Group Blog
 
 
กันยายน 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
19 กันยายน 2558
 
All Blogs
 
กลอนแปด

.
.

ในโลกของงานเขียน .. แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ
1.ร้อยแก้ว
2.ร้อยกรอง

ร้อยแก้ว เป็นงานเขียนที่ไม่มีข้อกำหนดบังคับ เป็นต้นว่า จดหมาย เรียงความ ตำราเรียน นิยาย นิทาน บทความทั้งหลาย ทั้งที่เป็นวิชาการ และไม่ใช่วิชาการ

ร้อยกรอง เป็นงานเขียนที่มีกฎเกณฑ์ กำหนดไว้ เรียกว่า ฉันทลักษณ์
มีทั้ง กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ร่าย

ในบรรดาร้อยกรองด้วยกัน กลอนแปด ดูจะเป็นกลอนตลาดที่แพร่หลายมากที่สุด ทั้งขนาดสั้นที่เขียนกันทั่วไป ทั้งขนาดยาวเป็นเรื่องราวที่ตกทอดมาจากอดีต เช่น พระอภัยมณี รามเกียรติ์ อิเหนา ขุนช้างขุนแผน รวมทั้งนิราศทั้งหลาย

ที่แพร่หลาย เพราะอ่านง่าย เป็นฉันทลักษณ์ที่ให้จำนวนคำอธิบายเรื่องราวได้ดีที่สุด ไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไป รวมทั้งเขียนได้ไม่ยากนัก



กลอนแปด
ฉันทลักษณ์ของกลอนแปดคือ


000 00 001 - - 001 00 002
000 00 002 - - 002 00 003 - - บทที่ 1

000 00 004 - - 004 00 003
000 00 003 - - 000 03 005 - - บทที่ 2

ตัวอย่าง
แว่วสรรพเสียง นกค่ำ เริ่มร่ำร้อง - - เมื่อคีตพร้อง พร่ำศัพท์ ขึ้นขับขาน
ลมอุสุม โลมลูบ ต้องรูปคราญ - - เมื่อแก้วผ่าน กรุ่นหอม มาล้อมรอ

เหมือนหรีดหริ่ง เรไร นั้นให้เสียง - - แทนสำเนียง พร่ำพร้อง ในห้องหอ
พร้อมภาพกาล โน้มแนบ ร่างแอบออ - - เผยภาพขึ้น ยั่วล้อ ให้ทรมาน



ข้อกำหนด
1. วรรคหนึ่งมี 8 คำ จึงเรียกว่า กลอน 8 .. โดยมีจังหวะการอ่านคือ 3-2-3
2. บทหนึ่งมี 4 วรรค
3. คำท้ายวรรค 1 ต้องสัมผัสสระกับ คำที่ 3 หรือ 5 ของวรรค 2
4. คำท้ายวรรค 2 ต้องสัมผัสสระกับคำท้ายวรรค 3
5. คำท้ายวรรค 3 ต้องสัมผัสสระกับ คำที่ 3 หรือ 5 ของวรรค 4
6. คำท้ายวรรค 4 ของบทแรก ต้องสัมผัสสระกับคำท้ายวรรค 2 บทต่อไป

สัมผัสสระ คือ สระเดียวกัน
เช่น .. ครวญ กับ ทวน .. ศาล กับ มาร .. กรรม กับ ธรรม

ยากไหม ?

ไม่ยากหรอก .. หากเคยเรียนภาษาไทยมาบ้าง



เสียงท้ายวรรค
เสียงท้ายวรรคไม่ใช่ข้อกำหนดบังคับ แต่เป็นข้อนิยมเกือบบังคับ
เพราะหากไม่เข้าใจเสียงท้ายวรรค คนที่รู้เรื่องเขาจะยิ้มเอาได้เมื่อเห็น ว่าเขียนไปแบบ"ไม่รู้เหนือรู้ใต้" อะไรเลย

เสียงท้ายวรรคมันมาจากการอ่านทำนองเสนาะ เป็นตัวเริ่ม ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีเพลงฟัง ทำนองเสนาะจากเรื่องขุนช้างขุนแผน คือความบันเทิงแบบเดียวกับดูหนังฟังเพลงของยุคสมัยนี้

ท้ายวรรคแรก .. ควรเป็นเสียงเต้น คือ ได้ทุกเสียง แต่ควรเลี่ยงเสียงสามัญ
เพราะอะไร ?
เพราะเสียงมันไม่ส่ง มันจืดชืด

ท้ายวรรคสอง .. ควรต้องเป็นเสียงจัตวา เป็นอันดับแรก รองลงมาคือเสียงโท รองลงมาอีกค่อยเป็นเสียงเอก - ตรงนี้ เสียงสามัญ จะอัปลักษณ์ที่สุด รวมทั้งเสียงตรี

ท้ายวรรคสาม .. สามัญดีที่สุด ..
แต่มีข้อยกเว้น !
ว่า - หากบทก่อนหน้าลงท้ายบทด้วยคำตายเสียงตรี
ท้ายวรรค 2 ของบทต่อมาจำต้องหาคำตายเสียงเอกมารับ
ท้ายวรรค 3 ของบทต่อมาจึงต้องยักสูงด้วยคำตายเสียงตรี อีกครั้ง

ตัวอย่าง ..

หากใต้กะโหลกกะลาครอบ,
ร่างที่หมอบลงราบกำซาบฝัน
สรรพเสียงแสงโชนช่วงแห่งดวงวัน
ทั้งพืชพรรณมวลไม้ฤๅได้พบ - (ท้ายบทลงด้วย "พบ" คือ คำตายเสียงตรี)

มืดจริงหนอโลกครอบอยู่รอบตน - (ท้ายวรรคแรกลงด้วยสามัญ - เสียงไม่ส่ง..ไม่ดี)
มืดเสียจนกักล้อมให้ยอมสยบ - (ท้ายวรรคสองรับด้วย "สยบ" คือคำตายเสียงเอก)
ครั้นขยับก็ปะทะก็กระทบ - (ท้ายวรรคสามจึงต้องส่งต่อด้วย "ทบ" คำตายเสียงตรี)
นึกว่ารู้ครันครบทั้งภพพื้น !

ท้ายวรรคสี่ .. เสียงสามัญ หรือ เสียงตรี ดีที่สุด
นอกนั้นที่อัปลักษณ์พอกันคือเสียงเอก เสียงโท และ จัตวา !




ต้อง ร่างเรื่องราวเป็นร้อยแก้วก่อนหรือไม่ ?


เป็นเรื่องน่าหัวร่อ สำหรับการคิดเค้าโครงเรื่องราวที่จะเขียนออกมาเป็นร้อยแก้วก่อน ! (สำหรับคนที่ทำแบบที่ว่า ก็ไม่ว่ากัน แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน)

สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่ว่าร้อยแก้ว หรือ ร้อยกรอง การคิดเค้าโครงเรื่องเป็นสิ่งไม่จำเป็น เราสามารถเขียนไปด้วยจินตนาการโดยตรงเลยทีเดียว .. เพียงแต่หากเป็นคนที่อ่านหนังสือสารพัดเรื่องราวมามากมายเพียงพอ นั่นจึงเป็นคลังเรื่องราวที่สามารถหลั่งไหลออกมาได้ไม่จบสิ้น

1. อ่านเรื่องราวมากมาย หลากหลาย
2. มีปฎิกิริยาต่อเรื่องราวในเชิง คำถาม ข้อสงสัย ข้อสรุป ที่เป็นของตนเอง
3. มีภาพที่มองเห็นในจินตนาการ ที่ชัดเจน
4. สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวในหลายมิติเข้าด้วยกันเป็น bird eye view


หากไม่เป็นตามที่ว่ามา .. นั่นแปลว่า คลังความรู้มีน้อย ยากที่ข้อเขียนจะมีพลัง มีอหังการ มีความเป็นตัวของตัวเอง ..

ขอแนะนำให้เป็นผู้อ่านไปก่อนพลางๆ หรือ ตลอดไป !





คำ กลับหน้า กลับหลัง เพื่อ เร่หาสัมผัส !

กลอนออกทะเลส่วนใหญ่มักเกิดจากมือใหม่ที่ไม่อายที่จะอวดฝีมือ !

คำ คู่ควบ .. เป็นเหมือนหลุมดักควาย !
ที่แม้แต่กวีใหญ่ยังตกหลุมมานักต่อนัก !

คำที่ใช้ด้วยกัน พูด กลับหน้ากลับหลังแล้ว มีทั้ง ฝีนหู และ รื่นหู

ที่ฝืนหู .. กลับหน้ากลับหลังไม่ได้
ใครดันทุรัง กลับเพื่อหาสัมผัส คือ ควายตกหลุม ออกทะเล .. เช่น

ศักดิ์ศรี .. ศรีศักดิ์ ไม่ได้
พรรคพวก .. พวกพรรค ไม่ได้
เอ็นดู .. ดูเอ็น ไม่ได้
หลักแหล่ง .. แหล่งหลัก ไม่ได้
รักใคร่ .. ใคร่รัก ไม่ได้
คิดถึง .. ถึงคิด ไม่ได้
กลับกลอก .. กลอกกลับ ไม่ได้
คับแค้น .. แค้นคับ ไม่ได้
ร่ำรวย .. รวยร่ำ ไม่ได้
เหนื่อยยาก .. ยากเหนื่อย ไม่ได้
หยามหน้า .. หน้าหยาม ไม่ได้
ล่มจม .. จมล่ม ไม่ได้
รุ่มร่าม .. ร่ามรุ่ม ไม่ได้
ลามปาม .. ปามลาม ไม่ได้
เห็นใจ .. ใจเห็น ไม่ได้
ท่องเที่ยว .. เที่ยวท่อง ไม่ได้
หลับใหล .. ใหลหลับ ไม่ได้ .. มีแต่ ไหลตาย 555
ฯลฯ


ที่พอแค่นได้ กลับหน้ากลับหลังแล้วยังให้ความหมายเดิม เช่น

หลอกลวง .. ลวงหลอก
โกรธเคือง .. เคืองโกรธ
เหน็บหนาว .. หนาวเหน็บ
ท้าทาย .. ทายท้า
ยากจน .. จนยาก
ร้อนรุ่ม .. รุ่มร้อน
เร่าร้อน .. ร้อนเร่า
รื่นรมย์ .. รมย์รื่น
เยาะเย้ย .. เย้ยเยาะ
เย้ยหยัน .. หยันเย้ย
ยั่วยวน .. ยวนยั่ว
ลับเลือน .. เลือนลับ

ฯลฯ

บางคำ กลับหน้ากลับหลังแล้วความหมายเปลี่ยน แม้จะยัง รื่นหู อยู่ก็ตาม เช่น

เดินทาง .. ทางเดิน เปลี่ยนความหมาย
จริงใจ .. ใจจริง เปลี่ยนความหมาย



คำเชื่อมความ

เหมือนคำ บุพบท ใช้เชื่อมข้อความให้อ่านแล้วเนียน
.. มีลำดับก่อนหลัง
.. เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน

ตัวอย่าง
สารความสุขในพากย์ก็หลากหลั่ง
มีชอบชังแวดล้อมอยู่พร้อมสรรพ
ทั้งเท็จลวงสรเสริญนั้นเกินนับ
ย่อมหล่นทับโฉดฉลอยู่อลเวง

คำเชื่อมความให้สอดรับกันกลมกลืน หรือ ทำให้อ่านแล้วรื่นหูนี้ นับเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ช่วยให้ความหมายของแต่ละวรรคอ่านเข้าใจได้ง่าย ..

ส่วนใหญ่นักกลอนมือใหม่ มักตายตรงนี้



สุดท้าย
สัมผัสเผลอ


จำนวนมาก (อาจบอกว่าฉันไม่ยึดติดฉันทลักษณ์ .. ฉันหลุดออกนอกกรอบนอกเกณฑ์) ใช้สัมผัสเผลอในตำแหน่งบังคับ !

สัมผัสเผลอคือ เสียงสระที่ใกล้กัน เช่น
หมาย - ไหม
ค้ำ - ข้าม
รอง - รง
กรรม - กาม
จง - จอง
เก้า - ก้าว
ฯลฯ

ต้องพูดว่า "อัปลักษณ์" โดยแท้ในการดันทุรัง
เพราะสามารถเรียกตัวหนังสือที่ติดกันเป็นพืดแบบนั้นได้ทันทีว่า กลอนเปล่า - กลอนไร้ฉันทลักษณ์

และเป็นสิทธิ์ของคนเขียนเช่นกันที่จะดันทุรังเรียก กลอนแปด - ไม่ถูกจับ

สัมผัสเผลอนี้ เราสามารถใช้สัมผัสในเพื่อเพิ่มความไพเราะได้
หากไม่สามารถคิดคำสัมผัสสระภายในวรรคได้

O หรือหัตถ์พรหมลอบเร้น..จัดเส้นทาง
ให้ยกย่างเหยียดก้าวมุ่งเข้าหา
แล้วรอการสัมผัส..รูป-ทัศนา
ก่อคุณค่าจับวางลงกลางใจ

วรรค 2 .. คำว่า "ก้าว" สัมผัสเผลอกับ "เข้า" ที่ปลายวรรค
ให้เสียงสัมผัสในที่ไพเราะยิ่งกว่าที่จะไม่มี หรือมากกว่ามีสัมผัสชิด

กลอนสุนทรภู่ที่นิยมแพร่หลายว่าไพเราะนั้นมีจุดเด่นที่ "สัมผัสคร่อม" ท้ายวรรคนี่เอง

.
.
.
ต้องพูดว่า

.. กรุณาเขียนโดยใช้ภาษาที่มนุษย์มนาเขาใช้สื่อสารกันตามปกติ คืออ่านรู้เรื่อง

.. ไม่ต้องเอาภาษากลับหน้ากลับหลังที่คนอ่านเขางง ไม่รู้ว่าคนเขียนต้องการบอกอะไร ? มาเขียน ..

.. ไม่ต้องพยายามใช้สัมผัสใน ด้วยภาษาที่ไม่ครบความหมาย คือ ย่อ รวบ แล้วอ่านไม่รู้เรื่อง

.. พยายามเขียนด้วยภาษาร้อยแก้วธรรมดา แค่มีสัมผัสตรงจุดกำหนด ก็พอแล้ว อย่าพยายามเอาให้ "งามงด" แล้วสื่อไม่ได้ .. 555

.. สัมผัสในไม่ใช่ข้อกำหนดบังคับ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่ต้องสื่อได้ความหมายเป็นสำคัญ

.. สุดท้าย อย่าเรียกตัวเองว่า "กวี" และงานของตัวเองว่า "บทกวี" เลย ให้คนอื่นเขาเรียกกันเอาเอง .. คนผ่านมาเห็นเขาจะพากันสมเพชกันเปล่าๆ

เพราะจริงๆแล้วก็แค่ "คนเขียนกลอน" เท่านั้นเอง

.
.
.

O แต่เมื่อเดินเข้ามาให้ตาเห็น
ก็บีบเค้นอารมณ์เกินข่มไหว
โลกตรงหน้าพลิกผันขึ้นทันใด
เมื่อรูปคราญสดใส..ล้อมนัยน์ตา

O หรือหัตถ์พรหมลอบเร้น..จัดเส้นทาง
ให้ยกย่างเหยียดก้าวมุ่งเข้าหา
แล้วรอการสัมผัส..รูป-ทัศนา
ก่อคุณค่าจับวางลงกลางใจ

O แต่บัดนั้น..รุ้งเรื้องที่เบื้องหน้า-
ก็เหมือนว่าทอดโค้งยึดโยงให้-
ความขัดเขินอ่อนหวานที่ด้านใน-
อกทรวงใคร..ตอบผกายกับสายตา

O ยิ้มรับความสดใสแห่งวัยเยาว์
เช่นยามเช้าสุมาลย์ช้อย..ช่อ-คอยท่า-
ภุมรินผึ้งภู่..จะรู้มา-
ตฤปรสผาณิตหอม..อย่างยอมตน

O ยิ้มรับความอ่อนไหว..ของใครนั้น
กับแวววามไหวสั่นนับพันหน
เอ็นดูความขัดเขินหยอกเอินคน
หวามที่ล้นเอ่อแล้ว..ผ่านแววตา !

O เหมือนว่างามลามรุกไปทุกบท
ชี้..กำหนด..รูปรอยให้คอยหา
และเหมือนงามลามรุกไปทุกครา-
กับท่วงท่าเหลือบค้อน..ตาซ่อนยิ้ม
.
.
.
การอ่านทำนองเสนาะนิราศภูเขาทอง .. เป็นที่มาของกำหนดเสียงท้ายวรรคของกลอนแปด




Create Date : 19 กันยายน 2558
Last Update : 18 สิงหาคม 2560 6:39:52 น. 31 comments
Counter : 1998 Pageviews.

 
รอศึกษาเรื่องฉันท์และโคลง

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: 8812 IP: 124.120.225.98 วันที่: 24 กันยายน 2558 เวลา:23:59:31 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ติดตามงานวรรณศิลป์จากบล๊อคนี้มาระยะหนึ่ง แล้วทำให้เริ่มสนใจเขียนกลอนแบบครูพักลักจำ บางแนว การใช้สัมผัสและคำ แล้วมาดัดแปลง .. ตามความสนใจและอารมณ์..

..และต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ ที่เป็นแหล่งให้ความบันเทิงและความรู้ ที่นับวันจะหาได้ยาก..

ที่เขียนด้านบน.. สนใจเรื่องฉันท์จากห้องฉันท์ และ มหาภารตะยุทธ์ ..
แต่ยังมิได้ศึกษาจริงจัง เพียงเห็นแล้วแล้วนึกอยากลองแต่งดูบ้าง ก็ด้น แกะตามฉันทลักษณ์ที่แสดงให้มา แต่ติด ๆ ขัด ๆ ด้วยมีคำศัพท์ (เข้าใจว่าต้องใช้บาลีสันกฤต) ค่อนข้างจำกัดมาก

มีงานชิ้นหนึ่ง .. นานแล้วที่ลองแต่ง.. จะขอให้ช่วยขัดเกลา แก้ไข ชี้แนะให้ได้ไหม อยากจะให้ผู้มีพระคุณที่เคารพมากน่ะค่ะ


โดย: มาย IP: 124.120.225.98 วันที่: 25 กันยายน 2558 เวลา:0:15:57 น.  

 
8812 ..
ครับ จะเขียนต่อหลังจากนี้ทั้งโคลง ทั้งฉันท์ รวมทั้งกาพย์ยานี 11 ที่ผมมองว่ามีพลังในการสื่อเป็นอย่างยิ่ง




มาย ..
ยินดีครับ .. ที่จริงเอามาวางในช่องความเห็นได้เลยครับ มีเวลาแล้วผมจะเข้ามาดูให้

มหาภารตะยุทธ เขียนด้วยฉันท์หลากหลายแบบ เป็นเรื่องยาวที่คนที่ชอบบางคนเขา print ออกมารวมเล่มแล้วส่งมาให้คนเขียน 2 เล่มแล้วครับ ..

ยินดีมากหากสนใจฉันท์ เพราะมีคนเขียนน้อยเหลือเกินในยุคปัจจุบัน .. ลองเขียนเล่นๆ เอามาวาง แล้วคุยกันในนี้ได้ตลอดครับ


ทั้งสองคน ด้วยความยินดีครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 25 กันยายน 2558 เวลา:6:23:52 น.  

 
ขอบคุณค่ะ
.
.
O หรือหัตถ์พรหมลอบเร้น..จัดเส้นทาง
ให้ยกย่างเหยียดก้าวมุ่งเข้าหา
แล้วรอการสัมผัส..รูป-ทัศนา
ก่อคุณค่าจับวางลงกลางใจ
.
.
แหงนมองฟ้าเบื้องหน้าที่ปรากฎ
ฟ้าสวยสดงดงามสีครามใส
พร้อมเมฆขาวแต่งแต้ม..คล้าย-แก้มใคร
ที่ระบายรอยยิ้มให้..ห้วงใจเพ้อ
..


โดย: มาย IP: 124.120.232.227 วันที่: 26 กันยายน 2558 เวลา:22:52:54 น.  

 
ส่วนตัวแล้ว เห็นด้วยว่า มีพลังมากมาย ในการสื่อเรื่องราวโดยฉันท์ ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หรือเพราะคำที่ใช้? หรือเพราะมันยาก? หรือรู้สึกไปเองไม่ทราบนะคะ เพราะ ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับงานประเภทนี้เลย เพียงแค่ชอบอ่าน
.

นี่ค่ะ..งานเก่า ตามที่จะบอกไว้ -- ชี้แนะได้เต็มที่ค่ะ
.
.
๑.
เตรียบถ้อยจะร้อยสุภะประพจน์
มธุรสะลีลา
เตรียบจิตประชิดพระภควา
ยุติภาวะอารมณ์
.
อัญเชิญพระธรรมะพจนา
อุปการะคลายปม
ราก,เปลือกและแก่นคละประสม
จิตะบ่มและตัดหมอง
.
อัญเชิญพระคุณอริยสงฆ์
ตริจะปลงกเลศนอง
ตรองตรึกและฝึก มรรคะคระลอง
มุหะผองมลายสูญ
.
อัญเชิญพระไตรสรณคมน์
พละบ่มก็จำรูญ
เพียงเพื่อจะเอื้อมรรคะพิบูลย์
และลุศูนยตาธรรม
.
๒.
นอนแนบและแอบแสยะยะยั่ว
จิตะชั่วระเริงกรรม
พร่าผลาญปหานปณิธิสัม-
มะกระทำ ก็ขาดผึง
.
ยอกย้อนสะท้อนอุระสะท้าน
กระแสะซ่านและต้านดึง
อกเอย..บ่เคยประภวะซึ้ง
ขณะหนึ่ง ณ ในตน
.
เวิ้งว้างกะคว้างประดุจะปลิว
ละละลิ่วและพลิ้ววน
กี่โศกวิโยคะอนุสน-
-ธิจะชน กะต่อตี
.
เวียนว่ายบ่หน่าย..ฤดิภิรมย์
ชิวะล่มสิยอมพลี
เริงกามบ่คร้าม - ทุขะทวี
ก็บ่หนีบ่ลานลน
.
เริงกาม ณ ท่ามชลกระแส
สติฯ แท้ก็แค่ยล
ปล่อยมารระรานปะทะผจญ
สติฯ ร่นและหลบเร้น
.
๓.
ขอแสงตระการสุริยะฉาย
นยะหมายละลำเค็ญ
แจกแจงและแจ้งประลุประเด็น
พละเข่นและเฟ้นกรรม
.
พึงพร้อมและน้อมอริยสัจจ์
ปรมัตถเที่ยงธรรม
เพียรดูและรู้ – นิระถลำ
ยุติกรรมะวัฏฏ์วน
.
เชิญบุญะหนุนปฏิปทา
สติฯ กล้าพิบูลย์พล
พุทธ,ธรรมและสงฆ์นพปฎล
จิตะฉล..จะคอยขวาง
.
คัมภีร์พระไตรฯ วิจย..ค้น
สติฯ ยล ณ ท่ามกลาง
เห็น - วัฏฏะหก .. ผัสะสล้าง
ระยะห่างก็ว่างเย็น
.
แล้วเติมและเพิ่มอจลศรัทธ์
อรหัตตะบำเพ็ญ
สี่ฐาน-ประสานสติฯ มิเว้น
มุหะเข่นและตัดเขลา
.
ด้วยแสงตระการธรรมะสถล
ประกมลขจัดเงา
ภพชาติละขาด..จิตะเสลา
ลหุเบา – สงบงามฯ


โดย: มาย IP: 124.120.232.227 วันที่: 26 กันยายน 2558 เวลา:23:40:33 น.  

 
มาย ..

ดีจริงที่เอางานมาวางให้ดู .. ต้องขอชมว่าเขียนกลอนได้ดีกว่าที่คิดมาก แม้จะเพียงบทเดียวก็ตาม

ส่วน วสันตดิลกฉันท์ ..
นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เข้าใจว่าเรียนรู้เรื่องเสียงท้ายวรรคของฉันท์มาเป็นอย่างดี ..

มีข้อติงบางจุดครับ ..
ว่าด้วยคำ ..

ราก,เปลือกและแก่นคละประสม
คละ นี่ผมคิดว่า จะแยกอ่านเป็น ค-ละ ไม่ได้ ครับ
ลองพิจารณาเพิ่ม ก็ เข้าไปดูครับ
ราก,เปลือกและแก่นก็คละประสม

ตริจะปลงกเลศนอง
กิเลศ ใช้ได้เลยครับ .. อีกรูปคือ เกลศ
เกลศ [กะเหฺลด] (แบบ) น. กิเลส เช่น ตัดมูลเกลศมาร. (ส.).

เพียงเพื่อจะเอื้อมรรคะพิบูลย์
และลุศูนยตาธรรม
ลักษณะนี้ เราสามารถแยกตัว ย ออกมาวรรคใหม่เพื่อเอาลหุใช้ฟรีได้ครับ
เพียงเพื่อจะเอื้อมรรคะพิบูล- .. ยะลุศูนยตาธรรม

นอนแนบและแอบแสยะยะยั่ว
จิตะชั่วระเริงกรรม
แสยะ ใช้ในบริบทนี้ไม่ค่อยเหมาะครับ .. เราต้องการหมายถึงความมัวเมาลุ่มหลงในโลกียธรรม ..
ใช้ โมหะ โดยแปรรูปเป็น มุหะ น่าจะเหมาะกว่า



โดย: สดายุ... วันที่: 27 กันยายน 2558 เวลา:8:06:42 น.  

 
ต่อ..


ยอกย้อนสะท้อนอุระสะท้าน
กระแสะซ่านและต้านดึง
อกเอย..บ่เคยประภวะซึ้ง
ขณะหนึ่ง ณ ในตน

อกเอย..บ่เคยประภวะซึ้ง
บาทนี้ความสื่อได้ไม่ชัดครับ ..

หากแปลความหมายก่อนแล้วพยายามเรียงคำใหม่ ..
ตามความเข้าใจของผมจะได้ว่า .. โลกียรสที่จดจำอยู่ในสัญญานี้ มันจะคอยออกฤทธิ์เป็นระยะ ไม่เคยปล่อยจิตให้สัมผัสอิสรภาพได้นาน

ดื่มด่ำกะดำฤษณะการณ์
รชะมาระเหนี่ยวดึง
คอยขวางระหว่างอิสระ-พึง-
ผัสะซึ้ง ณ จิตตน


เวิ้งว้างกะคว้างประดุจะปลิว
ละละลิ่วและพลิ้ววน
กี่โศกวิโยคะอนุสน-
ธิจะชน กะต่อตี
เวิงว้างควะคว้าง .. ใช้ควะคว้างได้เลยครับ
แต่ขาดประธานไปหน่อยว่า อะไร กำลังจะปลิว


สติฯ แท้ก็แค่ยล
สติ ไม่ต้องมี ฯ เพราะได้ความหมายครบแล้ว
สติ [สะติ] น. ความรู้สึก, ความรู้สึกตัว, เช่น ได้สติ ฟื้นคืนสติ สิ้นสติ,
ความรู้สึกผิดชอบ เช่น มีสติ ไร้สติ, ความระลึกได้ เช่น ตั้งสติ
กำหนดสติ. (ป.; ส. สฺมฺฤติ)


คัมภีร์พระไตรฯ วิจย..ค้น
เขียน วิจัยะ ได้เลยครับ


มุหะเข่นและตัดเขลา .. ได้เหมือนกัน
มุหะเข่นขจัดเขลา .. ก็ได้ครับ แถมได้เล่น ข-ข-ข


ด้วยแสงตระการธรรมะสถล
ประกมลขจัดเงา
ภพชาติละขาด..จิตะเสลา
ลหุเบา – สงบงามฯ

สถล, สถล [สะถน, สะถนละ] น. ที่บก, ที่ดอน, ที่สูง. (ส.; ป. ถล).

ธรรมะสถล เข้าใจว่าอยากจะให้หมายถึง ธรรมอันสูงส่ง ที่เป็นความหมายทางนามธรรม .. แต่ความหมายคือ ระดับทางภูมิศาสตร์อันเป็นรูปธรรม

สองบาทแรกจึงหมายถึง ต้องการแสงแห่งพุทธธรรมเข้ามาล้างใจให้ผ่องใสพ้นหมองมัว

แสงธรรมะล้ำนยะประสิทธิ์
ยุติจิตะมัวเมา
ภพชาติปลาต, สัทะเฉลา-
ก็จะเข้าประคองใจ


ลองพิจารณาดูครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 27 กันยายน 2558 เวลา:16:18:31 น.  

 
การเล่นคำกับความหมาย ..
ลองนึกถึงภาษาอังกฤษที่มีประโยคสองลักษณะ
คือ ประธาน กริยา กรรม เรียกว่า active voice
และ กรรม กริยา ประธาน เรียกว่า passive voice

พูดถึงบทสุดท้าย ..

ด้วยนัยธรรมอันเลิศล้ำ
เมื่อแนบอยู่กับใจก็ขจัดความหลงมัวเมาจนสิ้น
และเมื่อภพชาติถูกทุบทำลายแล้ว จิตก็จะพบสัจจะงดงาม
นำไปสู่ความเบาสบาย สงบสุขในที่สุด

ตรง ..
จิตใจก็จะพบสัจจะที่งดงาม
คือรูปแบบของ Active voice

เราสามารถเขียนเป็น Passive voice ได้ว่า ..
สัจจะอันงดงาม
ก็จะเข้าแนบใจจนเบาสบาย สุขสงบในที่สุด


โดย: สดายุ... วันที่: 27 กันยายน 2558 เวลา:16:34:28 น.  

 
คัมภีร์พระไตรฯ วิจย..ค้น
สติฯ ยล ณ ท่ามกลาง
เห็น - วัฏฏะหก .. ผัสะสล้าง
ระยะห่างก็ว่างเย็น

ไปยาลน้อย ฯ ไม่เหมาะที่จะใช้ในงานร้อยกรอง

คำนี้เขียนเต็มได้เลย

คำภีร์พระไตรปิ-ฎ-ก- ..ค้น
ทุขะวน .. ก็รู้วาง
วงวัฏฏะตัด .. มุหะมล้าง
จิตะว่างก็ร่มเย็น



โดย: สดายุ... วันที่: 27 กันยายน 2558 เวลา:21:43:02 น.  

 
สวัสดีครับท่านสดายุ
รออ่านกลวิธีเชลงฉันท์ครับ


โดย: ศารทูล IP: 202.28.250.116 วันที่: 28 กันยายน 2558 เวลา:3:12:48 น.  

 
สวัสดีวาที่คุณหมอมือใหม่
เรียนจบรึยัง

กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาอะไรก่อน ระหว่างโคลงกับฉันท์
แต่ส่วนตัวผมแล้วเขียนฉันท์ง่ายกว่าโคลง

โดยเฉพาะ ..

วสันตดิลก ๑๔
O กอปรกรองประคองสุขุมะพจน์
มธุรสะวาที
กลั่นความ .. เหมาะงามพิสัยะธี-
ระเพราะมีประมวลหมาย
O ดาลคำเพราะคัมภิระประดิษฐ์
ตริ-ลิขิตะแยบคาย
กล่าวอ้างพยางคะอภิปราย
คุณะผ้ายประไพเพ็ญ
O บรรเลงเชลงสุภะประภาษ
บทะปราชญะเปรียบเป็น
แน่นหนักประจักษ์พิศะก็เห็น-
ทุระเว้นประคองหวัง
O นัยรสะพจนะระบิล-
ะประพิณะกำลัง
คำ, ความก็งามนยะประนัง
นิระหลั่งอหังการ
O เรียงร้อยประดอยวรรณะขบวร
พิเคราะห์ครวญเหมาะเพื่อคราญ
ร้อยเรียงเผดียงเสนาะสนาน
นยะจารประคองใจ
O ร่ายฉันท์เพราะมั่นจะอนุรักษ์
สุภะอักษราไทย
แม้นเข็ญจะเข็นพิริยะไป
หฤทัยะไม่ท้อ !


โดย: สดายุ... วันที่: 28 กันยายน 2558 เวลา:6:43:05 น.  

 
เรียนถึงครึ่งหนึ่งของปี ๕ แล้วครับ
ยังเหลืออีกปีครึ่งครับผม


โดย: ศารทูล IP: 202.28.250.116 วันที่: 28 กันยายน 2558 เวลา:21:24:52 น.  

 
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

ถ้างานที่นำมาวางจะทำให้เข้าใจแบบนั้น .. ก็ต้องยกคำชม ให้กับต้นแบบที่ลักจำ นำมาเลียนแบบค่ะ

ว่าตามตรงแล้ว.. คำที่กรุณาอธิบายมาให้นั้น .. งง ค่ะ เพราะ ไม่มีพื้นเลย รวมถึงเรื่องเสียงท้ายวรรคของฉันท์ .. ไม่รู้เรื่องเลย เพียงอาศัยการสังเกตจากงานต้นแบบ และนำมาแกะ เลียนจากต้นงาน และใช้ความรู้สึกเอา รวมถึง เทียบเสียงท้ายวรรค

อย่างตรงนี้ ที่แก้ให้ ..

มุหะเข่นและตัดเขลา .. ได้เหมือนกัน
มุหะเข่นขจัดเขลา .. ก็ได้ครับ แถมได้เล่น ข-ข-ข

ชอบค่ะ ..

แต่.. ต้องขอขอบคุณมาก ๆ และจะพยายามแก้ไข ตามที่แนะมา คงต้องขอคำแนะนำไปด้วย และมิต้องเกรงใจในการเกลา กระทั้ง รื้อ .. เจอมาเยอะแล้ว และเพราะต้องการเจอแบบนี้ จึงมาขอคำชี้แนะค่ะ



โดย: มาย IP: 124.120.127.72 วันที่: 28 กันยายน 2558 เวลา:21:48:26 น.  

 

ยกมา
O เหลืองอ่อนเรียวกลีบเกลี้ยง - - - "กันเกรา"
ช้อยกลีบดั่งรูปเยาว์ - - - แรกยิ้ม
กลีบเรียว, กรุ่นหอมเนา - - - เนื่องอยู่ นั้นเนอ
ฤๅ-เท่าเนตรยามพริ้ม - - - พรับชม้อยชม้าย-เขิน?

เพราะนึกไป ถึงกรรไกร เลยนำมาเลียนแบบ.. อิงฉันทลักษณ์จากงาน จขบ .. แล้วมั่วต่อ .. ประมาณนี้ ..

เนิ่นนานเกินตัดด้วย -- กรรไกร
หากนั่นคืออาลัย -- ล่ามล้อม
ที่ดึงเหนี่ยวรั้งให้ -- หวงห่วง
วันสู่คืนค่ำน้อม -- แต่อ้อมอกเรียม

..


โดย: มาย IP: 124.120.127.72 วันที่: 28 กันยายน 2558 เวลา:22:38:30 น.  

 
ศารทูล ..
เยี่ยมมาก .. เกือบจะได้เป็นหมอเต็มตัว พ่อแม่คงยินดี ผมมีเพื่อนที่มีลูกชายเรียนหมอที่ มช. เหมือนกัน นามสกุล "คล้ายสุบรรณ" พ่อแม่เขาอยู่ลำปางเหมือนกัน .. คณะเดียวกันน่าจะรู้จัก ?



มาย ..
จะว่าทีละบทก็ได้นะ .. แต่กลัวจะเสียกำลังใจว่าต้องแก้กันทุกบท

หากไม่ว่า .. ไว้ค่ำๆ จะมาใหม่ เน้นกันที่ความหมายที่จะสื่อเป็นสำคัญ ..

หายากนะ ที่จะมีคนใจกว้างเอางานมาให้วิจารณ์แบบนี้ ต้องขอชื่นชม และที่สำคญ เป็นใจเป็นผู้หญิงเสียด้วย



โดย: สดายุ... วันที่: 29 กันยายน 2558 เวลา:7:00:06 น.  

 
เป็นรุ่นน้องของผม ๒ ปีครับ
ถ้ามีโอกาสจะลองไปทักทายดูครับ
(ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยคุยกันเลยครับ แหะๆ)
น้องเขารู้จักท่านสดายุไหมครับ ?


โดย: ศารทูล IP: 202.28.250.116 วันที่: 29 กันยายน 2558 เวลา:9:51:22 น.  

 
ศารทูล ..

เด็กไม่รู้จักผมหรอก ผมเจอพ่อเขาจึงเพิ่งรู้ว่าลูกชายเรียนหมอที่ มช. แต่ไม่รู้ว่าปีไหน .. ไม่เคยเจอกัน พ่อเขาสนิทกันเพื่อนสมัยเรียนวิศวะ





มาย ..
เอามาทั้งหมดเลยละกัน ..
วรรคไหนแก้ก็จะเขียนต่อท้ายวรรคเลยว่า น่าจะเป็นอย่างไรทั้งคำและความ

๑.
เตรียบถ้อยจะร้อยสุภะประพจน์
มธุรสะลีลา
เตรียบจิตประชิดพระภควา
ยุติภาวะอารมณ์ .. บทแรกนี่หาข้อติไม่เจอ
.
อัญเชิญพระธรรมะพจนา
อุปการะคลายปม
ราก,เปลือกและแก่นคละประสม .. รากเหง้าและเศร้าทุขะระทม .. (รากเหง้า หมายถึงต้นเหตุ)
จิตะบ่มและตัดหมอง .. มุตัดหมอง
.
อัญเชิญพระคุณอริยะสงฆ์ .. อริยะสง-
ตริจะปลงกเลศนอง .. -ฆะณรงค์กิเลศนอง
ตรองตรึกและฝึก มรรคะคระลอง
มุหะผองมลายสูญ .. มุหะผองขจัดสูญ
.
อัญเชิญพระไตรสรณคมน์
พละบ่มก็จำรูญ .. จิตะบ่มเพาะจำรูญ
เพียงเพื่อจะเอื้อมรรคะพิบูลย์ .. มรรคะพิบูล-
และลุศูนยตาธรรม .. ยะลุสูญญตาธรรม
.
๒.
นอนแนบและแอบแสยะยะยั่ว .. แนบภาวะอาศัยะยะยั่ว
จิตะชั่วระเริงกรรม .. จิตะกลั้วกะวงกรรม
พร่าผลาญปหานปณิธิสัม- .. เหนี่ยวหน่วง ก็ ปวงปณิธิสัม-
มะกระทำ ก็ขาดผึง .. มะระส่ำระสายเสีย
.
ยอกย้อนสะท้อนอุระสะท้าน .. ยอกย้อน บ ผ่อนรชะระเร้า
กระแสะซ่านและต้านดึง .. จิตะเคล้าและคลอเคลีย
อกเอย..บ่เคยประภวะซึ้ง .. โอ-ใจไฉน บ ผละ บ เพลีย
ขณะหนึ่ง ณ ในตน .. บ่ ละเหี่ยจะเสียหาย
.
เวิ้งว้างกะคว้างประดุจะปลิว .. ลิ่วคว้างระหว่างรตินิวรณ์
ละละลิ่วและพลิ้ววน .. ระอุร้อน บ เว้นวาย
กี่โศกวิโยคะอนุสน- .. สุขโศกวิโยคมรณะสาย-
-ธิจะชน กะต่อตี .. ก็สยาย และ ย่ำยี
.
เวียนว่ายบ่หน่าย..ฤดิภิรมย์
ชิวะล่มสิยอมพลี .. ชิวะล่ม ก็ ยอมพลี
เริงกามบ่คร้าม – ทุขะทวี
ก็บ่หนีบ่ลานลน .. ก็ บ หนี สิ ยอมตน
.
เริงกาม ณ ท่ามชลกระแส .. เร้ารุมผชุมกะปฏิพัทธ์
สติฯ แท้ก็แค่ยล .. ภวะวัฏฏ์ก็หมุนวน
ปล่อยมารระรานปะทะผจญ .. หมู่มารทะยานปะทะผจญ
สติฯ ร่นและหลบเร้น .. สติป่น บ คิดเป็น
.
๓.
ขอแสงตระการสุริยะฉาย .. หมายแสง ณ แหล่งนภะจรูญ
นยะหมายละลำเค็ญ .. อนุกูล ผละ ลำเค็ญ
แจกแจงและแจ้งประลุประเด็น .. ดลเจต ลุ เหตุพิจัยะเห็น-
พละเข่นและเฟ้นกรรม .. สัทะเข่น และเปลี่ยนกรรม
.
พึงพร้อมและน้อมอริยสัจจ์ .. จิตพร้อมประนอมอริยะสัจจ์
ปรมัตถเที่ยงธรรม
เพียรดูและรู้ – นิระถลำ .. รู้ทัน ณ พลันมุหะกลัม-
ยุติกรรมะวัฏฏ์วน .. พระค้ำ ณ ใจคน
.
เชิญบุญะหนุนปฏิปทา
สติฯ กล้าพิบูลย์พล .. สติกล้าขจัดกล
พุทธ,ธรรมและสงฆ์นพปฎล .. พุทธธรรมะนำดุจะพหล-
จิตะฉล..จะคอยขวาง .. ปะทะรณรงค์ขวาง
.
คัมภีร์พระไตรฯ วิจย..ค้น .. คัมภีระไตรปฎกะค้น
สติฯ ยล ณ ท่ามกลาง .. วุฒิป่นอรินทร์กลาง-
เห็น - วัฏฏะหก .. ผัสะสล้าง .. วงวัฏฏ์ปหัต ม-ละมล้าง
ระยะห่างก็ว่างเย็น .. จิตว่างก็ร่มเย็น
.
แล้วเติมและเพิ่มอจลศรัทธ์ .. ต่อเติมและเสริมอจละศรัทธ์
อรหัตตะบำเพ็ญ .. ปฏิบัติบำเพ็ญ
สี่ฐาน-ประสานสติฯ มิเว้น .. สี่ฐานประสานสติมิเว้น
มุหะเข่นและตัดเขลา .. มุหะเข่นขจัดเขลา
.
ด้วยแสงตระการธรรมะสถล .. แสงธรรมะล้ำนยะประสิทธิ์
ประกมลขจัดเงา .. ยุติจิตะมัวเมา
ภพชาติละขาด..จิตะเสลา .. ภพชาติปลาต, สัทะเฉลา-
ลหุเบา – สงบงามฯ .. ก็จะเข้าประคองใจ


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กันยายน 2558 เวลา:20:05:16 น.  

 
ยกมา
เหลืองอ่อนเรียวกลีบเกลี้ยง - - "กันเกรา"
ช้อยกลีบดั่งรูปเยาว์ - - แรกยิ้ม
กลีบเรียว, กรุ่นหอมเนา - - เนื่องอยู่ นั้นเนอ
ฤๅ-เท่าเนตรยามพริ้ม - - พรับชม้อยชม้าย-เขิน?

เพราะนึกไป ถึงกรรไกร เลยนำมาเลียนแบบ.. อิงฉันทลักษณ์จากงาน จขบ .. แล้วมั่วต่อ .. ประมาณนี้ ..

เนิ่นนานเกินตัดด้วย -- กรรไกร
หากนั่นคืออาลัย -- ล่ามล้อม .. นิดเดียวคำแรก-ด้วยนั่น-
ที่ดึงเหนี่ยวรั้งให้ -- หวงห่วง .. "ให้" ไม่ได้ตำแหน่งคำสุภาพ ขึ้นบน(มีวรรณยุกต์)ไม่ได้
วันสู่คืนค่ำน้อม -- แต่อ้อมอกเรียม .. อีกนิด- วันสู่คืนค่ำพร้อม -- สู่อ้อมอกเรียม


เขียนกลอนดี
เขียนโคลงได้น่าทึ่ง
เขียนฉันท์ได้ดีจนน่าแปลกใจ

ครูพักลักจำนะนี่ ?


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กันยายน 2558 เวลา:20:30:55 น.  

 
พอทราบว่า..การแก้งานต้องใช้แรงเยอะมาก..
มากกว่าการแต่งเองใหม่ทั้งหมด เพราะต้องทั้งแก้คำและต้องพยายามคงนัยยะเดิม ความเดิมที่วางสื่อไว้

ํI'm really impressed and appreciated with your kindness and devotion.

ขอเวลาศึกษางานที่กรุณาแก้ไว้ให้มาค่ะ รวมถึงเนื้อหาที่วางลงไว้ในหน้า ฉันท์

..และ .. ค่ะ ..
หากสังเกต การเขียนต่าง ๆ ลักษณะการใช้คำ วางสัมผัส
จะค่อนข้างละม้ายงานที่นำมาเป็นต้นแบบ

อย่างโคลง ..
อ่านฉันทลักษณ์ที่วาง ตามหลัก
แต่สังเกตว่า จขบ วางสัมผัส .. อักษร สระ และ/หรือ คำในแต่ละ บาท (ไม่แน่ใจว่า เรียก บาท ไหม?) จึงเพราะดี เลยเลียนตาม แต่ก็ตามแบบเข้าใจไปเองนะ

จึงตอบว่า ใช่ค่ะ..

และ หายากนะคะที่จะมีคนมีฝีมือใจดี มาเสียเวลา..กรุณาแก้งานให้ ขอบคุณนะคะ __/\\__
อยากให้งานออกมาดี.. เลยไม่อายค่ะ ที่จะถูกแก้งาน จะได้เรียนรู้ไปด้วย :)


โดย: มาย IP: 124.120.235.172 วันที่: 30 กันยายน 2558 เวลา:23:38:57 น.  

 
มาย ..

ผมเองยินดีมากที่จะบอกไปตามที่รู้ และเข้าใจเท่าที่ผมมี ..

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้ามาถาม อาจเป็นเพราะลักษณะความเป็นไทยที่ไม่ชอบแสดงความเห็นก็เป็นได้นะ

และผู้คนจำนวนมากก็ดันทุรังเขียนแบบไม่สนใจความถูกต้องทางฉันทลักษณ์หรือวรรณศิลป์ อาจเพียงเพราะนึกสนุก เขียนเล่นๆ ซึ่งพออ่านผ่านตาก็ดูออกไม่ยาก .. ก็ไม่น่าสนใจในสิ่งที่เขียนนั่น เพราะมันลวกๆ มาตั้งแต่ความคิดก่อนจะเขียนแล้ว

น่าชื่นชมน้ำใจของ"ผู้หญิง"คนหนึ่งในการยอมรับคำวิจารณ์งาน เพราะลักษณะไทยๆนี่ค่อนข้าง sensitive ในการติติงงานกัน

มีน้อยมากจะใจกว้างเอางานมาวางให้วิจารณ์ ชี้จุดเด่น จุดที่ต้องแก้ไข กัน แบบนี้


โดย: สดายุ... วันที่: 1 ตุลาคม 2558 เวลา:6:30:08 น.  

 
สวัสดีค่ะ

มีข้อคำถามค่ะ
ช่วงที่ ๑

๑.
เตรียบถ้อยจะร้อยสุภะประพจน์
มธุรสะลีลา
เตรียบจิตประชิดพระภควา
ยุติภาวะอารมณ์
.
อัญเชิญพระธรรมะพจนา
อุปการะคลายปม
ราก,เปลือกและแก่นคละประสม .. รากเหง้าและเศร้าทุขะระทม .. (รากเหง้า หมายถึงต้นเหตุ)
จิตะบ่มมุตัดหมอง
.
++ ตรงนี้ หากต้องการจะสื่อ ว่า น้อมนำพระธรรมมาดับทุกข์ ปมในใจ
ซึ่งกอปรด้วยธรรมหลายระดับ .. พอจะแนะนำได้ไหมคะ ว่าควรเป็นอย่างไร?
.
อัญเชิญพระคุณอริยะสง-
-ฆะณรงค์กิเลศนอง
ตรองตรึกและฝึกมรรคะคระลอง
มุหะผองขจัดสูญ
.
++ ตรงนี้ ณรงค์ คือการต่อสู้กับกิเลสที่นองนัย – ใช่ไหมคะ?
ขอบคุณมาก – ได้ทราบคำศัพท์ ที่เห็นก็บ่อยแต่ไม่ทราบคำแปลมาก่อน กระทั่งมาหาความหมายตรงนี้
.
อัญเชิญพระไตรสรณคมน์
จิตะบ่มเพาะจำรูญ
เพียงเพื่อจะเอื้อมรรคะพิบูล-
ยะลุสูญญตาธรรม
.



โดย: มาย IP: 124.120.190.245 วันที่: 3 ตุลาคม 2558 เวลา:0:10:37 น.  

 
เราเองม็ใหม่ในเรื่อง กลอน ฉันท์ แต่ก็เห็นว่า ยิ่งมือใหม่ ควรจะใีหลักให้ยึด เกาะ เป็นแนวไปก่อน แล้วเมื่อผ่านงานมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น อาจมีลีลาเฉพาะตน กระทั่งประยุกต์ พลิก ดัดแปลง หรือต่อยอด คิดฉันทลักษณ์ ใหม่เองได้

แต่..ก็อีกนะคะ เมื่อไปถึงตรงนั้นได้ .. ก็จะไม่ทำอะไรที่มันไม่ตรง มันจะเป็นความเคยชิน นิสัย ไปแล้ว เพราะ--ก็ในเมื่อรู้ซะแล้ว ว่าที่ถูกคืออะไร จะทำผิด ไปเพื่ออะไร มันทำไม่ลง

(ตรงนี้พูดในกรณีทั่ว ๆ ไปนะคะ หากเป็นบริบทแบบ ต้องทำเพื่อให้เข้าสมัยนิยม หรืออะไร ก็อีกเรื่อง -- ปลีกย่อยน่ะ)

ส่วนประเด็น "ลักษณะไทย ๆ " ที่ไปมีอิทธิพลในเรื่องการแสดงความเห็น .. อาจไม่ใช่เพราะ ความเป็นไทย นะ .. แต่มันน่ามาจากเหตุ คือ ความกลัว .. ซึ่งมันเป็นอาการสากล ที่มีในคนทุกชาติ ทุกภาษา และเป็นรากเหง้าแห่งอุปสรรคของความไม่รู้ นานาประการ

กลัวเสียหน้า กลัวตัวอัตตากระเด็นหาย กลัวฉลาด ฯลฯ
แต่ .. เราว่า มันจะค่อย ๆ ลดลงนะคะถ้าการคิดเชิงตรรกะ เชิงวิเคราะห์ ได้รับการปลูกฝังให้มีในคนรุ่นใหม่ ๆ

ส่วนประเด็น ใจกว้าง .. ??
ถ้ามองถึงผลที่มันจะดีขึ้นกว่าเดิม ในแง่ผลงาน ความงดงาม ความรู้ที่จะเกิดมีขึ้น รวมถึง ก็ยอมรับในขีดจำกัดตน -- และไม่รู้สึกเสียหน้าแต่อย่างใดด้วย เพราะ มันไม่มีอะไร"เสีย" เลยนี่นา

แต่ ทุกอย่าง.. มีข้อยกเว้น :)


โดย: มาย IP: 124.120.190.245 วันที่: 3 ตุลาคม 2558 เวลา:0:31:57 น.  

 
คือ..ภาพความงดงามทุกยามผ่าน
คือ..หอมหวานร่วมหลอมประนอมขวัญ
ทุกคำนึงตรึงชิดสนิทมั่น
เธอ-เท่านั้น..เกี่ยวร้อยทุกรอยใจ
.
ถ้วนอาวรณ์ลามไหลส่งนัยแฝง
อีกร้อนแรงปรารถนาโหม.บ่า.ไหล
สเน่หาหยอกยั่วเร้ารัวใคร
ให้ฝันใฝ่.ให้ถวิล.ให้ดิ้นรน
.
งดงามเอย..คุณค่าเจ้ารำบาย
ผ่านประกายฉ่ำหวานจนซ่านล้น
พร้อมพัดพาอ่อนไหวของใจคน
ให้ถวิลสุดดิ้นรน..ล้นคำนึง
.
ค่อยค่อยลอยเลื่อนดวงสู่สรวงฟ้า
พร้อมบรรดาอ่อนหวานส่งผ่านถึง
สองหัวใจเสน่หา..ได้ตราตรึง
รับมอบหอมซ่านซึ้งรวมหนึ่งเดียว..
.
ทุกอณูแรงถวิลจากถิ่นทรวง
ถ้วนละอองผ่านสรวงพร้อมหน่วงเหนี่ยว
สองดวงใจพร้องภาวะจังหวะเดียว
สองก้อยเกี่ยวมือร้อย..รอยหัวใจ

--
มาวางแจมตรงหน้ากระทู้
มีความสุข สมปรารถนาค่ะ


โดย: มาย IP: 124.120.190.245 วันที่: 3 ตุลาคม 2558 เวลา:1:02:21 น.  

 
มาย ..

"ตรงนี้ หากต้องการจะสื่อ ว่า น้อมนำพระธรรมมาดับทุกข์ ปมในใจซึ่งกอปรด้วยธรรมหลายระดับ .. พอจะแนะนำได้ไหมคะ ว่าควรเป็นอย่างไร?"

กอปรธรรมมะนำพิเคราะหะเห็น-
สรรพะเป็น .. ก็เช่นบัว-
สูง, ต่ำ, ระน้ำ, รุจะ, สลัว-
สัทะ-ชั่ว ก็ หลากชั้น

เท่าที่พยายามสื่อความหมายที่บอกมา คงได้ประมาณนี้ ..

" อัญเชิญพระคุณอริยะสง-
-ฆะณรงค์กิเลศนอง
ตรองตรึกและฝึกมรรคะคระลอง
มุหะผองขจัดสูญ
.
++ ตรงนี้ ณรงค์ คือการต่อสู้กับกิเลสที่นองนัย – ใช่ไหมคะ? "

ใช่ครับ .. ณรงค์ แปลว่า การรบ. (ตัดจากคำ รณรงค์)..

.
.
"ยิ่งมือใหม่ ควรจะใีหลักให้ยึด เกาะ เป็นแนวไปก่อน แล้วเมื่อผ่านงานมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น อาจมีลีลาเฉพาะตน กระทั่งประยุกต์ พลิก ดัดแปลง หรือต่อยอด คิดฉันทลักษณ์ ใหม่เองได้"

ตรงนี้เห็นด้วยครับ .. ลูกเล่นจะมีมาเองเพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตนที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร .. ไม่ว่าสัมผัสในวรรคคี่ สัมผัสอักษรวรรคคู่ ที่ผมใช้ประจำ .. เมื่อเขียนไประยะหนึ่ง เราจะชำนาญขึ้น และเมื่อหวนกลับไปอ่านวรรณกรรมเก่าๆ เราจะรู้สึกได้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบแนวทางของคนนั้น คนนี้ .. แปลว่าปีกเริ่มแข็ง เริ่มบินเองได้แล้ว .. มันจะมีลำดับขั้นตอนเป็นไปตามธรรมชาติเอง
.
.
คนที่ห่วงเรื่องเสียหน้า เสียตา เป็นเพราะว่าเขามีจริตของการรักษาภาพลักษณ์สูงมากแม้กระทั่งยามใช้นามแฝงที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนจริง ..

ตัว อัตตา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฝ่าข้ามไป .. ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร ยังกลัวเสียหน้า นี่เป็นเรื่องน่าหัวร่อมาก การเรียนรู้จึงมีได้ยากกับคนที่มี อัตตา รุนแรง .. แต่ส่วนใหญ่จะพบมากในเพศชายนะครับ
.
.
"ทุกอย่างมีข้อยกเว้น" .. สำนวนนี้คุ้นๆนะครับ



โดย: สดายุ... วันที่: 3 ตุลาคม 2558 เวลา:20:10:48 น.  

 
มาย ..

ส่วนกลอน .. เสียงท้ายวรรคสำคัญนะครับ
.
.
คือ..ภาพความงดงามทุกยามผ่าน
คือ..หอมหวานร่วมหลอมประนอมขวัญ
ทุกคำนึงตรึงชิดสนิทมั่น ... ทุกคำนึงคือปลูกความผูกพัน
เธอ-เท่านั้น..เกี่ยวร้อยทุกรอยใจ
.
ถ้วนอาวรณ์ลามไหลส่งนัยแฝง
อีกร้อนแรงปรารถนาโหม.บ่า.ไหล
สเน่หาหยอกยั่วเร้ารัวใคร
ให้ฝันใฝ่.ให้ถวิล.ให้ดิ้นรน ... เพรียกฝันใฝ่ เพรียกถวิลให้ดิ้นรน .. เอาคำว่า "ให้" มาขึ้นต้นเป็นการชิงสัมผัส ไม่ค่อยเหมาะ
.
งดงามเอย..คุณค่าเจ้ารำบาย ... งดงามเอยความคำเจ้ารำบาย
ผ่านประกายฉ่ำหวานจนซ่านล้น ... สื่อความหมายล้ำล่วงล้อมห้วงหน
พร้อมพัดพาอ่อนไหวของใจคน ... ปัดป่ายเพรียกสั่นไหวแห่งใจคน
ให้ถวิลสุดดิ้นรนล้นคำนึง ... ตราบเอ่อล้นหวานล้ำในคำนึง
.
ค่อยค่อยลอยเลื่อนดวงสู่สรวงฟ้า
พร้อมบรรดาอ่อนหวานส่งผ่านถึง ... พร้อมแววตา-
สองหัวใจเสน่หา..ได้ตราตรึง ... - ร่วมตราตรึง
รับมอบหอมซ่านซึ้งรวมหนึ่งเดียว ... กับความหอมหวานซึ้งเพียงหนึ่งเดียว
.
ทุกอณูแรงถวิลจากถิ่นทรวง
ถ้วนละอองผ่านสรวงพร้อมหน่วงเหนี่ยว ... นั้น-ย่อมหน่วงใจละห้อยเฝ้าคอยเหลียว
สองดวงใจพร้องภาวะจังหวะเดียว ... สองหัวใจถวิลอยู่แต่ผู้เดียว
สองก้อยเกี่ยวมือร้อยรอยหัวใจ ... สองก้อยเรียวเกี่ยวร้อยหนึ่งรอยใจ


มีความสุขกับการรจนาร้อยกรองที่พึงใจครับ มาย


โดย: สดายุ... วันที่: 4 ตุลาคม 2558 เวลา:8:44:47 น.  

 
คือ..ภาพความงดงามทุกยามผ่าน
คือ..หอมหวานร่วมหลอมประนอมขวัญ
ทุกคำนึงคือปลูกความผูกพัน
เธอ-เท่านั้น..เกี่ยวร้อยทุกรอยใจ
.
ถ้วนอาวรณ์ลามไหลส่งนัยแฝง
อีกร้อนแรงปรารถนาโหม.บ่า.ไหล
สเน่หาหยอกยั่วเร้ารัวใคร
เพรียกฝันใฝ่ เพรียกถวิลให้ดิ้นรน
.
งดงามเอยความคำเจ้ารำบาย
สื่อความหมายล้ำล่วงล้อมห้วงหน
ปัดป่ายเพรียกสั่นไหวแห่งใจคน
ตราบเอ่อล้นหวานล้ำในคำนึง
.
ค่อยค่อยลอยเลื่อนดวงสู่สรวงฟ้า
พร้อมแววตาอ่อนหวานส่งผ่านถึง
สองหัวใจเสน่หาร่วมตราตรึง
กับความหอมหวานซึ้งเพียงหนึ่งเดียว
.
ทุกอณูแรงถวิลจากถิ่นทรวง
นั้น-ย่อมหน่วงใจละห้อยเฝ้าคอยเหลียว
สองหัวใจถวิลอยู่แต่ผู้เดียว
สองก้อยเรียวเกี่ยวร้อยหนึ่งรอยใจ

..

ทำให้อบอุ่น อ่อนหวาน และ ท่วงทำนองมันรื่นหูขึ้น ขอบคุณค่ะ

แต่..นิดนึง ตรงที่แนะว่า

ให้ฝันใฝ่.ให้ถวิล.ให้ดิ้นรน ... เพรียกฝันใฝ่ เพรียกถวิลให้ดิ้นรน .. เอาคำว่า "ให้" มาขึ้นต้นเป็นการชิงสัมผัส ไม่ค่อยเหมาะ

เสียงท้ายวรรค พอเข้าใจว่าพอมีหลักให้จับ
แต่การใช้คำขึ้นต้น ที่บอกว่า ชิงสัมผัส .. อย่างไรหรือคะ?
"ให้" เพราะเป็นการขึ้นต้นด้วยเสียงสูง?
แต่ถ้างั้น .. ที่ใช้ สอง ขึ้น มันก็สูงเหมือนกันนะคะ
หรือ จริง ๆ แล้วก็ไม่ควร เหมือนกัน?

ถ้าเราซอกแซกไป ขออภัย จขบ ด้วยค่ะ


โดย: มาย IP: 124.122.178.232 วันที่: 8 ตุลาคม 2558 เวลา:1:23:51 น.  

 
ส่วนงานที่กรุณาช่วยดู ชี้แนะ เกลา ให้นั้น

บทนี้..ที่ช่วยแต่งมาให้

กอปรธรรมมะนำพิเคราะหะเห็น-
สรรพะเป็น .. ก็เช่นบัว-
สูง, ต่ำ, ระน้ำ, รุจะ, สลัว-
สัทะ-ชั่ว ก็ หลากชั้น

_/\\_ ขอบคุณมากนะคะ

แต่พอนำมาดูอีกที และกับภาพรวมในช่วงแรกแล้ว เราขอใช้เป็นงานครั้งเดิมที่ จขบ ดูให้..ดีกว่า..

อัญเชิญพระธรรมะพจนา
อุปการะคลายปม
รากเหง้าและเศร้าทุขะระทม
จิตะบ่มมุตัดหมอง

__/\\__


โดย: มาย IP: 124.122.178.232 วันที่: 8 ตุลาคม 2558 เวลา:1:32:18 น.  

 


ถ้วนอาวรณ์ลามไหลส่งนัยแฝง
อีกร้อนแรงปรารถนาโหม.บ่า.ไหล
สเน่หาหยอกยั่วเร้ารัวใคร
ให้ฝันใฝ่.ให้ถวิล.ให้ดิ้นรน ...

เพรียกฝันใฝ่ เพรียกถวิลให้ดิ้นรน .. เอาคำว่า "ให้" มาขึ้นต้นเป็นการชิงสัมผัส ไม่ค่อยเหมาะ

ที่พูดว่าเป็นการชิงสัมผัส คือ สระไอ

เพราะเหตุว่า สระไอ จะเป็นตัวรับสัมผัสที่ส่งมาจาก "ใคร" ของวรรคสาม และมันควรอยู่ตัวที่ 3 หรือ 5 ของวรรคสี่ การเอามาขึ้นเลยที่ตัวแรกของวรรคสี่ คือไปแย่งสัมผัสตัว ใฝ่ ซะก่อน

ไม่เกี่ยวกับเสียงครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 8 ตุลาคม 2558 เวลา:6:56:06 น.  

 
เข้าใจชัดเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ


โดย: มาย IP: 124.122.178.173 วันที่: 8 ตุลาคม 2558 เวลา:21:46:24 น.  

 
มาขอบพระคุณ ท่าน จขบ ค่ะ

งานที่กรุณรดูให้นั้น นำลงวาง
ขอบพระคุณ "ครู" แล้ว

ไม่ได้บอกขออนุญาตก่อนที่จะอ้างอิงถึง ท่าน จขบ
โปรดอภัย -- หากนับว่าเป็นวิทยาทาน
แก่ผู้สนใจ ติดตาม เรียนรู้ สืบสาน ย่อมควรค่าแล้ว

อนุโมทนา สาธุ ค่ะ

_/\\_


โดย: มาย IP: 58.8.157.247 วันที่: 4 เมษายน 2559 เวลา:18:08:48 น.  

 
มาย ..

อย่าเรียกครูเลย ดูแก่ยังไงไม่รู้ 55
ยินดีครับ มีอะไรพอช่วยเหลือได้ก็ยินดีครับ ไม่ต้องเกรงใจ


โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2559 เวลา:19:16:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O งามละมุน .. กับกรุ่นข้าวหอม .. O





O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาเพื่อจรด .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ย่อมอุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แต่ผัน-ผินรูปพักตร์ .. เข้าหักหาญ
จิตวิญญาณตื่นรู้ .. จึงรู้พาน-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ที่โชน-แวว
O พาโลกในแวดล้อม .. งามพร้อมอยู่
พร้อมแรงชู้อาลัยเริ่มไหว .. แว่ว
อาวรณ์เคยซ่อนเร้น .. ก็เห็นแนว-
ความผ่องแผ้วตอบเต้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววพริ้มพรับออดอ้อน .. ผู้อ่อนไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายลง !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.