Group Blog
 
<<
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
28 กันยายน 2555
 
All Blogs
 

O บุหรง .. รำแพน .. O







O เอื่อยอ่อยลมทะเล .. คล้ายเห่กล่อม-
อยู่รายล้อมรอบใจ .. ผู้ใฝ่หา
เห็นแผ่นน้ำกระเพื่อมพลิ้ว .. เป็นริ้วมา
ก็รู้ว่าคือปฐม .. แห่ง-ลมวก
O ชั่วแววตาพริ้มพรับ .. อยู่วับไหว
ก็รู้ว่า-หัวใจ .. ที่ในอก-
คล้าย-เผยเลศผ่านตา .. คอยสาธก-
ยอรูป-ยกวิญญาณ .. ละลานล้อม !
O แต่-สายตาเลื่อนพบ .. บรรจบรูป
แม้น-เพียงวูบเดียวผ่าน, ความหวานหอม-
กลับพลุ่งโพลงเบิกบท-เกินอดออม
ให้ยินยอมน้อมรับแนบกับทรวง !
O แต่ละครั้งคราวชม้อยชม้ายนั้น
ความไหวสั่นในแวว - ฤๅแล้วล่วง ?
แก้มเนื้อเนียนอิ่มใส, พร้อมในดวง-
ตาคู่งาม-คล้ายช่วง .. บอกท่วงที !
O มีรูป .. และมีใจ-หวั่นไหวรูป
อีกหอมหวานโลมลูบ แต่วูบที่-
ตาสบตา .. ภพชาติเริ่มวาดวี-
พาเปลี่ยวเหงาหลีกลี้ .. ไปพ้นทาง !
O พร้อมรูปคราญ, ลมทะเลที่เพพัด-
โลมน้ำปัดจนตื่นเป็นคลื่นขวาง
รื่นริ้วลม .. เรื่อแกมแตะแต้มปราง
คล้าย-สุดลบสุดล้าง-ให้จาง .. เลือน
O ลมผ่านริ้ว .. เย็นชื่นก็รื่นล้อม
พักตร์ละม่อมเฉิดฉายก็ป่ายเปื้อน-
ลงบนห้วงความคิด .. คอยติด .. เตือน-
การเหลียวเบือนบอกเลศ .. คล้าย-เจตนา !
O ริ้วลม .. ทั้งริ้วคลื่นโตนตื่นตอบ-
เหมือนคอยรอบล้อมแดดที่แผดจ้า
และแววสบตอบตื่นในผืนตา-
ก็เหมือนว่า .. ผุดเผยอย่างเคยตัว !
O งาม-จึงเช่นน้ำค้าง .. ที่วางหยาด
รอลมลาดเรียวหญ้าแต่ฟ้าหลัว
เพรียกอารมณ์แห่งชายให้ส่ายรัว
กับเพียงชั่วรูปนาม .. ล้อม .. ล่ามไว้ !
O ท่ามกลางลมร่ำสาย .. กลับ-คล้ายว่า-
ที่เบื้องหน้า-รูปนาม .. คุกคามใส่
เพรียกสายตารับรู้ .. แล้วจู่ใจ-
ด้วยอาวรณ์พิสมัย .. ผ่านนัยน์ตา
O แล้วโลกก็หมุนผ่านสู่ด้านใหม่
มีทั้งรูป .. พร้อมใจผู้ใฝ่หา
แววอุทธัจขัดเขิน .. เมียงเมินมา
จึงยังคารูปค้าง .. เกินล้างลบ
O โลกเบื้องหน้า .. รอผ่านความหวานหอม
ด้วยรูปพักตร์งามละม่อม .. เกินอ้อมหลบ
ที่ขวางทางอยู่นั้น .. ย่อมครันครบ-
การบรรจบโดยเดช .. แห่งเจตนา
O อ่อยเอื่อย .. ลมทะเล .. ยังเห่ห้อม-
อยู่แวดล้อม กรณี และทีท่า-
ของรูปลักษณ์ผ่องแผ้ว .. และแววตา-
ของหัวใจใฝ่หา .. เพ-ลานั้น
O งาม-ย่อมเช่นน้ำค้าง .. ที่วางหยาด
รอลมลาดโลมไล้ .. พลิ้ว .. ไหวสั่น
รูปพักตร์งาม .. ตาชาย-ก็คล้ายกัน
มอง .. หวามหวั่น วูบแล้วทั่วแววตา !
O ลมผ่านริ้วหวิวหวีด .. สังคีตถ้อย-
ก็เผยรูปเผยรอยล่องลอยหา
พากย์รำพึงรำพัน .. เฝ้าพรรณนา-
จึงเหมือนว่าร้อยคำ .. เพรียก - น้ำใจ
O ให้จดจ่อรูปพรรณ .. ถ้อยบรรดา
ตอกย้ำว่าอารมณ์ .. สุดข่มไหว
อีกหนึ่งการแพ้-พ่าย .. จากภายใน
หลังอาลัยโหมระลอก .. เย้าหยอกทรวง
O ฤๅ .. หัตถ์พรหมเอื้ออวยอำนวยให้-
แต่งอาลัยล้อมลาม .. เกินข้ามล่วง
หวัง .. โสตพรหมยินคำ, ความ-บำบวง
แล้วช่วยหน่วงจิตเจ้า .. ลงเคล้าคลอ
O สังคีตแว่ว .. ปฏิพัทธ์-รำบัดช่วง
เทียบหมายเคียงถ้อยปวง .. ที่บวงขอ
ฤทธิ์เทพทั้งแดนฟ้า .. พึงมารอ-
ช่วยเติมต่อหวานหอม .. เข้าล้อมลน
O บ่ายคล้อย .. ดอกแดดยังแผดเผา
งามรูปเยาว์เล่านั้น - นับพันหน-
เฝ้าเผยเพรียกเจตจินต์ .. ให้ดิ้นรน-
ไปกับขวนขวายชู้ .. รั้งอยู่ฤๅ ?
O หอมโกสุมกล่อมยาม .. เมื่อวามวับ-
ของแววตาพริ้มพรับ .. ตอบรับสื่อ
ลมเหนื่อยอ่อนร่ำสาย .. กลับคล้ายมือ-
เรียว-ยุดยื้อเตรียบหอมรายล้อม .. รอ
O ตฤปความหอมรื่นล้ำ-แห่งธรรมชาติ
บำบวงภาษปรุงปอง .. พร่ำพร้องขอ
หมายโสตเทพเพลิดเพลิน .. คำเยินยอ
ดลฤทธิ์ก่อเยื่อใย .. รัดใจนั้น
O ผูกมัดด้วยแรงชู้ .. อย่ารู้คลาย
ลงเงื่อนตาย .. ซ้อนให้คอยไหวสั่น-
ด้วยถวิลร้อนแรง .. เข้าแบ่งปัน-
โอบออขวัญ .. แนบอุ่นเข้าหนุนทรวง
O ละคาบยามพ้นผ่าน .. แม้นนานเนิ่น
พึงจำเริญแรงชู้อย่ารู้ล่วง
ดื่มด่ำรสวาบหวาม, ถ้อยความปวง-
พร้อมความห่วงใยมี .. เต็มที่ทาง
O หมายทุกทุกอณูธาตุ .. ห้วงอากาศ
แลโอภาสพร่างพราวทุกก้าวย่าง
ล้อมรูปแพงทองขวัญ .. ป้องสรรพางค์-
ถนอมร่างถนอมเนื้อ .. ไว้เอื้ออิง
O ทุกสังคีตแว่วผ่าน .. ความหวานหอม-
พึงแวดล้อมอาลัย .. รอบใจหญิง
ทุกรอบจันทร์ลอยดวง .. โปรดช่วงชิง-
อาวรณ์กลิ้งเกลือกวาง .. ลงกลางใจ
O บำบวงถ้อยเทอดแถนทั้งแดนฟ้า
เพื่อก่อรูปพรรณนา .. หมายอาศัย-
ฤทธิ์อำนวยแทรกหวานสู่ด้านใน-
ดวงจิตใคร - สั่นเต้น .. ด้วยเอ็นดู
O เตรียบคำถ้อยเพื่อแถนทั้งแสนสรวง
ช่วยทาบทวงอาวรณ์ .. มอบย้อนสู่-
หัวใจเยาว์ .. อบร่ำความดำรู-
จากนัยชู้แห่งชาย .. ที่หมายชม
O เมื่อหม่นมัวบ่ายโบกโลมโลกล่าง
จนเริดร้างแสงระยับที่ทับถม
ตระการรูปปรารถนาในอารมณ์
ก็ห้อมห่มทรวงไว้ด้วยนัยเดียว
O เตรียบจินตาร่ำรอลออภาค
รับอาวรณ์ไหลหลากอันกรากเชี่ยว
เตรียมหัวใจปลิดปลิวด้วยนิ้วเรียว-
เจ้า - เอื้อมเหนี่ยวเด็ดวาง .. ลงข้างใจ
O เตรียบอารมณ์ร่ำรอพะนอถวิล
หมายร่ำรินรสความ .. จนหวามไหว-
เร่งวงรอบเสน่หา แรงอาลัย-
ล้อมจิตให้เฝ้าหมาย .. แต่ชายเดียว !

O อินทร์, พรหม, อิศวเรศ-ทั้ง - - - นารายณ์ ถ้วนเทอญ
ผ่านพจน์รสความ, ราย - - - รอบแก้ว
ปรุงจิต, ค่ำ, เช้า, สาย- - - - เที่ยงบ่าย เย็นนา
ตื่น, หลับ, ฝัน-อย่าแคล้ว - - - คลาดละห้อยถวิลเห็น ฯ

O พระเอยสะโรชท้อง - - - ชลธาร
โปรดแทรกฤทธิ์อวตาร - - - ตอบชู้
บันดลรอบสังขาร - - - เร่งช่วง
ปรุงจิตนั้น-สุดกู้ - - - กลับพ้นเสน่หา ฯ


.............
สะโรช = สะโรชะ
สะโร = สระ = ที่มีน้ำ
ชะ = ผู้เกิด
สะโรช = ผู้เกิดในน้ำ = บัว
ในที่นี้หมายถึง พระนารายณ์






 

Create Date : 28 กันยายน 2555
22 comments
Last Update : 12 พฤษภาคม 2562 12:46:43 น.
Counter : 4053 Pageviews.

 



สวัสดีค่ะ...

ไพเราะทั้ง บทกลอน และ เพลงประกอบเลยนะคะ

"ลาวม่านแก้ว"

รออ่านต่อค่ะ ^^

 

โดย: witch IP: 118.172.98.254 1 ตุลาคม 2555 15:06:27 น.  

 

แม่มดน้อย ..
พอดีมีคนชอบเพลงนี้ .. และพอดีกับไม่ได้เอามาลงนานแล้ว .. จึงเอามาลง

เขียนค้างๆคาๆ .. ไปไม่ถึงไหน เพราะงานยุ่งขอรับ
ถือว่าอ่านแบบนิยายละกัน .. โปรดติดตามตอนต่อไป

55

 

โดย: สดายุ... 2 ตุลาคม 2555 20:48:28 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณสดายุ

งามทุกคำจริงๆค่ะ สำนวนอย่างนี้หาอ่านได้ที่ วรรณประทีปที่เดียว

 

โดย: วลีลักษณา 7 ตุลาคม 2555 21:35:01 น.  

 


สดายุ..

O อินทร์, พรหมม, อิศวเรศ-ทั้ง - - - นารายณ์ ถ้วนเนอ
แทรกพจน์รสความ, ราย - - - รอบแก้ว
กายจิต, ค่ำ, เช้า, สาย- - - - เที่ยงบ่าย เย็นเนอ
ทุกหลับฝันอย่าแล้ว - - - ล่วงละห้อยคอยเห็น ฯ

ตามเสด็จ .."อินทร์, พรหมม, อิศวเรศ-ทั้ง - - - นารายณ์ ถ้วนเนอ" ..มา

จะมาดู "ชายเดียว" ...

O เตรียบอารมณ์ร่ำรอพะนอถวิล
หมายร่ำรินรสความ .. จนหวามไหว-
รัดวงรอบเสน่หา แรงอาลัย-
เร่งรอบให้เฝ้าหมาย .. แต่ชายเดียว !

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.22.199 7 ตุลาคม 2555 21:46:42 น.  

 


สวัสดีค่ะ...

จบแล้ว... ไพเราะมากค่ะ :'))

ขอบคุณค่ะ

 

โดย: witch IP: 118.172.96.53 8 ตุลาคม 2555 8:22:17 น.  

 


ดายุ..

O ทุกสังคีตแว่วผ่าน .. ความหวานหอม-
พึงแวดล้อมอาลัย .. รอบใจหญิง
ทุกรอบจันทร์ลอยดวง .. โปรดช่วงชิง-
อาวรณ์กลิ้งเกลือกวาง .. ลงกลางใจ


วันนี้ จันทร์ข้างแรมแล้วล่ะนะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.35.211 8 ตุลาคม 2555 13:40:27 น.  

 

สวัสดีครับคุณวลี ฯ
เพราะนารีปราโมช .. ที่อื่นเขาไม่ค่อยเขียนกันสิครับ ถึงอ่านได้ที่นี่ที่เดียว .. อิๆๆ
อารมณ์อิสตรี เหมือนคลื่นลมในวรรษาฤดู .. โดยเฉพาะในวัยสาวน้อยทั้งหลาย ที่แม้จะร้ายกาจยากรับมือ ..
แต่ในโลกนี้จะมีบุรุษสักกี่คน .. ที่จะยินดีผ่านพ้นเรื่องยุ่งยากเหล่านี้อย่างเต็มใจ ?




มินตรา
เรียกมาทั้ง .. ตรีมูรติ.. เลย จะได้ไม่เสียเวลา .. 555
จะเด็ดหัวใจสาวน้อยแสนสวยให้อยู่ในกำมือ ก็ต้องใช้ทุกวิถีทาง
ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล
ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา

ยิ่งหากมีสายตาแบบนี้มองมา .. 55





แม่มดตัวน้อย
จบแล้วค่ะ .. หลังจากแช่มาเป็นอาทิตย์
บทนี้เขียนไป ก็นึกถึงสาวน้อยไปค่ะ
อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 8 ตุลาคม 2555 22:25:52 น.  

 


ดายุ..

นอกจากจะ.."เรียกมาทั้ง .. ตรีมูรติ.. เลย จะได้ไม่เสียเวลา .. 555"..แล้ว..

ยังจะ.."ผูกมัดด้วยแรงชู้ .. อย่ารู้คลาย
ลงเงื่อนตาย.."..ด้วย..

O ผูกมัดด้วยแรงชู้ .. อย่ารู้คลาย
ลงเงื่อนตาย .. ซ้อนให้คอยไหวสั่น-
ด้วยถวิลร้อนแรง .. เข้าแบ่งปัน-
โอบออขวัญ .. แนบอุ่นเข้าหนุนทรวง

เหลือเกิน...นะ..

สำหรับมินตราน่ะ เพียงคำว่า.."ตรีมูรติ"..ก็ ต้องวิ่งเข้าห้องสมุดแล้ว.. "เพียงคำเดียวที่ปรารถนา.." ฮึ..ฮึ..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.35.211 9 ตุลาคม 2555 1:33:02 น.  

 

มินตรา

ต้นตำหรับเทพเจ้าหลายองค์คือ อารยันอินเดีย

และต้นตำหรับเทพเจ้าองค์เดียวคือ ฟาโรห์แอเคนาเทน แห่งอียิปต์ เมื่อ 1350 ปีก่อน คศ.= 1350+2012 = 3,362 ปีที่แล้ว คนคนนี้เป็นสามี เนเฟอร์ติติ ผู้เลอโฉม
และเชื่อกันว่า แนวคิดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ โมเสส เป็นกบฏต่อ ฟาโรห์รามเสส ที่ 2 ในอีก 50 ปีต่อมา

โมเสส คือผู้นำศาสนาของชนชาติยิวก่อนที่จะมีพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู โมเสสเป็นทั้งผู้บัญญัติกฎ และยังเป็นผู้ถ่ายทอดคัมภีร์โตราห์หรือหนังสือห้าเล่มในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิม - old testament

เยซู ก็ดำเนินรอยตาม เป็น - new testament

ส่วน มูฮัมหมัด แค่ลอก old testament ของยิวไปทั้งดุ้น .. จนกลายเป็น the innocent of muslim ..

.
.

เป็นเพียงความเชื่อของคนเมื่อ 3,360 ปีที่แล้วเป็นเชื้อเริ่มต้น .. ที่หากอธิบายด้วยพุทธธรรม เราสามารถพูดได้ว่า ... เป็นการปรุงแต่งด้วยกำลังสังขารในจิตที่เต็มเปี่ยมอยู่ด้วยอวิชชา .. คือตัวฟาโรห์แอเคนาเทน นั่นเอง ..

ฟาโรห์องค์นี้ หากเกิดในยุคพุทธกาลคงต้องขอให้พระพุทธองค์สอนธรรมและต้องขอบวชแน่นอน .. และอาจบรรลุอรหันต์ในเวลาไม่นาน .. เพราะปัญญามีกำลังยิ่งยวด ..

ตรงที่ .. กล้าคิดแตกต่าง เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ในยุคที่ เทพ เต็มบ้านเต็มเมืองกลับกล้าประกาศพรหมจรรย์ด้วยแนวคิดว่า ไม่มีเทพใดๆทั้งสิ้น ..
.
.
จากคำว่า .. ตรีมูรติ คำเดียวนะนี่ .. 555

 

โดย: สดายุ... 9 ตุลาคม 2555 20:26:17 น.  

 


ดายุคะ..

"เนเฟอร์ติติ ผู้เลอโฉม" ของดายุ น่ะ ...
มินตราเคยไปดูองค์จริงที่ "พิพิธภัณฑ์อียิปต์ "ของเยอรมัน ที่แบร์ลีน นะ
เป็นสตรีอียิปต์ที่มีชื่อเสียงมาก พอพอกับ คลีโอพัตรา
รายนี้ มิใช่"สวยรวยเสน่ห์ "แต่ "สวยฉลาด"...

ชาวเยอรมันที่พาไปดูบอกว่า สวยฉลาด นี่หายาก
เห็นแล้วเลยนึกถึง...
Nefertiti (ca. 1370 BC – ca. 1330 BC)

ลักษณะเด่นที่เห็นคือ "พระศอ"ยาวเยี่ยงหงส์ ซึ่ง
ชาวเยอรมัน บอกว่า เป็นท่าเดินของสาวไทย...
ตั้งแต่นั้นมาเลยสังเกตุว่า สาวไทยนี่ "มีท่าเดินเฉพาะตัวจริงจริง"....
ยิ่งเวลาไปเดินกับสาวจีน จะเห็นความแตกต่างชัดเจน..



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.28.214 10 ตุลาคม 2555 1:58:06 น.  

 

มินตรา

จากเรื่องราวที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่า .. ผู้คนในดินแดนที่ใกล้กัน .. เช่น อียิปต์ อิสราเอล ซาอุดิอารเบีย ย่อมรับรู้ สืบทอดแนวคิดใดๆก็ตาม ต่อๆกันมาเป็นเรื่องธรรมดา ..

และ แนวคิดนั้น ย่อมเกิดจากมนุษย์เรานี่เอง .. หาใช่ พระเจ้าอะไรที่ไหน .. เป็นความคิดจากจินตนาการที่เกิดในสภาพแวดล้อมในชีวิตที่เข้าใจไม่ได้ หรือ ได้ไม่ทั้งหมด

คนเมื่อสมัย 3,300-3,400 ปีที่แล้วคือสมัยไหน ?

คือก่อนยุคพุทธกาลประมาณ 700-800 ปี คือหลังจากอารยันอินเดียตั้งหลักปักฐานลงที่ริมเทือกเขาหิมาลัยเรียบร้อยแล้ว .. และหลังจากอารยันอิหร่านลงหลักปักฐานจนให้กำเนิด โซโรแอสเตอร์ ศาสนาบูชาไฟ เรียบร้อยแล้วในเปอร์เชีย

ยูดาห์ของยิว จึงเกิดหลัง พราหมณ์ของอินเดีย 500-700 ปีโดยประมาณ


สรุป ..
อียิปต์ เป็นต้นคิดเรื่อง พระเจ้าองค์เดียว - เอกเทพ
ยิว รับต่อมา
ฝรั่งยุโรป รับต่อมาจากยิว
อาหรับ และอารยันเปอร์เชีย รับต่อมาจากยิว

ส่วนอารยันอินเดีย ใช้แนวคิด พระเจ้าหลายองค์ - พหุเทพ


 

โดย: สดายุ... 10 ตุลาคม 2555 6:29:08 น.  

 


สดายุ...

ที่ทะเลาะกันจะย่ำจะแย่ในตระกูลนี้(Abraham Religion : Judaism, Christianity, and Islam) คือ ผู้สอนศาสนาอาหรับ บอกว่า โมฮัมเม็ด(Mohammed ) เป็นผู้เดียวที่เป็น"ต้นฉบับแท้"ของ อบราฮัม(Abraham) มิใช่ ชาวยิว หรือชาวคริสต์..
คือเป็นเจ้าของมรดกตัวจริง..สงครามมรดกน่ะค่ะ

แล้วมีนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง วิเคราะห์ทางภาษาว่า" อบราฮัม"หรือ "อพราหม"น่ะ ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นพวกไม่มี"ความรู้อันเป็นเลิศ"..คือมิใช่พวกพราหม
คำว่า พราหม แปลว่า ความรู้อันเป็นเลิศ
และที่ต้องเร่ร่อนเพราะโดนไล่ออกจากดินแดนของพราห์ม "ผู้มีความรู้อันเป็นเลิศ"

ส่วนทางเอเซีย: นั้นท่านว่า วิวัฒนาการของมนุษย์อยู่ที่ลุ่มน้ำสินธุ(Indus Valley civilization)
ซึ่งนักภาษาศาสตร์ &นักโบราณคดี ท่านว่า มาจากชาวอารยัน
เพราะท่านใช้หลักฐานจากภาษาอินโดอารยันค้นพบที่เมืองมิทานี ตอนเหนือของประเทศซีเรีย และวรรณคดีภาษาสันสกฤต (Indo-Aryans in Mitanni and Vedic India)ซึ่งมีร่องรอยภาษาเปอร์เซียอยู่..ไปจนถึงการใช้รถศึก เช่นในสงครามมหาภารตะ

ยังมีการแถมอีกว่า "อริยสัจสี่่ "ในศาสนาพุทธน่ะ เป็น" พื้นฐานสี่ข้อของชาวอารยะในทางความคิด "ซึ่งพระพุทธเจ้าในฐานะชนชั้นสูงก็ได้รับการฝึกอบรมมาจากชาวอารยัน

คำว่า อิหร่านเป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า"ดินแดนของชาวอารยัน"(Land of Aryan)

นักประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่18 - 20 สามารถค้นวัฒนธรรมมนุษยชาติต่อได้ "เนื่องจากประวัติศาสตร์ของชาวเปอร์เซีย" ซึ่งในขณะนี้มีนักโบราณคดีทางรัสเซียออกมาเสริมเรื่อง ความเจริญของชาวเปอร์เซีย(Aryan) ว่ามีการติดต่อทางการค้าไปถึงจีน จากหลักฐานที่ว่า นำผลไม้..ผลพีช(peach)จากจีนมาปลูกในดินแดนเปอร์เซียตั้งแต่สมัยBronze Age
อาณาจักรเปอร์เซีย จึงขยายวัฒนธรรมจากที่ราบลุ่มเมโสโพทาเมีย(Mesopotamia plain) ระหว่างแม่น้ำไทกริส และ ยูฟาตริส ( Tigris and Euphrates rivers.)อันมีเมืองบาบิโลน(Babylon:20th to 15th centuriesBC) ผ่านที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ.. ..ไปจนถึงจีน

ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ชาวเปอร์เซียจะเรียนวัฒนธรรมจาก ยิว ซึ่งยังอ่านหนังสือออกบ้างไม่ออกบ้าง...
อันมี อบราฮัม(Abraham :19th century BC)เป็นต้นตระกูลกำเนิด ศาสนาทั้งสามซึ่งโมเสส (Moses :13th century BC)รับมาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

นี่ชาวอารยันต้องเสียเวลาตรวจสอบเอกสารเพื่อมาชี้แจง
555.........


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.29.162 11 ตุลาคม 2555 17:24:34 น.  

 



แก้คำผิดค่ะ ...

พราหม ต้องเขียนว่า "พราหมณ์" (Brahman)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.29.162 11 ตุลาคม 2555 17:49:05 น.  

 

มินตรา

พระพุทธเจ้าท่านเป็นอารยัน คือแขกขาว .. ที่มาลงหลักปักฐานริมเทือกเขาหิมาลัย .. แคว้นสักกะนั่นอยู่ตีนเขาเลย แต่เป็นแคว้นเล็กในความดูแลของแคว้นโกศลอีกต่อ
คงประมาณ โมนาโค ในอารักขาของฝรั่งเศส ในปัจจุบัน



ส่วนเรื่องอารยันเปอร์เซีย .. นั้นเรื่องอื่นๆไม่เคยสนใจมากนัก สนใจแต่เรื่องเดียว ปรัชญาและศาสนา ..

กลุ่มก้อนที่มาลงหลักปักฐานในเปอร์เชีย ไม่สามารถให้กำเนิดแนวคิดอะไรได้มากนัก เท่าที่รู้ก็มีแต่โซโรแอสเตอร์ .. เท่านั้น และต่อมาก็ถูกอาหรับครอบหัวเป็นมุสลิมไปหมด .. และ มุสลิมก็ copy & paste old tesament ของยูดาห์ มาอีกที ..

(ดูง่ายๆ เรื่องไม่กินหมู กับ สุหนัต .. คริสต์ยังไม่เอาเลยทั้งๆที่เป็น version ใหม่ของยูดาห์แท้ๆ .. แต่ มูฮัมหมัด ที่ไม่รู้หนังสือเอามาทั้งดุ้น .. )

ส่วนอารยันที่อพยพเลยเถิดต่อมาทางอาฟกานิสถาน ปากีสถาน จนจบที่อินเดียเหนือ .. ให้กำเนิดแนวคิดปรัชญาต่างๆมากมาย ทั้ง เทวะนิยม(พราหมณ์) และ อเทวะนิยม(พุทธ เชน)

จึงมองว่า กลุ่มอารยันที่เป็นชั้นปัญญาชน จะเป็นกลุ่มที่อพยพเลยเถิดมาถึงอินเดียเหนือในที่สุด

เพราะเราเคยมี รูปแบบนี้มาแล้วในประวัตศาสตร์ชาติไทย

ในยุค สมเด็จเจ้าสามพระยา พ่อของพระบรมไตรโลกนารถ (ราชวงศ์สุพรรณภูมิ) นั่นเอง .. ที่ยกทัพไปตีขอมที่นครวัดจนทำให้ขอมสิ้นอำนาจ จำต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ พนมเปญ มาแต่นั้น .. เสร็จแล้วก็กวาดต้อนบรรดา "นักปราชญ์ราชบัณฑิต" ในราชสำนักขอมมาเป็นเชลยศึกในราชสำนักอยุธยา ..

และขอมกลุ่มนี้เองที่เป็นญาติทางสายเลือดกับกลุ่มละโว้ อโยธยา อันเป็นกลุ่มอำนาจดั้งเดิม ตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองครองอำนาจ (ราชวงศ์อู่ทอง) ก่อนที่ขุนหลวงพะงั่วต้นราชวงศ์สุพรรณบุรี (สุพรรณภูมิ) จะยกทัพมาชิงบัลลังก์สมัยพระราเมศวรลูกพระเจ้าอู่ทอง

เมื่อเป็นนักปราชญ์ ราชบัณฑิต ก็ได้รับราชการในราชสำนักอยุธยา .. จึงเป็นที่มาของคำราชาศัพท์ของไทย ที่มีภาษาเขมรปะปนอยู่มากมาย - คงทำนองเดียวกับราชสำนักรัสเซียที่ดัดจริตใช้ภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษาในราชวงศ์ - 55


นักปราชญ์ ผู้รู้ ไปอยู่ไหนก็มักถูกผู้ปกครองใหม่ เลี้ยงดู .. และเนื่องจากกลุ่มเชลยขอมพวกนี้นับถือลัทธิพราหมณ์เป็นหลัก .. อันมีเทพเจ้าให้เคารพมากมาย .. การปกครองแบบพ่อปกครองลูกที่สืบทอดมาจากสุโขทัยจึงมีพัฒนาการไปสู่ "สมมุติเทพ" ตั้งแต่นั้นมา .. จากอิทธิพลความคิดของพราหมณ์ที่มากับเชลยขอมครั้งนั้น .. รวมทั้ง เวียง วัง คลัง นา ในสมัยพระบรมไตร ฯ .. ย่อมมาจาก พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร เป็นแก่นแกนของความคิด

ดังนั้น แม้กลุ่มอารยันที่มาถึงอินเดีย มาด้วยแนวคิดที่มีความหลากหลายในรายละเอียด แต่กรอบใหญ่ยังเป็น เรื่องเทพเจ้า สูงสุดอยู่นั่นเอง อันเป็นเชื้อปะทุในจิตวิญญาณของชนชาตินี้

หากมองในแง่รัฐศาสตร์ เราอาจพูดได้ว่า พระพุทธองค์คือนักปฏิวัติ ความคิดเรื่องเทพ เรื่องชนชั้นของคนยุคนั้น เพราะทันทีที่เข้ามาเป็นภิกษุในศาสนาพุทธ ความเป็น พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ก็ไม่มีอีกต่อไป .. ทุกคนเท่ากันหมด ..

 

โดย: สดายุ... 11 ตุลาคม 2555 20:35:36 น.  

 


สดายุ คะ..

อย่างนี้นะ ..เอาเป็นว่า ..ใครก็ตามที่ ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ( 6th century BC ) แล้วคนในสมัยเดียวกัน เช่นชาวบาบิโลเนีย ให้สมญานามว่า " ...นักประชาธิปไตย..The Liberator "
และได้ชื่อว่าเป็น"ผู้ประกาศสิทธิมนุษยชน" (declarations of human rights ) โดยบันทึกลงบนดินเผาที่เรียกว่า "Cyrus Cylinder " (ระหว่างปี 539 -530 BC )
เพราะเคารพ "ความเห็นต่างในเรื่อง ศาสนาและความคิด"
เปิดโอกาสให้ชาวยิว กลับไปถิ่นเดิมอันเป็นผืนดินของอิสราเอล(Land of Israel )....ยื่งใหญ่แค่ไหน...

แม้นขณะนี้ศตวรรษที่ 21 แล้ว ยังหาผู้มีประชาธิปไตยที่จะเคารพสิทธิมนษยชน ให้ใครใครได้กลับถิ่นเกิด..ยัง ย า ก...

นี่เรายังไม่พูดถึง การที่ชาวเปอร์เซียนทำศึก ขยายดินแดน โดยใช้ การเจรจาทางการฑูต และการค้า
ด้วยนโยบาย ยืดหยุ่นทางศาสนา (policy of religious tolerance ) ..วัฒนธรรมการดำเนินชีวิตอย่างสงบมีคุณภาพ..ด้วยการสร้างงานทางศิลป ..หนึ่งตำบลหนึ่งผลงาน..นะคะ

มิสซิส ชิริน เอบาดิ (Shirin Ebadi )ผู้รับรางวัลโนเบล(Nobel Peace Prize2003) กล่าวในงานฉลองว่า
"ฉันเป็นชาวอิหร่าน ผู้สืบเชื้อสายมาจาก ซีรุสมหาราช(Cyrus the Great)
-จักรพรรดิ์ ผู้มีอำนาจเมื่อ2,500 ปีมาแล้ว
-ผู้ที่ไม่ปกครองประชาชน หาก ประชาชนไม่ต้องการ
-ผู้ไม่บังคับให้ใครเปลี่ยน ศาสนา เปลี่ยนความเชื่อ และ ประกันเสรีภาพให้ ประชาชนทุกคน ...
กฎบัตรของซีรุสมหาราช(The Charter of Cyrus the Great ) ควรจะอยู่ในประวัติศาสตร์ของ เรื่องสิทธิมนุษยชนที่ เราควรศึกษา"

จากศตวรรษที่6 ก่อนคริสตกาล ..ถึงศตวรรษที่ 21 !!
นี่ล่ะ..มหาราชองค์จริง..king of the kings....!

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.29.162 12 ตุลาคม 2555 3:28:37 น.  

 

พี่ชาย..
สวัสดีค่ะ..
ปลายฝนต้นหนาวนี้..พี่ชายมีโปรแกรมท่องเที่ยวที่ไหนหรือยังคะ...
เหนือตอนนี้เริ่มหนาวแล้วค่ะ..
พี่ชายสบายดีนะคะ..

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.28.114 12 ตุลาคม 2555 10:04:05 น.  

 

มินตรา ..
อารยันเปอร์เชีย รับอิสลามไว้ตั้งแต่เมื่อไรนะ .. ?
แสดงว่าหัวอ่อนนะนั่น .. เชื่ออะไรที่เป็น ปาฏิหารย์ บ้าบอแบบนั้นได้ไง .. 55

วิเคราะห์ไว้ใน "ตรรกะวิภาษ" บทล่าสุดแล้ว ไปอ่านดูนะ




ฟางน้อย ..

พี่สบายดีค่ะ .. มีอาหารใต้ ทานที่ลำปางก็ โอ แล้ว

ปีใหม่นี้ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ไปไหนเลยค่ะ ..
เพราะสาวน้อยกลับจาก ทัสมาเนีย ที่หนาวกว่าทางเหนือไทยมากนัก และบ้านนอกมากมาย อาจเบื่อที่จะมาเหนือแล้ว .. พี่อาจลงไปทางทะเลตะวันออกแทนนะปีนี้ ..

โหยหาอาหารรสแซบริมทะเลระยองซะ .. อิๆๆ

อาหารเหนือ ไม่ถูกปากพี่ค่ะ ..
ฟางน้อนสบายดีนะคะ .. ท่านผู้อาวุโสสบายดีนะคะ ..

 

โดย: สดายุ... 12 ตุลาคม 2555 21:45:19 น.  

 


สดายุ..

ในศตวรรษที่19 นักวิชาการเช่น ฟรีดดริค ชเลเกอ( Friedrich Schlegel : 1772 -1829) เสนอความคิดว่าถิ่นฐานของชนชาติอินโดยูโรเพียนดั้งเดิม(Proto-Indo-European primary homeland) "อยู่ในอินเดีย "
แต่ นักวิชาการส่วนใหญ่ จะคิดอย่าง มักซ์ มูลเล่อร์(Max Müller :1823 -1900 )ว่า ถิ่นกำเนิดคือ "ยุโรป และเอเซียตะวันตก"
แต่เมื่อมีการค้นพบวัตถุโบราณคดีในศตวรรษที่20ที่อนาโตเลีย และกรีก
"ความคิดที่ว่า ภาษาสันสกฤต(Vedic Sanskrit) เก่าแก่ที่สุดในโลกนั้น หมดความสำคัญไป"

เมื่อค้นพบหลักฐานความเจริญในลุ่มน้ำสินธุ(The Indus Valley civilization (IVC)) ในปี1920
การค้นคว้าโดยใช้วัฒนธรรมชาวอารยันซึ่งเป็นชนชั้นสูง("advanced" Aryan people )จึงเปลี่ยนมาเป็นใช้หลักฐานจากประชาชนคนเดินดิน("primitive" aboriginal population) ไปจนถึง ประชาชนรุ่นคนเร่ร่อนผู้ที่ยังไม่สร้างวัฒนธรรม(nomadic people ) นี่เป็นแนวคิดกลางศตวรรษที่20 โดย เซอร์มอร์ไทเมอร์ วิลเ่ล่อร์(Sir Robert Eric Mortimer Wheeler :1890 -1976 ) นักโบราณคดีชาวอังกฤษและนักวิชาการร่วมสมัย ในปัจจุบันนี้

"ปลายศตวรรษที่ 20 ความคิดและการเก็บข้อมูลจึงเปลี่ยนไป" เป็นว่า..
อิทธิพลต้นกำเนิดของภาษาชาวอินโดอารยัน(language transfer) ได้แผ่ขยายไปทาง อินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณปี1500 ก่อนคริสตกาล..ต้นกำเนิดภาษาสันสกฤต..

เช่นเดียวกับ ภาษากรีกที่คนกรีกนำมาใช้ ระหว่างปี2100 และ1600 ก่อนคริสตกาล..กำเนิดวัฒนธรรมกรีก..

หรือกำเนิดยุโรปตะวันตกระหว่างปี 2200 และ 1300 ก่อนคริสตกาล..กำเนิดวัฒนธรรมยุโรป..

นี่เป็นผลจากการวิจัยทางDNA( genetic research) รวมทั้งหลักฐานวัตถุทางวัฒนธรรมในโบราณคดี

ฉะนั้น สดายุ ควรเปลี่ยน"วิธีวิเคราะห์แบบศตวรรษที่19 "มาเป็น "วิธีวิเคราะห์แบบศตวรรษที่ 20-21"
ฉบับ สหประชาชาติ (United Nations geoscheme)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.25.146 13 ตุลาคม 2555 0:58:57 น.  

 


สดายุ...
"อารยันเปอร์เชีย รับอิสลามไว้ตั้งแต่เมื่อไรนะ .. ?"

ปี 651 AD "หลังคริสตกาล"


"วิเคราะห์ไว้ใน "ตรรกะวิภาษ" บทล่าสุดแล้ว ไปอ่านดูนะ"
อ่านแล้วค่ะ ตั้งแต่กำลังเขียน ก็ทราบตั้งแต่นั้นว่า ยังตามทฤษฎีใหม่ในศตวรรษที่21 ไม่ทัน...แต่ไม่กล้าบอก..
ไม่ต้องการ วิวาท แต่ การที่สอนสิ่งที่คิดว่าถูกต้องที่สุด ดีที่สุด แล้วมาเยาะเย้ยผู้อื่นนั้น..ก็ควรจะรับทราบว่า.."ความก้าวหน้าทางวิชาการสมัยนี้นั้น รวดเร็วมาก"

"ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด

ยกแต่ชั่วดีกระด้าง ห่อนแก้ฤาไหว"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.25.146 13 ตุลาคม 2555 1:15:01 น.  

 

มินตรา

มีใครบอกว่าอารยันมีต้นกำเนิดอยู่ในอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ ?

ตามหลักฐานที่มีอยู่ ถิ่นกำเนิดอยู่แถวทะเลสาปแคสเปี้ยน หรือ เอเชียไมเนอร์ .. ทั้งนั้น เป็นพวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ .. ก่อนจะอพยพลงไปทางเปอร์เชียก่อนเป็นอันดับแรก แล้ว ค่อยอพยพต่อมาทางอินเดียตอนเหนือในลำดับต่อมา ..

การประเมินว่า บรรดานักปราชญ์ผู้รู้ "น่าจะ" ปะปนอยู่ในกลุ่มที่อพยพเลยเถิดมาถึงอินเดียเป็นส่วนใหญ่ ก็มาจากการให้กำเนิดลัทธิต่างๆมากมาย เท่านั้น .. ตรงนี้ไม่มีใครฟันธงได้หรอก เพราะไม่เห็นกับตา ... 55

เรารู้ได้จากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า อารยันเปอร์เชีย ไปรับเอาลัทธิของชาวอาหรับมาใช้ เพียงแต่เบี่ยงเบนกันในรายละเอียด เป็น ชีอะห์ แทนที่จะเป็น สุนหนี่ แบบซาอุ ฯ
เท่านั้นเอง ..

เขาไม่มีความเชื่อเป็นของตนเองมาแต่ดั้งเดิมอะไรเลย ..

ก็รู้อยู่ว่า อิสลาม เป็นลัทธิของพวกอาหรับที่ลอกแนวคิดของยิวมาอีกที .. อารยันอิหร่านรับเอามาเคารพนับถือ ..

แต่อารยันอินเดียไม่รับแม้จะถูกราชวงศ์มุสลิมปกครองอยู่หลายปีช่วง ราชวงศ์โมกุลปกครองอินเดีย (ชาห์ เจฮาน ผู้สร้าง ทัชมาฮาล ก็เป็นนึ่งในนั้น) ก็ตาม

ที่มี มุสลิมอยู่ถึง 100 กว่าล้านคนในอินเดียปัจจุบันนี้ .. ก็สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากกลุ่มคนพวก ศูทร จัณฑาล เป็นหลัก ที่เสียเปรียบ ต่ำต้อยอยู่ในศาสนาเดิม

เพราะไม่คิดว่า พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ที่ได้เปรียบในสังคมจะยอมเปลี่ยนศาสนามาเท่าเทียมกับพวกที่ต่ำกว่า (ในความคิดพวกเขา)

และ "การอพยพครั้งใหญ่" จากเอเชียไม่เนอร์มาลงหลักปักฐานในอินเดียตอนเหนือริมเทือกเขาหิมาลัย ก็ประเมินเอาจากอายุพุทธศาสนาเป็นเกณฑ์ คือ 2600+1200-1500 = 3800-4100 ปี โดยประมาณ

2600 ปีคือนับจากปัจจุบันไปจนถึงปีที่พระพุทธองค์ตรัสรู้
1200-1500 ปีก่อนหน้านั้นคือระยะเวลาตั้งแต่การอพยพมาลงหลักปักฐาน รบราฆ่าฟันแย่งชิงดินแดนกับชนพื้นเมืองเดิม มิลักขะ (รามเกียรติ)

แล้วชนะแล้วสร้างบ้านแปงเมืองแล้วกระทบกระทั่งกันเองแล้วแบ่งฝ่ายรบพุ่งกันเอง (มหาภารตยุทธ)

จนให้กำเนิดปรัชญาพราหมณ์ ลงหลักปักฐานครอบหัวคนมายาวนาน .. จนเริ่มต้นการปฏิรูปรั้งใหญ่ (ยุคอุปนิษัท) เพื่อต่อสู้กับลัทธิเกิดใหม่ทั้งหลาย .. อันกินเวลาเป็นพันปีคร่อมยุคพุทธกาล .. ก่อนจะมาเป็นฮินดูในปัจจุบัน

และภาษาสันสกฤต ก็เป็นภาษา"ทางการ"ของอารยันอินเดีย ที่มีกฎเกณฑ์ซับซ้อน ยุ่งยาก อันรู้ได้เฉพาะชนชั้นมีการศึกษาเท่านั้น .. ส่วนภาษาชาวบ้านคือ บาลี นั้นก็มีใช้กันในแคว้นมคธยุคพุทธกาล และเป็นภาษาที่จดจารคัมภีร์ทางศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศก
.
.
.
ไม่เคยมีใครพูดว่า อารยันมาจากยุโรป ? .. (แต่สันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งอพยพไปทางยุโรป คือเยอรมัน จนมาคลั่งไคล้สุดขีดในช่วง WW2)

มินตราเอามาจากไหน มาพูด ?

 

โดย: สดายุ... 13 ตุลาคม 2555 5:39:11 น.  

 

พี่ชาย

น้องรับทราบค่ะ..
21 นี้ น้องก็เคลียร์งานและที่เรียนแล้วเหมือนกัน
จะเดินทางไปจีนค่ะ

ฝากระลึกถึงทุกคนด้วยนะคะ
อาหารใต้รสแซบๆคงอร่อยนะคะทานแล้วปากคงแดงๆค่ะ
ยังคิดถึงพี่ชายเสมอค่ะ

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.3.22 13 ตุลาคม 2555 21:51:11 น.  

 

ฟางน้อย
จะไปเรียนต่อที่จีนเหรอคะ
หรือไปเที่ยว

ขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัยค่ะ

 

โดย: สดายุ... 14 ตุลาคม 2555 13:34:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.