Group Blog
 
<<
มกราคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 มกราคม 2557
 
All Blogs
 

O ก่อน .. มาฆะมาส .. O








เพลง .. บังใบ
วงกอไผ่



O เกิดขึ้นแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
หรือคงอยู่นับนานแต่กาลไหน
รู้แต่ว่าหยอกยั่วกับหัวใจ-
จนอ่อนไหวอ่อนหวานมานานครัน
O กุหลาบแดงช้อยช่อขึ้นรอแดด
เพื่อคอยแวดล้อมใจผู้ใฝ่ฝัน
มอบ-รับความอาลัยมีให้กัน
กลีบดอกนั้นกรุ่นหอม .. จึงพร้อม-รอ
O ความรู้สึกผูกพันแห่งวันวาน
ราวส่งผ่านนัยชู้ขึ้นชู-ล่อ
เต็มอยู่ด้วยความหมายอันฉายทอ
เหมือนมาลย์ช่อเสียดชั้นอย่างบรรจง
O ว่อนวางที่กลางทรวง-คือห่วงใย
หมุนรอบความอ่อนไหว .. เวียนในสง-
สาร, วัฏฏะเปลี่ยนรอบ .. กี่รอบวง
ยังจำนงรอบชู้เกินรู้คลาย
O รัดรึงใจทั้งดวง-ด้วยบ่วงคล้อง
จากมือของรูปเงาที่เฝ้าหมาย
ความอาวรณ์, คร่ำครวญเอาม้วนปลาย
ผูกเหน็บเป็นเงื่อนตายเกินคลายคลอน
O กุหลาบแดงหอมล้ำ..กรุ่นกำจาย
เช่นเจ้าสายสวาดิน้อยเฝ้าคอยซ่อน-
สอดหอมหวานโลมรุกไปทุกตอน
จนสุดถอนทอนค่า .. แม้นนาที
O ภาพนั้น-วงแขน, กร-อันอ่อนเรียว
ราวคล้องเหนี่ยวเข้าหารูปราศี
และคล้ายเสียงหัวใจ .. ค่อยไหว-วี
บอกใจที่คอยสดับ .. ให้รับรู้
O แฝงรอบความอาลัยจากใจนั้น
ฝากรำพันพากย์เผยรำเพยสู่
หอมดอกมาลย์, ลมร่ำ, ความดำรู
ก็พร้อมอยู่รอใจ .. เอื้อม-ไขว่คว้า
O แฝงกลิ่นรสหอมหวานอยู่นานเนิ่น
จวบจำเริญรูปลักษณ์เกินหักฝ่า
กับความหมายบ่งฟ้อง .. ในสองตา
ก็เหมือนว่าเกินคิดจะปิดบัง
O ผ่านคาบหนาว, เข้าฝนน้ำหล่นร่วง
หากแสงดาวสองดวงยังช่วงปลั่ง
และเสียงพากย์เบาแผ่ว .. ราวแว่วดัง
ให้ยินฟังเสพความ .. เอาตามใจ
O กลีบกุหลาบหล่นร่วง .. กลางท่วงที-
ของวาดวีลมย้อน, ผู้อ่อนไหว-
ก็หล่นดวงจิตคว้าง .. ว่อนวางใน-
การโอบไล้รำร่ายแห่งสายตา
O พลิ้วพลิก .. พลิกคว้าง - กลีบบางร่วง
เกลื่อนรูปไปทุกช่วง - ความห่วงหา
คือภาพพจน์งดงามเจ้าล่ามคา
แนบรอบอาวรณ์ยื่น – ให้ตื่นรับ
O พลิ้วพลิก .. พลิกคว้าง – ใจคว้างร่วง
อาลัย-หวงห้อมห่มแทบจมดับ
ด้วยรูปนามเฉิดโฉม - ลงโถมทับ
โจมเข้าจับอารมณ์ให้สมยอม
O มอบ-รับ, ตอบสู่-ด้วยรู้ว่า-
บางคุณค่าร่ำรอร่วมหล่อหลอม-
กอปรความหวานหอมล้ำให้ด่ำดอม
คอยรอบล้อมรูปเงาอยู่เช้าเย็น
O ตอบรับความสู่ .. จึงรู้ว่า-
แรงห่วงหารอคอยละห้อยเห็น-
ของบางใจเหงาเงียบ .. นั้นเพียบเพ็ญ
คอยบีบเค้นรุมเร้า .. แต่เฝ้าคอย
O หวัง-งามค่อยลุกลามในความเงียบ
ทอดคำนึงเลาะเลียบความเงียบหงอย
แม้นไร้คำเอื้อนเอ่ย-กลับเผยรอย-
ความละห้อยห่วงหา .. แสนอาลัย
O หมาย-งามจะลุกลามเกินห้ามหัก
จนเป็นรักสุมซ้อนความอ่อนไหว
เมื่อเผยตอนงดงามของความนัย
จึงเตรียบใจรับคำ .. พร้องรำพัน
O เหมือน-งามจะเผยงามอยู่ท่ามกลาง-
รูปพยางค์-พากย์นัย .. แรงใฝ่ฝัน
รูปนามเอย .. พิสวาดิ ฤๅ-อาจกัน
เมื่องามนั้นหล่นร่วง .. แนบดวงใจ !




 

Create Date : 31 มกราคม 2557
18 comments
Last Update : 19 พฤษภาคม 2562 21:02:03 น.
Counter : 3073 Pageviews.

 


ดายุ..

มานั่งใคร่ครวญว่าทำไม้ทำไมจึงใช้ชื่อบทนี้ว่า

"O ก่อน .. มาฆะมาส .. O"
เพิ่งทราบว่า วันมาฆบูชา.ปีนี้ตรงกับวันที่14 กุมภาพันธ์ 2557, วันวาเลนไทน์

มิน่าล่ะ..จึง...
"O กุหลาบแดงหอมล้ำ..กรุ่นกำจาย
เช่นเจ้าสายสวาดิน้อยเฝ้าคอยซ่อน-
สอดหอมหวานโลมรุกไปทุกตอน
จนสุดถอนทอนค่า .. แม้นนาที"

ที่..".O ว่อนวางที่กลางทรวง-คือห่วงใย
หมุนรอบความอ่อนไหว .. เวียนในสง-
สาร, วัฏฏะเปลี่ยนรอบ .. กี่รอบวง
ยังจำนงรอบชู้เกินรู้คลาย"

หวานเหลือเกิน นะ หลวงพี่ !



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.8.20.77 31 มกราคม 2557 12:25:20 น.  

 

มินตรา ..

เป็นความบังเอิญโดยแท้ที่ปีนี้วันมาฆะบูชาของพุทธ มาตรงกับวันแห่งความรักของฝรั่งเข้าได้ ..

บางคนที่มีคู่รอควงกันไปนั่ง dinner ใต้แสงเทียนตามวาระพิเศษก็คงดูสดชื่นมีชีวิตชีวา ไปตามเทศกาล

แต่คนที่โดดเดี่ยวเดียวดาย (อย่างคนที่เขียนกลอนบทนี้ .. ) คงได้แต่จิบไวน์ (หรือกาแฟ - เพราะถูกดี) กับฝาผนังเท่านั้น - 55

วันแห่งความรัก .. ทำให้นึกถึงหนุ่มสาวหน้าตาดีเดินควงคู่ไปไหนมาไหนกันพลุกพล่านแถว สยาม-ราชประสงค์ ช่วงที่ยังอยู่กรุงเทพทุกปี - และหากเรามีคนของเราอยู่เคียงข้าง - บทกลอนนารีปราโมชจะพรรณนาออกมาไม่ยาก และอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติมาก

O พลิ้วพลิก .. พลิกคว้าง – ใจคว้างร่วง
อาลัย-หวง .. ห้อมห่มแทบจมดับ-
ด้วยรูปนามเฉิดโฉม - เจ้าโถมทับ
จู่เข้าจับอารมณ์ให้สมยอม
O พลิ้วพลิก .. พลิกคว้าง - อยู่กลางฝัน
คือ-รูปฉันทาคราญอันหวานหอม-
กลางอกแขนกักกุม .. ร้อนรุ่ม, พร้อม-
การแนบน้อมคันธารส .. เพียงรสเดียว !


 

โดย: สดายุ... 31 มกราคม 2557 14:31:05 น.  

 


สดายุ..


"แต่คนที่โดดเดี่ยวเดียวดาย (อย่างคนที่เขียนกลอนบทนี้.. )".
อย่ามาทำเป็นออเซาะ..!555

"กลางอกแขนกักกุม .. ร้อนรุ่ม, พร้อม-
การแนบน้อมคันธารส .. เพียงรสเดียว !"
อย่างนี้ เรียกว่า แต๊ะอั๋ง ใช่ไหมนี่..
วันนี้วันตรุษจีน เค้า แต๊ะเอีย กันมิใช่รึ..555

มาต่อกลอนต่อปากต่อคำกันเยี่ยงนี้ เดี๋ยวสาวสาวจะหนีหมดเพราะ นึกว่าเรา จีบกันไปจีบกันมา..

ทั้งทั้งที่เพียง จีบปากจีบคอใส่กันเท่านั้นเองนะ.
.แก้เหงา..

อ้อ..สังเกตุดูนะคะ ตั้งแต่มีใครมาต่อปากต่อคำด้วย..ดายุช่างสรรหาคำแล้วใส่ความรู้สึกลงไปด้วย จึงไพเราะเพราะพริ้งมีชีวิตชีวากว่าการเลือกคำสวยสวยมาใช้แต่เพียงอย่างเดียว..ว่าไหมเอ่ย..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.8.20.77 31 มกราคม 2557 19:05:58 น.  

 

มินตรา ..

อยู่บ้านนอกคอกนา .. อย่างเจียมตัว
มีแต่วัวแต่ควายให้หมายเห็น
ไฉนเลยรูปนามโฉมงามเพ็ญ
จะเผยรูปเดินเล่นให้เห็นงาม ?

55

อันว่า "คันธา" มาจาก "คันธะ" แปลว่ากลิ่นหอม
รส ก็คือรสชาติ ..
คันธารส ก็คือ รสอันหอมหวน
จะมีสิ่งใดหอมกว่า เสน่หาในหนุ่มสาวได้เล่า ?
จบหอมนี้เมื่อใด ก็เมื่อนั้น ..

สรวงสวรรค์ชะลอลงที่ตรงหน้า
รับแววตาอาวรณ์แสนอ่อนไหว-
ที่เพรียกอกแขนอุ่นแนบอุ่นไอ
เพื่อจะให้เสียงระส่ำ .. แผ่ว .. พร่ำเพ้อ !

การเขียนกลอนเมื่อเห็นภาพ จะค่อนข้างได้อารมณ์มากกว่าการเอาแต่นั่งประดิษฐ์คำให้ลงตัวแล้ววางลง ..

แต่อย่างแรกต้องรู้สึกกับ"คู่กรณี" นั้นจริงๆ เสียก่อน

 

โดย: สดายุ... 1 กุมภาพันธ์ 2557 5:44:29 น.  

 



ดายุ..

"อยู่บ้านนอกคอกนา .. อย่างเจียมตัว
มีแต่วัวแต่ควายให้หมายเห็น
ไฉนเลยรูปนามโฉมงามเพ็ญ
จะเผยรูปเดินเล่นให้เห็นงาม ?"

นี่ร่ายกลอนสด เลยนะนี่..น่ารักเชียว..


ส่วนตรงนี้
"กลางอกแขนกักกุม .. ร้อนรุ่ม, พร้อม-
การแนบน้อมคันธารส .. เพียงรสเดียว !"

กับตรงนี้

"ที่เพรียกอกแขนอุ่นแนบอุ่นไอ
เพื่อจะให้เสียงระส่ำ .. แผ่ว .. พร่ำเพ้อ !"

นี่ อายุต่ำกว่าแปดสิบ ห้ามอ่านนะ เดี๋ยวจะใจแตก..
ท่านเล่นเขียนซะ"เห็นภาพ"เลย...
นี่ไงคะที่แม่สอนว่า อย่าอยู่สองต่อสองกับผู้ชายในห้องคนเดียว..555
นี่มีสาเหตุมาจากที่ ห้องนี้มีแต่คนมาอ่านแต่ไม่มาโพส..น่ะเอง

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.12.112.183 1 กุมภาพันธ์ 2557 14:58:27 น.  

 

สดายุ

Erotic poemนี่ ภาษาไทยเรียกว่า อะไรนะคะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.12.112.183 1 กุมภาพันธ์ 2557 15:24:45 น.  

 

มินตรา ..
บทกวีของไทยแบ่งออกเป็น

1. เสาวรจนี (บทชมโฉม) คือการกล่าวชมความงามของตัวละครในเรื่อง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งตัวละครที่เป็นอมุนษย์ มนุษย์ หรือสัตว์

2. นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยวโอ้โลม) คือ การกล่าวแสดงความรักในการพบกันระยะแรกๆ และในตอนโอ้โลม ก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย

3. พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่น้อยไปจนมาก จึงเริ่มตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประขดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง

4. สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก
.
.
ทีนี้หากพิจารณาคำอธิบายก็จะเห็นได้ว่า erotic poem ซึ่งก็คือ บทสังวาส (make love) ถูกจัดอยู่ในนารีปราโมชนั่นเอง แต่เป็นช่วงตอนจบของเรื่องราวทั้งปวง .. แบบ"กระทำการให้ลุล่วง"อย่างที่ไม่ต้องมาคอยห่วงว่าจะมีชายใดมาแย่งไปได้อีก - 55


กวีโบราณ เขียนบทเกี้ยวพาราสีจะไม่ค่อยละเมียดละไมนัก .. ลองไปอ่านขุนช้างขุนแผนดู การเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมยในการใช้บุคคลาธิษฐานก็ออกจะเชยๆด้วยซ้ำ ..

เพราะยุคนั้นจินตนาการของกวีคงเป็นแบบ "traditional method" ทั้งสิ้น

ขณะที่คนในโลกปัจจุบันรู้จัก "innovative method" กันหมดแล้วย่อมละเมียดละไม และเชี่ยวชาญกว่ากันมากนัก
อันสามารถสร้างความพึงใจของสตรีมากเป็น 100 เท่า 1000 ทวี

อันนี้พูดเชิงวิชาการนะ - ขอย้ำ (อย่างเคร่งขรึม)

..........

ทีนี้เมื่อต้องการวิเคราะห์อารมณ์ของ"คู่กรณี" ..
เราจำต้องศึกษาธรรมชาติของหญิงผ่านชนชาติที่มีการแสดงออกอย่างเปิดเผยมากกว่าของไทยเรา .. ซึ่งธรรมชาติของเพศย่อมไม่ต่างกัน .. แต่ของเขากล้ากว่า ชัดเจนกว่า อย่างสาวทางละตินอเมริกา หรือ ยุโรป

จึงจะสามารถเข้าใจ erotic poem ได้อย่างแท้จริง .. เพราะหลายอย่าง "แม่" คงไม่ได้สอนหรอก

erotic poem จึงไม่มีกวีหญิงไทยคนไหนจะกล้าเขียน - จริงไหม ?

 

โดย: สดายุ... 1 กุมภาพันธ์ 2557 16:09:54 น.  

 


ดายุ...

นี่ความรู้ใหม่สำหรับมินตรานะคะ เรื่องบทกวีของไทยนี่..
แล้วเรื่อง"100 เท่า 1000 ทวี" นี่ ก็อยากรู้นะ แต่ไม่ถามดีกว่า ดูท่าจะพลาดท่า สดายุ เดี๋ยวจะเข้าเนื้อ..!
เพราะดูแล้ว ท่าทางจะกำลังแต่งตั้งให้มินตราเป็น"คู่กรณี" ไปซะแล้ว.
สมัยนี้ เชยมาก หากเป็นแฟนกวีแบบสดายุ นายนรินทร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง..ต้องเป็นแฟนแกนนำแบบจักรภพ หรือเพื่อนพ้องน้องพี่ หรือ ลุงกำนัน..555

ความจริงต้องการจะเป็น "นางในวรรณคดี" เท่านั้นนะ
แต่มิใช่นางวันทอง หรือ ผีเสื้อสมุทร..!!

"แด่มินตรา"สักบทซิคะเผื่อจะยอมเชย ได้555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.12.112.183 2 กุมภาพันธ์ 2557 4:24:25 น.  

 



มินตรา ..
พอดีไปเห็นภาพข้างล่างนี้เข้า .. ก็เลยนึกถึงกลอนบทนี้ใน สายธารกาลเวลาได้ .. ดูๆจะเข้ากับเนื้อหาได้อยู่





O อุทธัจเผยในเนตร .. หลบเลศสื่อ
ดูเถิดหรือ .. มองคนเสียจนเขิน
รูปหนึ่งนั่ง .. อีกผู้ก็ดูเพลิน
แววตาเย้าหยอกเอิน .. ไม่เกินเลย
O สมคำลือ .. ผิวพม่าในตาแขก
รูปหน้านี้งามแปลก .. แต่แรกเผย
เนตรคมปลาบอ่อนละมุนพาคุ้นเคย
เมื่อยามเอ่ยเอื้อนคำ .. ก็ย้ำชัด
O ค่อยค่อยผ่านรูปพิจิตร .. ให้พิศเพ่ง
จนความเปล่งปลั่งย้อน .. สุดผ่อนผลัด
ค่อยโหมความหอมหวานเกินทานทัด
ใจชายก็ป่ายปัด .. โดนพัดพา
O คือ .. ผูกพันเอ็นดู-ที่รู้สึก
จำหลักลึกลงทรวง .. เพื่อห่วงหา-
ได้สั่งสมกำลังเหนี่ยวรั้งพา-
ปรารถนาซ่อนเร้น .. ออกเห็นรอย
O บริสุทธิ์สดใส .. รูปใครสั่ง-
มาหยัดหยั่งทรวงแล้ว .. แม้นแผ่วค่อย-
หากอารมณ์ใจหนึ่ง .. เริ่มซึ้ง-คอย
เต็มละห้อยห่วงเห็น .. อยู่เช่นนั้น
O ค่อยค่อยเผยภาคพิจิตรให้พิศเพ่ง
ค่อยค่อยเปล่งความนัย-ความไหวหวั่น-
ให้สัมผัสรัดร้อย .. รอคอยวัน-
ผูกเงื่อนบ่วงสัมพันธ์ .. ให้มั่นคง


เวลาเขียนกลอนนารีปราโมช จะต้องมี"รูป"ให้จินตนาการเสมอไป .. หาไม่แล้วก็จะไปไม่เป็นเลยทีเดียว 55

สาวน้อยแบบนี้ คือวัยนักศึกษา เป็นวัยที่เริ่มมีธรรมชาติของ "จริตหญิง - จริตจะก้าน" ซึ่งเรียกร้องสายตาเพศตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (แต่หากมากเกินไปก็จะมองออกไม่ยากว่าเป็นการ พยายาม"ปรุงแต่ง" ขึ้นมา .. ก็จะขาดเสน่ห์แห่งวัยไป)

ความน่ารักสวยงามนี้ เพศชายไม่มี จึงต้องการสัมผัสและพึงใจเมื่อได้ประสบ (มากกว่าเพศหญิงด้วยกัน)

เพราะเพศหญิงมีความงามมากกว่าเพศชายโดยสรีระเรือนร่าง .. เพศชายขาดสิ่งนี้จึงให้ความสำคัญ

ในขณะที่เพศหญิงกลับมองหา .. ความฉลาด ความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ ความเป็นผู้นำ และความมั่นคงทางฐานะ มากกว่าความสวยงามของเพศชาย (เพราะตัวเองมีความสวยงามอยู่แล้วจึงรู้สึกเฉยๆ) เพราะต้องการสืบทอด ความสามารถลงไปในเชื้อสายตัวเองที่จะเกิดมา

อันนี้ว่าด้วยเรื่องมานุษยวิทยา

55

 

โดย: สดายุ... 2 กุมภาพันธ์ 2557 7:38:07 น.  

 


ดายุ..

อย่างกะเล่น memory แน่ะ !
ภาพที่นำมาลง กับกลอนที่เลือกมาบรรยายนี่ตรงกับ" ไพ่ที่อยู่ในมือ"เลยนะ..
ดายุนี่.. สงสัยจะเป็นหมอดูไอที หรือไม่ก็ต้องรู้จักมินตราตัวจริงใช่ไหม..มีsixth sense นี่นะ..

ต้องเรียนให้ทราบก่อนนะ ว่า "บุษบามินตรา"นี่ เป็นเพียงนามที่ไม่มีตัวตน จับต้องมิได้นะ..
เธอจะตั้งตัวเป็น"นางในวรรณคดี"ของดายุ เท่านั้น..
เพราะ ทั้งนายนรินทร์ ทั้งเจ้าฟ้ากุ้ง นี่ เกินจะไขว่คว้าแล้ว..555

"แม่บอกว่า".. ไม่ให้คบหาพูดจากับใครที่เราไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า..เค้าไม่รู้จักเรา จะรังแกเราได้..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 178.12.34.151 2 กุมภาพันธ์ 2557 15:21:54 น.  

 


มินตรา ..

บุษบามินตรา .. [n.] Canna indica Linn. [syn.] พุทธรักษา,ต้นพุทธรักษา


อ้อ .. แม่ดอกพุทธรักษา นี่เอง
ที่จริงชื่อดอกไม้นี้เป็นมงคลดีนะ .. พุทธ-รักษา


พุทธรักษา
.
.
.

พุดซ้อน

ส่วน พุดซ้อน สีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม ..
สมัยอยู่ที่สมุย ที่โรงเรียนมีปลูก เวลาออกดอกสวยมาก เพราะใบสีเขียวเข้มจึงตัดกับสีขาวมากทำให้ดอกดูเด่น

O กรุ่นหอมกุสุมาลย์ละลานถิ่น
เพรียกปีกผึ้งภุมรินแต่สิ้นสาย
กลางรุ่งเรื้องสูรย์ส่องแสงผ่องพราย
โลมอุ่นอายอบร่ำใส่คำนึง
O จนเพลงแผ่วแว่วหวานได้ผ่านโสต
แต่งปราโมทย์ซ่านใส่หัวใจหนึ่ง
ภพภาพอันนฤมิตที่ติดตรึง
คือแสงแรกงามซึ้งเช้าหนึ่งนั้น
O โคมฟ้าแห่งอรุณเมื่อหมุนคว้าง
หยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ก็หยุดกลั่น
ลิขิตช่วงท่วงทีแห่งชีวัน
มฤคพรรณพฤกษ์สรรพ .. พลอยรับรู้
O กรุ่นบุหงาราตรีต้องลี้กลิ่น
แต่เมื่อสิ้นผกายจันทร์ .. จะหันสู่
ทั่วหล้ารออบร่ำความดำรู
แต่เช้าตรู่ตราบเย็น .. ไม่เว้นวาย


บอกแม่ว่า .. วัยปูนนี้แล้ว ใครจะรังแกได้ 55




 

โดย: สดายุ... 2 กุมภาพันธ์ 2557 21:04:53 น.  

 


ต๊าย..สดายุ..

"สมัยอยู่ที่สมุย"..นี่ ลุงกำนันนี่คะ!

ผิดสีผิดตัวแล้วล่ะค่ะ..555
ขอรัก จักรภพ ต่อนะ555

"บุษบามินตรา .. [n.] Canna indica Linn. [syn.] พุทธรักษา,ต้นพุทธรักษา"
นี่ยิ่งไม่ใช่เลยค่ะ

และเป็นปัญหาที่Wikimediaกำลังตั้งหน่วยงานร่วมกันแก้ไข การให้ความรู้ทาง อินเตอร์เนต อยู่..
มีการประชุมปีละครั้ง เมื่อปี2013ประชุมที่แบร์ลีน..


สาเหตุของคำนี้มาจากว่าพจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร.ระบุว่า บุษบามินตรา เป็นคำชวา..แปลว่าดอกพุทธรักษา
แล้วมิได้ใส่ภาษาละตินชื่อทางพฤกษศาสตร์ของดอกไม้กำกับไว้ ว่าเป็นชื่อGardenia

จึงมีผู้ที่คิดว่ารู้ ไปหาชื่อทางพฤกษศาสตร์ ของคำว่า "พุทธรักษา"มาใส่ไว้ ซึ่งไปตรงกับCanna
แต่ภาษาชวาน่ะ หมายถึงGardenia

บุษบามินตรา=Gardenia

เป็นชื่อที่นักธรรมชาติวิทยาสองท่านคือ Carl Linnaeus และ John Ellisตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักธรรมชาติวิทยา (naturalist)ชาวสกอตชื่อ Dr. Alexander Garden (1730-1791)

ชื่ออื่นๆ : เคดถวา (เหนือ) พุดจีน พุดใหญ่ (กลาง) พุทธรักษา (ราชบุรี).
ชื่อสามัญ : Gerdenia, Cape jasmine, Garden gardenia, Kaca piring, Bunga cina (มาเลเซีย)
ชื่อสามัญ: Cape jasmine, Gardenia jasmine
ชื่อพื้นเมือง: พุดจีน พุดใหญ่ อินถะหวา เค็ดถวา แคถวา ซัวอึ้งกี่ จุยเจียฮวย

Gardenia jasminoides จีนเรียกว่า zhīzi (栀子) ญี่ปุ่นเรียกว่า kuchinashi (梔)

ค่ะ มีแหล่งกำเนิดที่เมืองจีนและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับดอกกุหลาบดอกแรกในโลกนั่นล่ะค่ะ..

ทำไมมินตราจึงเรียกว่า"พุทธรักษา"น่ะรึ..เพราะว่าเรียกตามคนในตระกูล..แบบคนราชบุรี ไงคะ
ราชบุรีและหัวเมืองชายทะเลเป็นฐานที่ตั้งของพวกขุนนางบุนนาคเพราะค้าขายเดินเรือระหว่างทวีป

เมื่อสมัยที่มีการค้าระหว่างยุโรปกับจีนนั้น..พ่อค้าเปอร์เซียนี่แหละ ที่หาเครื่องหอม ในการทำน้ำหอม ทำยารักษาโรค ไปค้าขายในยุโรป..จนคนยุโรปคิดว่า เครื่องหอม เครื่องเทศนี่ ผลิตในประเทศอาหรับ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..ความรู้ที่หาได้ในอินเตอร์เนตนั้น เป็นความรู้แบบลวกลวก หาความลึกซึ้งไม่ได้..เพราะยังอยู่ในระยะเริ่มต้นจึงมีทั้งผู้ที่รู้จริง และรู้ไม่จริงปะปนกันอยู่.
.แต่มีกติกาตั้งไว้ว่า ใน วีคิพีเดียนั้น ต้องแก้ไขได้ตลอดเวลา

ผู้ใดที่ใส่ผลงานนี้ไว้ กรุณาแก้ไขนะคะ...อายเค้า..
แล้วอย่ามาอ้างตนว่าเป็น"กรมวิช่าการ"ของกระทรวงเกษตรล่ะยิ่งแสดงความชุ่ยทางภาษาและขาดการค้นคว้าใหญ่..!

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 3 กุมภาพันธ์ 2557 4:41:45 น.  

 

มินตรา ..

ลุงกำนันน่ะมาจาก อ.พุนพิน ที่ชาว"บ้านดอน" (คนในตัวอำเภอเมือง เรียกต้นกำพืดของกำนันว่า "ท่าข้าม" เป็นอำเภอทางผ่านระหว่างการเดินทางในยุคก่อนสำหรับคนที่จะข้ามไปเกาะสมุย .. แต่เดี๋ยวนี้เขาขับรถขึ้นเรือที่ อ.ขนอม นครศรีฯ กันหมดเพราะสะดวกกว่า) - โปรดทราบตามนี้


อ้อ .. ว่าด้วยเรื่องพฤกษศาสตร์ยาวเหยียด เพียงเพื่อจะบอกว่า .. บุษบามินตรา คือ พุดซ้อน ?

เพราะพอเอา Gardenia ไป search หาใหม่ก็พบว่าเป็นดอกพุดซ้อนทั้งสิ้น

ซึ่งในสายตาผมมองว่า ดอกพุดซ้อน สวยกว่านะ .. ส่วน แม่ดอกพุดซ้อน จะสวยหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบขะรับ 555

รู้แต่ว่า สาวน้อยในรูปสวยได้ใจในบางมุมมอง
เอ้า ดูกันอีกรูป ..



กำลังว่าจะไป อัมพวา อยู่พอดี
55

 

โดย: สดายุ... 3 กุมภาพันธ์ 2557 5:29:20 น.  

 


ดายุ

สวยซิคะ..นี่ว่าเองเออเองนะ 555
สาวในภาพนี่ลูกสาวใครนะ ท่าทางจะซนซน

อัมพวานี่ ท่าทางจะชอบสาวชาววังน่ะนี่..
ดายุ ตื่นเช้านะ สงสัยจะไปรับบาตร..555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 3 กุมภาพันธ์ 2557 5:54:03 น.  

 

มินตรา ..

ชอบบรรยากาศแถวนั้น .. เคยมีเพื่อนอยู่แม่กลองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ไปเที่ยวกันบ่อย แถมมีเพลงลูกทุ่งดังเกี่ยวกับพื้นถิ่นนี้หลายเพลง

ลาสาวแม่กลอง
มนต์รักแม่กลอง

สาวๆชาวเมืองหลวง ไปเที่ยวกันเยอะเพราะใกล้ ไปเช้ากลับเย็นได้ .. บรรยากาศที่ไหนจะน่ารื่นเริงมากไปกว่าที่ที่หนุ่มสาวไปรวมตัวกันมากๆเล่า ..

colour-full
beauty-full

ผมชอบไปอยู่สองที่ อยุธยา กับ อัมพวา นี่แหละ
มินตรามาเยี่ยมเมืองไทยเมื่อไร จะพาไป

 

โดย: สดายุ... 3 กุมภาพันธ์ 2557 6:28:33 น.  

 

ดายุ..

ขอบพระคุณค่ะ ผูกพันกับทั้งอยุธยาและอัมพวา
ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม
แต่อัมพวาน่ะเพราะเคยมีแฟนเสียงเดียวกับเอื้อ สุนทรสนาน นักร้องประจำคณะที่เรียนอยู่..มีงานที่คณะทีไร จะร้อง "โฉมเอยโฉมงามอร่ามแท้แลตะลึง"..ทุกที จนใครใครเขื่อกันหมดว่า มินตรามีโฉมงาม 555

นึกว่า ดายุมีแต่จิตติดเสน่ห์เมืองสุพรรณ เท่านั้นนะ..นี่มีความรักใคร่ใยดีกับสาวอัมพวาด้วยเนอะ..

ทราบไหมว่ามินตราโปรดขนมไทยไทย ที่ห่อใบตองน่ะ พวกขนมกล้วย ขนมสอดไส้..หรือที่ใส่กระทงเล็กเล็กพวกขนมตะโก้ ขนมลืมกลืน..ขนมถ้วยที่ต้องใช้ไม้พายเล็กเล็กตักกินเอง ก็ชอบ..ชอบทุกอย่างที่ประดิษฐ์ประดอยน่ารักน่าเอ็นดู..

ตลาดน้ำนี่ เป็นเขตอารยธรรมสูงของไทยทีเดียวนะคะ.. รู้สึกสนิทใจและคุ้นเคยทีเดียว..
ชอบเล่นดอกลำพูด้วยค่ะ..เมื่อก่อน เอามาทำเป็นร่ม..สวยเชียว..รู้จักไหม..

แต่ตอนนี้ รัฐบาลเยอรมัน "แนะนำ"ว่า ยังไม่ควรไปเมืองไทยเพราะเกรงความปลอดภัย..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 3 กุมภาพันธ์ 2557 13:41:48 น.  

 

มินตรา ..

อยุธยาน่ะ ชอบเพราะชอบประวัติศาสตร์ .. อยากเดินหายเข้าไปในเจดีย์เก่าๆแล้วไปโผล่เอาช่วง เจ้าสามพระยากำลังจะยกไปตีขอมที่นครวัด อย่างที่เขียนใน "ชั่วฟ้าดินดับ" นั่นเลย 55

ส่วนสุพรรณนี่ไม่ค่อยได้ไป ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับผม
ที่ชอบตลาดน้ำ มันก็เริ่มมาจากดำเนินสะดวกก่อน .. คือแถวนั้นมันมีความเป็นไทยสูงมากในความรับรู้ นอกจากพระราชินีของ ร.1 จะเป็น "สาวงามจากอัมพวา" อย่างที่เขียนไว้ใน "รัตนโกสินทร์" ในนิราศเรื่องยาวแล้ว ก็มีเรื่องคูคลอง ตลาดน้ำ ที่ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก มันมีความเป็นไทยชัดมากจนยากจะลอกเลียนแบบ จากชาติอื่น

นี่หากเอาความอ่อนหวานแบบ สาวเหนือ ใส่ลงไปในมือที่พายเรือของตลาดน้ำ ผมว่ามันจะเข้ากันได้ดีทีเดียว

เรื่องความงามนั้น หากมาจากเชื้อสายพวก บุนนาค แล้ว รับรองไม่งาม 100 % จากการที่ผมเห็นหน้าตา นายมารุต กับ กะเทย ปาน บุคนาค - 555

ไฮโซไทย ที่หน้าตาดีจะเป็นพวก ล่ำซำ สายรองนะ สังเกตุดูสิ .. ส่วน

โสภณพนิช
เจียรวนนท์
เตชะไพบูลย์
ภิรมย์ภักดี
จีราธิวัฒน์
สิริวัฒนภักดี

พวกนี้ต้องผสมพันธุ์กับฝรั่งสักรุ่น ให้หาย"แบน" ก่อนแล้ว"อาจจะ"ดีทีหลัง 55

น่าเสียดายที่บางตระกูลเป็นที่รู้จักจับจ้องของสังคมกลับปล่อยให้"ปากทำพิษ" .. ทำน้ำหนักแข่งกันจนนึกภาพ"ชายหนุ่มอุ้มเข้าเรือนหอ" ไม่ได้เลย .. ต้องใช้รถเครนยกอย่างเดียว - 555

 

โดย: สดายุ IP: 118.172.103.150 3 กุมภาพันธ์ 2557 15:10:48 น.  

 

สดายุ..

เคยมีโอกาสได้นั่งคุยกับ คุณสุกิจ หวั่งหลีในงานพิธีหนึ่ง
ท่านชวนคุยว่าวันนี้โชคดีได้นั่งติดกับ มินตรา..555
เลยล้อท่านว่าวันนี้ก็โชคดีได้นั่งติดกับเศรษฐี แต่ยังไม่"ล่ำซำ"พอ..
ท่านยิ้มแล้วบอกว่า คุณแม่ท่านน่ะ ล่ำซำ
บังเอิญมีเพื่อนบ้านแต่งงานกับ คนตระกูลหวั่งหลี เลยล้อท่านว่า..
มินตราบุญยังไม่มีพอที่จะเป็นสะใภ้ หวั่งหลี ล่ำซำ..

ท่านเลยย้อนว่า ตระกูลบุนนาคน่ะ ไม่เหลียวแลตระกูลอื่นหรอก !
สาวในตระกูลนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสวย
เพียงแต่คอยขุดคลองเพื่อให้ดำเนินได้สะดวก เท่านั้นก็พอจริงไหม..555

ส่วนพวกที่ว่านั้น เค้าก็“ปีจอ วันจันทร์ เดือนเจ็ด ลูกเจ้า หลานเจ๊ก”นะ...

เผ่าทอง ทองเจือเขียนเรื่อง.. : ไหว้เจ้าตรุษจีน : เมื่อ ‘เจ้า’ ไหว้เจ้า
ไว้น่าสนใจทีเดียว..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 3 กุมภาพันธ์ 2557 20:45:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.