Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
1 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 

๐ สองฝั่งฟ้า...ภาค ๗....๐










เพลง.... จระเข้หางยาว ทางสักวา...(ไทยประยุกต์)



๖๐๐. ทรุดกายนั่งตั่งหมอน..มืออ่อน-กราบ
ปล่อยจิตทราบ..อธิษฐานคนผ่านให้
รอคอย..หมายรูปคราญ...ฝ่ากาลไป
ที่ท่าน้ำระลอกไหล..รอใครคืน



บ้านสาทร...ริมน้ำ...



๖๐๑. อัมพรโอภาสแจ้ง......จันทร์ฉาย
ระริกหลั่งผืนน้ำราย............รอบล้อม
จิตหนึ่งเพ่งรำบาย..............ความบอก
บอกสู่อีกจิตพร้อม.............ผ่านรู้แรงถวิล ฯ

๖๐๒. เรื้องแสงจันทเรศเมื้อ..เมฆบน
เหลื่อมละลานอำพน...........แผ่นฟ้า
แว่วสังคีตประณีตดล..........โสตสดับ
พร้อมศัพท์เสียงเหว่ว้า........หว่างละห้อยคอยเห็น ฯ

๖๐๓. อาวรณ์ถวิลผ่านฟ้า....เฟือนจันทร์
ส่งรับข้ามกัปกัลป์..............กล่อมชู้
สอดแทรกสู่ภาคฝัน...........เพื่อกล่อม ขวัญนา
สามโลกย่อมยินรู้..............รักนี้นิรันดร์สมัย ฯ

๖๐๔. อาสูรรูปสวาดิสร้อย..สายสมร พี่แม่
ด้วยกิจจึ่งพราก-จร............จากหน้า
บัดนี้กลับนาคร.................คอยอยู่
คอยแม่ข้ามฝั่งฟ้า.............วกซ้ำคืนสม ฯ

๖๐๕. ครั้งรูปนาริศน้อม.......แนบทรวง
โอบตระกอง, อิ่มดวง-........ฤดิล้น
ปรางนั่น-กรุ่นหอมพวง-......ผกาเปรียบ ได้ฤๅ
สุดจิตจักฝ่าพ้น.................ภาคเนื้ออ่อนไฉน ฯ

๖๐๖. ครั้งองค์ยุพเรศน้อม...แนบอิง
อ้อมอกยกให้พิง..............ผ่อนล้า
เกษนีกรุ่นหอมหญิง..........ราวยั่ว –
ให้จบจูบนานช้า...............เนิ่นช้าถนอมโฉม ฯ

๖๐๗. ครั้งนิลเนตรช้อนสบ...ซึ้งผสาน
บ่งบอกเดียงสาคราญ........ใคร่รู้
ว่าระทึกดวงมาน..............ในแม่ นั้นเนอ
ด้วยตระกองกอดชู้...........เช่นนั้นฤๅไฉน ฯ

๖๐๘. บัวตูมเทียนธูปพร้อม..นำถวาย พระเอย
เพ่งศรัทธะมุ่งหมาย............หนึ่งหน้า
แรงรำลึกจุ่งกราย...............กรอมอก ใครเนอ
ให้อกนั้นวุ่นว้า...................หวั่นร้างคำเรียม ฯ

๖๐๘. โอม..บุญช่วยก่อเกื้อ..บงการ
ร้อยพจน์รสผูกมาน.............แม่ไว้
พากย์ใดที่พบพาน..............พร่ำห่วง อย่าแม่
อย่าชำเลืองเนตรได้............ดั่งเนื้อพรรณนา ฯ

๖๐๙. เพรงกรรมคงร่วมรู้......รับรอง
บาปแยกห่างเราสอง...........ฝั่งฟ้า
บุญกลับเชื่อมครรลอง.........รอยเหลื่อม กาลเนอ
ช่วยร่นน้ำร่นหล้า…………..…ร่นฟ้ารวมฝัน ฯ

๖๑๐. รอมาแต่ภพเบื้อง.......ปางบรรพ์
รอบาปคลายโทษทัณฑ์.......เท่าสร้าง
รอบุญบ่มทรวงขวัญ............รู้ฝาก นัยแม่
ร่วมฝากนัยล่มล้าง..............บาปร้อนเบื้องบุราณ ฯ

๖๑๑. แจ่มแจ้งสองฝั่งฟ้า....เพียงไหน
ฤๅเท่ากล่าวคนไกล...........ก่อนกี้
หวานฉ่ำมธุรสใด...............เสพทราบ
ฤๅเท่าใครบ่งชี้..................ตอบเนื้อความสนอง ฯ

๖๑๒. เดือนหกฝนหกฟ้า.....พาหนาว
ทรวงหนึ่งบ่อยครั้งคราว......กลับร้อน
รุมอยู่แต่เนตรวาว.............วามจับ ใจแม่
แต่รับรู้, อุ่นซ้อน...............แทรกซึ้งตรึงทรวง ฯ

๖๑๓. ดาวเกลื่อนเดือนก่ำคล้าย..โคมแขวน
เทียบรูปอำไพแดน...........เด่นฟ้า
รอเจ้าแต่เงยแหงน............มองเงียบ อยู่เนอ
สำเหนียกความเหว่ว้า.........หว่างละห้อยคอยหวน ฯ

๖๑๔. แทนบัวมือกราบค้อม..คอถวาย
เพ่งรูปพระรำบาย..............บอกรู้
พากย์ยกลูกแยบคาย.........ควรอยู่ ไฉนนา
ควรช่วย..กล่อมใจผู้..........อยู่พู้นเพรงยาม ฯ

๖๑๕. ชมเฌอฤๅใช่หน้า.....นวลผจง
จักเหม่อเพ่งพิศพะวง........วุ่นว้า
รำไรเหลื่อมแสงบง-.........กชมาศ
นึกแต่หน้าหนึ่งหน้า..........ยิ่งหน้าเคยคะนึง ฯ

๖๑๖. ราตรีดารดาษด้วย....แพรดาว
แหนห่มจนห้วงหาว...........ผ่องแผ้ว
ห่วงเมื่อนิทราคราว...........โดยเดี่ยว นะแม่
ใดอาจห่มกายแก้ว...........กอดน้องป้องหนาว

๖๑๗. มองจันทร์นึกแจ่มหน้า....นวลนาง
เผยผ่านจิตเลือนลาง........ลอบเร้น
แก้มอิ่มเอิบยิ้มกลาง.........วิกาลดึก นั้นนา
หวังรูปเรียมนิมิตเต้น.........แต่งเจ้าภิรมย์ใจ ฯ

๖๑๘. โฉมเจ้าจอดรูปไว้.....ในตา พี่ฤๅ
เนื้ออ่อนแนบติดนา-...........สิกซ้ำ
เสียงกระซิบแผ่วมา............มอมโสต
กระแจะจันทน์หอมล้ำ.........ยากแล้วเลือนสลาย ฯ



บ้านอัมพวา.....
พศ.๒๓๓๒






๖๑๙. ธูปเทียนประทีปตั้ง.....บุษบา เพลิงเอย
จุดแจร่มชวาลา..................ร่วมน้อม
รำลึกพุทธปฏิปทา...............บูชิต พระเอย
สัททะตั้งมั่นพร้อม...............พรั่งพร้อมสิ่งสักการ ฯ

๖๒๐. จิตประเทิงทัศนะเอื้อ...อธิษฐาน
หากคู่เคยสาบาน................บอกไว้
ทุกรอบวัฏฏะสงสาร............จักสบ กันนา
จะอยู่ไกลหรือใกล้..............ย่อมต้องมาเจอ ฯ

๖๒๑. อ้างกุศลเสี่ยงตั้ง........สัตยา ธิษฐานแฮ
ปลุกบำบวงพจนา...............เนิ่นย้อน
เข้าอำอกเชษฐา.................อีกฝั่ง ฟ้าแล
ให้ระรุมรุ่มร้อน...................หยั่งรู้ใจสมร ฯ

๖๒๒. สองรอบศตวรรษร้าง.....รอยกัน
ตราบภพเหลื่อมจบฝัน...........บอกรู้
เหนี่ยวดึงจิตดวงขวัญ............ฝากสวาดิ
คอยเร่งเร้าแรงชู้...................อยู่เชื้อเชิญประชัน ฯ

๖๒๓. กำสรดสร้อยฟ้าคลี่.......ครวญคะนึง
แต่เมื่อรูปเหนี่ยวดึง...............จิตน้อง
ฤๅทอนรอบถวิลถึง................ทวนเทวษ
เห็นแต่คอยพร่ำพร้อง............ผ่านฟ้าประนอมฝัน ฯ

๖๒๔. เพรงพรัด-นรนารถน้อย...นางเมือง
กรอมโศกกำสรวลเนือง.........เนิ่นช้า
ร้างรูปรสบรรเทือง................ทูนเทียบ
แต่ล่องใจไขว่คว้า.................อุ่นอ้อมกอดถนอม ฯ

๖๒๕. พร่ำพบ-มาโนชสร้อย....กระซิบเสียง
หวังเชษฐะจะประเดียง..........สดับรู้
คำสัตย์พากยะก็เพียง...........ร่วมผูก จิตนา
รอร่วมใจกายกู้....................กลับพ้นอดีตกรรม ฯ

๖๒๖. ปรัถพีพิโยคพื้น..........ทรวงธร-
ณีฉุดสินธุสาคร..................คลื่นคว้าง
เงามืดทาบจันทร.................สิ้นขจ่าง
หลังจิตแม่ลูกร้าง................ล่วงพ้นยามเพรง ฯ

๖๒๗. สุดโพยมเวหาสห้อง....หาวหน
สองรูปเหลือหนึ่ง-บน...........แผ่นหล้า
รูปหนึ่งซบพักตร์พิมล..........ที่ตั่ง หมอนนา
อีกจิตทับซ้อนหน้า..............หนึ่งหน้าในหมอน ฯ

๖๒๘. สิ้นรูปในภพเบื้อง.......บุพกาล
เมื่อภาคเพ็ญแขตระการ.......กลับแจ้ง
บั่นช่วงถี่แสงวาน-..............วันดับ
สุดรูปจิต-อาจแว้ง..............วกย้อนเพรงยาม ฯ

๖๒๙. ลืมเนตรในห้องพระ....พิศอนงค์
หาแม่ - ร้างรูปองค์.............อกร้อน
ค่อยย่องจดเท้าลง..............เบาเงียบ
จำทิศทางก้าวย้อน..............สู่ห้องท่านหญิง ฯ

๖๓๐. เนตรหลับโอษฐ์อิ่มคล้าย...ยิ้มเย็น
เอิบอิ่มลำเพาเพ็ญ..............ภาคผู้-
ไกลห่างทุกข์ลำเค็ญ...........โดยจิต
ทัณฑ์โทษปราโมทย์รู้-........เท่ารู้ทันเสมอ ฯ

๖๓๑. ยามดึกเงียบสงัดด้าว...เดือนฉาย
เมื่ออัสสาสะรำบาย.............ผ่อนช้า
ทรุดลงเพ่งพิศหมาย............รอเมตต ตาแฮ
นานเนิ่นห่างเห็นหน้า............รูปหน้าในคะนึง ฯ

๖๓๒. เหมือนจิตจดจ่อด้วย....ดวงสุดา
จึงเนตรตื่นมองมา...............รูปเจ้า
ยิ้มเยื้อนรูปโอษฐ์วา-............ระแรก พิศเนอ
ลุกตระกองรูปเฝ้า-..............กอดไว้ในทรวง ฯ

๖๓๓. เพียงที่กระซิบถ้อย.....อาทร
แต่งภิรมย์บังอร..................เอ่อล้น
คือแม่-ที่เฝ้าวอน-...............ว่ากล่าว สอนเนอ
จิตผูกพันยากพ้น................ผ่านห้วงกรรมะกระแส ฯ

๖๓๔. สัญญาเก่าทับซ้อน.....รูปทรง
เปลี่ยนผ่านเจตนะประสงค์....แทรกไว้
สำเหนียกแต่รูปมง-.............คลภาค
เพียงหนึ่งเท่านั้นไซร้...........สืบรู้ปรารมภ์ ฯ

๖๓๕. แววเนตรมองสบเจ้า....แจ้งนัย
คือลูกโทนแห่งสมัย.............เก่าโพ้น
แต่ครั้งเมื่อหลบภัย..............จากอยุท ธยาฮา
คืนภาพกาลก่อนโน้น...........แนบย้อมสัญญา ฯ

๖๓๖. สาวน้อยมาโนชหน้า....แนมสุวรรณ แม่เอย
ด้วยรักด้วยผูกพัน...............แม่แล้ว
แต่นี้ร่วมครองขวัญ..............ด้วยแม่ แลนา
ไม่ห่างร้างคลาดแคล้ว..........ตราบสิ้นวัฏฏะกระแส ฯ



สาวน้อยที่ริมน้ำ.....







๖๓๗. ตกดึกเสียงคลื่นครื้น...ครวญฟอง
ยิ่งกว่าคลื่นครวญคะนอง.......อกนี้
ทิพเอยจักคืนครอง..............นุชเมื่อ ใดนา
ขอท่านโปรดช่วยชี้..............แนะให้ขจ่างเห็น ฯ

๖๓๘. ถวิลสร้อยเสาวภาคเนื้อ..นวลนาง
สถิตที่บรรจถรณ์กลาง...........กล่าวอ้อน
อ้อมกอดโอบสรรพางค์.........เพียรกระชับ
อบอุ่นโอนย้ำ, ย้อน..............หยั่งรู้แรงถวิล ฯ

๖๓๙. พักตราไตรเตรียบสร้อย..เสาวคนธ์
หอมรื่นงามรูปกมล...............กมลาศเนื้อ
แช่มช้อยอิริยายล................ยามยาตร เยื้องนา
ประณีตจิตจริตเอื้อ...............อ่อนเจ้าตระกองใจ ฯ

๖๔๐. ปักษีเสาวเลขล้วน........ลือประโคม
เมื่อผ่านพิศรูปโฉม................ช่วยซ้อง
อกเอยเมื่ออุ่นโลม................รอยร่าง
ย่อมแต่ครวญพร่ำพร้อง.........พากย์ไว้ประโลมหวัง ฯ

๖๔๑. แสนสัตว์นาเนกล้วน......ระลอกสินธุ์
ทราบทุกข์เมื่ออกภินท์...........พ่ายแพ้
ไฟฟอนที่ในจินต์..................โจมจู่
สุดจิตนี้อาจแก้.....................กลับร้อนเหือดแรง ฯ

๖๔๒. โอ้รัตนนารีศเนื้อ........นงพงา
สุดกัดกร่อนเสน่หา................เหือดแล้ว
จนแม้ภาคอิศวรา..................ชะลอรูป
ยังยากลบเลือนแก้ว..............กลบให้นิวรณ์หาย ฯ

๖๔๓. วรรณาโมลิสแล้ง.......รอยเขษม
แต่เมื่อร้างรูปเขม-................ภาคนั้น
อัมพรวรรษาเปรม................ปริ่มหยาด
เช่นอกใจบีบคั้น...................หยาดน้ำใจคะนึง ฯ

๖๔๔. อัญชันชระอุ่มแต้ม......ตาไพร
นึกเนตรเมื่อหวั่นไหว.............แต่งแต้ม
ลึกล้ำดุจชลาลัย..................รอหยั่ง
แต่เมื่อผ่องผกายแย้ม...........ยากแล้วเลือนสลาย ฯ

๖๔๕. นับวารวรรณิศถ้า.........นับเดือน แดฤๅ
วันและคืนผ่านเลือน..............ล่วงคล้อย
จากรูปจิตเรียมเหมือน...........จักมอด หมายแฮ
รำลึกรูปแน่งน้อย..................ค่ำเช้าฤๅคลาย ฯ

๖๔๖. พรรษาสโรชฟ้า..........ไขธาร ท่อแฮ
เพรียกหม่นหมองครองกาล....กล่อมหล้า
ปรารมภ์ที่ดวงมาน................ฤๅต่าง ฟ้าแม่
เมื่อแต่เฝ้าไขว่คว้า...............อ่อนเนื้อประนอมคะนึง ฯ

๖๔๗. วันทาวรโพธิไหว้.........เติมหวัง พี่แม่
กราบพระจิตเพ่งประนัง..........นิ่งช้า
เหมือนธรรมแว่วให้ฟัง............ฝากคิด
กล่อมจิตผู้วุ่นว้า...................หว่างเคลิ้มคลอถวิล ฯ

๖๔๘. กรจบบทมาศไท้...........ธาตุศรี ศากย์แฮ
รำลึกคุณบารมี......................มอบไว้
สรรเพชญ์ยิ่งเมธี....................ทอนเทวษ ชนแฮ
ธรรมพระหนึ่งเดียวได้.............ดับร้อนทอนลง ฯ







๖๔๘. ดาวเดือนกระดากฟ้า..…เฟือนสี
จวนรุ่งดวงรัชนี...............เริ่มคล้อย
คะนึงโฉมจำพรากลี-........ลาลับ นานแม่
เย็นหยาดน้ำค้างย้อย.......ยะเยือกขั้วหัวใจ ฯ

๖๔๙. เดือนพ้นอุรภาคเพี้ยง.....ภินทนา
หมายเปล่าเปลี่ยวคะนึงหา...ต่างห้อง
แรงกระพริบดาริกา...........ต่างประทีป
หอมกรุ่นสุมาลย์ต้อง.........ต่างอ้อมทรวงขวัญ ฯ

๖๕๐. หวนกมลมาเลศสร้อย.....สงสาร พี่เทอญ
แต่จำพรากทรมาน............ยิ่งแล้ว
ฝากลมช่วยกล่าวขาน........คำสู่ ทรวงนา
มอบรัก...มอบใจแก้ว.........กลับย้อนร่วมสมัย ฯ

๖๕๑. สางรุ่งสุริยะเรื้อง......ราศี
ลมแผ่วผ่านลำวี...............วาดไม้
อกครวญรำลึกศรี.............เสาวภาค พี่เอย
หมายรูปเผยรอยให้..........อยู่ห้อมประนอมใจ ฯ

๖๕๒. ตกสายก้าวสู่บ้าน.....รั้วติด กันนา
พบท่านป้ามองพิศ............รอบห้อง
รู้สึกแปลกในจิต...............ฉงนอยู่
แววเนตรท่านจับจ้อง.........ดั่งคล้ายเพิ่งเห็น ฯ

๖๕๓. แววอ่อนโยนลึกล้ำ...เหลือคณา
ก่อนทอดทอเมตตา...........ตอบให้
เปล่งปลั่งรูปพักตรา...........เตรียบอัป สรแม่
มือประนมก้มไหว้..............หว่างละล้าละลังเหลียว ฯ

๖๕๔. แววไหวในเนตรคล้าย.....ครวญการณ์
เห็น-ปรารถนาชายชาญ........ช่วงแท้
ใครเล่าผูกดวงมาน.............จนมั่น คงนอ
บ่วงเยื่อใยสุดแก้................บั่นให้ขาดหาย ฯ

๖๕๕. ชายนี้ฤๅผู้-ลูก...........ปรารมภ์
องอาจผึ่งผายสม................ศักดิ์เจ้า
สูงสง่ารูปหน้าคม-...............คายอยู่ พ่อเอย
ควรคู่ใจใฝ่เฝ้า....................แต่ละห้อยคอยเห็น ฯ

๖๕๖. เอ็นดูยิ้มเยื้อนเนตร.....ทอดมา
เอมอิ่มรอบรมยา.................อยู่ห้อม
เชื้อเชิญสู่ริมชลา.................เขื่อนท่า นั้นเนอ
ข้าวกับสำรับพร้อม-..............พรั่งแล้วคอยรอ ฯ

๖๕๗. ท่านป้าให้ล่วงหน้า......นำไป
เดินค่อยคล้อยหว่างใบ.........พุ่มไม้
เมื่อรูปหนึ่งผ่านไหว…...........หว่างพฤกษ์ พรรณนา
เลี้ยวเลาะเสาะตาให้.............ห่วงรู้ดูเห็น ฯ

๖๕๘. เห็นหลังรูปแน่งน้อย...นาดกร
ทรงพัสตราอาภรณ์.............ยุคนี้
ผมแค่ไหล่ปลายงอน...........งามอยู่
แว่วสั่ง..บ่าวใช้-ชี้...............เช่นนั้น-นี้แถลง ฯ

๖๕๙. หยุดมองรูปลักษณ์ด้วย....ดุษฎี
จนรูปงามราศี.....................สื่อรู้
หันกายกลับเนตรนรี.............เหลียวสบ
จึงบัดนั้นสบผู้-....................พร่ำเพ้อละเมอถวิล ฯ

๖๖๐. ขวัญเมืองพิมพ์มาศแม้น...เหมือนโฉม แม่ฤๅ
เผยลักษณ์ร่วมบรรโลม..........จิตไว้
เจ้าเอยดั่งดวงโคม................ฟ้าส่อง ใจแล
ปันอบอุ่นโอบไล้..................สุดล้างจางเลือน ฯ

๖๖๑. บ่าวใช้ค่อยปลีกพ้น......ลับตา
เมื่อร่องรอยปรารถนา...........สื่อรู้
สองร่างนิ่งงันภา-.................วะสบ กันเนอ
สองร่างสองจิตผู้.................อยู่พร้อมหลอมถวิล ฯ

๖๖๒. รูปเอยรูปแน่งน้อย......ในคะนึง
เผยลักษณ์เหนี่ยวจิตตรึง.......ตอกไว้
ผองพากย์ที่รำพึง................ฝากผ่าน ลมนา
ลมช่วยผ่านโลมไล้..............มอบรู้ปรารถนา ฯ







๖๖๓. ก้าวประชิดโอบเนื้อ.....นวลประคอง
ดูเถิดเนตรใครนอง..............หยาดน้ำ
โผหาอกอุ่นตระกอง.............ก่ายกอด
แก้มเกลือกกลิ้งอกย้ำ..........ยากเว้นวางถวิล ฯ

๖๖๔. แขนเรียวกอดร่างไว้....เวียนซบ พักตร์แล
พร้อมปากใครโน้มจบ...........จูบแก้ม
เนตรงามเมื่อช้อนสบ............ซึ้งอยู่ นั้นนา
รอปากน้อมแตะแต้ม............ตอบรู้แรงภิรมย์ ฯ

๖๖๕. หน้าแนบเนื้อกรุ่นเนื้อ...นงพาล
นาสิกจบเนื้อคราญ...............ข่มละห้อย
ปากจบรูปปากนาน...............นิ่งอยู่
ตราบระทวยร่างน้อย............อ่อนไร้แรงขืน ฯ

๖๖๖. ทอดน่องเดินเกี่ยวก้อย....เคียงขวัญ
แรงบาปพาแยกกัน..............พรากร้าง
แรงบุญร่วมรังสรรค์..............สืบวาส นาแฮ
บุญข่มบาปบาปล้าง..............ลบเศร้าคืนสรวล ฯ

๖๖๗. ถึงท่าน้ำว่างไร้.........คนรอ
รูปแน่งน้อยเคลียคลอ........เคลิบเคลิ้ม
เนตรช้อนสบราวพะนอ.......รอกล่อม ขวัญนา
ปากจบ-คนสั่นเทิ้ม............อกสะท้อนระทดระทวย ฯ

๖๖๘. ขวัญเจ้าจึงสะเทิ้น.....ทรมาน
เหมือนทิพท่านเตรียมการณ์..กลั่นแกล้ง
โอนฤทธิ์เดชอ่อนหวาน.......วาบสู่ อกนา
ล่วงข่มความแห้งแล้ง..........เหือดสิ้นหทัยสาว ฯ

๖๖๙. แต่สบรูปลักษณ์แล้ว..ฤๅเลือน
ใจหนึ่งประหนึ่งเหมือน........ม่านห้อม
คันธะรสกรุ่นกลิ่นเยือน........ย้อนจู่ อกเนอ
พาอ่อนโยนรายล้อม...........รอบเวิ้งนทีถวิล ฯ

๖๗๐. จำรูญจำรัสเบื้อง.......บูรพา
เมื่อหัตถ์ทิพนำพา.............พบพ้อง
โอนฤทธิ์แห่งอิฏฐา............ทอดบท
สัมผัสความนัยต้อง............ต่างไว้ถวิลหวัง ฯ

๖๗๑. สีสันกุสุมะพร้อม.......พันแสง
งามย่อมเห็นด้วยแรง..........โรจน์เรื้อง
โดยรูปจริตสำแดง.............ภาพหนึ่ง
ภาพงดงามประณีตเปลื้อง....ปิดได้ฉันใด ฯ



ปรารมภ์แห่งใจชาย.....







๖๗๒. รอคอยแต่ภพเบื้อง....บุพกาล
เริ่มเมื่อชีวาตม์ลาญ............ลับเจ้า
จำพรากสู่ทรมาน…............มืดหม่น
ลอยช่วงวิญญาณเฝ้า..........ฝ่าเวิ้งไฟสวรรค์ ฯ

๖๗๓. ร่วมภพร่วมภาคพื้น....ปฐพินทร์
บรรจบบรรเจิดถวิล.............ผ่านเร้า
ประหนึ่งประณีตพิณ............พาทย์กล่อม
ให้ประโมทย์คลอเคล้า........สดับคล้อยรอยคำ ฯ

๖๗๔. รูปเอย-ขออาจเอื้อม..โดยใจ
ฟังเถิดฟังความใน..............อกฟ้อง
ขวากหนามมรรคาใด...........มุ่งฝ่า
เช้าค่ำจักพร่ำพร้อง.............ผ่านร้อยพจีเรียง ฯ

๖๗๕. ล่องลอยผ่านฟากฟ้า..สู่ขวัญ
ผู้ผ่านรังสีพรรณ.................พิลาสให้
ประเทียบแต่วงจันทร์..........จางรูป
โอนอบอุ่นแอบไว้...............หว่างห้วงคะนึงหา ฯ

๖๗๖. สุดรอคอยค่อยแย้ม...เยือนตา
งามรูปงามลักขณา.............เนตรเจ้า
ลอยรูปทุกอัสสา-...............สะช่วง แม่เอย
จนจับใจใฝ่เฝ้า..................สุดล้างจางสลาย ฯ

๖๗๗. ใจเอยต่อแต่นี้..........นับนาน
จนบาปกรรมบันดาล............ดับดิ้น
ขอเคียงอยู่ด้วยคราญ..........ครองคู่
โลก-จักรภพจบสิ้น.............ห่อนสิ้นอาลัย ฯ

๖๗๘. อุ่นอยู่กลางอ้อมกอด...ในกาล
ร่วมหล่อหลอมวิญญาณ.....อยู่-ยั้ง
ร่างแอบจักอุ่นนาน............นิรันดร์อยู่ แม่เอย
แม้นขอบฟ้าเหนี่ยวรั้ง........พรากร้าง-ขอขืน ฯ

๖๗๙. กำลูนมาเลศสร้อย...ทรามสงวน พี่เอย
อกหนึ่งรอพักตร์ซวน.........ซบอ้อน
รอเนื้อนิ่มแขนนวล............เหนี่ยวโอบ รอบแม่
รอเกลือกแก้มเนตรช้อน.....ฉ่ำซึ้งแววผสาน ฯ

๖๘๐. กฤษฎางค์ชุลิตน้อม...นอบกร
ปรุงภาษเป็นอนุสรณ์.........สืบไว้
สองใจตราบม้วยมรณ์........ขอมั่น รักนา
อย่าจืดจางร้างได้.............ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ



อวสาน




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2551
62 comments
Last Update : 3 มิถุนายน 2558 6:51:06 น.
Counter : 1619 Pageviews.

 

มาจองอ่านที่หน้าสุดเลยค่ะ
เป็นโคลงที่ไพเราะมากมาย
ภาพก็งามมากค่ะ
กำลังไปอ่านเรื่องอื่นๆต่อ

 

โดย: ช่ออักษราลี IP: 117.47.84.240 1 พฤษภาคม 2551 9:27:06 น.  

 

ภาคนี้ตั้งใจเขียนด้วยโคลงทั้งหมดเลยหรือเปล่าคะ

อยากอ่านโคลง...ช่วงเวลาหวานของ
แม่หญิงสร้อยดาว กับ คุณชายหนึ่ง บ้างค่ะ

ไม่ได้บังคับนะคะ...แค่ร้องขอ

 

โดย: เพรง.พเยีย 1 พฤษภาคม 2551 18:37:09 น.  

 




พี่สดายุ...


..โคลง..ถูกใจจังค่ะ
สนับสนุนการร้องขอของคุณนางด้วยคนนะคะ
หวานด้วยโคลง..ชอบมากค่ะ


มาราตรีสวัสดิ์ด้วยค่ะ

 

โดย: ดวงใจพ่อ (Nok_Noah ) 1 พฤษภาคม 2551 21:28:39 น.  

 

คุณช่อฯ
สวัสดีครับ....ยินดีมากมายที่แวะ
มาเยี่ยมถึงบล็อค...ครับภาพนี้สวย
นางแบบสวยจริงๆ....
ส่วนโคลง...ก็ตั้งใจให้เพราะอยู่ครับ
แต่ได้เท่าที่เห็น...อิๆๆ






น้องนาง
ใช่ค่ะ
พี่ตั้งใจเขียนเป็นโคลงทั้งหมด...ล้วนๆ
เหมือนภาค ๕ ที่เป็นฉันท์ล้วนๆ

และเวลาที่เหลือก็เป็นของคู่เอก...ทั้งหมด
อาจมีคู่รองแทรกบ้าง....ตามจังหวะเนื้อเรื่อง






นก....
พี่รู้สึกว่ามีคนอยากอ่านโคลงอยู่หลายคน
กี่ตกลงใจว่าจะเป็นโคลงทั้งตอน....
มันอาจจะช้าบ้าง....เพราะโคลงนี่เขียนช้า
ที่สุดในบรรดาร้อยกรองทั้งหมด

สวัสดีนะคะ.....
ทำงานให้มีความสุขกับวันสุดสัปดาห์นะคะ

 

โดย: สดายุ IP: 124.120.201.72 2 พฤษภาคม 2551 6:17:55 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณสดายุ

โคลงมีน้อยคนจะเขียนได้งดงาม
(แบบตัดสินตามใจตัวเอง นะค่ะ) อิอิ
งานคุณสดายุ ไม่ว่า โคลง ฉันท์
(อันนี้ยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ ค่ะ)
กาพย์ กลอน ล้วนลีลาพลิ้ว จึงเป็นเหตุ
ให้เกิด คำตอบที่ว่า ทำไมจึง ต้องรวบรวม
ความกล้า จึง ประมาณเจอพี่เบิร์ด แล้ว
อยากได้ลายเซ็นต์ไงค่ะ อิอิ
ใช่จะเจอ เสียงลือ เสียงเล่าอ้างอันใด
หรอกค่ะ อิอิ หากเจอคือ มีเพื่อนคนหนึ่ง
ในบ้านกลอน ขอเอ่ยชื่อหน่อยนะค่ะเพราะ
นิยมในฝีมือเขาเช่นกัน คุณเรไร เป็นคนแนะ
นำให้อ่านงานของคุณ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะ
จึงติดตามมาตลอด ทุกวันนี้ยังขอบคุณเพื่อนผู้นี้
ที่แนะนำสิ่ง ดีดี ให้เป็นรางวัลชีวิต ในยามเหงาค่ะ

อันนี้ขอถามประดับความรู้หน่อยนะค่ะ
ไม่แน่ใจว่าโคลงนี่
ต้องมีสัมผัสระหว่างบทหรือเปล่าค่ะ
แล้วยึดตรงไหน(ถ้ามีนะค่ะ)
เป็นการส่งสัมผัสค่ะ
คือพยายามเขียนโคลงมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ไม่ได้ดีสักที จนจะท้อเสียแล้วนะค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


 

โดย: กชมนวรรณ 2 พฤษภาคม 2551 9:45:04 น.  

 

มาอ่านโคลงหวานๆบ้าง จะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำตาลแพงๆ

 

โดย: ม่านแพร IP: 118.174.90.245 2 พฤษภาคม 2551 18:10:09 น.  

 

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 2 พฤษภาคม 2551 18:41:00 น.  

 

กชมนวรรณ....
เรื่องสัมผัสระหว่างบทของโคลงมีครับ
แต่ส่วนใหญ่จะไม่ถือเป็นเรื่องเคร่งครัด
เหมือนกลอน กาพย์ ฉันท์ อาจเพราะ
ไม่ค่อยมีความหมายเท่าใดในแง่ของ
เสียงที่รับส่งกัน

ข้อกำหนดมีว่า....คำสุดท้ายของบทแรกส่ง
ไปรับ..สัมผัสสระ...กับคำที่ 1-3 ของวรรคแรก
ของบทถัดไป

ว่าแล้วก็ยกเอาตัวอย่างจาก...ลิลิตเตลงพ่าย
ซึ่งท่านผู้ประพันธ์ท่านร้อยโคลงโยงสัมผัส
ระหว่างบทตลอดเรื่อง.....ใครอยากเขียนโคลง
ต้องอ่านเล่มนี้....เกลาจนเนี๊ยบแทบทุกบทก็ว่าได้

๐ สาวสนมสนองนาถไท้..ทูลสาร
พระจักจรจากสถาน .......ถิ่นท้าว
เสด็จแดนทุรกันดาร........ใดราช เสนอนา
ฤๅพระรานเสน่ห์ร้าว........ด่วนร้างแรมไฉน

๐ จำใจจำจากเจ้า..........จำจร
จำนิราศแรมสมร............แม่ร้าง
เพราะเพื่อจักไปรอน.......อริราช แลแม่
จำทุกข์จำเทวษว้าง........สวาทว้าหวั่นถวิล

ยินสารสมเด็จไท้........ภรรดา
ดาลสุชลธารา...............หยาดยัอย
เศียรซบแทบบาทา........ทางเทวษ
ฤๅใคร่วายว่างสร้อย........สร่างสิ้นกันแสง

๐ ทูลแถลงแห่งบาปเบื้อง..บูรพ์ไฉน
จึ่งบดินทร์เด็ดใจ ...........จากห้อง
พระเสด็จแต่เดียวไกล.....แดนราช
ฤๅพระจักละน้อง...........อยู่ว้าวังขัง

แต่ที่ผมเขียนจะไม่มีสัมผัสระหว่างบทครับ
ส่วนที่ว่ากำลังหัดเขียนโคลง...ดีจริง
ลองไปอ่านดูในบล็อค....กลโคลง
ดูที่แถบซ้ายมือด้านบน..ปฏิทิน...
ผมสรุปจาก...เขียนโคลงตำหรับประมวลมารค
ไว้ให้แล้ว....พร้อมตัวอย่าง...ลองอ่านดูครับ
ไม่เข้าใจตรงไหนถามได้....ครับ






ม่านแพร....
ชอบโคลงรึเปล่า....หน้านี้คงจะแช่อยู่เป็น
อาทิตย์แน่เลย....อิๆๆ
ให้เบื่อกันไปข้าง






อุ๋ย....
แปลว่าไรน่ะ..

 

โดย: สดายุ... 2 พฤษภาคม 2551 22:04:54 น.  

 

เห็นสาวในรูปแล้วถูกใจปรี๊ด...เลยพี่ ช่างสรรหาซะจริง
ประมาณว่า ดูแต่รูปก็อิ่มแล้ว แทบไม่ต้องอ่านเลย ฮิ ๆ ๆ

 

โดย: ปลิวตามลม 2 พฤษภาคม 2551 23:51:55 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะคุณสดายุ
สำหรับคำแนะนำ ดีดี
ขอบคุณ จริงๆค่ะ

 

โดย: กชมนวรรณ 3 พฤษภาคม 2551 9:14:22 น.  

 

แวะมาอ่านค่ะ
วันหยุดธุระเยอะ
มาคุยวันหลังนะคะ

รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

 

โดย: อุ๋ย IP: 205.188.117.66 3 พฤษภาคม 2551 22:14:46 น.  

 

สวัสดีครับพี่ชาย

พี่ครับ ผมมีปัญหาแต่งอะไรไม่ออกมาเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรนะครับ สมองโล่งดี เริ่มจะมีเรื่องเครียดกะการแต่งไม่ออกนี่แหละ พยายามอ่านหนังสือเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ไม่อยากจะเร่งตัวเอง แต่ผมไม่ชอบให้อยู่ในภาวะอย่างนี้เลย เวลาที่มีอารมณ์แต่ง ก็แต่งไม่ออก เนื่องจากติดกฎนั้นกฎนี้ แต่งได้ก็ดูไม่เป็นธรรมชาติซะแล้ว
หงุดหงิดกับตัวเองเหลือเกิน
ผมพยายามจะปรับเปลี่ยนการคิด พยายามมองมุมมองใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้ผล
ตอนนี้ผมนอนไม่หลับเลย
รู้สึกแย่มากๆ เลยอยากจะขอคำปรึกษากับพี่ชายสดายุหน่อย ว่าควรจะทำยังไงดีครับ

 

โดย: เอก IP: 118.174.168.29 4 พฤษภาคม 2551 0:07:07 น.  

 

อัล....
อ้อ....ถูกใจรูปสาว...แทนที่จะเป็นรูปหนุ่มๆ
เอ...ยังไงกันนี่...ฮาๆๆ
รูปหน้าแบบ...คอเคซอยด์...มอง side view
จะสวยสมส่วน....อะนะ....
อัลว่างาม...พี่ก็ว่างามด้วย....อิๆๆ





กชมนวรรณ....
ด้วยความยินดี...อย่างแรง
อิๆๆ....
มิต้องเกรงใจครับ....






อุ๋ย....
วันหยุดธุระเยอะ...เหมือนกันเลย
อยู่ไม่ติดบ้านกันหรอก....

วันนี้คงไม่มีคนเฝ้าบ้านให้....
ทำไงดีล่ะ






เอก....
บางครั้งการที่เราไม่มีอารมณ์เขียน
เพราะขาดแรงบันดาลใจ...
เพราะการตั้งกฎเกณฑ์เอากับตัวเองมากไป....
เพราะความวิตกกังวลและความคิดไม่เป็นอิสระ....
เพราะเรามีเรื่องอื่นที่สนใจมากกว่า.....

แรงบันดาลใจไม่มี....อาจเป็นเพราะ
เราเป็นผู้มีปกติภาพของจิตใจที่เรื่อยๆเฉื่อยๆ
ไม่เอาอะไรกะใครนัก

การตั้งกฏเกณฑ์กับตัวเอง....
อาจเป็นเพราะไปอ่านความเห็น..ความคิด
ของคนอื่นมากเกินไป....ซึ่งบ่อยครั้งจะออกแนว
อุดมคติต่อส่วนรวม (ขอเรียกว่าพวก..ดัดจริตพูด)

คนเรา..มีพื้นฐานจิตใจโดยสัญชาติญาณ
ที่จะให้ทุกอย่างรอบตัวดำเนินเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์และความพึงพอใจของตัวเองเสมอไป....
การไปฝืนคิดเพื่อส่วนอื่น บุคคลอื่นที่นอกเหนือตัวตน
ต้องกอปรไปด้วยจิตเมตตาอย่างมาก...จะเรียกว่า
สปิริตก็ได้....จิตพระโพธิสัตว์..เป็นเช่นนั้น

โดยพื้นฐานจิตใจแล้ว....อุดมคติที่แสดงออกของ
คนเรากับ...โวหารภาพพจน์....มักแยกกันไม่ออก

อุดมคติต่อส่วนรวม...เป็นการแสดงออกในแง่ดี
ให้ผู้อื่นเห็น....ซึ่งจะเกิดลักษณาการเดียวกับ
โวหารภาพพจน์....
ในภาวะที่อยู่คนเดียวของคนเรา
ทั้งอุดมคติ และ โวหารภาพพจน์ จะถูกละเลย
เพราะทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรับรู้
ของบุคคลที่สอง...ที่สาม...เสมอไป

ทั้งสองสิ่งสามารถใช้คำในภาษาคอมพิวเตอร์ได้ว่า
เหมือนถูกตั้ง...default...ไว้ในจิตใจคนเรา
มันจะเกิดได้เองโดยไม่มีใครสอน

และหากเรามีพื้นฐานจิตใจที่ต้องจริตกับทั้งสอง
สิ่งที่กล่าวมาก็เป็นไปได้ว่า...นั่นคือกฎเกณฑ์ตัวใหญ่
และยากต่อการทำลาย....เพราะมันคืออัตตา

กฎเกณฑ์ที่ว่า....ร้อยกรองต้องเป็นไปเพื่อรับใช้
สังคมมวลประชาชนผู้ทุกข์ยาก....หาไม่แล้วจะ
ไม่มีคุณค่าอะไรเลย...จะน้ำเน่า...ดินเน่า...อิๆๆ
ถ้าคิดแบบนี้...เป็นไปได้ว่าจะเขียนไม่ออก...สักระยะ
จนกว่าจิตใจเราเองมันจะเข้าใจโลกสภาพตาม
ที่เป็นจริง

สองสิ่งที่กล่าวมาจะมีอิทธิพลต่อ...ความวิตก
กังวลและความเป็นอิสระทางความคิดและทุกอย่าง

และในวัยที่ฮอโมนส์กำลังพลุ่งพล่าน
สองสิ่งที่กำลังกล่าวมาจะมีระดับความเข้มข้นสูง

เดี๋ยวพอโตขึ้นอีกหน่อย...มันจะสงบเองแหละ
อิๆๆ....อย่ากังวลเลย....








 

โดย: สดายุ IP: 124.120.205.69 4 พฤษภาคม 2551 5:04:43 น.  

 

สวัสดียามค่ำคืนค่ะ..พี่ชาย
ช่วงนี้ฟางไม่ค่อยได้อยู่บ้านและที่ทำงาน...
ออกท้องที่อยู่บ่อยๆ..น่ะค่ะ..

พี่ชาย..ออกท้องที่คราวนี้..
สงสารเกษตรกรและชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำ..
เพราะ..ราคาสิ้นค้าต่าง ๆ ขยับตัวสูงขึ้นริบลิ่ว
ชาวบ้านบางคนรับจ้างในหมู่บ้านได้ค่าแรงวันละ 120 บาท แต่ข้าวสารลิตรละ 15 บาท ครอบครัวหนึ่งมี พ่อ แม่ ลูก 3 คน หุงข้าว 2 ลิตร ต่อหนึ่งวันไม่พอกิน ไหนจะกับข้าว และของใช้ต่าง ๆ อีกมากมาย..

ถ้าเทียบกับนักบริหารระดับสูงต่าง ๆ ที่นั่งทำงานในห้องแอร์..เค้าจะรับรู้ความเดือดร้อนของชาวบ้านบ้างมั๊ยคะ...

สำหรับฟาง..ฟางคงช่วยอะไรเค้าเหล่านั้นไม่ได้เลย..
นอกจากนั่งมองและรับฟังปัญหา...

เกิดอะไรขึ้น..กับสังคมโลกคะ..พี่ชาย..
เครียดอีกแล้ว...

อือ..ขึ้น ภาค ๗ แล้ว..เหรอคะ..
รูปสาว..สวยนะคะ..
เดี๋ยวฟางจะต้องขอตัวติดตามต่อนะคะ..

 

โดย: ฟาง IP: 118.172.36.213 4 พฤษภาคม 2551 22:09:35 น.  

 

 

โดย: mameehanako 5 พฤษภาคม 2551 2:45:04 น.  

 

55+
อารมณ์ดีจัง
วันนี้ก็อยู่ไม่ติดบ้านอีกแล้วค่ะ
มีหนังสือที่ต้องอ่านก็ยังไม่ได้อ่าน
เป็นโรคไร้แรงบันดาลใจอย่างรุนแรง
เห็นหนังสือแล้วเซ็ง
ทำอย่างไรดีล่ะ แวะมาเฝ้าบล็อกเฝ้าได้
แต่หนีงสือที่ต้องอ่านไร้อารมณ์แม้ว่าจะแค่เปิดดู
ยูฮู

ปล....โคลงไพเราะมากมายเลยค่ะ
ดนตรีประกอบก็ไพเราะ
ลั่น ลัน ล้า

หงส์ชนะแมนซิ 2..0 ด้วย
ถ้าไม่นึกถึงหนังสือที่ต้องอ่าน
อะไร ๆ ก็ดี เสียอย่างเดียว...ฮือ....

 

โดย: อุ๋ย IP: 205.188.117.66 5 พฤษภาคม 2551 7:21:36 น.  

 

ฟางน้อย......

พูดเรื่องแบบนี้แล้วมักจะยาว....
ค่าแรง...ที่กำหนดกันไว้ในสังคมไทย....มีความแตกต่าง
มากมายมหาศาล....
ค่าแรงที่เหมาะสมเป็นธรรม...ไม่เคยถูกกำหนดจาก
สภาพความเป็นจริงในสังคม...แต่จะมีพื้นฐานความคิด
กันแต่เพียงว่า....เป็นต้นทุนทางการผลิตอย่างเดียว
ไม่ได้คิดกันว่าเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญมาก
อย่างหนึ่ง

เมื่อเป็นต้นทุนทางการผลิต....ในระบบทุนนิยม
ต้นทุนจึงต้องควบคุมให้ต่ำไว้....ค่าแรงรายวันของ
คนไร้การศึกษา...ไร้ฝีมือจึงถูกกำหนดเพียงแต่ให้พอ
มีอาหารกินแค่พอมีแรงไปแบกหามในวันต่อๆไปได้เท่านั้น

ค่าแรงที่เรียกร้องกัน....233 บาทต่อวัน....กินสามมื้อ
กินทั้งครอบครัว....จะอยู่กันยังไง....และที่ได้จริง
ก็ต่ำกว่ามากในหลายภาคส่วน.....

อาหารเป็นต้นทุนของชีวิต
ประเทศที่ผลิตอาหารได้ล้นเหลือ....ต้นทุนชีวิตคนในชาติ
ก็จะต่ำ (ค่าครองชีพต่ำ...ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยเงินที่
ไม่ต้องมากนัก)....ไทยเราภูมิใจมาตลอดที่จะเป็นครัว
ของโลก....

แขกอาหรับมีน้ำมัน....รวมตัวกันเป็น OPEC แล้วกำหนดราคา
น้ำมันกันตามความเหมาะสมของกลไกตลาด
หากกลุ่มผู้ส่งออกข้าว รวมกลุ่มกัน อย่างนั้นราคาข้าว
ก็จะดีขึ้นให้ชาวนาเกษตรกรมีชีวิตอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี
ความเป็นมนุษย์....และไม่ต้องมาขายแรงงานในภาค
อุตสาหกรรมมากมายเหมือนปัจจุบัน

เรามีภาคการเมืองที่อ่อนแอและไร้จริยธรรม
ไร้ความสามารถในเชิงความคิดอ่านเมื่อเทียบ
กับเพื่อนร่วมโลกอื่นๆ....

เราได้นักการเมืองเข้ามามีอำนาจจากระบบอุปถัมภ์
ค้ำชูกันด้วยผลประโยชน์ต่างตอยแทนที่มิใช่
ความสามารถและกอปรด้วยคุณธรรม
ดังนั้นการคัดสรรขึ้นไปจากนักการ
เมืองเหล่านี้เพื่อไปบริหารบ้านเมืองจึงได้
คนที่ด้อยคุณภาพเข้าไปเป็นเสนาบดีกระทรวงต่างๆ
บริหารบ้านเมือง.....ที่แทบทั้งหมดจะคอยหาเศษ
หาเลยผลประโยชน์จากอำนาจรัฐในมือเสมอไป

เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ
บทลงโทษอ่อน..เบา....ไม่สามารถทำให้คนเกรงกลัวได้

สังคมนี้จึงควรต้อง...เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน
พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกันสักครั้ง..จึงอาจจะดีขึ้นได้

เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอำนาจ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการผลิตทั้งภาคเกษตร
อุตสาหกรรม....และบริการ
เปลี่ยนแปลงระบบบังคับใช้กฎหมาย
เปลี่ยนแปลงทัศนะคติเชิงจารีตประเพณี....วัฒนธรรม

หาไม่แล้วรอแต่วันล่มสลาย.....

เชื่อไหม.....ว่า
การประจาน....จะทำให้คนกลัวมากกว่าให้ติดคุก
ลองนึกถึงว่าเอารัฐมนตรี (แบบรักเกียรติ สุขทนะ)หรือ
นายพลขี้โกง....จับมาใส่กรงแห่รอบเมือง....และประจาน
ไปตลอดทางถึงความผิดที่กระทำต่อรัฐและประชาชน
อาจแก้นิสัยขี้โกงได้.....เพราะจะอับอายไป
๗ ชั่วโคตรทีเดียว

เฮ้อ.......เกิดอะไรกับความคิดพี่ที่มอง
สังคมไทยคะนี่.....อิๆๆ





จีนา.....
สบายดีนะคะ....
คงยุ่งมากสินะ...





อุ๋ย.....
ผมอารมณ์ดีเสมอ.....
ตกลงว่า...ไปชิมหอยหลอดผัดฉ่ามาแล้ว
ขอบอกว่าธรรมดามาก....ฮิๆๆๆ

แต่เมนูที่ขอแนะนำ...ที่ร้านน้ำทิพย์ 2
คือปลาอินทรีผัดพริกไทยดำ....และฉู่ฉี่ปลาทู
สองรายการนี่ยอดเยี่ยม
และหากเปลี่ยนปลาทู(ตัวเล็กๆก้างเยอะ) เป็นปลา
อินทรีฉู่ฉี่แทนคาดว่าจะแจ่มจำรัสกว่าเดิม

บรรยากาศดี
เชื่อไหมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ไปและเป็นครั้งแรกที่ไปถึง
เคยแวะเข้าไปก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง
รถต่อคิวเป็นกิโล....เลยขออำลา....อิๆๆ

คำเตือน....วันสุดท้ายของ long weekend ยามเย็น
3-4-5 โมงเย็น....พึงหลีกเลี่ยง....เพราะจะเต็มไปด้วย
ผู้คนที่จะมุ่งกลับกรุงเทพแวะ....

เขมรอพยพ...ดีดีนี่เอง.....อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 5 พฤษภาคม 2551 8:47:25 น.  

 

55+ เขมรก็อพยพกลับมาจนได้ละน่า

อุ๋ยชอบต้มยำทะเลนะคะ ชอบเพราะความสดของอาหารทะเล แล้วก็กุ้งเผา ปลาเผา อยู่ที่นี่มันแพงนัก ไปเมืองไทย ร๊อบสเตอร์ตัวใหญ ๆ ตัวละไม่เท่าไหร่.... ฮ่าๆๆๆ คนไทยกินทิ้งกินขว้างดีจัง

อยู่ที่นี่ไปร้านอาหาร หม่ำไม่หมดเอาใส่กลองกลับบ้านด้วยความแพงของมันถึงทิ้งไม่ลง เป็นนิสัยไปแล้ว กลับไปเมืองไทยก็คงนิสัยแบบนี้ แต่เห็นพฤติกรรมการกินของคนไทยหลายคน ฮือ มันช่างไกลจากคำว่าประเทศด้อยพัฒนาและยากจนจังเลยนะคะ กินทิ้งกินขว้าง แฮ่....

สมัยหนึ่งเคยอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อเรียนหนังสือ หรือที่นอร์เว ประเทศที่ค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ฮ่าๆๆๆๆ ค่าครองชีพที่แพงก็คงจะเป็นเพราะค่าอาหารนั่นละ แพงมาก ๆๆๆๆๆ คงเป็นเพราะต้องนำเข้าทุกอย่าง

คนเราจะไม่รับประทานก็ไม่ได้ คิดถึงชาวสวน ชาวไร่ ชาวนาในเมืองไทย .... แล้วนึกไปถึงภาษีที่ดิน เมืองไทยคนมั่งมีมีที่ทาง ให้คนที่ทำการเกษตรเช่า .... อยากให้ภาษีที่ดินเมืองไทย สำหรับคนที่มีแต่หาประโยชน์จากมันโดยผ่านคนอื่นเสียภาษีอย่างประเทศที่เจริญแล้ว คิดว่าคนคงจะลดการสะสมลงนะคะ ...

อ่านเจอที่ จขบ ตอบคุณฟาง ...อยากเห้นการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นมาก แต่เมืองไทย...เฮ้อ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว...

ไปทำงานก่อนนะคะ
แต่จะเฝ้าบล็อกให้นะคะ อิอิ

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 5 พฤษภาคม 2551 19:51:53 น.  

 


สบายดีนะคะ..

มาค่อยค่อยอ่านค่ะ...
ได้หนังสือลิลิตตะเลงพ่ายมาแล้วค่ะ..แบบว่ายังอุ่นๆอยู่เลย..อิอิ.. 96 บาท

ไปศึกษาภัณฑ์ลาดพร้าวมาค่ะ..
กวีนิพนธ์บางเล่ม..ไม่น่าเชื่อว่าถูกมากๆ..

เช่น ลิลิตพระลอ 26 บาท , สามัคคีเภท คำฉันท์ 24 บาท นิทราชาคริต 28 บาท แหะ แหะ ชอบของดีราคาพอเหมาะ..( ถูก )

แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรที่น่าอ่านอีก..แนะนำหน่อยก็ดีนะคะ
นึกชื่อหนังสือไม่ออก..

เจอ..หนังสือกาพย์ ของคุณอะไรน๊า..อ้อคุณประกาย ( หากจำผิดก็ขอโทษด้วย )
คุณสดายุเคยอ่านไหมค่ะ..

เล่มอื่นๆ ที่คุณสดายุเคยแนะนำ..ก็ไม่ค่อยเจอหรอคะ..
วันนี้รบกวนแค่นี้ก่อนหละกันค่ะ..


 

โดย: พิจักษณา 5 พฤษภาคม 2551 23:23:54 น.  

 

พี่ชาย...
ที่พี่ชายพูดมา..ถูกต้องเลย..
แล้วจะทำอย่างไร..ถึงจะถอนรากถอนโคนกันได้ซักที
เกษตรกร หรือคนที่หาเช้ากินค่ำ
ต้องรอกันอีกซักกี่ชาติหล่ะคะเนี่ย

อาหารเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต
พี่ชายเชื่อมั๊ยคะว่า..บางครอบครัวอาหารหนึ่งมื้อ
มีน้ำพริก กับผักต้ม นั่งล้อมวงกินทั้งครอบครัว
ถ้าเทียบกับผู้ที่มีอันจะกินคงเทียบกันไม่ได้เลย
ในหนึ่งครั้งที่กินอาหารตั้งเต็มโต๊ะกินไม่หมดก็ทิ้ง...


แล้วจะทำอย่างไรให้สังคมไทย
มีความเท่าเทียมกันหล่ะคะ...

ราตรีสวัสดิ์นะคะ..พี่ชาย..



 

โดย: ฟาง IP: 118.172.56.143 5 พฤษภาคม 2551 23:45:01 น.  

 

อุ๋ย.....
เข้าใจที่พูดมาทั้งหมดแหละ
ถ้าอยากพูดก็คงเรื่องนิสัยคนไทย (เหมือนเดิม...อิๆๆ)

เรื่องกินทิ้งกินขว้าง....
มี 3 พวกใหญ่ๆ....

พวกแรก....
สั่งมามากเกินเหตุแล้วกินไม่ลงจริงๆ...จึงเหลือ
คือขาดการประมาณที่เหมาะสม...ไม่ดูจำนวนคน
สั่งเฉพาะรายการที่คนสั่งอยากกิน...ไม่ถามเพื่อนร่วมคณะ
และการจะเอาของที่เหลือกลับบ้านนั้น....บางทีรู้สึก
หน้าบาง...อายโต๊ะข้างๆ....อายเด็ก serve เป็นปัญหา
เรื่องภาพพจน์อีกจนได้


พวกสอง....
ออกแนวภาพพจน์....เพราะมีความคิดที่ค่อนข้างผิดปกติ
อยู่ว่าการกินหมดจานเกลี้ยงเกลา แบบที่พวกฝรั่งชอบ
ทำกันนั้นมันเหมือนพวก....”ตายอดตายอยาก”...เหมือน
คนไม่เคยเห็นของดีๆ....พอมีโอกาสเลยสวาปามใหญ่

ฉันเป็นคนมีฐานะ....เรื่องกินมีล้นเหลือมาแต่เด็ก
ก็ต้องให้เหลือๆไว้ในจานให้คนเห็นว่า...
คงกินมาซะจนเบื่อ....อวดรวย..ว่างั้นเถอะ
พวกนี้จะขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวม...คิดแต่เฉพาะตนเอง


พวกสาม....
ฝีมือแม่ครัวเหลือรับประทานจริงๆ....
รสชาติ...กินไม่ลงเลยทีเดียว....
อันนี้คนที่เสนอหน้าที่จะปรุงอาหารขายคนนี่
ต้องรู้จักประเมินตัวเองกันสักหน่อย


ลองนึกถึงแต่ละโต๊ะอาหารเหลือเท่าไร...ทั้งกับข้าว
ทั้งข้าว...ทั้งเครื่องดื่ม...แล้วทั้งประเทศจะเท่าไร
เลี้ยงควายได้ทั้งประเทศเลยนะ...ผมว่า....อิๆๆ

กลับมา...เรื่องภาพรวมทั้งหมดที่เป็นด้านลบในแง่พฤติกรรม
มักเกี่ยวเนื่องกับประเด็นภาพพจน์นะ

เรื่องภาษี....พูดไปทำไมมี....กฏหมายภาษีที่จะกระทบคนรวย
คงเกิดได้ยาก....ในระบบการปกครองปัจจุบัน






พิจักษณา....
ครับ....สังเกตไหมว่าหนังสือที่มีคุณค่าและพิมพ์ด้วย
กระดาษธรรมดา (ไม่ต้องหาเรื่องให้เด็กๆเสียเงินเพิ่มกับ
กระดาษถนอมสายตาสีออกเขียว...แบบพวกนิยาย สนพ.แจ่มใส...
ที่เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินเหตุ....หลอกเอาเงินเด็กกันท่าเดียว..สิน่า)
ราคาไม่แพงเลยสำหรับบ้านเรา
เนื่องจากมันไม่มีลิขสิทธิ์....เป็นของหลวง....คนแต่งตาย
ไปนานแล้ว....หากไปที่ศึกษาภัณฑ์พานิช ตรงอนุสาวรีย์
ประชาธิปไตยจะมีมากกว่านี้อีก....
ผมว่าหนังสือโคลงดีๆน่ะ...หายาก หากเจอก็ลองซื้อเก็บดู

พวกคำฉันท์ก็มี
สมุทรโฆษ
เสือโค
อนิรุทธ
อิลราช
ปุณโณวาท
รัตนวงศ์ (อันนี้แต่งใหม่ – 300 บาท)

โคลงก็มี
ทวาทศมาส
นิราศหริภุญไชย (นิราศลำพูน)
กำสรวลสมุทร (กำสรวลศรีปราชญ์)
นิราศวัดรวก (สมัย ร.6)
นิราศพระยาตรัง (สมัย ร.1)
นิราศสุพรรณบุรี (สุนทรภู่)
ลิลิตยวนพ่าย

 

โดย: สดายุ IP: 58.137.10.34 6 พฤษภาคม 2551 12:26:40 น.  

 

55+
ปากคอเลาะร้าย
แต่ไม่เป็นไรนะคะเพราะหล่อออกปานฉะนี้ .... ฮ่าๆๆๆๆๆ

สวัสดีตอนเช้าวันอังคารค่ะ จะเฝ้าบอร์ดให้นะคะ ฮี่ๆๆๆๆๆ

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 6 พฤษภาคม 2551 18:48:07 น.  

 

ฟางน้อย.....

ที่ถามนั้น..คงอีกนาน....
เงื่อนไขทางสังคมยังไม่สุกงอมพอ....
การปฎิวัติทางสังคมทั่วโลกเกิดจาก
การที่คนส่วนใหญ่ไร้ความหวังในชีวิต
และต้องการการเปลี่ยนแปลง

คนฝรั่งเศส...คนจีน...คนรัสเซีย...
ล้วนทุกข์ยากแสนสาหัส
ในยุคที่อำนาจการเมืองถูกแทรกแซง
โดย..."หลังบ้าน - ที่ฝักใฝ่อำนาจและไร้เดียงสา"....
จนเกิดการลุกฮือของคนในสังคม

แมรี อังตัวเนต แห่งฝรั่งเศส..สุด love ของพระเจ้า
หลุยส์ ที่ 16 องค์สุดท้าย

ซูสีไทเฮา แห่งจีน ผู้ชี้นำจักรพรรดิ 3 องค์สุดท้าย
คนนี้ไม่ใช่ฐานะคู่ข้าง...แต่ฐานะแม่

ซารีนาอเล็กซานดร้า มเหสีของซาร์นิโคลัสที่สอง
แห่งรัสเซีย....ผู้คลั่งไคล้...รัสปูติน...และมนต์ดำ
ความงมงาย

ของเรา...ในระดับการเมือง....สมัยหนึ่ง
ก่อน 14 ตุลาดูเหมือนจะมี....พอผัวเป็นนายกฯ
นานเข้า ทั้งๆที่บริหารประเทศไม่เป็น...เพราะเรียน
ทหารมา...ยายเมียก็หลงผิด..นึกว่าตัวเองเป็น..รานี
องค์ที่ 2 ของประเทศขึ้นมา...

และสมัยปัจจุบัน...ทำท่าว่าจะมี....โดยเฉพาะ
คำว่า..."นายหญิง"...ที่ดูเหมือนว่าจะ..จุ้น..ไปในหลายๆเรื่อง

อายุยี่สิบต้นๆของฟางน้อย....
อาจมีโอกาสได้เห็น...เงื่อนไขที่สุกงอมทาง
สังคมในบ้านเรา..จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างขนานใหญ่ได้เหมือนกัน

เอ...พี่ชายนอกเรื่องไปถึงไหนนี่....






อุ๋ย....
ผมปากคอ..เราะร้าย...เหรอ
ไม่น่า...แค่พูดไปตามที่คิดเท่านั้น....
สงสัยเกิดผิดที่....ฮาๆๆ

ผมถามจริงๆเถอะ....อาการดัดจริต...ของผู้คน
ที่เรามองเห็นและรู้สึกได้ในเมืองฝรั่ง
มีให้พบเจอบ่อยไหม ?

เชื่อไหม...
บ่อยครั้งบน Central World ราชประสงค์
น้ำผลไม้ปั่นแก้วละ 75-115 บาท ถูกสาวน้อย
บางคน..ดูดพร่องลงไปไม่ถึงครึ่งแก้ว....
แล้วต้องรีบลุกไปด้วยทีท่าแสนจะ...ยุ้งยุ่ง
คอก็ต้องเอียงเล็กน้อย..เหตุเพราะหูต้องแนบ
โทรศัพท์..มือถือ (กระบอก..ตามทาส)

ลักษณาการอย่างนี้แหละ...คืออาการดัดจริต
ในความหมายของผม....
อันระบาดมากในหมู่วัยรุ่นกระเตาะ...

พูดให้ฟังเฉยๆ....อย่าเครียดล่ะ....ฮี่ๆๆ

 

โดย: สดายุ IP: 202.69.136.159 6 พฤษภาคม 2551 20:21:09 น.  

 

พี่ชาย...ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
จะมีทหารขับรถถังนั่งยิ้มอีก รึเปล่า...
รึ..ว่าบนท้องถนนจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ
เอ..รึว่าจะนองไปด้วย...เหมือน 16 ตุลา
แต่..อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นใช่มั๊ยคะ..

แวะมาอ่านต่อด้วยนะคะ...

 

โดย: ฟาง IP: 118.172.25.127 6 พฤษภาคม 2551 21:52:49 น.  

 

ฟางน้อย....
อยู่หน้าจอรึนี่....
คงไม่ใช่แบบที่เคยเกิดขึ้นหรอก....
นั่นมันเรียก...รัฐประหาร...ไม่ใช่ปฏิวัติ
ทหารลากรถถังออกมายึดสถานที่สำคัญ
แล้วบังคับให้ ทีวี วิทยุ ทุกช่องเปิดแต่เพลง
มาร์ท ทั้งวันทั้งคืน....อยู่สักสองสามวัน

แล้วนั่งดูละคอนตบตีกันต่อ....อิๆๆ
เราเรียกว่า...รัฐประหาร

การปฏิวัติต้องแบบ...ฝรั่งเศส...สมัยกิโยติน
แล่นคมขึ้นลงทั้งวันทั้งคืน..แบบนั้น

ฟางน้อย...อย่ากลัวเลย....
ยังอีกนาน....

หรือถ้าคนไทยเริ่ม
มีความคิดเป็นตัวของตัวเองอย่างจริงจังกับ
นักการเมืองไทย....จนล้างพืชพันธุ์ที่เห็นลากหาง
กันอยู่ไปมาตอนนี้จนหมดไปได้ก็อาจ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย...ตลอดไป
ก็ได้

 

โดย: สดายุ... 6 พฤษภาคม 2551 22:17:25 น.  

 

ทำไมยังมีคนประเภทนี้อยู่อีกนะ

//www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=&user=noonei789&page=&syear=&smonth=&sdate=&style=1&id=686

 

โดย: เอก IP: 118.174.208.100 6 พฤษภาคม 2551 22:32:23 น.  

 

แบบนั้นเรียกกว่ากระแนะกระแหนป่าว..... ฮ่าๆๆๆๆๆ
ภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรง ต้องตีความ ตีแล้วตีอีกจนมือเมื่อย .... เครียดดีไม๊เอ่ย ....
แต่เสียใจค่ะ เช่นไรก็ไม่เครียด โลกนี้สวยงาม ลั่น ลัน ล้า พยายามตามดูความคิดตัวเองอยู่ค่ะ สนุกดี วันนี้หลากอารมณ์มาก ห้า ห้า ฮ่า ขอแซวนิดนึง ถ้าคนดูดน้ำไม่ใช่สาวนอก แต่เป็นวัยคุณแม่ จะมีคนจับตาดูกริยาป่าวหนา

เพลง.... วิวัฒน์รัตนโกสินทร์ อยู่นะคะ
เสียดาย 200 กว่าปีรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยก็ยังไม่พ้นกับคำว่ายากจนและด้อยพัฒนา

วันนี้ไปตั้งคำถามว่า ความคิดถือเป็นกรรมไหม ?
ถ้าเป็นกรรมและตั้งมั่น อาวุธที่สำคัญคือจิตและอธิษฐานจิตก็จะมีอานุภาพยิ่งนัก ..... นึกถึงสองฝั่งฟ้า เย้ๆๆๆๆๆ

กลับมาเรื่องดัดจริตของฝรั่ง เย็นนี้จะไปสังเกตการณ์ก่อนนะคะ ฮ่าๆๆๆ ว่าจะไปนั่งดูหนุ่มหล่อดื่มกาแฟ เอียงคอคุยโทรศัทพ์ นี่ๆๆๆๆๆๆๆๆ ถ้าเจอใครหล่อได้ขนาด จขบ จะแอบมองบ่อย ๆ แฮ่ๆๆๆ
แล้วจะมารายงานผลนะคะ

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 7 พฤษภาคม 2551 3:22:34 น.  

 

เอก....

ปเสาะแสะสายตาเจอได้ไงนะ...อิๆๆ
รูปนี้เหรอ




คนเอาไปโพสต์ใช้ชื่อ....เนย
เป็นผู้หญิง...ถ้าเกิดปี 1987 จริง..ก็อายุ 21 ปีแล้ว
ไม่เด็กแล้ว...เรียนมหาวิทยาลัยปี 3 แล้ว

ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2550....
มีคนเข้าไปอ่านแล้ว...12606 คน...อืม เยอะพอดู

คงเป็นเด็ก....เพราะเอากันไปทั้งดุ้น
และขาดๆเกินๆ....ไม่ติดต่อกัน....
แสดงถึงความเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราว
ที่เขียนเท่าไร

เอาแห่งห้วงมหรรณพ...ลงต่อผสมปนเปไปกับ
สายธารกาลเวลา....

เรื่องแบบนี้คงไม่หมดไปได้ในสังคมไทย....
ท่าทางจะชอบงานของผมขนาดหนัก...
จนอยากครอบครอง..และหลอกคนอื่นๆว่า
เขียนเอง....

คำถามก็คือ...ทำไม...คนเราจะชื่นชมงานผู้อื่น
เพียงอย่างเดียวไม่ได้....เอาไปแปะไหนก็บอก
ว่างานใครก็เท่านั้น....ทำไมต้องแสดงว่าเป็น
สิ่งที่ตัวเองทำ...ทั้งๆที่ไม่ใช่....

ดูสิ....สายธารกาลเวลาภาคพิเศษ...เขียนค้างไว้
ยังเอาไป....จะรอดูซิว่าจะแต่งต่อจนจบได้เมื่อไร
....ฮาๆๆ


งานพื้นๆธรรมดาแท้ๆ....ทำไมไม่ไปเอางาน
ของบรรดา..."กวีศรีกบาล"....กันมั่งนะ

ฮาๆๆ







อุ๋ย....
เอ...คนหน้าตาขี้เหร่..นี่...หากชมว่าหล่อบ่อยๆ
เขาจะว่าสายตาไม่ดีนะ....อิๆๆ

เรื่องกรรม...และ...อาการ...เดี๋ยวจะมาว่าต่อ

การกระทำที่ไม่มีเจตนากำกับ...เรียก...อาการ
หากเป็นสรรพธรรมชาติแวดล้อม...
เรียก....ปรากฎการณ์

การกระทำที่มีเจตนากำกับ....เรียก....กรรม

 

โดย: สดายุ... 7 พฤษภาคม 2551 7:28:10 น.  

 




รู้สึกว่ามีจะชุดรูปวาดฝีพระหัตถ์ในหลวงด้วย
แต่ไม่ยักกล้าแอบอ้างแฮะ....

เอ้า....
เชิญชวน...พ่อแม่พี่น้อง...ช่วยกันไปชม
ผลงาน...เค้า...หน่อย...จะได้มีแรงใจ
เขียนต่อ...อิๆๆๆ

//www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=&user=noonei789&page=&syear=&smonth=&sdate=&style=1&id=686



เห็นภาพพระพุทธรูปหน้าเวปด้วย....
ไหมล่ะ....พืชพันธุ์....ภาพพจน์จริงๆ
การฝักใฝ่ธรรมะ...กับการเป็นหัวขโมย
มันช่างกลมกลืนกันดีจริง

 

โดย: สดายุ... 7 พฤษภาคม 2551 7:41:11 น.  

 

ท่านครับ
เป็นความจริงแท้...
ที่ท่านบอกผมไว้ว่า พอหัดแต่งร้อยกรองไปสักพัก
แล้วย้อนไปดูงานเก่าๆ ของตัวเอง...
จะพบว่า บางงานดูไม่ได้เลย
หรือไม่ก็ไม่ดีพอ (ทั้งที่เมื่อก่อนเราว่าดีสุดๆ แล้ว)

เมื่อวานนี้ผมค้น "ละครแรกวัน" มาอ่าน
(เรื่องที่ได้แรงบันดาลใจจากขณะแห่งลีลาของท่าน)
เห็นบางแห่งแต่งไว้แปลกๆ บางบทก็ตลกดี
เลยลองปรับโน่นนิดนี่หน่อย...ให้ดูดีขึ้นบ้าง
สนุกดีครับ อิอิ

 

โดย: ศารทูล IP: 118.174.206.87 7 พฤษภาคม 2551 13:33:20 น.  

 

แวะไปเยี่ยมบล็อกน้องเนยมาแล้วค่ะ
ก็ดีใจแทน จขบ ที่มีคนเห็นและชอบคุณค่าของงานที่มาจากสมองและ จิตใจ นำไปแพร่หลายให้เพื่อนร่วมโลกได้รับความสุขจากอักษรที่สู่สายตาด้วยค่ะ เป็นทานอย่างหนึ่ง เธอก็ช่วยทางอ้อมให้ จขบ ได้ทำทานนะคะ

วันนี้กลับมาเป็นเพลงลาวดวงดอกไม้ เพลงนี้อุ๋ยก็ชอบเช่นกันค่ะ แฮ่ๆๆๆ กับเช้าวันพุธ วันที่จิตใจไม่ใคร่จะเบิกบาน เสียงเพลงและภาษากวีที่สวยงาม ทำให้จิตใจเบิกบานขึ้นได้มาก

ไปทำงานก่อนนะคะ แล้วจะเข้ามาคุยใหม่ค่ะ

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 7 พฤษภาคม 2551 19:03:00 น.  

 

ศารทูล....

เป็นธรรมดาที่ต้องเป็นเช่นนั้น
แสดงถึงการมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
เมมื่อมองงานของตัวเองออกแล้ว
ก็จะเริ่มมองงานของคนอื่นออกด้วย
ว่าที่เขาเขียนกันน่ะ...แค่ไหน...

พอพ้นมาจากเรื่องคำ...ซึ่งเป็นพื้นฐานการเขียน
อันดับแรก...เราก็จะมีพัฒนาการต่อเรื่องเนื้อหา
เองเป็นลำดับ....ว่าพออ่านเร็วๆผ่านๆแล้ว
มีแต่น้ำหรือมีเนื้อหาเยอะ...ความเดินหน้าดี
หรือยังย่ำอยู่กับที่แบบขบวนพาเหรดตอนหยุด

อิๆๆ

เมื่อมองงานคนอื่นออก...ถึงจะประเมิน
ได้ว่าที่เขาเขียนน่ะ...ดี หรือ ธรรมดา หรือแย่

อืม...ก้าวหน้า






อุ๋ย.....
ที่จริงต้องบอกว่า...ผมไม่หวงงานตัวเองนะ
สังเกตได้ว่าไม่เคยเขียนเรื่อง...สงวนลิขสิทธิ์

แบบพวก...ขี้หวง...ทั้งหลายที่เนื้อหากลอน
น่ะเพื่อความเสียสละต่อปวงชนไม่เว้นแต่ละบท
...แต่หวงห้าม...มีลิขสิทธิ์นะ...อะไรทำนองนั้น

อีกทั้งเขียนเล่นเพื่อความบันเทิง...ไม่ได้เพื่อ
เงินทองอะไร...เพราะคงไม่พอยาไส้..(ขดไส้
ผมน่ะยาว...ทานเยอะ...อิๆๆ)....

เพียงแต่ไม่ต้องกับจริตการด้อมๆมองๆ...
แล้วหลังไมค์....งงกับการที่จะพูดอะไร
แล้วต้องทำเหมือนกระซิบกระซาบ
มันอะไรกันนักหนานะ.....อิๆๆ

จากประสบการณ์ของผู้ที่โดนขโมยงานมา
ไม่ต่ำกว่า 6-7 ครั้ง...คนที่ขโมยงานผมไป
จะมีจริตในทางเสแสร้งสร้างภาพตัวเองทั้งหมด
ทุกคน....มีจริตโน้มไปทางไม่ค่อยเปิดเผย..
กล้าหาญ...องอาจ
มีภาวะแบบ...มุสิก คือ หนูที่ไม่ชอบแสงสว่าง

เสแสร้งอย่างไร....
ชอบงาน...แต่ไม่เปิดเผยตัวเข้ามาพูดคุย....
ได้แต่แอบๆอ่าน...แอบๆเซฟเก็บไว้....

โดยเฉพาะพวกที่มีบล็อคนั้น...หากผมไม่ add ใคร
ถึงจะแอบมาอ่านบล็อคนี้ทุกวันก็จะไม่กล้า add
บล็อคนี้กลัวอาการ...เสียหน้าเสียตา
ว่า....

รักเขาข้างเดียวเหมือนเกลียวเชือก
เขารักเราเผื่อเลือกหารู้ไม่
เขาไม่รักเราแล้วก็แล้วไป
ขอรักเขาเรื่อยไปก็แล้วกัน

แฮ่ม...อิๆๆ

ผมไม่ไปทักทายพูดคุย...
ก็จะมาแล้ว..หลังจากนั้นไม่มาอีก...เพราะต้องการ
การค้าแบบต่างตอบแทน....
(สาเหตุที่ไม่ไปอ่าน...เพราะมันไม่น่าสนใจสำหรับ
ผมเท่านั้นเอง...ไม่ใช่ว่างานเขาไม่ดี...แต่คนที่
ไม่คิดไรตัวตนอาจน้อยหน่อย..ก็มาอยู่เรื่อยๆ
แบบอุ๋ยไง)

เป็นอาการที่มีมากจนน่าแปลกใจในสังคมนี้
ที่พูดมาคืออาการเสแสร้ง...

ทีนี้ลามมาถึงการชอบงาน...แต่ไม่มีความ
กล้าหาญที่เพียงพอที่จะเข้ามาขอกันตรงๆ....
และหรืออาจเป็นไปได้ที่จะ..ไม่ต้องการให้ใครรู้...
เพราะต้องการแอบอ้างกับคนที่ไม่รู้เรื่องไร...
ให้เข้าใจว่าตัวคนเอาไปน่ะเขียนเอง....
เพียงจะได้รับคำชมว่า...

โอ้โห...เก่งกันจังเลย...
เพราะจังเลยค่า....
หวานจังเลยค่า....
ซึ้งมากที่สุดในโลกค่า....

แล้วเห็นไหม...คนที่เอาของคนอื่นไปแบบ
เจ้าของไม่รู้ตัว....กลับมีบทความเรื่องนิพพานอะไร
มากมายในบล็อคนั้น....
โอ..พระเจ้าจอร์จมันยอดมากเลย....

บทกลอนที่ผมเขียน....ไม่สนใจจะสะท้อน
สังคมอะไร....สะท้อนจริตตัวเองมากกว่า
ว่ามาทางนารีปราโมช...ไม่เคยดัดจริตบิดเบือน

ไม่เคยชี้นำสังคมว่าต้องเสียสละท่าโน้นท่านี้
แล้วบอกว่างานตัวเองน่ะ....สงวนลิขสิทธิ์...ฮะฮา

ไม่พล่ามพูดขึ้นเองเรื่องธรรม....
หากไม่มีใครถาม....แล้วแอบจิ๊กงานใครเขา

แค่ปากคอเราะร้าย (ไม่ใช่ เลาะร้าย..นะนา)
อยู่บ้าง....

อุ๋ย...รู้ไหมว่าสิ่งที่ไม่ควรขโมยที่สุดของผมคือ
ฉันท์....
เพราะคำฉันท์ รวมทั้งกาพย์...วรรคสุดท้าย
เขาไม่ร้อยสัมผัสกัน....ตั้งแต่โบราณจวบปัจจุบัน

แต่ผมร้อย....ใครเอาไปก็รู้ได้ทันที...มันมียี่ห้อ
ติดอยู่

บอกแล้วนะว่า....ไม่หวง
อย่าเอาไปหาผลประโยชน์ให้รู้ละกัน...อิๆๆ
.....

 

โดย: สดายุ... 7 พฤษภาคม 2551 21:22:57 น.  

 

พี่ชาย...
เกิดอะไรขึ้นกันคะ...?
นึกเสียว่าเป็นวิทยาทานก็แล้วค่ะ..
ได้บุญดี...

พี่ชายคะ..อะไรเป็นแรงบันดาลใจ
ให้พี่ชายเขียนงานได้ดีขนาดนี้คะ..
อยากเก่งอย่างพี่จัง...

ฟังเสียงบรรเลงเพลงนี้แล้ว..
นึกถึงกลิ่นดอกแก้ว..และดอกโมกเลย..นะคะ..
กลิ่นหอมอ่อน ๆ เวลาลมพัดโชยมาต้องจมูก
ในยามค่ำคืน...น่ะค่ะ

 

โดย: ฟาง IP: 118.172.37.235 7 พฤษภาคม 2551 22:44:18 น.  

 

เจอคนแอบชื่นชอบผลงานพี่ มากๆ
อีกคนแล้วนะคะ

ดูจากสิ่งที่น้องเขาโพสในบล็อกแล้ว
ความคิด...น่าจะยังเด็กมาก
ตักเตือนกันนิดหน่อย...ก็คงพอเข้าใจได้ค่ะ

เราคิดเสียว่า...มีคนชอบ...ดีกว่าคนชัง เนอะคะ

 

โดย: เพรง.พเยีย 8 พฤษภาคม 2551 5:31:52 น.  

 

ฟางน้อยๆ....
พี่ไม่คิดอะไรมากหรอก...
แค่หงุดหงิดนิดหน่อย

แต่ก็นะ....พี่ได้พิสูจน์ให้คนที่เข้ามาอ่าน
เห็นกันแล้วว่า...คำว่า...โวหารภาพพจน์...
เป็นยาพิษในจิตใจผู้ฝักใฝ่วางจริตในมันไว้
อย่างไร....

สังคมไทยจะเต็มไปด้วยการมดเท็จ...แก้ตัว
หากคนไทยคอย...แบกทูนภาพพจน์...ไว้บนหัวกัน
มากๆ

นิยามของคำว่า...ภาพพจน์...คือ
ตัวตนที่เป็นเท็จต่อสายตาบุคคลที่สอง..สาม...สี่

เรื่องงานเขียน....
คงเพราะพี่ชอบนะฟาง....ชอบการประดิษฐ์
เสกสรรคำ...เพื่อรองรับเรื่องราวที่คิดขึ้นมา
การเดินตามฉันทลักษณ์ที่เป็นข้อกำหนด
เป็นความท้าทาย....

เหมือนเล่นหมากรุก
ม้า...เรือ...โคน...ขุน...จะมีกฎเกณฑ์ไว้ว่า
ลักษณะการเดินของมันแต่ละตัวเป็นอย่างไร
จะละเมิดมิได้....

การอ้างว่าเขียนร้อยกรองอะไรสักอย่าง
แล้วไม่เดินตามข้อกำหนด...จะมาอ้างว่า
ไม่ยึดติดกับฉันทลักษณ์....ก็เหมือนการเล่น
หมากรุกแล้ว...เดินมั่ว...เอาม้าเดินแบบเรือ
อิๆๆ....แล้วจะมาอ้างว่าไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์
ได้ไหม

ฟางเชื่อไหม....
มีคนเอาสีข้างเข้าถู...แถกเหงือก....แก้ตัว
ให้ตัวเองที่ไม่สามารถพอจะทำตามข้อกำหนดว่า
"กวีอยู่ที่ใจ"....มีทุกวงการกับคนลักษณะนี้

อารมณ์เป็นเรื่องที่ต้องมีสำหรับงานเขียน
หากไม่มีอารมณ์อ่อนหวาน...ก็จะไม่มีอารมณ์
เขียนเพลงยาวให้สาวคนไหนได้หรอก....

ครั้งแรกที่เห็น..จุ๋ย...วลัทยา นิลคูหา
ในละคอนช่อง 7....เชื่อไหมพี่เขียนบท
นารีปราโมชเสร็จภายใน 20 นาที

๐ พิมพ์ภาพ ๐




๐ สุดรอคอยค่อยเห็นว่าเป็นเจ้า
กี่ภพกาลผ่านเล่าที่เฝ้าหา
เหมือนพิมพ์ภาคฝากมั่นลงสัญญา
ให้ตรึงตราแต่ในน้ำใจเดียว

๐ สุดอาวรณ์จะซ่อนแล้วในแววเนตร
จึงผันเลศนัยแผ่ให้แลเหลียว
หวังเชื่อมสายสัมพันธ์ช่วยขันเกลียว
ร่วมโน้มเหนี่ยวคำนึงจดถึงกัน

๐ เหมือนโดดเดี่ยวเปลี่ยวว้างจักจางหาย
แต่เห็นสายเนตรวับวาวรับขวัญ
แฝงอาทรค่าล้ำเป็นกำนัล
ร่วมเสกสรรจินตนาให้ตราตรึง

๐ อันว่าเล่ห์เสน่หาเมื่อปรากฏ
ช่างยากลดทอนพิษของคิดถึง
ท่วมในอกก็ถ้อยคำเกินรำพึง
หลากก็ซึ้งอาลัยอันไหวเวียน

๐ หลับตาลงแต่ละครั้งก็ยังอยู่
คือรอยอุ่นวาบสู่ไม่รู้เปลี่ยน
จะลบเลือนเหมือนยากเกินพากเพียร
จะกร่อนเกรียน...คงเมื่อขันธ์ถึงวันวาย

๐ หลบเนตรพริ้มอิ่มแก้มเห็นแกมเรื่อ
ฤๅว่าเยื่ออาวรณ์กำจรหมาย
สนองตอบท่าทีในพี่ชาย
แต่ชม้าย..ก็ถึงเพ้อ...ใจเหม่อลอย

โรคชอบคนสวยนี่...รักษากี่หมอก็..
แก้ไม่หายสักที....เฮ้อ...สงสารพี่ชายบ้างรึเปล่า
ฟางน้อย....






นางน้อย....(??...อิๆๆ)
รับทราบเจ้าค่ะ....
พี่ชักเริ่มเอ็นดู...น้องเนย..คนนี้เสียแล้ว
เพราะมีคนแถวนี้คอยเห็นใจกันหลายคน....
อืม....คงน่ารักนะ...ว่ามั๊ย....อิๆๆ


..........................................
บทนี้มอบให้...ความงดงามแห่ง
บรรยากาศ...ที่แวดล้อม


๐ และแล้วความเยียบเย็นก็เร้นหาย
หลังอุ่นอายทิวากาลได้ผ่าน-เผย
ความมืดหม่นทั้งปวงก็ล่วงเลย
ให้ชิดเชยระยับช่วง..แห่งดวงวัน

๐ กรุ่นกลิ่นช่อกุสุมาแห่งป่าฝน
จึงเหมือนปรนเปรอหอมเข้าล้อมขวัญ
ให้เสพทราบปรีดิ์เปรม..แห่งเขมพรรณ
จนงามนั้นทอทาบลงฉาบทรวง

๐ ค่อยค่อยเผยภาพพิจิตรให้พิศเพ่ง
ค่อยค่อยเปล่งรอบรุจีราศีสรวง
โอนงดงามเข้าประดัง..ใจทั้งดวง
ก็สุดใจจะแล้วล่วง..พ้น..ห่วงใย

๐ รับรู้ถึงจินตภาพที่ทาบทับ
ก็โดยผ่านแววระยับ..เนตรขับไข
เอื้อรูปรอยความคิดและจิตใจ
พาบ่มไล้ความสะคราญอยู่นานวัน

๐ แต่เผยภาพอภิรมย์ให้บ่มร่ำ
ก็เกลือกกล้ำสดชื่นทั้งตื่นฝัน
อยู่ท่ามกลางสวยสีมาลีพรรณ
ที่เสียดช่อสูงชั้นอย่างบรรจง

๐ ประโลมหวานหอมฟุ้งอำรุงร่าง
อยู่ระหว่างหวั่นไหว..และใหลหลง
เหมือนหยดหยาดหวานย้ำในจำนง
ก่อนสืบส่งหอมล้ำ..ลงซ้ำรอย

๐ เริ่มต้นแล้วบทปฐม..สายลมร่ำ
จะข่มช้ำ-กำสรดให้ถดถอย
เพื่อใจอ้างว้างอยู่ได้รู้คอย
เต็มละห้อยห่วงเห็น..อยู่เช่นนั้น

๐ แต่นี้ลมคงร่ำ..เสียงคร่ำครวญ
และเสี้ยวส่วนดวงใจ..คงไหวหวั่น
เสียงนกก้องแนวป่าพนาวัลย์
จะเช่นอกใครสั่นรำพัน..เพ้อ

๐ หอมเอย..หอมกลิ่น..ประทิ่นมาลย์
พาชื่นบานเข้าประดัง..จนพลั้งเผลอ-
ให้หอมหวานล่วงล้ำ..เข้าบำเรอ
ให้เฝ้าเหม่อคอยหอมอย่างยอมใจ

๐ ขอฝากลมล่องลอย..นำถ้อยเอ่ย
ช่วยรำเพยคำกรอง..พร่ำพร้องให้-
สู่โสตว่า..แหนหวง..และห่วงใย-
นั้นท่วมใจพี่แล้ว..นะแก้วตา

 

โดย: พี่ IP: 202.69.136.159 8 พฤษภาคม 2551 6:56:14 น.  

 


โรคชอบคนสวย 55+ แย่เลยเป้นโรคติดต่อที่เป็นแล้วหายยาก วัคซีนก็ยังไม่มี น่าฉงฉาน ฮ่าๆๆๆๆๆ

ระหว่างสวยกับน่ารัก ชอบแบบน่ารักมากกว่า
แต่ที่ชอบ คือชอบคนที่คุยด้วยแล้วสบายใจน่ะค่ะ ความมีอารมณ์ขันสำคัญมากเลย แล้วก็จิตใจที่ดี

งานยุ่ง แล้วจะเข้ามาคุยต่อ ไปทำงานก่อนนะคะ
แฮ่ๆๆๆๆ

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 8 พฤษภาคม 2551 20:09:30 น.  

 




พี่สดายุ..


ตามไปอ่านมาเช่นกันค่ะ
..เด็ก..น่าจะอธิบายได้ และจะเป็นผลดีมากกว่าตำหนิ
ไมใช่ผู้ใหญ่ที่เป็นไม้แก้ดัดยาก
เชื่อเช่นเดียวกับคุณนางว่า น้องเค้าน่าจะรับฟัง
ความชื่นชอบ อาจทำให้เกิดความหลงผิด คิดผิดได้
แต่ก็น่าจะแก้ไขได้

จาก comment 35
ชอบบทนี้จังค่ะ

๐ แต่นี้ลมคงร่ำ..เสียงคร่ำครวญ
และเสี้ยวส่วนดวงใจ..คงไหวหวั่น
เสียงนกก้องแนวป่าพนาวัลย์
จะเช่นอกใครสั่นรำพัน..เพ้อ



 

โดย: Nok_Noah 8 พฤษภาคม 2551 21:24:37 น.  

 

พี่ชาย..
อารมณ์หงุดหงิด ทำให้เครียด และแก่เร็วนะคะ..
เดี๋ยวสาว ๆ เห็นจะไม่หล่อ นะคะ..จะบอกให้..

ก็สงสารพี่ชายอยู่...นะนา...
ที่เป็นโรคแบบที่ว่า...
เพราะสาวไทยมีแต่สวย ๆ ทั้งนั้น..
ฟางการันต์ตรีได้...นะคะ..
เอ...แล้วจะเลือกใครดีหล่ะ...
โอ๊ย..!..หนักใจแทนพี่ชายจังเลย...


 

โดย: ฟาง IP: 118.172.100.169 8 พฤษภาคม 2551 22:34:19 น.  

 

อวสานด้วยเพลงโปรด จระเข้หางยาว
อ่านจนจบก็คิดถึงการเดินทางของคนเรา
ที่ว่าสุดท้ายจุดหมายปลายทางต่างก็ไม่มีใคร
ความสุขของการเดินทางคืออะไร

พบเพื่อพัดพรากสุดท้ายก็ตายจากนั้นสุขหรือ ?

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 9 พฤษภาคม 2551 2:48:54 น.  

 

อุ๋ย....
โปรดเพลงนี้เหรอ....
ท่างั้นเราโปรดเพลงเดียวกันสิ....อิๆๆ
ตอนนี้ฟังทั้งในรถ...ในที่ทำงาน
เพราะฟังแล้วจะนึกถึงสาวน้อย...มะซาจี..ทุกทีสิน่า
อิๆๆ

ความสวยงามแห่งรูปอิสตรีนั้น
เป้นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้....เริ่มสำแดงตั้งแต่
เข้าสู่วัยรุ่นสาว....พร้อมกิริยาและจริตแห่งเพศ

เป็นความสวยงามที่แตกต่างกันไป
ตามสายตาคนมอง....หากสร้างความหมาย
ให้แก่สายตาชายเสมอ....เหมือนดอกไม้
ที่มีสีสัน....และบ้างก็มีกลิ่นหอมด้วย

เพราะฉะนั้นชายผู้มีจิตใจรักถนอมบุปผา
ย่อมเห็นได้ไม่ยาก....รวมทั้งสามารถนำมา
สร้างงานเขียนตอบสนองจิตใจตนเองได้อย่าง
อ่อนโยน อ่อนหวาน และมีพลัง

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว....เราคงไม่สามารถ
เคียงคู่กันไปต่อหลังกายแตกดับก็ตาม
แต่ธรรมชาติก็ได้สร้างความรู้สึกแบบนี้ใน
จิตใจชายและหญิงแล้ว....เพื่อว่าโลกจัก
ดำรงอยู่ได้ต่อไป.....

โลกแห่งความรู้สึก....ที่หากมีจริตต้องกันแล้ว
จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน..ไปตราบนาน






นก.....
ช่างเถอะ....เราคงไปเปลี่ยนจริตในจิตใจ
ใครไม่ได้....มันสั่งสมสร้างกันมาจนเป็นตัวตน
หนึ่งๆ...ต้องอาศัยเวลาจึงอาจจะช่วยได้

หวังว่าสักวัน...
เขาจะมีความกล้าหาญ....ตรงไปตรงมา
ที่จะเข้ามาขอกันตรงๆซึ่งหน้าก่อนนำไป....
และพี่คงให้ด้วยความยินดี


บทนั้น...เป็นบทที่เขียนนานแล้ว
เมื่อมีความสวยงามสัมผัสกับจิตใจ
ก็ปรุงเป็นความคิดและถ้อยคำขึ้นมา

สบายดีนะคะ







ฟางน้อย....
อ้อ...หงุดหงิดแล้วไม่ดีอย่างนี้เอง
พี่จะคอยระวังไม่ให้มีแล้วกัน

อืม...ขอบคุณนะคะที่สงสารพี่....อิๆๆ
วันนี้วันศุกร์อีกแล้ว...เร็วจริง

แต่อาจไม่เร็วนักสำหรับ...การรอคอย
ของจิตใจที่จดจ่อในกันและกัน
ฟางน้อยว่ามั๊ย....

เอ...แล้วทำไมพี่กลับมาจดจ่อแต่วันเสาร์
ได้นะนี่

เสาร์อาทิตย์นี้...ไปเที่ยวไหนคะ



 

โดย: สดายุ IP: 61.19.88.178 9 พฤษภาคม 2551 6:44:28 น.  

 



โลกหมุนทุกวัน
ความฝันก็เหมือนกับโลก
ยิ่งตามยิ่งหนี
นานวันดูเหมือนความฝันจะเหลือน้อยลง..ๆ..

โดยเฉพาะเมื่อต้องยืนมองโลกของคุณสุดายุ


 

โดย: กระบี่ไล่ล่า //// IP: 118.173.250.106 9 พฤษภาคม 2551 13:56:27 น.  

 

พี่ชาย..
แวะมาชวนพี่ชาย..คลายความหงุดหงิด..
ออกกำลังกายวันละนิด..
ความหงุดหงิดหายไป..

แล้วจะแวะมาอ่านตอนอวสาน..นะคะ..

 

โดย: ฟาง IP: 118.172.30.83 9 พฤษภาคม 2551 17:30:12 น.  

 

เพราะโลกไม่เที่ยง ฝันก็เลยไม่เที่ยง ? ...

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 9 พฤษภาคม 2551 21:51:34 น.  

 

ถ้าตัวตนไม่ใหญ่โต ความฝันก็ยิ่งจะน้อยลง ถ้าไม่อยากได้ใคร่มี โลกมันก็ไม่หนีไปไหน ?

 

โดย: อุ๋ย IP: 216.119.4.4 9 พฤษภาคม 2551 21:59:27 น.  

 

กระบี่ไล่ล่า....

อ้อ...ความฝันน้อยลง...
เมื่อยืนมองโลกของผม...อืม
ที่เขียนมานี่..คนเขียนเองเข้าใจไหมนะ
ว่า..โลก...คืออะไร......ฮี่ๆๆ





ฟางน้อย....
พี่ออกกำลังกายทุกวัน
และหงุดหงิดแป๊บเดียวเองก็หายแล้ว
มีสาวน้อยแวะมาคอยเป็นกำลังใจบ่อยๆ
จะหงุดหงิดนานได้ไงนะ....






อุ๋ย.....
เรื่องกรรม....
ความคิดเป็นกรรมไหม....
กรรมคืออาการที่กอปรด้วยเจตนา

ความคิดเป็นเรื่องของ....มโนวิญญาณ
ที่เกิดจากอายตนะภายนอกภายในกระทบกัน
ตามเหตุและผลแห่งสายปฎิจจสมุปบาท
ที่เริ่มด้วยอวิชชา....

ส่วนเจตนา..เป็นความมุ่งหมาย มาดมั่น
บทนี้เขียนไว้นานแล้ว....สมัยหัดแต่งโคลง

๐ ปฏิจจสมุปบาท ๐

งานเก่าเอามาเก็บรวบรวมไว้ที่เดียว
จาก ปฏิจจสมุปบาท
ท่านพุทธทาสภิกขุ


๑.เหตุมีแรกเริ่มด้วย…...อวิชชา
ความมืดมิดนำมา……….เงื่อนต้น
อริยสัจจ์ชัดหนา…………ไกลห่าง
ปรุงแต่งจนหลั่งล้น………อุบัติเชื้อมิจฉา ฯ

๒.สังขาร…จึงก่อสร้าง.…ลวดลาย
หน้าที่ปรุงทางกาย…..….จิตพร้อม
วาจาอีกหนึ่งหมาย……...ปรุงแต่ง
ดาลเดชขึ้นหล่อล้อม…...ส่งให้จัดการ ฯ

๓.วิญญาณ…ชูช่อขึ้น…...ถือธง
มี “หก”ทางดำรง.……..….อยู่พร้อม
ตา-หู-จมูก-ลิ้นลง………..ตรงด่าน
กายและใจรายล้อม……..ไม่ได้ลิบลอย ฯ

๓.๑มีรอยอรรถบ่งไว้……..ยาวนาน
จับปฏิสนธิพาน………......ผิดเพี้ยน
เหตุจากคิดวิตถาร…………เกิดใหม่
อธิบายกระมิดกระเมี้ยน....คร่อมแล้วสามภูมิ ฯ

๓.๒ปูมพราหมณ์วนบวชด้วย…คติเดิม
เขียนอรรถอวดเหิมเกริม….….กลั่นแกล้ง
วิญญาณหกประเดิม……....….เอาออก
สอดปฏิสนธิแย้ง…………....…จบแล้วเผาตำรา ฯ

๓.๓ว่าสัสสตทิฏฐิล้วน……ตัวตน
ท่องเที่ยวคอยเวียนวน……วัฏฏะห้วง
เหตสืบเนื่องปฏิสน-…….…ธิ-มั่ว
รอยจากไตรเภทล้วง……..รุกด้วยอาตมัน ฯ

๔.นามรูป…พลันเกิดแล้ว…ตามตอน
นามและรูปสี่จร…..……….วิ่งเข้า
ติดตังแน่นยากถอน……….ทวนไถ่
สวมทับอวดเป็นเจ้า……….เลือดเนื้อของตน ฯ

๔.๑บนนามนั้นกอรปด้วย…เวทนา
ผัสสะและเจตนา…………..ร่วมเข้า
สัญญา-มนสิกา-……………โร-เพิ่ม
ภาวะ-มหาภูติสี่เฝ้า……….เรียกแล้วรูปา ฯ

๕.เรียงมา-สฬายตนะ…ร้าย…หกจอง
จักษุ-โสต-ฆานปอง………ช่วงใช้
ชิวหาและกายาสอง………รออยู่
มาร่วม-มนายตนะได้……..ส่งให้พราวแพรว ฯ

๖.แถวผัสสะ…จึ่งพร้อม…ทำงาน
อายตนะนอก-ในพาน…….กระทบได้
มีหกจับคู่ผลาญ……………ตีต่อ
รบเสร็จรวมกันไซร้………..แต่งแต้มถึงมือ ฯ

๗.คือเวทนา…ย่อมแล้ว…..ชอบชัง
เก็บเกี่ยวสุมประดัง…………ใส่ข้อง
มีหกอย่างเป็นพลัง.……….เอาเก็บ
สุขทุกข์จะแอบพ้อง……….ไขว่คว้ามือรัว ฯ

๘.ตัวตัณหา…รุ่มร้อน…….ความอยาก
ปรุงแต่งเพียรคอยลาก…….สั่นสู้
มัวเมาคุกคามยาก………….ทานหัก
ทหารหกไม่เกินรู้……………อ่านไว้จับมัน ฯ

๙.ยึดเอาถือมั่นนั้น…………….อุปาทาน…
สืบเนื่องจาก”อยาก”ผลาญ….รุ่มร้อน
กาม-ทิฏฐิ-สีลัพ-พาน…………แยกยัก
อัตตะรวมสี่ซ้อน……………….ยึดแล้วกอดตน ฯ

๑๐.ผลเกิดภาวะพ้อง…………ภพ…สาม
กามภพรูปภพงาม…………….เกิดแล้ว
อรูปภพผุดคุกคาม…………….ยกมั่น
แดนเกิดเรืองรองแผ้ว………..ผ่านพ้นเตรียมกาย ฯ

๑๑.เรียงรายก็เกิดขึ้น…………ชาติ…ชน
ปรากฏการดำรง………………..สัตว์พร้อม
การเป็นแห่งขันธ์คง……………อายตนะ
รวมเกิดรอบจิตล้อม……………ล่วงล้ำพัดพา ฯ

๑๒.ชรามรณะ…ร้อน………..ความตาย
ความเสื่อมของรูปกาย………..ยากต้าน
การจุติแตกทำลาย…………….ภาวะ
นับเนื่อง”ตู”ถูกคว้าน…….……ใช่ม้วยลงโลง ฯ


ในบท ๔.๑ จะเห็นว่าตัว เจตนา เป็นนาม
ในนามรูป
อันนี้เป็นเส้นทางหักดิบเพื่อสู่วิมุติภาวะ

แต่กรรม....เป็นอีกประเด็น
การกระทำที่มีเจตนาเป็นกรรม
เนื่องจากเจตนาเป็นส่วนแห่งนามรูปใน
สายปฏิจจสมุปบาท....

กรรมจึงสามารถลบล้างด้วย...วิชชา
งงไหม...อิๆๆ
ทางแห่งวิชชาคือ...มรรคมีองค์แปด

เมื่อหยุดตัณหาได้...ก็ไม่ปรุงต่อเป็นเวทนา
และอุปาทาน...ให้ยึดมั่นถือมั่น
กรรมก็ตามไม่ถึง....

เพราะเมื่อหลุดจากภาวะตัวตนที่เคยยึดมั่นแล้ว
เจตนาก็ไม่มี....บุคคลนั้นๆย่อมเป็นอยู่ด้วย...
อาการ....หรือ กิริยา ล้วนๆ

พระโมคคัลลานะ....อัครสาวกผู้เรืองอภิญาหก
ในชาติก่อนหน้าเคยทำร้ายทุบตีมารดาของตน
ถือเป็นกรรมหนักสุด....ชาตินี้เมื่อสำเร็จอรหันต์แล้ว
ในบั้นปลายชีวิตก็ถูกโจรทุบตีจนถึงนิพพาน

ถามว่า...กรรมตามทันไหม
ตอบว่าไม่...ภาวะนั้นเจ็บปวดกายก็จริง
แต่ใจไม่ยึดเสียแล้ว...และท่านก็ปล่อย
ให้เป็นไปตามธรรมชาติของการแตกดับ
แห่งรูปขันธ์....ไม่ใช้ฤทธิ์ปกป้องร่างกาย
แต่อย่างใด

ตรงนี้อยากฟันธงลงไปว่า....
การที่จิตจะเข้าสู่วิโมกข์ภาวะได้หรือไม่นั้น
ไม่เกี่ยวกับกรรมในอดีตเลยแม้แต่น้อย....

เป็นเรื่องของประสิทธิภาพและความเฉลียวฉลาด
ของจิตคนคนนั้นเองที่จะมองโลกสภาพ...เข้าใจ
อย่างแจ่มแจ้งมากกว่า...ที่จะเข้าถึงภาวะ
วิมุตินั้นได้หรือไม่

คำว่า..โลก...เองต้องนิยามกันให้ชัดว่า
คือ...อุปาทานในจิต....
และ...นันทิใดในเวทนา...นั่นคือ...อุปาทาน

ชายหนุ่มเห็นก้อนหินสักก้อนริมทาง....
คงไม่เกิดอุปาทานอะไรขึ้นมาได้

แต่หากเห็นสาวสวยหุ่นดี...ใส่ยีนส์เอวต่ำมาก
รัดรูป...เสื้อกล้ามตัวเล็กขาวบาง...โนบรา...
อันนี้เรื่องราวคงต่างกันแล้ว....อิๆๆๆ

การที่ตาไปกระทบก้อนหินริมทาง....ย่อมไม่เกิด
นามรูปให้จักษุวิญญาณสร้างผัสสะขึ้นมาได้
ก็จะไม่ปรุงเลยเถิดต่อไปจนเป็นเวทนา
ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ

แต่การที่สายตาไปกระทบร่างหญิงสาวอย่างที่
บรรยายภาพมานั้น....จักษุวิญญาณ..จะสร้างผัสสะ
ขึ้นทำหน้าที่ทันทีจนหยุดไม่ทันทีเดียว

เพราะรูปนั้นมีความหมาย...

พูดธรรมอีกล่ะ....
เอามะพร้าวมาขายสวนรึเปล่านี่

 

โดย: สดายุ... 9 พฤษภาคม 2551 23:04:38 น.  

 


เห็นแล้วเสียดาย ขออนุญาติตรงนี้ขอเอางานเก่าจาก ปฏิจจสมุปบาทของท่านพุทธทาสภิกขุที่ท่าน จขบ รวบรวมไว้ไปเผยแพร่ค่ะ

บัวที่มี 4 เหล่า ใครรับได้ก็รับ เห็นแล้วอยากให้ธรรมนี้แพร่กระจายในวงกว้างค่ะ

ขอขอบคุณไว้ ณ ตรงนี้ด้วย

 

โดย: อุ๋ย IP: 205.188.117.66 10 พฤษภาคม 2551 3:39:16 น.  

 

เอาไปแปะแล้ว กลับมาคุยต่อค่ะ
วันนี้เหนื่อย ทำงานข้างนอก ปกติเลิกงานจะไปออกกำลังกาย วันนี้เหนื่อยเลยกลับมานอน ฮ่าๆๆๆ คิดว่า จขบ คงจะหลับอยู่ ขอให้ฝันดีเช่นกัน แม้โลกจะหมุนไป ถ้าฝันได้อุ๋ยก็จะฝัน อิอิ แล้วจะเข้ามาคุยใหม่ค่ะ

 

โดย: อุ๋ย IP: 205.188.117.66 10 พฤษภาคม 2551 4:02:44 น.  

 


มาส่งยิ้มวันที่เหนื่อยเหลือเกินคะ พี่สบายดีนะคะ?

 

โดย: Jean IP: 90.216.29.16 10 พฤษภาคม 2551 4:37:16 น.  

 

อุ๋ย....
ดีจริงที่ช่วยเอาไปเผยแพร่....
พูดแล้วก็เอาอีกสักหน่อย....

ในระดับศีลธรรม....
การไปไหว้พระ..ทำบุญ เจ็ดวัด เก้าวัด
อาจมองเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควร....
แต่เป็นเพียงอุบายธรรมเท่านั้นเอง

ไม่มีความหมายในแง่ที่จะยกระดับ
จิตใจให้คลายความยึดมั่นถือมั่นเลย
เพราะยังติด..บุญ...อยู่มาก

การยกมือไหว้พระพุทธรูป...ในลักษณะที่
มองเห็นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งพา
ทางจิตใจนั้น...หากไม่เข้าใจในหลักการ
แห่งธรรมสักเท่าไร...จิตนั้นๆก็จะไม่ได้อะไรเลย

จิตนั้นๆจะไม่ได้รับการพัฒนาเลย....เพราะยังติดกับ
ของรูปแบบพิธีกรรม.อันเป็นเปลือกกระพี้

อืม....
เพิ่งรู้ว่าเป็นคนชอบออกกำลังกายเหมือนๆกัน...
ดีครับ...จะทำให้หน้าตาดูอ่อนเยาว์กว่าวัย....เหมือน
คนในรูปเล็กๆขวามือด้านบน....ฮ่าๆๆๆ

ฝันดีครับ...

 

โดย: ผมเอง IP: 124.121.219.170 10 พฤษภาคม 2551 4:42:14 น.  

 

จีน....
พี่สบายดีค่ะ...
เหนื่อยกายแต่หากใจเป็นสุขก็คงไม่เป็นไรเนอะ
ดูแลตัวเองนะคะ....ให้มีความสุขกับชีวิตและ
สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว

 

โดย: พี่ IP: 124.121.219.170 10 พฤษภาคม 2551 4:45:38 น.  

 

สวัสดียามเช้าค่ะ..พี่ชาย..

มีพบก็มีพลัดพราก..เป็นเรื่องธรรมดา..
เพราะเป็นของคู่กัน...
อวสานสมบูรณ์แบบแล้วหรือยังคะ..

เช้านี้ฟางอยู่บ้าน..ค่ะ
แต่บ่ายจะออกไปหาความรู้ใส่สมองน่ะคะ..

เย็นจะพาท่านเจ้าของบ้านไปธุระ..
ส่วนท่านรองไปราชการค่ะ..

มีความสุขกับวันที่พี่ชายรอคอยนะคะ..

 

โดย: ฟาง IP: 118.172.89.94 10 พฤษภาคม 2551 7:44:18 น.  

 

ฟางน้อย....

มาแต่เช้าเลย...น่ารักจริง
เรื่องที่เขียนยัง
อวสานไม่ค่อยสมบูรณ์แบบเท่าไร....
แต่เอาแค่นี้ก่อน....แช่เรื่องนี้มาเป็นเดือนแล้ว

ไว้มาต่ออีกที....
ตอนพ่อของมะซาจี...มาเจอท่านหญิง...
และแม่หญิงสร้อยดาว...ได้พบเจอหน้า
น้องชายท่านหญิง....ท่านพ่อคุณชายหนึ่ง

ฟางน้อยคอยอ่านนะคะ

อ้อ...บ่ายจะออกไปหาความรู้เหรอ
อย่าบอกว่าไปศูนย์ประชุมสิริกิตต์ล่ะ...
ประเดี๋ยวเจอกัน....อิๆๆ

ขอบคุณนะคะ...กับบรรทัดสุดท้าย

 

โดย: พี่ชาย IP: 124.121.219.170 10 พฤษภาคม 2551 9:39:16 น.  

 

วันนี้เอาเรื่องกรรมไปเผยแพร่
เข้ามาขอบคุณค่ะ

 

โดย: อุ๋ย IP: 64.12.117.66 11 พฤษภาคม 2551 0:03:27 น.  

 

อุ๋ย....
ที่เขียนเป็นเพียงความเห็นนะ
คนที่ไม่เห็นด้วยคงมีมากอยู่....

บางเรื่องราวที่สั่งสมเชื่อกันมาเป็นร้อยๆปี
จะให้เปลี่ยนความเชื่อเพียงชั่วข้ามคืนคงลำบาก

ที่แปลกใจคือ
มหาเถรสมาคมไม่เคยมีบทบาทอะไร
ที่จะทำการ...สังคายนา...คำสอนที่พระมีต่อ
ประชาชนเลยให้มีแนวหลักที่ถูกต้อง
เพียงแนวเดียว...และห้ามแนวทางมิจฉาทิฐิ

ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้....
ใครว่าไงก็ตามแต่ภูมิปัญญาของคนนั้นจะเข้าใจ
ตีความเอากันเอง....
พระบ้าน....อยู่กินข้าวไปวันๆ
ไม่ศึกษาเรียนรู้...จะเอาอะไรไปสอนชาวบ้าน
ศาสนาจึงเรียวลีบลงทุกวัน
เพราะศษย์พระตถาคตไม่อาจเข้าใจธรรม
ให้ถูกต้องจริงแท้ได้....

ที่จริงแล้ว
เรื่องพิธีกรรมต่างๆอันเป็นเปลือกทั้งหลาย
ควรห้ามสงฆ์เกี่ยวข้องได้แล้ว...พวกเจิมป้าย
ขึ้นบ้านใหม่...กฐิน ผ้าป่า อะไรพวกนี้

ให้คนกรอกจำนวนเสียภาษีตามความสมัครใจ
ใส่ลงในช่อง...ทำบุญ
แล้วรัฐก็เอาไปบำรุงกิจการพระศาสนา
จะยุติการเรี่ยไร..หลอกลวงกันได้
อันเป็นความน่าอับอายต่อคนต่างศาสนา
เวลาเขามองมา...ยิ่งนัก

 

โดย: ผมเอง IP: 124.120.214.11 11 พฤษภาคม 2551 7:05:22 น.  

 

เมื่อวานที่คุยกับเพื่อน

คุยกันเรื่องความหวังน่ะค่ะ อุ๋ยเล่าให้เพื่อนฟังว่า เมื่อทำงานจนเห็นว่าเงินที่รัฐบาลจะให้หลังจากที่เลิกทำงานอยู่ในจุดที่อุ๋ยพอใจ อุ๋ยเคยคิดไปบวชที่ศรีลังกา เพื่อนก็อนุโมธนา อุ๋ยก็บอกเพื่อนว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยง ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน สิ่งที่คิดในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ได้ อย่าเพิ่งอนุโมธนา...

ก็มาเข้าเรื่องที่เราคุยกัน ว่า ความคิดที่ไม่ดีแต่ไม่ได้กระทำบาปไหม หรือ ความคิดที่ดี แต่ก็ยังไม่ได้กระทำบุญไหม....คุยไปคุยมาก็เลยเอาเรื่องพระโมคลา เรื่องกรรม ไม่แปะไว้ให้เพื่อนอ่าน

เห็นแล้วอยากให้ข้อเขียนตรงนี้แพร่กระจายไปในวงกว้าง เป็นอะไรที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย อย่างเรื่องเพราะสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมีเช่นกัน เห็นแล้วใจหนึ่งอยากเห็น จขบ บวช แล้วทำการเผยแพร่ศาสนา คนที่เข้ามาหาความรู้ คงได้แก่นไม่ได้แต่เปลือกอย่างที่อุ๋ยเห็นในบางที่ที่ผ่านตา

จะว่าไป การมุ่งจะศึกษาในด้านนี้ การจะบวชหรือไม่มันก็คงไม่ใช่สาระนัก ทั้งนี้ทั้งนั้นอุ๋ยมองว่า ถ้าเราไม่ยึดติด ทำใจให้เป็นกลาง ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็คือธรรมชาติน่ะละ แต่ที่อยากเห็น จขบ บวชเพราะเห็นในศักยภาพน่ะค่ะ ที่จะอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้คนที่ติดกับเปลือกไม่ใช่แก่น ฟังแล้วเข้าใจได้ง่าย ๆ

แวะมาคุยค่ะ ไปอ่านหนังสือต่อก่อนนะคะ
แล้วจะเข้ามาคุยใหม่ค่ะ


 

โดย: อุ๋ย IP: 64.12.117.66 12 พฤษภาคม 2551 3:36:30 น.  

 

อุ๋ย....
ดีจริง...ที่ได้ยินว่ามีความฝักใฝ่ในธรรม
ขนาดนั้น....การเป็นผู้สละโลก...ได้นั้นไม่ใช่
เรื่องง่าย...แต่อยากพูดว่าที่ลังกาเองใช่ว่า
จะเป็นสัมมาทิฐิทั้งหมด...เพราะใช้..วิสุทธิมรรค
เล่มเดียวกะเถรวาทไทยนั้นแหละ....

ส่วนตัวผม....
จิตยังติดในโลกมากอยู่..ยังรู้ตัวเองดี
จึงยังไม่คิดในขณะนี้เรื่องบวช...เพราะไม่
อยากเป็น...โมฆะบุรุษ...ในภายหลัง

โมฆะบุรุษ...คือผู้พ่ายแพ้
อย่างกรณี...พระยันตระ...พระนิกร...
พระภาวนาพุทโธ...เหล่านี้เราเรียก..โมฆะบุรุษ
คือความตั้งใจเริ่มแรกแรงกล้า...แล้วก็ค่อยๆผุพัง
จากภายในด้วยไม่อาจต่อต้าน...อิตถีภาวะได้

ผมเองต้องยอมรับว่า...ยังไม่อาจต่อต้าน
อิตถีภาวะได้เช่นกัน...โดยเฉพาะกับ..รูป..
ที่ต้องจริต...ยังหวั่นไหวอยู่มาก...จึงเพียงแค่
เตรียมการณ์อยู่อย่างรอคอยเท่านั้น
ไม่อยากเป็นคนลวงโลก...ว่างั้นเถอะ

ความใคร่ครวญในธรรมเป็นนิสัย...เราเรียกว่า
วิปัสสนา...แม้ขณะใช้ชีวิตประจำวันอยู่นี่แหละ
มันก็ไม่ขัดขวางวิถีแห่งปัญญาแต่อย่างใด

ส่วนการเคร่งครัดเพื่อความรำงับของจิต
โดยการถือศีลนั้น....ผมไม่มี...

ที่จริงมี CD ท่านพุทธทาสเรื่อง..ปฏิจจสมุปบาท
อีกแผ่น..อยากให้ฟัง...จะส่งไปให้...บอก
ที่อยู่มาทางเมล์สิ....

ผมฟังเวลาขับรถไกลๆ ทิ้งคาไว้ในรถเลย
น่าจะเป็นประโยชน์...
ไม่ต้องเกรงใจ....ครับ

 

โดย: สดายุ IP: 61.19.88.178 12 พฤษภาคม 2551 7:30:15 น.  

 



..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ..พี่ชาย



 

โดย: ดวงใจพ่อ (Nok_Noah ) 13 พฤษภาคม 2551 22:23:30 น.  

 

เพิ่งดีขึ้นจาก..เปื่อย..(ป่วย+เหนื่อย) ค่ะ เลยมาเยี่ยม
คนที่ (เข้าใจว่า) กำลังมีความสุขที่สุด ฮิ ๆ ๆ

คงเข้าใจไม่ผิดนะคะ ..ยิ้ม ยิ้ม..

 

โดย: ปลิวตามลม 14 พฤษภาคม 2551 11:05:15 น.  

 

หวัดดีนก...
คนเสมอต้นเสมอปลาย....อิๆๆ



อัล...
เข้าใจผิดเลยทีเดียวเชียว...ฮาๆๆ
อย่างที่เคยคุยกัน....
หากการสื่อสัญญาณออกไปสับสน
และซัดส่าย...เครื่องรับเครื่องไหนก็รับได้

บางเครื่องรับก็จำต้องปิดสวิชลง...
เพื่อจะลดสัญญาณรบกวนลง.....อิๆๆ

 

โดย: พี่ IP: 61.19.88.178 15 พฤษภาคม 2551 20:56:57 น.  

 



สวัสดีคุณสดายุ


มาตามคำเชิญ ยินดีมากที่ได้มาแบบลงชื่อไว้ ทุกครั้งจะมาแอบอ่านอย่างเดียวค่ะ คงต้องขออนุญาตมาอ่านอีกเรื่อยๆ

ขอบคุณนะคะ ที่สร้างงานดีดีให้อ่านอย่างมีความสุข

 

โดย: พธู 19 พฤษภาคม 2551 0:06:36 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณสดายุ

วันนี้ได้พบเจ้าของ blog ที่ชื่นชมมานานแล้ว
ดีใจมากค่ะ เคยเข้ามาอ่านอักษรงามที่ไพเราะ
รวมทั้งได้ฟังเพลงเพราะๆ กล่อมเกลาจรรโลง
ให้ชีวิตมีความนุ่มนวล อ่อนโยน อย่างอัศจรรย์นะคะ

ขอบคุณนะคะ ที่เอื้ออาทรและเชื้อเชิญให้มาที่นี่
เพราะปกติมาแบบ แอบๆ ค่ะ อิอิ

 

โดย: ร้อยเรียง IP: 125.24.84.116 19 พฤษภาคม 2551 3:01:39 น.  

 

คุณพธู....คุณร้อยเรียง

ยินดีมากมายครับ....ที่ได้เห็นมาเยี่ยม
ปกติผมก็จะมีทั้งแบบบทสั้นๆ...จบในตอน
และเรื่องยาวแบบนี้....เขียนลากยาวกันเป็นเดือน

นี่ก็...กำลังจะเขียนเรื่องยาวใหม่อีกเรื่อง
เขียนแล้วทั้งคนเขียน..คนอ่าน..มีความสุข
ทั้งคู่...ถือว่าทำให้โลกในจินตนาการของคน
สดใสสวยงาม....ก็ควรค่าแก่ความพอใจแล้ว

ที่จริงผมยังไม่ทราบว่ามีคนที่เข้ามาอ่าน
แต่ไม่ค่อยเขียนว่ามาให้รู้กัน...มากน้อยแค่ไหน
แต่ยังไงก็ยินดีที่ได้พบปะพูดคุยกันในห้อง ๑
แล้วรู้จักกัน..นะครับ

๐ เมื่อ..สายน้ำสิ้นสุด
คือที่จุดนัดพบ..อรรณพกว้าง
ลบเลือนหลากหลายเป็น..ในเส้นทาง
เหลือเวิ้งว้าง..ขอบฟ้าจดวารี

๐ เมื่อ..สายเลือดแยกสาย
จำพรากกายสืบสร้าง..ในต่างที่
จะอย่างไรเจตจินต์ยังยินดี-
ต่อความมี..ความเห็น..ความเป็นไทย

๐ และที่จุดนัดพบ..อรรณพนั้น
คือจุดปันส่วนตอน..ความอ่อนไหว
ร่วมก่อเกื้อจุดหมาย..สร้างสายใย
หลอมดวงใจ..รวมถวิล..คืนถิ่นเดิม

 

โดย: สดายุ IP: 124.120.200.248 19 พฤษภาคม 2551 7:20:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 148 คน [?]










O ภุมรินและพินทุรส .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O ลมรื่นแตะตื่นมธุระเก-
สระเรณุกาไพร
พาหอม ลุ ล้อม, ยุคะสมัย-
ก็พิไลพิลาสรอ
O งดงาม ณ ยามรุจะกระหนาบ-
นภะภาพก็พร่างพอ-
กำจายสยายบทะลออ
กระแหนะช่อสุมาลย์สี
O ฝั่งฟ้าประภา, และ ธรณิน
ภุมรินะเริ่มลี-
ลาศ-หาผการสะเพราะมี
ดุษฎีกะหอมหวาน
O โลกกว้างระหว่างวตะอรุณ
ดุจะหมุนประกอบการณ์
โผนผกวิหค ณ คคนานต์
ก็ผสานผสมเสียง
O เริ่มกาลประสารรหัสะเลศ
ทุระเภทะพร้อมเพียง-
กล่อมเมาหะเขลา, มุสะประเดียง-
ก็ระเรียงประโลมร้อย
O เผยภาพละภาพ ณ บุพะภพ-
ระบุครบ .. ระบัดคอย
ราวเรื่องก็เปลื้องบทะทะยอย
สุขะ-สร้อย .. ผสานเสริม
O เยี่ยงหวานสุมาลยะประนัง
รสะตั้งจะเตรียบเติม-
คลื่นหอมตะล่อมบทะกระเหิม
ระอุเพิ่ม .. ณ กลีบกรอง
O ทิพเทพวิเลปนะกระวน
สติคน ก็ ถูกครอง
เพียงรสประพจนะสนอง
ผัสะต้อง ก็ เจียนตาย
O ผึ้งภู่เสาะสู่มธุระรส
ระบุกฏ บ อาจกลาย
แสงสูรยะพูนพละสยาย
ก็จะผ้ายและแผดเผา
O อำนาจและอาชญะประภาพ
ขณะทาบ ฤ บรรเทา
ถ้วนกฏและพจนะเฉลา
ก็คละเคล้าระคนความ
O หยาดพินทุรินมธุ-ละออง
ผัสะต้องก็ตื่นตาม
หยาดคำเพราะคัมภิระ-ละลาม
อุระหวาม ฤ ข้ามไหว
O ภาพพจน์จรดกะนัยนา
คุณะค่า ฤ ควรใคร-
เทียมทัศน์และวัตระอดิศัย-
ะประไพประพิณพร้อม
O เทียบ-ภาพก็ภาพมธุกุสุม
กระแหนะนุ่มระรุมดอม
เปรียบ-บทสุพจนะประนอม
ก็ลุล้อมระรายเรียง
O สามารถเพราะอาชญะผสาน-
อุปการ .. ก็เกริกเกรียง
แซ่ศัพทะรับดุจะจะเอียง-
ธรณินะล่มสูญ
O สามารถเหมาะอาชวะสมรรถ
ก็ขจัด บ เพิ่มพูน
พ้องความกะทราม, ก็บริบูรณ์-
ภวะกูณฑะสุมเมือง
O พร้อมพินทุสิ้นภวะจะหยด
จิตะคดก็แค้นเคือง
โดยพิษะริษยะเมลือง
ทะนุเนื่องและน้อมนำ
O ริ้ววาตะพารสะประทิ่น
ภุมรินก็เริงรำ
ปีกลู่เสาะสู่มธุระสัม-
ผัสะย้ำกะหยาดหวาน
O ริ้ววาทะพามุสะประนอม
ผัสะย้อม กะ วิญญาณ
เจตจินตะสิ้น, สติพิชาน-
ดุจะลาญ บ เหลือรอย
O หวาน, วาตะ, อาชญะประนัง
ฤดิคลั่ง ก็ หมอบคอย
เสพลิ้มกระหยิ่ม บ ละ บ ถอย
สติด้อย สิ ดึงดัน
O เลศวาทะ, อาชวะรหัส
อวิภัชะรำพัน
เกณฑ์กรอบระบอบมุหะมหัน-
ตะกระนั้นก็เนื่องหนุน
O สูงค่าสุภาษิตะประกอบ-
คละระบอบ .. ระเบียบบุญ
สูงส่งเพราะมงคละเหมาะสุน-
ทริยะดุลยะภาพพร้อม
O ภาพงามละลามยุคะสมัย
มธุ-ไพรก็สุดออม-
แอบกลิ่นประทิ่น, กฏะพะยอม-
ก็ ลุ ล้อมประนอมกรรม
O แฉกลิ้น มุ ภินทนะสมา-
คมะชาติด้วยชำ-
นาญ..บท .. และพจนะกลัม-
พ-ระพร่ำ ก็ เป็นผล
O สามารถเหมาะชาติจะอภิวัฒน์
ก็ขจัดซะอับจน
จารีตและคีตะอนุสน-
ธิ ก็ขนประโคมคอย
O หอมหวานสุมาลยะก็ภิน-
ทนะสิ้นและสุดรอย
หยาดพินทุสิ้น, มธุระพลอย-
รสะถ่อย .. ผิ เอาทาร !










free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.