Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
14 กันยายน 2559
 
All Blogs
 

O คำนึง .. O









O โปรยปรายลงลูบหล้า .. วรรษาสมัย-
ฝ่าพุ่มใบกิ่งก้านดอกมาลย์หอม
ละอองรื่นรดริน .. ให้ยินยอม-
แยกกลีบน้อมเกสร .. ออดอ้อนน้ำ
O คำนึงกลางฝุ่นฝนที่หล่นร่วง
เย็นจากสรวงโลมสิ้นแผ่นดินต่ำ
รูปจริต, งดงามแห่งนามธรรม-
คล้ายแอบออลมร่ำ .. ช่วยรำเพย
O เกลื่อนหยาดเม็ดเกล็ดแก้วเห็นแวววับ
เหมือนเนตรพรับพริ้มชม้อย ที่ค่อยเผย-
อิริยาละเมียดละมุนให้คุ้นเคย-
เข้าชิดเชยอารมณ์ .. ให้สมยอม
O ฝุ่นฝนปรอย ลอยฟ่อง, เนตรมอง-หลบ
เหนี่ยวชาติภพพ้องพานด้วยหวานหอม
ภู่เมื่อต้องคันธะรส .. ฤาอดออม-
การแนบน้อมมธุรสเป็นบทเดียว !
O จึง-รูปนาม, จักษุ .. บรรลุรู้-
นัย-สื่อสู่ .. ตื่นตอบ, การลอบเหลียว
ค่อยเปลี่ยนนัยแฝงเร้น .. จนเป็นเกลียว-
ฟั่นยึดเหนี่ยวรัดพันคู่กันไป
O จึง-รูปนาม, จักขุ .. ทำนุเหตุ
กอปรเอาเลศเพทนาขึ้นอาศัย
กลางลมร่ำรื่นหา, แรงอาลัย-
ค่อยค่อยไหววาบวับให้รับรอง
O แม้นฝุ่นฝนเหน็บหนาวยังพราวพร่าง
หากความอ้างว้างเหมือนจะเลือนล่อง
เมื่อนามธรรม, เบญจขันธ์เริ่มครรลอง-
การพร่ำพร้องครวญคะนึงจดถึงกัน
O ความอบอุ่นละมุนนั้นย่อมครันครบ
หลังชาติภพเลื่อนรอบ .. ลงครอบขวัญ
หรือฝุ่นฝนล้อมเห่ จากเทวัญ-
ใช้มนต์บัญชาการด้วยมารยา
O เหมือน-บัดนั้นจนบัดนี้ ณ ที่ใจ-
ถูกสาปให้เฝ้าคอยละห้อยหา
เพื่ออ่อนหวานลึกซึ้งได้ตรึงตรา-
ด้วยรูปลักษณ์แววตาเกินฝ่าแล้ว
O เม็ดฝนยังหล่นสายรำบายโบก
ลมแห่งโลกเลื่อนริ้วยังพลิ้วแผ่ว
เมื่อทั้งรูปทั้งนามยังวามแวว
งามผ่องแผ้วไปทั่ว-เนื้อหัวใจ
O ชวาลวชิระเลื้อยแสงเฟื้อยฟาด
เมื่อภพชาติดาลรูปขึ้นวูบไหว
รับรู้ในชั่ววูบว่ารูปใคร-
โถมลงในจินตนาให้อาวรณ์
O วาบวับแสงบนฟ้า, แววตานั่น-
คล้ายไหวสั่น .. ถ่ายทอด ความออดอ้อน
ลมยังแผ่ว .. ยังพลิ้วเป็นริ้วตอน
เมื่อสุดถอนเพทนา .. ที่บ่าลง
O วาบวับแสงบนฟ้า, ทีท่านั้น-
เยี่ยงเผ่าพันธุ์แห่งยูงผู้สูงส่ง
สุวภาพขาบเขียวแห่งเรียวรงค์-
เพียงนัยบ่งบอกแล้ว .. ด้วยแววตา
O ระยิบเอยดาวพร่าง .. ที่กลางฝน
เหมือนเผยรอยลิ่วหล่น .. ให้ค้นหา
ดาวสองดวงช่วงอยู่ไม่รู้ลา
ท่ามกลางราตรีหนาวที่เร้ารุม
O น้ำหล่นเม็ดกลางพลบ, เสียงกบร้อง-
ราวแซ่ซ้องค่ำคืน .. อันชื่น-ชุ่ม
พร้อมแววตาตื่นตอบ .. ผ่าน-ครอบคลุม-
เพรียกรอบสุมนัสรู้ .. เข้าจู่โจม
O ดูเอาเถิด .. รูปนามผู้ทรามสวาท-
เหนี่ยวภพชาติจบจูบด้วยรูปโฉม
กี่จักขุวิญญาณเมื่อผ่านโลม
อาจหยุดโสมนัสช่วง .. กลางห้วงใจ ?
O หรือเพื่อมาบรรจบด้วยภพชาติ
ตามคำภาษสัตย์ปวงเคยบวงไหว้
จึงเลื่อนล้อมรอยร่างทุกย่างไป
เฝ้าแต่คอยอาลัย .. อยู่ไม่วาง
O หรือคำมั่นสัญญาแต่ครานั้น
จักสำทับลงมั่น..เกินกั้นขวาง-
ให้ความเหงาโดดเดี่ยวในเที่ยวทาง-
หลีกลี้ห่างรูปเงา .. ทุกก้าวเดิน
O จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง
ย่ำรอยทางปฏิพัทธ์ .. อย่างขัดเขิน
จนเมื่อสบความคำ .. ก็จำเริญ-
การหยอกเอินอาลัยที่ในทรวง
O วิชชุแล่นเลื่อนสาย .. ที่ปลายฟ้า
แววในตา .. รูปเอยหรือเคยล่วง-
ลับเช่นฟ้าครวญคร่ำ .. เมื่อคำบวง-
นั้นคอยหน่วงเหนี่ยวคำ .. ลงนำทาง
O หรือคำบนบอกสรวง .. เคยบวงเซ่น
คอยบีบคั้นบีบเค้นไม่เว้นว่าง
ให้แต่คอยละห้อยเห็นไม่เว้นวาง
ขอรูปคราญเคียงข้างอย่าห่างเลย
O ฝนร้างหยาดสิ้นหยดไปหมดฟ้า
ลมผ่านมาเย็นเยียบ, แววเรียบเฉย-
ของนัยน์ตาหวงชู้ .. ก็รู้เชย-
ชม .. รูปนามยั่วเย้ยอย่างเคยตัว
O เผยรูปนามบรรจบด้วยภพชาติ
ยอสวาดิโหมระลอกขึ้นหยอกยั่ว
แล้วหัวใจใครกัน .. ที่สั่นรัว-
กับเพียงชั่วครู่ยาม .. วาบหวามนั้น
O รู้หรือไม่ใครกัน .. เจ้าขวัญน้อย
ที่ต้องคอยอาลัย .. คอยไหวหวั่น
ทุกพจน์พากย์ความคำ .. ร้อยรำพัน-
เพื่อครองขวัญเจ้าไว้ .. อยู่ในมือ !




 

Create Date : 14 กันยายน 2559
9 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 9:43:25 น.
Counter : 1632 Pageviews.

 

สดายุ...

"O หรือคำมั่นสัญญาแต่ครานั้น
จักสำทับลงมั่น..เกินกั้นขวาง-
ให้ความเหงาโดดเดี่ยวในเที่ยวทาง-
หลีกลี้ห่างรูปเงา .. ทุกก้าวเดิน
O จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง
ย่ำรอยทางปฏิพัทธ์ .. อย่างขัดเขิน
จนเมื่อสบความคำ .. ก็จำเริญ-
การหยอกเอินอาลัยที่ในทรวง "

บทนี้ เป็นเสมือนภาพถ่ายเหตุการณ์ นะ สดายุ
คงมีใครเกรงใครจะรู้สึกว่าถูกทิ้งขว้างอยู่คนเดียว
โดยไร้ทิศทาง กระมัง .." จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง"

เป็นบทกลอนที่บันทึกภาพจริง ใช่ไหมคะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 16 กันยายน 2559 13:14:29 น.  

 



มินตรา ..
ภาพเกือบเหมือนจริงแล้วครับ .. อิๆๆ

อย่างไรเสียทั้งรูป ทั้งจริตวัยสาวเป็นสิ่งที่ยากต่อต้านครับ
ธรรมชาตินี่ออกแบบออกมาได้อย่างไร้เทียมทาน ..

O จึง-รูปนาม, จักษุ .. บรรลุรู้-
นัย-สื่อสู่ .. ตื่นตอบ, การลอบเหลียว
ค่อยเปลี่ยนนัยแฝงเร้น .. จนเป็นเกลียว-
ฟั่นยึดเหนี่ยวรัดพันคู่กันไป

 

โดย: สดายุ... 16 กันยายน 2559 18:33:03 น.  

 

สดายุ...

" O แม้นฝุ่นฝนเหน็บหนาวยังพราวพร่าง
หากความอ้างว้างเหมือนจะเลือนล่อง
เมื่อนามธรรม, เบญจขันธ์เริ่มครรลอง-
การพร่ำพร้องครวญคะนึงจดถึงกัน "

ทำไมสดายุไม่ใช้ คำว่า "จรด" แทน"จด" ล่ะ
น่าจะเป็น :
"การพร่ำพร้องครวญคะนึง..จรด..ถึงกัน "

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 17 กันยายน 2559 2:59:08 น.  

 



มินตรา

จด ๑ ก. จ่อให้ถึงกัน, ถึง, จนถึง; แตะ.
จดจ้อง, จด ๆ จ้อง ๆ ก. ตั้งท่าจะทําแล้วไม่ลงมือทําเพราะไม่แน่ใจ.
จด ๒ ก. กําหนด, หมายไว้, เขียนไว้.

=====================

จรด[จะหฺรด] (โบ; แบบ) ก. จด, ถึง, จ่อให้ถึง.
จรดพระกรรไกรกรรบิด, จรดพระกรรไตรกรรบิด (ราชา) ก. ใช้
กรรไตรและมีดโกนขริบและโกนผมเล็กน้อย เป็นการเริ่มใน
พระราชพิธีโสกันต์และเกศากันต์.
จรดพระนังคัล ก. จดไถลงดินเพื่อไถนาในพระราชพิธีจรด
พระนังคัลแรกนาขวัญ.

 

โดย: สดายุ... 17 กันยายน 2559 8:30:07 น.  

 

สดายุ..
ไปอ่านจาก พจนานุกรมแปล ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary คำว่า "จรด "
แปลว่าv.] reach
[syn.] จด,ถึง
[prep.] till
[syn.] ถึง,จนถึง,จนกระทั่ง
ตัวอย่างประโยค
เรานั่งเรือจากฝั่งสงขลาไปสู่เกาะยอแล้วข้ามท้องทะเลไปจรดฝั่งหัวเขาแดง
หมายเหตุ
จ่อให้ถึง

ในภาษาอังกฤษ จะระบุไว้ชัดเจน ว่า "จรด "แปลว่าv.] reach หรือ [prep.] till จ่อให้ถึง
และ "จด" [v.] write [syn.] กำหนด,หมายไว้,เขียนไว้,บันทึก,คัดลอก
ความไม่ชัดเจนน่าจะมาจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
....................
ในทฤษฎีภาษาศาสตร์(Linguistics) ท่านว่า ภาษา"มีชีวิต"จะขยับตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่อยู่นิ่ง จะไหวตัวตามผู้ใช้ภาษา นั้นนั้น

เช่นคำว่า"ไพเราะ" กับคำว่า"เพราะ" ก็กำลังต่อสู้กันที่ยังไม่สรุปชัดเจน
มินตราฟังเพลงก็จะใช้คำว่า"เพลงไพเราะ " "เพราะ"(because) ทำนองดนตรี และ ความหมายของคำ
แต่สังคมจะใช้คำว่า "เพลงเพราะ" ในความหมายว่า "เพลงไพเราะ "
.........................
ในกรณี จรด กับ จด ก็เช่นกัน ความไม่รู้และไม่แตกฉานการใช้ภาษา จึงมีผลออกมาว่า "ฟ้า ..จรด..ทราย" กลายเป็น "จด"
แถมยังมีบันทึกยืนยันอย่างเป็นทางการใน"สถาพรบุ๊คส์"ว่า “ปลูกข้าวเต็มพื้นที่ไปจนจดปราสาทที่ว่า” นั้น ถูกต้อง
โดยอ้างอิง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พศ.2554 !
เมื่อก่อนภาษาไทยจะอ้าง รากคำมาจาก บาลีสันสกฤต ต่อจากนี้ไป คงต้องอ้างความหมาย ( Semantics) จากภาษาอังกฤษเพราะมีนักวิชาการที่ ทำงานอย่างมี ความรู้แตกฉาน จึงมีความชัดเจนที่อธิบายได้

น่าห่วงภาษาไทยนัก อีกหน่อยคงจะใช้ภาษา เช่นเดียวกับชาวลาวใช้ "ปฎิวัติ" จะกลายเป็น "ปะติวัด"
เมื่อถึงจุดนั้น เราจะหารากคำ ที่มาที่ไปของภาษามาจากไหน

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 17 กันยายน 2559 13:06:12 น.  

 




มินตรา ..
ที่มาของคำเป็นทางบาลีสันสกฤต เขมรสำหรับไทย

มีคำไทยแท้ก็เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมกันไปมาในถิ่นนี้แหละ

การเขียนกลอนแปดนั้นมันมีคำครึ่งที่ช่วยให้จังหวะสะบัดสะบิ้งขึ้น แต่หากซ้ำซ้อนกันหลายตัวในวรรคเดียวกันจะทำให้การอ่านสะดุด

วรรคที่ว่าผมมี"คะนึง"ไปแล้วตัวหนึ่ง การใช้จรด จึงออกจะเยิ่นเย้อในจังหวะกลอน

ส่วนคำลาว ผมสังเกตุมานาน เขาไม่มีบาลีสันสกฤตปน สวรรค์ เขาเขียน สะหวัน ซึ่งเป็นเสียงอ่านจริงๆ

ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ สมัย ร 5 ไม่มีไม้ไต่คู้จริงไหม ยังเขียน "เปน" แทน "เป็น"

ยิ่งภาษายุคอยุธยา ผมว่าเด็กสมัยนี้อ่านไม่เข้าใจนะครับ

 

โดย: สดายุ... 17 กันยายน 2559 18:54:30 น.  

 

สดายุ...

อักษรลาวนั้นวิวัฒนาการมาจากอักษรลาวโบราณสมัยเชียงดง-เชียงทอง ราวรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ่มหรือพระเจ้าสามแสนไทก็ว่าได้ โดยการวิวัฒนาการของอักษรลาวนั้นเริ่มจากการเกิดอักษรชนิดหนึ่งที่มีเชื่อเรียกว่าอักษรฝักขาม (ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ได้รับวิวัฒนาการมาจากอักษรลาวในสมัยล้านช้าง และปรากฏหลักฐานการวิวัฒนาการในเอกสารตราตั้ง (ลายจุ้ม-ดวงจุ้ม) ของกษัตริย์ลาวในสมัยต่างๆ ทั้งหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ จากนั้นจึงวิวัฒนาการต่อไปเป็นอักษรไทยน้อย และอักษรลาวตามลำดับ

ระบบการเขียนภาษาลาว มีวิวัฒนาการ 3 แบบดังนี้ คือ
-แบบของท่านมหาสิลา วีระวงส์ หรือแบบพุทธบัณฑิตสภาจันทบุรี
-แบบของท่านสมจีน ป. งิน
-แบบของท่านพูมี วงวิจิด

อักษรธรรมลาว หรือ อักษรธรรมล้านช้าง
( แบบพุทธบัณฑิตสภาจันทบุรี)
เป็นอักษรที่มีวิวัฒนาการร่วมกับอักษรมอญ และอักษรธรรมล้านนา ใช้ในการเขียนคัมภีร์ทางพุทธศาสนาในสมัยโบราณ
อักขรวีธีของอักษรลาวแบบนี้สะกดตามเค้าเดิมของภาษาอย่างเคร่งครัด มีการใช้ตัวสะกดตัวการันต์ เพื่อให้รู้ต้นเค้าของคำว่าเป็นคำภาษาลาวเดิมหรือคำภาษาต่างประเทศ เช่น คำภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งคล้ายกับระบบการเขียนภาษาไทยในปัจจุบัน (วีคิพีเดีย)
...................

ไปอ่านมาเรื่องอักษรลาวและภาษาลาวมา จึงได้นึกออกว่าตนเองนี่โง่สนิทใจแถมยังมีความหยิ่งยะโส ใน"ความเป็นไทย"ติดมาใน"สายเลือดไทย"มาก ที่ไปคิดว่าคนลาวเขียนภาษาแบบไทย

ก็ทราบนะคะว่ามีอักษรลาว แต่ จิตใต้สำนึกกลับคิดไปเองและไปคิดว่า ภาษาไทยที่คนลาวเขียน ตาม"ภาษาอ่าน" (phonetic)ว่า"ปะติวัด" นั้น เป็นการเขียนแบบไม่รู้ "รากคำ" ( นิรุกติศาสตร์ = philology การเรียนรู้ถึงภูมิหลัง และการใช้ในปัจจุบัน ของการสื่อสารของมนุษย์)

ความจริงท่านเขียนเป็นภาษาไทยเพียงเพื่อให้เราอ่านออกได้ ทั้งทั้งที่ปกติท่านก็ใช้ภาษาลาวเขียนอยู่

ละอายใจนะที่ มีความรู้สึกเช่นนี้
ทั้งทั้งที่ก็ชอบคนลาวนะ ที่ใสสะอาด จิตใจงดงาม

ยกวีคิพีเดียมา เพื่อจะเรียนให้ทราบว่า ภาษาลาวน่ะ มีภาษาบาลีสันสกฤษเป็นต้นฉบับอยู่ แถมยัง เคร่งครัดกับ การใช้ บาลีสันสกฤต มากกว่าการใช้บาลีสันสกฤตในภาษาไทยมาก
เรา"ไทยน้อย"ยังไปใช้ภาษาที่ลาวใช้ทางพุทธศาสนา
ขอโทษ คนลาวนะคะ
"เราอ้ายพี่อ้ายน้องกันเนอะ"
(อดมิได้ที่จะเย้าคนลาวเล่นตามคำที่คนลาวชอบนับญาติ ดีใจที่เห็นคนไทย)



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 18 กันยายน 2559 12:56:33 น.  

 

สดายุ..

"วรรคที่ว่าผมมี"คะนึง"ไปแล้วตัวหนึ่ง การใช้จรด จึงออกจะเยิ่นเย้อในจังหวะกลอน"

"สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" (extraterritorial right)!ของ กวี

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 18 กันยายน 2559 13:06:11 น.  

 



มินตรา ..
ขอบคุณสำหรับความรู้ทางภาษาศาสตร์ที่วิศวกรอย่างผม
งูๆปลาๆเต็มที ..

ภาษาลาวที่เขียนเป็นไทยอ่านง่ายครับ ตามตัวหนังสือเลย ไม่มี ษ ศ ให้คนงง

สีสะหวาด ก็เขียนกันแบบนี้เลย อ่านง่าย เขียนไม่มีผิด .. สมกับยุกสะหมัย ดีนะครับ -- 55

ที่จริงตัวหนังสือทางล้านนา ล้านช้างนี่สวยมากในสายตาผม เสียดายที่ล้านนามีเหล่าชายชาญที่อ่อนแอไปหน่อยจึงต้องตกอยู่ใต้อำนาจพม่าบ้าง อยุธยาบ้าง เรื่อยมา ไม่เหมือนทางล้านช้าง ทั้งๆที่พลเมืองมากกว่า

 

โดย: สดายุ... 18 กันยายน 2559 17:29:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.