลั้น
เนิ่นนานวันก็ถึงครา
ยกพลร่วมยาตรา
ร่วมคุณค่าความเป็นไท

๙๒. ผองชนที่ลิ่มเลือด
เริ่มปุดเดือดทั้งแหล่งใจ
เคลื่อนฝ่าชลาลัย
นั้นเคลื่อนไป..จะเข้ารณ

๙๓. มือกำ..ล้วนด้ามดาบ
พร้อมรับทราบหัวใจตน
พร้อมนั้น..กำลังพล
ที่พร้อมจนกระจ่างใจ

๙๔. เมื่อไท มิใช่ทาส
คือชายชาติจะชิงชัย
ชีวาแทนมาลัย
เอาสวมใส่ที่ใจเมือง

๙๕. เมื่อไท มิใช่ทาส
ไม่เขลาขลาด..แต่ขุ่นเคือง
เลือดใครจะไหลเนือง
ชีพเปล่าเปลือง..ใครเล่าใคร ?




เสียงท้ายวรรค

เหมือนฉันท์ เพราะอ่านในท่วงทำนองเสียงเดียวกัน

ท้ายวรรค 1 เสียงเต้น
ท้ายวรรค 2 สามัญ ดีที่สุด
ท้ายวรรค 3 จัตวา หรือ สามัญ
ท้ายวรรค 4 สามัญ หรือ จัตวา

คือหากท้ายวรรค 3 จัตวา ก็ให้ลงท้ายวรรค 4 เป็นสามัญ
หรือหากท้ายวรรค 3 สามัญ ท้ายวรรค 4 ควรเป็นจัตวา

ไม่ใช่กลอน 8 ท้ายวรรค 2 จึงไม่ต้องลงด้วยจัตวา ..




Create Date : 10 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 18:50:48 น. 2 comments
Counter : 2187 Pageviews.

 
ไม่ได้เข้ามาเสียนาน

ยอดเยี่ยมมากเลยครับ ท่านสดายุ
ตั้งแต่หัวข้อกลอน,ฉันท์,โคลง,กาพย์
tacit knowledge โดยแท้ครับ


โดย: ศรีเปรื่อง IP: 202.29.5.89 วันที่: 13 ตุลาคม 2558 เวลา:16:05:37 น.  

 
สวัสดีครับคุณศรีเปรื่อง
เขียนไปตามความเห็น ..
เพราะส่วนมากไม่กล้าถาม ครับ .. แบบไทยๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 15 ตุลาคม 2558 เวลา:19:03:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O งามละมุน .. กับกรุ่นข้าวหอม .. O





O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาเพื่อจรด .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ย่อมอุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แต่ผัน-ผินรูปพักตร์ .. เข้าหักหาญ
จิตวิญญาณตื่นรู้ .. จึงรู้พาน-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ที่โชน-แวว
O พาโลกในแวดล้อม .. งามพร้อมอยู่
พร้อมแรงชู้อาลัยเริ่มไหว .. แว่ว
อาวรณ์เคยซ่อนเร้น .. ก็เห็นแนว-
ความผ่องแผ้วตอบเต้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววพริ้มพรับออดอ้อน .. ผู้อ่อนไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายลง !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.